เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 104 มรรคาจารย์สำแดงอานุภาพเทวะ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 104 มรรคาจารย์สำแดงอานุภาพเทวะ
ตอนที่ 104 มรรคาจารย์สำแดงอานุภาพเทวะ
ผิงอันกระเด็นออกไปข้ามเขาลูกแล้วลูกเล่า
ก่อนกระแทกเข้ากับเขาลูกหนึ่งและทะลุไหล่เขาออกไป
เศษหินแตกปลิวว่อน ฝุ่นดินคละคลุ้ง
เขาทั้งลูกสั่นสะเทือนอย่างหนัก ภาพนี้ทำให้เหล่าทหารต้าจิ่งต้องตื่นตกใจ เป็นไปได้อย่างไร!
สวีเทียนจีก็ตื่นตกใจเช่นกัน
รีบเร่งให้แต่ละทัพเตรียมตัวเข้าทำศึก
ฮวงชวนที่เดิมทีเตรียมจะแอบขี้เกียจต้องสะดุ้งขึ้นมาทันที
เขาเอามือขวาล้วงเอาถุงผ้าปักจากในอกออกมาด้วยสีหน้าปิติยินดีและพึมพำว่า
“จะต้องเป็นกายาทองคำ จะต้องเป็น…”
เขากระโดดขึ้น พุ่งตัวไปยังทิศทางของกองทัพต้าจิ่ง
โครม!
ผิงอันกระโดดออกมาจากฝุ่นดินคละคลั่ง
เขาที่ถูกชนทลายลงตามไป ดีที่แถบใกล้ๆ นั้นไม่มีทหารต้าจิ่งอยู่
“ตาย…”
ผิงอันคำรามด้วยโทสะ คอนคู่กางออกจากกัน กล้ามเนื้อทั่วกายตึงแน่น
แสดงพละกำลังเช่นระเบิดที่ปะทุออกมา
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำกระโดดข้ามหัวเทวชนทั้งสามคนไป
ฝักกระบี่ข้างใต้เท้าเก็บกระบี่เข้ามาพร้อมกัน
เมื่อเผชิญหน้ากับพละกำลังเกินต้านของผิงอัน
นางยกมือขวาขึ้นใช้นิ้วเป็นกระบี่
พริบตานั้นบังเกิดเงากระบี่นับหมื่นนับพันเล่มทั่วทุกทิศทางกลางอากาศ
เมื่อเห็นอานุภาพของผู้ใส่อาภรณ์สีดำ
ขวัญกำลังใจของทหารต้าฮวงหลายแสนนายพลันเพิ่มพูนขึ้นอย่างมาก!
ในที่สุดผิงอันจอมโหดผู้เป็นหนึ่งในหล้าก็ถูกกำราบลงได้
เงามืดในหัวใจของพวกเขาถูกกวาดทิ้งไปจนสิ้น
จึงพากันไชโยโห่ร้อง ขวัญกำลังใจหลอมรวมกันสะท้านฟ้าสะเทือนดิน
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำสะบัดมือขวา
เมื่อนั้นเงากระบี่นับหมื่นนับพันก็ฟาดไปบนผืนฟ้าพุ่งเข้าใส่ผิงอัน
ผิงอันประจันหน้าเข้าไป
วางค้อนคู่ไว้ตรงหน้าและกระแทกเข้ากับเงากระบี่ครั้งแล้วครั้งเล่า
ในเวลานั้นเอง ปราณกระบี่ที่พลาดเป้าก็เลี้ยวกลับอย่างรวดเร็ว
ก่อนพุ่งเข้าโจมตีเขาจากด้านหลังและตกลงบนแผ่นหลังของผิงอันอย่างบ้าคลั่ง
เงากระบี่ที่เหลือพุ่งใส่ผิงอันพร้อมกัน
ผิงอันถูกเงากระบี่จู่โจมจนท่าทางเปลี่ยนไปพร้อมกับความเร็วที่ลดลง
เลือดสาดทั่วผืนฟ้า จากนั้นร่างก็ร่วงลงสู่พื้นดิน
โครม!
