เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 103 จิตกระบี่กายาทองคำ
ตอนที่ 103 จิตกระบี่กายาทองคำ
ปีศาจร้ายแห่งต้าจิ่ง หิมะหนาโปรยปรายปกคลุมเขามังกรผงาดและยอดเขายุทธ์
ฟ้าและดินกลายเป็นสีขาว ยากจะมองเห็นทั้งผู้คนและเค้าโครงของกำแพงเมืองได้
เจียงฉางเชิงนั่งหลอมยาอยู่ตรงหน้าเตาหลอม ไป๋จีและฮวาเจี้ยนชินก็ผิงไฟอยู่ข้างๆ เช่นกัน
ฮวาเจี้ยนชินเอาสองมือถูกันพลางกล่าวว่า
“ช่วงนี้ศิษย์ของอารามมังกรผงาดมีจำนวนถึงสามพันคนแล้ว ช่างครึกครื้นจริงๆ”
ตอนที่นางเพิ่งเข้าอารามมังกรผงาดมา ที่นี่มีศิษย์แค่หนึ่งร้อยกว่าคนเท่านั้น เมื่อเทียบกับสมัยก่อนแล้วก็ชวนให้ทอดถอนใจ
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “แม้จะมีคนมาก แต่ก็ยังขาดแคลนยอดฝีมืออยู่มากโข”
เขาเก็บวิชายุทธ์ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไว้ในหอคัมภีร์ของอารามมังกรผงาดแล้ว
เวลานี้อารามมังกรผงาดไม่ขาดแคลนวิชายุทธ์แต่ขาดแคลนผู้มีความสามารถ
เมื่อยุคราชวงศ์แห่งโชคชะตามาถึง ขั้นต่ำสุดของผู้ฝึกยุทธ์จึงสูงขึ้นตามไปด้วย
แต่ชาวยุทธ์จำนวนมากก็ยังคงไม่อาจไปถึงขั้นเทวจิตได้ ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงขั้นเทวชน
จนถึงปัจจุบันนี้อารามมังกรผงาดก็ยังไม่เคยมีเทวชนคนที่สองถือกำเนิดขึ้นเลย
ฮวาเจี้ยนชินพ่นลมหายใจใส่ฝ่ามือหนหนึ่งก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“รอเจี้ยนเออร์เถิด อีกแค่ไม่กี่ปีเขาก็น่าจะบรรลุเป็นเทวชนได้แล้ว ทอดตาไปทั่วทั้งต้าจิ่ง พรสวรรค์ของเขาไม่มีใครอาจเทียบได้เลย”
เจียงเจี้ยนเพิ่งจะอายุยี่สิบสองปีเท่านั้นก็อยู่ในขั้นเทวจิตแล้ว และกำลังมุ่งเข้าสู่ขั้นเทวชน!
ในความคิดของฮวาเจี้ยนชินนั้นเขาสามารถเทียบเท่าสวีเทียนจี เพราะสวีเทียนจีก็บรรลุขั้นเทวจิตเมื่อตอนที่อายุยี่สิบต้นๆ เช่นกัน
น่าเสียดายที่ภายหลังยังคงค้างอยู่ในชั้นนี้หลายสิบปีผ่านไปจนทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถก้าวเข้าสู่ขั้นเทวชนได้
เจียงฉางเชิงโยนตัวยาชนิดหนึ่งเข้าไปในหม้อหลอม กล่าวว่า
“น่าจะใช่ ปัจจัยที่เขาได้รับนั้นเหนือกว่าผู้ใดในหล้า ตามหลักแล้วควรจะเป็นเช่นนั้น”
ในเวลานั้นเองเจียงเจี้ยนก็แบกง้าวสามแฉกสองคมกลับมา
ง้าวสามแฉกสองคมยาวถึงหนึ่งจั้ง ซึ่งเทียบเท่ากับสามเมตรกว่า ต่อให้เจียงเจี้ยนที่มีรูปร่างสูงใหญ่เช่นใดก็ยังดูเล็กเตี้ยไปถนัดตา
แม้จะเป็นอาวุธที่หนักเช่นนี้ แต่เวลาที่เขาใช้กลับคล่องมือเป็นที่สุด
ความหนักของง้าวสามแฉกสองคมแพร่ไปทั่วอารามมังกรผงาดแล้ว เพราะศิษย์ทั้งหลายเคยไปลองยกและพบว่า หากไม่ใช่คนยี่สิบคนก็ไม่อาจยกมันขึ้นได้
ชื่อเสียงของเจียงเจี้ยนจึงเริ่มแพร่ออกไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
ยุทธภพต้าจิ่งต่างรู้ว่าในอารามมังกรผงาดมีสัตว์ประหลาดตัวหนึ่งที่คอยติดตามฝึกยุทธ์กับมรรคาจารย์
เมื่อใดที่เขาออกมาโลกภายนอกจะต้องมีชื่อเสียงสะท้านใต้หล้าเป็นแน่ ศาสตราน้ำหนักหมื่นชั่ง ฟังแล้วเป็นเรื่องเกินคาดคิด!
