เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 102 ศึกใหญ่ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาและการเป็นศัตรูกับใต้หล้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 102 ศึกใหญ่ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาและการเป็นศัตรูกับใต้หล้า
ตอนที่ 102 ศึกใหญ่ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาและการเป็นศัตรูกับใต้หล้า
วันนั้นวังเฉินถูกฝังลงสุสาน
เจียงเจี้ยนเป็นคนช่วยสร้างสุสานให้เขาอยู่ใกล้ๆ ป่าไผ่เขียวกระดูกหยก
ฮวาเจี้ยนชินกับไป๋จีคาดไว้แล้วว่าวันนี้จะมาถึง พวกเขาจึงไม่เศร้าโศกเสียใจมากนัก
แต่เจียงเจี้ยนผู้ยังเยาว์วัยสะเทือนใจมากอยู่นิดหน่อย เขาเพิ่งเคยประสบการตายจากของคนข้างกายเป็นครั้งแรก
ตั้งแต่เล็กจนโต วังเฉินอยู่ข้างกายเขาเสมอ เขาคุ้นชินกับการมองเห็นวังเฉินทุกวัน
ในใจของเขาวังเฉินใกล้ชิดกับเขายิ่งกว่าเสด็จพ่อของเขาเสียอีก
เจียงฉางเชิงมองแผ่นป้ายสุสานอยู่เงียบๆ ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยว่า
“ไปเถิด กลับเรือนกัน”
ไป๋จีขยับเข้ามาหาแล้วถามว่า “ต้องเรียกพวกศิษย์มากวาดทำความสะอาดสุสานหรือไม่”
“ไม่ต้องหรอก หลังจากนี้เจ้าเป็นคนกวาด”
“เอ๋”
หลังกลับมาถึงเรือน เจียงฉางเชิงก็เรียกฟังก์ชันเซ่นไหว้ประทานพรออกมา
[ฟังก์ชันเซ่นไหว้ประทานพร: สามารถมอบแต้มเซ่นไหว้จำนวนหนึ่งให้ผู้ที่กลับชาติมาเกิด หากอีกฝ่ายยังไม่ถือกำเนิด จะทำให้พรสวรรค์ในชาติต่อไปแข็งแกร่งขึ้น หากอีกฝ่ายถือกำเนิดมาแล้วจะนำโชคดีมาให้ ระดับความแข็งแกร่งกับระดับความโชคดีที่เพิ่มขึ้นอยู่กับแต้มเซ่นไหว้ที่เสียไป]
เขาเคยใช้ฟังก์ชันประทานพรให้เฉินหลี่ไปหนหนึ่งแล้ว แต่เวลานั้นเฉินหลี่ถือกำเนิดมาแล้ว แต้มเซ่นไหว้จึงทำได้เพียงนำโชคดีไปให้เขา ไม่รู้ว่าตอนนี้เจ้าหมอนั่นจะใช้ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง
ส่วนวังเฉินที่อยู่เคียงข้างตนเองมาหลายสิบปี เจียงฉางเชิงย่อมไม่ตระหนี่ถี่เหนียว
อาศัยจังหวะที่เขายังไม่ถือกำเนิดประทานพรให้เขา ทำให้ชาติหน้าเขาได้กลายเป็นอัจฉริยะแห่งการฝึกยุทธ์
เจียงฉางเชิงมอบแต้มเซ่นไหว้สองหมื่นแต้มไปอย่างเงียบๆ มากกว่าตาเฒ่าเฉินเกินหนึ่งเท่า เพราะถึงอย่างไรตาเฒ่าเฉินก็ไม่ได้ทำอะไรให้เขามากเท่าวังเฉิน
ทำสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้ว เจียงฉางเชิงก็ฝึกบำเพ็ญต่อ
มีเพียงแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้นจึงจะได้พานพบคนที่ใจปรารถนาทุกชาติภพ
หากแม้แต่ตัวเขาเองก็ตายไประหว่างการฝึกบำเพ็ญด้วย เช่นนั้นวาสนาในชาตินี้ก็ไม่อาจสานต่อได้อีกแล้ว
การจากไปของวังเฉินไม่ได้ส่งผลใหญ่โตกับอารามมังกรผงาด เพราะลูกศิษย์ส่วนใหญ่ไม่เคยพบหน้าวังเฉิน ต่อให้เคยพบหน้าก็ไม่สนใจ