เขากระแทกเข้ากับพื้นราบบนเขาระหว่างสองทัพ
จนพื้นดินเกิดเป็นหลุมขนาดใหญ่
เมื่อฝุ่นดินจางหายไปก็ปรากฏร่างของเขาให้เห็น
เขามีเลือดอาบท่วมกายแต่ไม่ได้มีความหวาดกลัว
หากแต่ยังกัดฟันลุกขึ้นยืน
เทวชนทั้งสามลงมาจากท้องฟ้า
กระจายตัวออกไปในทิศทางต่างๆ ล้อมผิงอันเอาไว้
เมื่อเห็นว่าผิงอันตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเช่นนี้
พวกเขาก็มีความเปรมปรีดิ์อยู่ในหัวใจ
“สมกับเป็นผู้แข็งแกร่งในขั้นกายาทองคำ ช่างเก่งกาจจริงๆ”
“ฮ่าๆ ผิงอัน วันนี้เจ้าจะต้องตายอยู่ที่นี่!”
“เจ้าหมอนี่ถึกดีจริง ถูกโจมตีรุนแรงเพียงนี้ยังลุกขึ้นได้อีก”
เทวชนทั้งสามจับจ้องผิงอันด้วยสายตาเกรี้ยวโกรธ
เหล่าทหารต้าฮวงที่ต้องตายด้วยน้ำมือของผิงอันมีมากกว่าสามแสนนาย
จอมโหดเช่นนี้พวกเขาอยากจะกินเลือดกินเนื้อเสียให้ได้
ทันใดนั้นเอง พื้นดินพลันมืดลง
เทวชนทั้งสามและผิงอันต่างเงยหน้าขึ้นโดยไม่รู้ตัว
เหล่าเทวชนพากันตื่นตกใจ
เห็นเพียงเงากระบี่สีทองขนาดยักษ์เล่มหนึ่ง ลอยคว่ำหัวลงอยู่เหนือกลุ่มพวกเขา
ปลายกระบี่ตรงมาที่ผิงอัน
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำยืนอยู่บนด้ามกระบี่ สองมือไพล่หลัง ก้มลงมองเบื้องล่าง
ใบกระบี่ของเงากระบี่สีทองเล่มนี้อย่างน้อยกว้างถึงสิบจั้ง
ตัวกระบี่ยาวกว่าร้อยจั้ง ยิ่งใหญ่เกินเปรียบ ชวนสะท้านใจ
“ผู้มีความสามารถจากสวรรค์ น่าเสียดายที่ปัญญาไม่ได้ความ”
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำจับจ้องผิงอันขณะพึมพำกับตนเอง
ดวงตาที่เผยออกมาจากหน้ากากทองสัมฤทธิ์ช่างเย็นชาเหลือประมาณ
“มรรคาจารย์อยู่ที่นี่ มันผู้ใดบังอาจเหิมเกริม!”
เสียงตวาดดังมา
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำตื่นตกใจจนม่านตาหดลง
เทวชนทั้งสามคนหันหน้าไปมองพร้อมกัน
เมื่อผิงอันหันหน้าไปเห็นเป็นฮวงชวนเหินเข้ามา
เขาก็อดฉีกยิ้มออกมาไม่ได้ และมีเลือดสดทะลักออกจากปากไม่หยุด
ฮวงชวนกุมถุงผ้าปักไว้ในมือขณะเหาะเข้ามาอย่างรวดเร็ว
เมื่อได้เห็นสภาพน่าอนาถของผิงอัน สองตาของเขาก็แดงขึ้นทันใด
ร้องตะโกนว่า “รนหาที่ตาย!” ออกมา
เขาเปิดถุงผ้าปักในทันใดและหยิบของที่อยู่ข้างใน
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำหันหน้าไปอย่างตื่นตกใจ
เทวชนทั้งสามก็ตกใจด้วยเช่นกัน
ใต้หล้านี้ผู้ใดจะไม่รู้ว่ามรรคาจารย์ต้าจิ่งนั้นเป็นนักพรตปีศาจ
เขามีวิชายุทธ์ที่ทั้งพิลึกพิลั่นทั้งชั่วร้ายยิ่งยวดชื่อว่า
โปรยถั่วเสกทหาร ที่ทำให้ใต้หล้าต้องสั่นสะท้าน
หรือว่าคนผู้นี้จะโปรยถั่วอีกแล้ว
สายตาของคนทั้งสี่รวมกันอยู่ที่มือขวาของฮวงชวน
และพบว่าเขาถือใบไม้สีทองใบหนึ่ง
ฮวงชวนต้องนิ่งอึ้งไปทันใดเมื่อเห็นว่าเป็นเพียงใบไม้สีทองใบหนึ่ง
“ซวยแล้ว แล้วมันใช้เช่นใดกัน….”