กอปรกับเจียงเจี้ยนเคยไปรับโชคชะตาแห่งต้าจิ่งพร้อมกับฮ่องเต้ในพิธีสถาปนาราชวงศ์แห่งโชคชะตา ยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ของเจียงเจี้ยนเป็นตำนานอัศจรรย์มากขึ้นไปอีก
เจียงเจี้ยนวางง้าวสามแฉกสองคมไว้บนพื้น จากนั้นก็มานั่งอยู่ตรงหน้าเตาหลอมยา เขาเอามือทั้งสองถูกันและกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“อาจารย์ หลิงเซียวก็ยังไม่ใช่คู่ปรับของข้า อารามมังกรผงาดที่กว้างใหญ่ก็ยังหาคนมาฝึกยุทธ์กับข้าไม่ได้เลย ช่างน่าเบื่อเสียจริง”
ก่อนนี้มีฮวงชวนอยู่เขายังพอสัมผัสกับความรู้สึกกดดันได้ แต่เวลานี้ทั่วทั้งยอดเขายุทธ์กลับไร้ซึ่งคู่ต่อสู้ของเขา
เจียงฉางเชิงจ้องเตาหลอมยาขณะกล่าวว่า “เอาไว้เจ้าบรรลุขั้นเทวชนแล้วข้าจะฝึกกับเจ้า”
เจียงเจี้ยนได้ยินเช่นนั้นก็ตื่นเต้นยินดีขึ้นมาทันใดและถามไปว่า “เหตุใดต้องรอจนถึงได้เป็นเทวชนเล่าขอรับ”
“เพราะจะได้ต่อสู้กันกลางอากาศสูงๆ ข้ากลัวว่าจะทำให้ภูเขาถล่ม”
เจียงเจี้ยนถึงกับตกใจ ไป๋จีส่งสายตาเวทนาไปให้เขา
ฮวาเจี้ยนชินอดหัวเราะไม่ได้ ยามมองพวกเขาปู่กับหลานแล้วรู้สึกว่าวันคืนเช่นนี้ช่างดีจริงๆ
หิมะหนักทับถมเต็มไปหมด อากาศเหน็บหนาวเหลือใจ แต่ภายในเรือนพักกลับอบอุ่นนัก
วิกฤตการณ์ในราชสำนักต้าฮวง
ณ วังหลวง เมืองหลวงต้าฮวง ฮ่องเต้ต้าฮวงผู้สูงวัยกริ้วโกรธจนสั่นไปทั้งตัว
เขาจับจ้องขุนนางจนเต็มท้องพระโรงด้วยโทสะและด่าทอว่า
“ต้าฮวงก่อตั้งมาหลายร้อยปีวิถียุทธ์รุ่งเรืองก้าวหน้า แต่กลับหาคนไปกำราบไอ้เจ้าผิงอันจอมโหดนั่นไม่ได้สักคนเชียวหรือ”
ขุนนางในท้องพระโรงต่างก้มหน้าไม่มีใครกล้าตอบ บรรยากาศในท้องพระโรงตึงเครียดเหลือกำลัง
ฮ่องเต้ต้าฮวงมองไปยังชายวัยกลางคนรูปร่างแข็งแกร่งผู้หนึ่งและด่าทอไปว่า
“เฉิงสือ เราให้เจ้าไปดูแลยุทธภพต้าฮวง ไม่มีคนที่สามารถต่อกรกับผิงอันได้จริงหรือ”
เฉิงสือเงยหน้าขึ้นแล้วเอ่ยอย่างจนใจว่า
“ทูลฝ่าบาท ต้าฮวงมีเทวชนทั้งหมดห้าคน สองคนในนั้นสูงวัยมากแล้ว เมื่อใดที่ต้าฮวงเผชิญกับภัยสิ้นราชวงศ์จึงจะออกโรง ส่วนที่เหลืออีกสามคนนั้นได้ประมือกับผิงอันแล้วและเกือบถูกสังหารพะยะค่ะ”
เขาอดตัวสั่นไม่ได้เมื่อเอ่ยถึงชื่อของผิงอัน เขาเคยไปที่สมรภูมิมาก่อนและเคยได้เห็นความแข็งแกร่งของผิงอันมากับตาตน ราวกับเทพจอมโหดในแดนมนุษย์โดยแท้
ฮ่องเต้ต้าฮวงทรุดตัวลงนั่งบนบัลลังก์มังกร เอ่ยไปมีแต่ลมไร้กำลังว่า
“ภัยสิ้นราชวงศ์…ภัยสิ้นราชวงศ์…เวลานี้ก็มิใช่แล้วหรอกหรือ….”