หลังจากชิงซวี หวานลี่ หมิงเยวี่ยกับหลิงเซียวทราบข่าวก็เศร้าเสียใจมาก
แต่หลายปีที่ผ่านมาพวกเขาส่งผู้เฒ่าผู้แก่จากไปเป็นประจำจนคุ้นชินเสียแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิงซวี เขารู้ดีว่าตนเองเหลือชีวิตอยู่อีกไม่กี่ปีแล้ว
คนเฒ่าคนแก่จากไป คนใหม่เข้ามาในอาราม อารามมังกรผงาดกำลังผลัดเปลี่ยนรุ่นเก่าสู่รุ่นใหม่
ราชวงศ์ต้าจิ่งก็เช่นกัน แม้คนผลัดเปลี่ยน แต่ขุนเขาเขียวขจียังอยู่ยั้งเช่นเดิม
หลายวันให้หลัง เจียงจื่ออกับเจียงซิ่วก็ทราบเรื่องที่วังเฉินจากไปแล้วจากฮวาเจี้ยนชิน
พวกเขาเดินทางมาไว้อาลัยวังเฉินถึงหน้าสุสานด้วยตนเอง วังเฉินอยู่ข้างๆ พวกเขามาตั้งแต่เล็กจนโตเช่นเดียวกัน ในใจพวกเขาวังเฉินคือคนในครอบครัวคนหนึ่ง
พ่อลูกยืนอยู่หน้าสุสานอย่างเงียบงันเนิ่นนาน ตอนนั้นเองเจียงจื่ออก็เอ่ยขึ้นมาว่า
“ช้าเร็วเราย่อมต้องตาย แต่เราหวังว่าต้าจิ่งจะแข็งแกร่งรุ่งเรืองสืบต่อไปชั่วกาลนาน ตราบใดที่ต้าจิ่งยังอยู่ ปณิธานของเราก็ยังอยู่”
เจียงซิ่วหันไปมองเขา ในใจเข้าใจดีว่าเขาคิดจะพูดสิ่งใด
เจียงจื่ออสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า
“ไม่รู้ว่าเราจะยังมีชีวิตอยู่ได้อีกกี่ปี วันใดเจ้าขึ้นครองบัลลังก์โอรสสวรรค์ หวังว่าเจ้าจะไม่เหมือนอดีตฮ่องเต้พระองค์ก่อนที่รู้จักแต่เสพสุขสำราญ”
หากไม่เห็นว่าเจียงอวี่เป็นเสด็จพ่อในนามของตน เจียงจื่ออแทบไม่อยากจะมอบสมัญญานามเหวินให้เจียงอวี่เสียด้วยซ้ำ
แต่ไม่ว่าอย่างไรในยุคสมัยที่เจียงอวี่ครองราชย์ ต้าจิ่งก็พลิกวิกฤตได้จริงๆ
หากไม่ยอมรับความดีความชอบประการนี้ ชนรุ่นหลังจะต้องพูดว่าตระกูลเจียงบุตรชอบเข่นฆ่าบิดา พี่น้องชอบสังหารกันอย่างแน่นอน
เจียงซิ่วกัดฟันตอบว่า “ลูกจะสืบต่อปณิธานของเสด็จพ่อให้จงได้พะยะค่ะ”
ปีเฉียนอู่ที่สามสิบแปด ฮวงชวนเดินทางไปถึงแนวหน้าที่ดินแดนตงหลินแล้วส่งข่าวกลับมาที่รัฐจิ่ง
แต่ยังสืบเสาะไม่พบว่าต้าฮวงมีขั้นกายาทองคำหรือไม่
ต้าฮวงแตกต่างกับต้าจิ่ง พวกเขากลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาตั้งแต่เมื่อร้อยปีก่อนแล้ว
แม้จะตกต่ำลง แต่วิถียุทธ์ยังรุ่งเรืองอยู่ ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายล้วนรู้จักขั้นกายาทองคำ
ปรากฏการณ์ประหลาดของพลังแห่งโชคชะตาที่เกิดขึ้นเพราะขั้นกายาทองคำทำให้พวกเขาตื่นเต้นอย่างยิ่ง
หากมีชาวต้าฮวงบรรลุขั้นกายาทองคำจริง เขาต้องมีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วหล้าเป็นแน่
เจียงจื่ออทราบเรื่องนี้ก็ออกคำสั่งทันที เขาสั่งให้สวีเทียนจีเป็นแม่ทัพใหญ่ นำทัพออกไปรบกับอาณาจักรต้าฮวง หากตีเมืองหลวงไม่แตกไม่ยอมเลิกรา
ในท้องพระโรง เสียงของเจียงจื่ออเต็มไปด้วยแรงกดดัน
“ต่อให้ขั้นกายาทองคำคนนั้นมาจากต้าฮวงหรือต้าฮวงซ่อนยอดฝีมือระดับนี้ไว้ เราก็ไม่กลัว ต้าฮวงต้องล่มสลาย!”
เหล่าขุนนางมองหน้ากัน พวกเขาทำได้เพียงตอบรับว่าฝ่าบาทเกรียงไกรอย่างพร้อมเพรียง
ขุนนางใหญ่บางส่วนรู้ดีอยู่แก่ใจว่าฝ่าบาทจะต้องไปเยือนอารามมังกรผงาดมาแล้วแน่ถึงได้มั่นอกมั่นใจ
มรรคาจารย์ต่างหากที่เป็นเสาหลักของราชวงศ์ต้าจิ่ง!
ราชโองการถูกประกาศไปอย่างรวดเร็ว สามเดือนให้หลังก็ส่งไปถึงแนวหน้า
สวีเทียนจีที่รอคอยอยู่นานแล้วนำกองทัพกลยุทธ์สวรรค์เรือนแสนบุกไปยังชายแดนของต้าฮวงทันที
กองทัพอื่นด้านหลังก็เคลื่อนพลตาม ไม่ว่าจะเป็นกองเสบียงหรือกองสรรพาวุธก็บุกตามไปด้วย
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ มีกำลังทหารในกองทัพมากกว่าหนึ่งล้านห้าแสนนาย
ในหมู่พวกเขามีทหารไม่น้อยมาจากอาณาจักรตงหลิน อาณาจักรตงหลินเป็นประเทศราชของต้าฮวง พวกเขาต้องส่งเครื่องราชบรรณาการมาตลอดย่อมสั่งสมความแค้นมาเนิ่นนานแล้ว พวกเขาเห็นต้าฮวงขัดหูขัดตาอย่างยิ่ง
ศึกของราชวงศ์แห่งโชคชะตากำลังจะอุบัติ!
ต้าฮวงที่ตั้งทัพรอท่าอยู่ก่อนแล้วค้นพบการบุกจู่โจมหนนี้ทันที ทั้งสองฝ่ายเปิดศึกหนแรกกันที่กลางขุนเขา โรมรันกันดุเดือด
ศึกแรกจบลงด้วยชัยชนะของต้าจิ่ง ผิงอันโจมตีขั้นเทวชนสองคนจนล่าถอย
เขาเหวี่ยงค้อนทุบภูเขาน้อยลูกหนึ่งถล่มลงมาขวางเส้นทางเคลื่อนพลของกองเสบียงฝั่งต้าฮวง
ศึกนี้ทำให้นามของผิงอันขจรขจายไปทั่วต้าฮวง!