ในน้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง เขารู้ว่าต้าจิ่งแข็งแกร่งนัก เพราะต้าจิ่งผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วจนเกินงาม
เมื่อทอดสายตาไปทั่วใต้หล้าก็มีเพียงต้าจิ่งที่ทำได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้
ทว่าผู้ทรงอำนาจเช่นต้าจิ่งที่หนึ่งพันปีจะมีสักคน เหตุใดในยุคนี้กลับมีถึงสองคน เขาไม่อาจเข้าใจได้ รู้สึกเพียงว่าสวรรค์ไม่ยุติธรรม อาจเป็นเพราะสวรรค์คิดว่าต้าฮวงควรล่มสลายได้แล้ว
ในเวลานั้นเองลมกระโชกแรงวูบหนึ่งก็พัดเข้ามาจากข้างนอกท้องพระโรง พัดแรงเสียจนเสื้อผ้าของเหล่าขุนนางกระพือเสียงดัง
ฮ่องเต้ต้าฮวงต้องยกแขนเสื้อขึ้นมาบังหน้าโดยไม่รู้ตัว เมื่อลมกระโชกสงบลงและฮ่องเต้ต้าฮวงวางมือลง กลับพบว่าในท้องพระโรงมีคนมาเพิ่มอีกหนึ่งคน
เหล่าขุนนางต่างตื่นตกใจ พากันล้อมคนผู้นั้นเอาไว้
ผู้ที่มาเป็นผู้ใส่อาภรณ์สีดำผู้หนึ่ง สวมหมวกฟางบนศีรษะ สวมหน้ากากทองสำริดบนใบหน้า
แม้จะมองใบหน้าได้ไม่ชัดเจนแต่ดูจากรูปร่างแล้วน่าจะเป็นสตรี
ตึง! ผู้ใส่อาภรณ์สีดำกระทุ้งฝักดาบในมือลงบนพื้น ชั่วพริบตานั้น ทั้งตำหนักสั่นสะเทือน ขุนนางจำนวนหนึ่งเกือบล้มคว่ำ ทุกคนจ้องนางด้วยความหวาดกลัว
“ภัยสิ้นราชวงศ์นั้นยังอีกไกล อย่างน้อยก็ไม่ใช่เวลานี้ ในเมื่อต้าฮวงไร้ผู้มีความสามารถจะพลิกวิกฤตนี้ได้ เช่นนั้นก็ให้หม่อมฉันช่วยเหลือต้าฮวงเถิด ถือเสียว่าเป็นการแทนคุณแก่ฮ่องเต้เริ่นจงแห่งต้าฮวงเพคะ”
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำเอ่ยพร้อมกับยิ้มเย็นชา เสียงแหบพร่าชวนให้รู้สึกขนพองสยองเกล้า
ฮ่องเต้ต้าฮวงถามอย่างยินดีปรีดานักว่า “ผู้อาวุโสรู้จักกับฮ่องเต้เริ่นจงหรือ”
ฮ่องเต้เริ่นจงก็คือฮ่องเต้เมื่อสองร้อยปีก่อน ที่ต้าฮวงได้เป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็ต้องยกความดีให้การปกครองของเริ่นจงผู้นี้
นับแต่ยุคสมัยของเริ่นจงเรื่อยมา สำนักหลังบัลลังก์ก็ควบคุมต้าฮวงน้อยลงเรื่อยๆ จวบจนลุล่วงเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาแล้ว สำนักหลังบัลลังก์ต่างต้องมาเอาอกเอาใจต้าฮวง
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำกล่าวว่า
“เตรียมรวบรวมกำลังทหารและม้าเพื่อโต้กลับเถิด สามวันให้หลังหม่อมฉันจะมาที่สมรภูมิรบและสังหารเทวชนของต้าจิ่งให้สิ้น วันหน้าขอฝ่าบาททรงช่วงชิงอาณาจักรตงหลินมาเป็นพอ และอย่าโจมตีต้าจิ่งอีกต่อไป”
ฮ่องเต้ต้าฮวงขมวดคิ้วแล้วถามว่า “เพราะเหตุใดเล่า”
เหล่าขุนนางโวยวายขึ้นมา เพราะไม่อาจเข้าใจได้เช่นกัน
“เพราะมรรคาจารย์ต้าจิ่ง”
คำตอบของผู้ใส่อาภรณ์สีดำทำให้ทั้งท้องพระโรงเงียบกริบลงอีกครั้ง แม้แต่ฮ่องเต้ต้าฮวงก็ยังรู้สึกราวกับมีภูผาใหญ่มากดทับอยู่บนอก
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำพูดต่อว่า
“มรรคาจารย์ต้าจิ่งเป็นหนึ่งในหล้าไร้ผู้ใดเปรียบ เหตุที่เขาหนุนหลังต้าจิ่งเพราะฮ่องเต้ต้าจิ่งเป็นศิษย์ของเขา หากต้าฮวงมีชัยแล้วยังรุกไล่โจมตีต่อ ทำให้ต้าจิ่งต้องเผชิญหน้าภัยสิ้นราชวงศ์ มรรคาจารย์ต้าจิ่งจำต้องลงมือ แต่หากตีทัพต้าจิ่งจนแตกพ่ายและยึดครองแต่เพียงอาณาจักรตงหลินเท่านั้น มรรคาจารย์จะไม่เดินทางไกลแปดหมื่นลี้มาที่นี่ แต่หลังจากศึกครั้งนี้ ภายในห้าสิบปีต้าจิ่งจะไม่อาจสร้างแผ่นดินขึ้นมาใหม่ จวบจนฮ่องเต้ต้าจิ่งสวรรคตและมรรคาจารย์ตายจากไปค่อยวางแผนเรื่องการแก้แค้นเถิดเพคะ”
ฮ่องเต้ต้าฮวงถามทั้งขมวดคิ้วว่า “หากฮ่องเต้ต้าจิ่งสวรรคตแล้ว แต่มรรคาจารย์ยังไม่ตายเล่า”
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำนิ่งเงียบอยู่พักใหญ่ก่อนบอกว่า “เช่นนั้นก็ให้ฮ่องเต้องค์ถัดไปพิจารณาเถิดเพคะ”
ฮ่องเต้ต้าฮวงยิ้มเฝื่อน จริงสิ ฮ่องเต้ต้าจิ่งสวรรคต ถึงเวลานั้นคาดว่าเขาก็คงจะตายแล้วด้วยเช่นกัน ทว่าขอเพียงปกปักษ์แผ่นดินเอาไว้ได้หรือกระทั่งตีโต้จนต้าจิ่งถอยร่นไป เช่นนั้นแล้วชื่อเสียงของเขาในบันทึกประวัติศาสตร์ก็จะไม่แย่
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำหันหน้ามาเตะด้ามกระบี่ให้หันออกไป จากนั้นกระโดดขึ้นเหยียบบนด้ามกระบี่ เหินออกจากตำหนักและหายวับไป ณ ขอบฟ้าในพริบตา
เหล่าขุนนางเห็นฝีมือเช่นนี้แล้วต่างรู้สึกตกตะลึง
“คนผู้นี้คือเทวชนหรือ”
“ย่อมไม่ใช่เทวชน เทวชนมิใช่คู่ปรับของผิงอัน คนผู้นี้จะต้องเป็นขั้นกายาทองคำในตำนานเป็นแน่”
“ช่างรวดเร็วนัก ทว่าเมื่อครู่นี้รู้สึกอย่างกับว่าวังหลวงจะพังทลายลงมาเสียแล้ว”
“นึกไม่ถึงว่าฮ่องเต้เริ่นจงจะทิ้งทางหนีทีไล่เช่นนี้ไว้ให้ต้าฮวงด้วย”