หลายเดือนต่อจากนั้นศึกระหว่างต้าฮวงกับต้าจิ่งก็ถูกเล่าลือไปทั่วหล้า อาณาจักรต่างๆ ล้วนรู้ข่าวแล้ว
ไม่มีศึกใหญ่ระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตามาเนิ่นนานไม่รู้กี่ปีแล้ว
โดยทั่วไปมักจะเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่กลืนกินราชวงศ์ธรรมดา พวกราชวงศ์แห่งโชคชะตามักจะหลบเลี่ยงคมศาสตราของกันและกันอยู่เสมอ พวกเขาจะไม่กล้าเปิดศึกใหญ่กันง่ายๆ
ร้อยปีก่อนต้าฮวงก็เปิดศึกใหญ่กับราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งหนึ่งจนทั้งสองฝ่ายบาดเจ็บสูญเสีย บีบจนสำนักหลังบัลลังก์ต้องออกโรงจึงยอมเลิกรากัน
คิดไม่ถึงว่าศึกใหญ่ระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตาหนนี้ก็มีต้าฮวงอยู่อีกครั้ง
ข่าวชัยชนะจากแนวหน้าส่งกลับมายังสี่สิบเก้ารัฐของต้าจิ่งอย่างไม่หยุดหย่อน ประชาชนทั้งหลายคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะเปิดศึกอีก แต่ยังดีที่เป็นข่าวชัยชนะ ใต้หล้าจึงยินดีปรีดา
เดือนสิบ อวี่เหยียนแห่งตระกูลขุนนางประคองจันทร์เดินทางมาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเชิง
นางเดินมาถึงใต้ต้นวิญญาณปฐพี แล้วคำนับอย่างนอบน้อม
“ผู้อาวุโส ท่านเห็นด้วยกับการเปิดศึกระหว่างต้าจิ่งกับต้าฮวงหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงลืมตา แล้วถามว่า “เหตุใดต้องถาม หรือว่าตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะสอดเท้าเข้ามายุ่งหรือ”
อวี่เหยียนรีบส่ายศีรษะ ตอบว่า
“ย่อมมิใช่ เพียงแต่ผู้เยาว์อยากเตือนผู้อาวุโสสักหน่อย การเปิดศึกระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตาลุกลามเป็นเรื่องใหญ่ง่ายมาก ไม่ว่าอย่างไรราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็ครอบครองพลังแห่งโชคชะตามหาศาลและแผ่นดินอันกว้างใหญ่ สองราชวงศ์ต่อสู้กัน ผู้ชนะพลังแห่งโชคชะตาเพิ่มพูน แม้ดูเรียบง่าย แต่เมื่อการเปิดศึกระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตาเกิดขึ้นบนมุมใดมุมหนึ่งของแผ่นดินย่อมมีคนตายนับไม่ถ้วน สิ่งที่ตามมาคือทวีปสูญเสียพลังแห่งโชคชะตาจำนวนมาก ส่งผลต่อวิถียุทธ์ในใต้หล้า เมื่อศึกระหว่างต้าจิ่งกับต้าฮวงมีผู้คนล้มตายมากเกินไป สำนักหลังบัลลังก์จะต้องร่วมมือกันขัดขวางแน่ แม้ผู้อาวุโสแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ สำนักหลังบัลลังก์ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของท่าน แต่หากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชออกหน้าด้วยเล่า ร้อยปีก่อน ต้าฮวงเป็นฝ่ายชนะ แต่กลับถูกสำนักหลังบัลลังก์ทั้งหลายลงโทษเพราะต้าฮวงเข่นฆ่าผู้คนมากเกินไป นับตั้งแต่นั้นกษัตริย์รุ่นหลังของต้าฮวงก็มิกล้ากรีฑาทัพไปทำศึกอีก หวังแต่จะเสพสุขเท่านั้น เรื่องนี้เป็นความลับ ข้าก็ได้ยินบิดาของข้าเล่าให้ฟังมาอีกที”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง เจียงฉางเชิงเข้าใจแล้ว มิน่าเล่าระหว่างราชวงศ์แห่งโชคชะตาจึงไม่กล้าเปิดศึกกันง่ายๆ
เจียงฉางเชิงตอบกลับอย่างนิ่งสงบ
“นี่เป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้ต้าจิ่ง เขาเป็นศิษย์ของข้า ข้าย่อมสนับสนุนเต็มกำลัง หากตระกูลขุนนางประคองจันทร์กลัวปัญหายุ่งยาก จะตัดสัมพันธ์กับข้าก็ได้ ข้าจะไม่พาลโกรธพวกเจ้า ข้าเข้าใจดี”
เขามีความรู้สึกดีต่อตระกูลขุนนางประคองจันทร์อยู่มากทีเดียว ทว่า! ใต้หล้าแห่งนี้ต้องเป็นของต้าจิ่ง!
อวี่เหยียนตกตะลึง นางคิดไม่ถึงว่าเจียงฉางเชิงรู้เรื่องนี้แล้วจะยังยืนกรานเช่นเดิม
นางกัดฟันเอ่ยว่า “ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ย่อมสนับสนุนผู้อาวุโส แม้สำนักหลังบัลลังก์ของพวกเราจะหวาดกลัว แต่ผู้เยาว์ยินดีสนับสนุนผู้อาวุโสตราบจนตัวตาย”
ไป๋จีมองนางด้วยแววตาหยอกล้อ ฮวาเจี้ยนชินก็คลี่ยิ้มมีเลศนัย
แต่นางไม่โกรธ คนนอกล้วนไม่รู้ความสัมพันธ์ระหว่างนางกับเจียงฉางเชิง
นางอายุมากกว่าเก้าสิบปีแล้ว หากเจียงฉางเชิงจะมองหาสตรีคนอื่นนางย่อมไม่คัดค้าน
นางก็หวังเช่นกันว่าหลังจากตนเองตายจากไป เจียงฉางเชิงจะไม่เดียวดาย ต่อให้นางยังไม่ตายแล้วเจียงฉางเชิงรับสตรีมากมายเข้ามาในเรือน นางก็ไม่คิดจะแย้งสิ่งใด
ชีวิตนี้ของนางเป็นเจียงฉางเชิงที่มอบให้ นางจะกล้าชี้นำทางเลือกของเจียงฉางเชิงได้อย่างไร
เจียงฉางเชิงล่วงรู้ความคิดของอวี่เหยียน แต่เขาไม่หวั่นไหว
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็กลับไปคอยดูสถานการณ์เถิด เพียงประโยคนี้ของเจ้าก็มากพอแล้ว ต้าจิ่งไม่จำเป็นต้องให้ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ลงมือ”
อวี่เหยียนอี้พยักหน้า นางคำนับแล้วเดินจากไป จังหวะที่เดินออกมาจากเรือน นางก็นึกฉงน เหตุใดนักพรตเฒ่าใบหน้าอัปลักษณ์ผู้นั้นจึงไม่อยู่แล้วเล่า
เจียงเจี้ยนขยับเข้ามาคุกเข่าหน้าเจียงฉางเชิงแล้วถามอย่างกระตือรือร้นว่า
“อาจารย์ ต้าจิ่งกำลังจะเป็นศัตรูกับทั้งใต้หล้าใช่หรือไม่”
เจียงฉางเชิงหัวเราะ “ยังไม่โชคร้ายถึงขั้นนั้นหรอก เดี๋ยวมีคนแพ้หมดท่าให้เห็นสักหนึ่งคน คนที่เหลือก็ไม่กล้าโผล่หัวมาเองนั่นแหละ”
เจียงเจี้ยนทำหน้าเลื่อมใส สมแล้วที่เป็นอาจารย์ปู่ เสแสร้งเก่งกว่าฮวงชวนมากนัก!
บนหน้าผา ผู้เฒ่าผู้สวมอาภรณ์สีเทากับบุรุษผู้สวมชุดผ้าจีนยืนอยู่เคียงกัน
พวกเขาทอดสายตามองไปยังการต่อสู้ฆ่าฟันที่กำลังเกิดขึ้นบนทุ่งร้างไกลๆ
กองทัพใหญ่บริเวณนั้นมีคนจำนวนมากมายมหาศาล นับไม่ถ้วนว่ามีคนทั้งหมดกี่คน
บนท้องนภาก็มองเห็นผู้ฝึกยุทธ์กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด นั่นคือการต่อสู้ของขั้นเทวชน
บุรุษชุดผ้าจีนถอนหายใจ
“ในที่สุดก็รบกันแล้ว มรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งช่างเหิมเกริมเสียจริง ตามใจลูกศิษย์เช่นนี้ ดูท่าคงไม่เห็นสำนักหลังบัลลังก์กับถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอยู่ในสายตาเลยสินะ”
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาสีหน้าเรียบเฉย ดวงตาของเขาหรี่มอง แล้วเอ่ยว่า
“เขามีคุณสมบัติที่จะทำเช่นนั้น”
บุรุษชุดผ้าจีนเอ่ยอย่างจนปัญญา