“ครั้งฮ่องเต้เริ่นจงครองบัลลังก์นั้นวิถียุทธ์เจริญรุ่งเรือง ถึงกับเคยส่งผู้มีวรยุทธ์จำนวนมากไปเสาะแสวงหาวิชายุทธ์จากดินแดนต่างๆ คนเมื่อครู่นี้อาจเป็นหนึ่งในคนที่ออกไปเสาะหาวิชายุทธ์ก็เป็นได้”
ฮ่องเต้ต้าฮวงมองผ่านเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าขุนนาง หากแต่ต้องเหม่อไปยังทิศทางที่ผู้ใส่อาภรณ์สีดำจากไป ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่
สมรภูมิรบแห่งภูเขาฮวง
ภูเขาฮวงทอดตัวยาวต่อเนื่องกัน กองทัพหนึ่งล้านนายตั้งที่มั่นอยู่ ณ ที่แห่งนี้ ทอดตัวยาวไปร้อยลี้ ครอบครองพื้นที่ทั่วทั้งป่าและเขา บนเขาแต่ละลูกยังมีพลทหารกำลังทอดตามองไปยังทุกทิศทางด้วย
ณ ค่ายทหารต้าจิ่ง ฮวงชวนนอนหงายอยู่บนรถศึกคันหนึ่ง ปากคาบต้นหญ้าไว้ นอนไขว่ห้างเป็นสุขใจหนักหนา
สวีเทียนจีในวัยแปดสิบหกปีเดินมาหา เขาสวมชุดเกราะ ใบหน้าเคร่งขรึม ผมหงอกทั้งหัว
เด็กหนุ่มยอดอัจฉริยะแห่งยุทธภพผู้เคยฮึกเหิมเปี่ยมพลังบัดนี้แก่ชราลงแล้ว แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงเป็นยอดในขั้นเทวจิต
แม้จะอยู่ในวัยแปดสิบหกปีแล้วแต่วรยุทธ์ก็ยังคงอยู่ในขั้นสุดยอด เขาเดินมาข้างๆ ฮวงชวน เอาสองมือทาบบนตัวรถ ถามด้วยรอยยิ้มว่า
“ฮวงชวน ได้ยินว่าท่านนักพรตมีปีศาจร้ายเพิ่มมาอีกหนึ่งและทรงพลังยิ่งกว่าผิงอัน เป็นเรื่องจริงหรือ”
ฮวงชวนลืมตาขึ้นมาข้างหนึ่ง เหลือบบมองเขาพลางเอ่ยว่า
“ย่อมต้องเป็นเรื่องจริง เจ้าหนุ่มนั่นเพิ่งอายุยี่สิบต้นๆ เท่านั้นก็ไปถึงขั้นเทวจิตแล้ว เขาใช้อาวุธเทวะหนักหนึ่งหมื่นชั่ง หนักหนึ่งหมื่นชั่งนั่นหมายความว่าอย่างไร ท่านคงจะเข้าใจกระมัง!”
สวีเทียนจีจิ๊ปากเป็นที่ประหลาดใจ กล่าวว่า
“สมกับเป็นมรรคาจารย์ มักจะหาคนที่เป็นปีศาจร้ายเช่นนี้ได้เสมอ เจียงเจี้ยนนั่นมิใช่องค์ชายหรอกหรือ เหตุใดไม่มาร่วมทำศึกที่แนวหน้าเล่า”
“มรรคาจารย์บอกแล้วว่าหากเขาไปไม่ถึงขั้นกายาทองคำ ห้ามลงเขาเด็ดขาด และฮ่องเต้ก็ทรงเห็นชอบแล้ว เพราะต้าจิ่งไม่ขาดแคลนเทวชนแต่ขาดกายาทองคำ หากสำเร็จได้มีขั้นกายาทองคำกำเนิดขึ้นในราชวงศ์ ต้าจิ่งก็จะได้ผงาดอย่างจริงแท้”
ฮวงชวนเผยสีหน้าเฝ้ารอ อย่ามองแค่ว่าปกติแล้วเขาชอบแหย่เจียงเจี้ยน ความจริงเขานับถือเจียงเจี้ยนยิ่งกว่าใครเสียอีก เพราะเจ้าหนุ่มนี้ไม่ใช่คนธรรมดาแต่อย่างใด!