“นิสัยชอบตีรันฟันแทงอย่างต้าจิ่งกับต้าฮวง สรรพชีวิตคงเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า หากเป็นเช่นนี้ ลิขิตสวรรค์คงต้องลงมืออย่างไร้ทางเลือก หนนี้ต้าจิ่งเป็นฝ่ายเริ่มทำสงคราม หากต้องการหยุดสงครามก็คงมีแต่ต้องเผชิญหน้ากับมรรคาจารย์เท่านั้น พูดตามตรงข้าไม่กล้าเผชิญหน้ากับเขา แม้จะไม่เห็นมรรคาจารย์ย้ายภูเขากับตนเอง แต่ต่อให้เรื่องนี้เป็นเรื่องหลอกลวง ดูจากที่มรรคาจารย์สังหารขั้นกายาทองคำได้อย่างง่ายดาย ก็มองออกว่าเขาน่าจะก้าวเข้าสู่ระดับขั้นในตำนานแล้ว ระดับขั้นที่ถูกเรียกขานว่าสวรรค์”
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาเอ่ยว่า
“ยามนี้มิเหมือนในอดีต ลิขิตสวรรค์ทำการใดใช้เพียงพลังอันแข็งแกร่งเข้าข่มไม่ได้แล้ว เวลานี้ใต้หล้ามีราชวงศ์แห่งโชคชะตาหกแห่ง พลังแห่งโชคชะตาเพิ่มพูนมากล้น คงมีอัจฉริยะถือกำเนิดมากมาย รวบรวมคนให้มากสักหน่อยเถอะ”
บุรุษชุดผ้าจีนพยักหน้า ทั้งสองคนเฝ้ามองการสู้รบต่อ แต่ไม่คิดจะสอดมือเข้าไป
“เจ้าคนที่มีนามว่าผิงอันคนนั้นแข็งแกร่งจริงเชียว ในหมู่ขั้นเทวชนน่าจะไม่มีผู้ใดเป็นคู่ต่อกรของเขาแล้ว บางทีเพียงไม่นานต้าฮวงก็อาจล่มสลาย เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ต้องเผชิญหน้ากับมรรคาจารย์แล้ว”
บุรุษชุดผ้าจีนสัพยอก “ไม่หรอก ขั้นกายาทองคำที่เพิ่งถือกำเนิดไม่นานมานี้แม้ไม่ใช่คนของต้าฮวง แต่มีความเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ต้าฮวงอยู่”
“เกี่ยวข้องกันอย่างไร”
“ยามนี้ยังไม่รู้ชัด แต่อย่างน้อยก็เกี่ยวข้องกัน ข่าวที่แน่ชัดกำลังสืบอยู่”
“เฮ้อ ยุ่งยากจริงเชียว”
บุรุษชุดผ้าจีนส่ายหน้าแล้วหันหลังเตรียมตัวจะเดินจากไป
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาเหล่มองเขาแล้วเอ่ยขึ้นมาว่า
“เจ้าอธรรมกำลังมุ่งหน้าลงใต้ เจ้าจงนำทางเจ้าอธรรมเข้าไปในต้าจิ่ง อยากเห็นนักว่าพอผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทุกสารทิศถูกสูบพลังปราณ ฮ่องเต้ต้าจิ่งจะหยุดทำสงครามย้ายขุมกำลังไปตามจับเจ้าอธรรมหรือไม่”
บุรุษชุดผ้าจีนชะงักเท้าแล้วคลี่ยิ้ม “ท่านช่างสมกับเป็นจิ้งจอกเฒ่าจริงๆ ข่าวสารใดล้วนปิดบังท่านมิได้ แผนการยิงทีเดียวได้นกสองตัวเช่นนี้ยอดเยี่ยมนัก ข้าจะไปหาเจ้าอธรรมคนนั้นเดี๋ยวนี้”
เขาทะยานร่างเหินขึ้นฟ้ากลายเป็นแสงเส้นยาวสีม่วงเส้นหนึ่งหายลับไปตรงขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาหันกลับไปมองบนสนามรบอีกครั้ง พลางพึมพำว่า
“ราชามนุษย์ ยามใดท่านจะเลิกกักตน ใต้หล้านี้มีขั้นจักรวาลคนใหม่ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว หากไม่มีท่านคอยคุมโลกใบนี้ ลิขิตสวรรค์จะทำอะไรก็คงยาก…เฮ้อ….”