สวีเทียนจีรู้สึกว่ามีเหตุผลจึงทอดถอนใจนับหมื่นส่วน นานมาแล้ว ต้าจิ่งยึดถือเอาขั้นบรรลุฟ้าเป็นยอดฝีมือแท้จริง ขั้นเทวจิตยิ่งเป็นปรมาจารย์แห่งยุทธภพ แรกได้ยินชื่อของเทวชนนั้นสวีเทียนจียังตื่นตะลึงเป็นที่สุด
หลายปีผ่านไปยุทธภพต้าจิ่งเริ่มมุ่งแสวงหาขั้นกายาทองคำแล้ว ช่างผันแปรเฉกเช่นทะเลกลายเป็นผืนนาโดยแท้
“…”
ทันใดนั้นเสียงแตรสัญญาณก็ดังขึ้นมาขัดการหารือของทั้งสองคน สวีเทียนจีจากไปในทันใด
ฮวงชวนยังคงนอนแผ่ต่อ หากต้าฮวงไม่ปรากฏขั้นกายาทองคำออกมา เขาก็ไม่จำเป็นต้องลงมือ เขารู้สึกเพียงว่ามาหนนี้ช่างเสียเที่ยวเสียจริง
ห่างออกไปร้อยลี้ กองทัพยิ่งใหญ่เฉกกระแสน้ำหลากเข้าโจมตี คนสามคนเหาะเหินเดินอากาศเข้ามา ท่วงท่าทรงพลังนัก
เบื้องหลังเทวชนทั้งสาม มีผู้ใส่อาภรณ์สีดำผู้หนึ่งเท้าเหยียบอยู่บนฝักกระบี่ กระบี่เหินตามมาเงียบๆ
ไกลออกไปบนหน้าผา ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ลืมตาขึ้นทันใด เขาหรี่ตามองและพึมพำว่า
“เป็นจิตกระบี่ที่ทรงพลังยิ่ง มือกระบี่ขั้นกายาทองคำ…พบเห็นได้ยากโดยแท้ จิตกระบี่นี้คล้ายกับเคยเห็นมาก่อน….”
เทวชนจากต้าฮวงผู้หนึ่งแผดเสียงด้วยโทสะว่า
“ทัพทั้งมวลเคลื่อนไปข้างหน้า เหยียบค่ายต้าจิ่งให้ราบ ไม่ต้องกลัวผิงอันจอมโหด พวกเราจัดการได้!”
ทัพยิ่งใหญ่เกรียงไกรบุกไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ห่างจากริมค่ายทหารต้าจิ่งไม่ถึงห้าลี้แล้ว
เปรี้ยง!
เสียงระเบิดกลางอากาศมาจากระยะไกล เห็นเพียงคนร่างกำยำกระโดดข้ามยอดเขาลูกแล้วลูกเล่า ชูก้อนคู่สูงขึ้นและฟาดลงด้วยโทสะเคลื่อนตัวใกล้เข้ามา อีกฝ่ายเป็นเช่นลูกปืนใหญ่ทรงอานุภาพไม่อาจต้าน และเป้าหมายก็คือ กองทัพใหญ่หลายแสนนายของต้าฮวง
ชิ้ง… กระบี่งามพุ่งออกมาจากฝักข้างใต้เท้าผู้ใส่อาภรณ์สีดำและเหินไปอย่างรวดเร็ว
เทวชนทั้งสามที่อยู่ตรงหน้าไหวตัวไม่ทันแต่อย่างใด
ผิงอันตอบสนองได้รวดเร็วทันใด เอาหัวค้อนขึ้นทานรับในทันใด
ปลายกระบี่กับค้อนขนาดยักษ์สีทองปะทะกันเพียงครั้งเดียว ผิงอันก็ถูกกระแทกจนลอยออกไป
เสียงกระบี่และค้อนกระทบกันเลื่อนลั่นฟ้าดิน แสบแก้วหูเกินเปรียบ!