ฮวงชวนยังคงมีสีหน้าเกรี้ยวกราดอยู่แต่ในใจกลับลนลานเล็กน้อย
เพราะเมื่อใบไม้ใบนี้อยู่ในมือ เขาไม่อาจสัมผัสถึงพลังใดๆ ได้เลย
หรือจะเหมือนกับโปรยถั่วเสกทหาร ให้โยนลงไปบนพื้น?
เขาโยนใบหยกเกล็ดทองไปบนพื้นทันที
ปรากฏว่าเมื่อใบหยกเกล็ดทองเพิ่งร่วงลงไปก็ลอยขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
เจียงฉางเชิงที่อยู่ในอารามมังกรผงาดซึ่งไกลออกไปพลันลืมตาขึ้น
แอบด่าทอฮวงชวนในใจว่าไม่มีมารยาท บังอาจทิ้งสมบัติอาคมของข้า
กลับมาจะต้องจัดการให้หนัก
เมื่อเห็นว่าใบหยกเกล็ดทองลอยขึ้นมาจากพื้นและค้างอยู่กลางอากาศได้ด้วยตนเอง
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำและเทวชนทั้งสามยิ่งไม่กล้าขยับตัว
เสียงของผู้ใส่อาภรณ์สีดำลอยมา “มรรคาจารย์มาจริงๆ หรือ”
ฮวงชวนร้องเสียงดังว่า
“แม้อาจารย์ของข้าจะไม่ได้มา แต่ใบไม้นี้ก็เพียงพอจะสังหารพวกเจ้าได้!”
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำยิ้มออกมา รอยยิ้มเย็นเยียบยิ่งนัก
แม้มองไม่ออกว่าใบไม้สีทองคือสิ่งใด แต่นางก็อยู่ในขั้นกายาทองคำ
จะถูกใบไม้ใบหนึ่งสังหารได้อย่างไร
“เช่นนั้นข้าจะฆ่าเจ้าบ้านี่ก่อนค่อยสังหารเจ้า!”
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำเตะขาขวาออกไป
เงากระบี่สีทองร่วงลงอย่างรวดเร็วราวกับภูเขาถล่มลงมา รุนแรงไม่อาจต้านทาน
เทวชนทั้งสามตกใจจนต้องกระโดดหลบ
ผิงอันขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากเข้าไปจับคอนทองแต่เขาบาดเจ็บสาหัส
ขยับเพียงนิ้วเพียงก้าวเดียวก็ยังยากเย็น
เมื่อเห็นว่าเงากระบี่สีทองกำลังจะเข้าโจมตีผิงอัน
ใบหยกเกล็ดทองก็ขยับในทันใด แสงสีทองส่องประกาย!
ปิ้ง…
เงากระบี่สีทองแตกสลายราวกับกระจก
พลันเกิดลมกระโชกหนักหมุนคว้างไปทั่วทุกสารทิศ
ม่านตาของผู้ใส่อาภรณ์สีดำเบิกกว้างพร้อมสีหน้าไม่อยากเชื่อ
เป็นไปได้อย่างไร! เงากระบี่นี้เป็นวิชาที่นางคิดค้นและผนึกรวมขึ้นมาเอง
นางมั่นใจว่าต่อให้เป็นคนในขั้นกายาทองคำก็ยังไม่อาจทำลายมันให้ย่อยยับได้
แต่ยังไม่ทันที่นางจะไตร่ตรองได้มากนัก
นางก็เห็นว่าแสงสีทองนี้พุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว
แววตาของนางแข็งทื่อไปทันใด
กระบี่งามข้างใต้เท้าพุ่งออกไปจู่โจมลำแสงสีทองนั้น
ตึง!
ใบหยกเกล็ดทองและกระบี่งามเข้าปะทะกัน กระบี่งามแตกสลายไปในพริบตา
ผู้ใส่อาภรณ์สีดำเห็นแล้วตกใจจนกระโดดขึ้นโดยไม่รู้ตัวหวังหลบให้พ้น
แต่ใบหยกเกล็ดทองรวดเร็วเหลือกำลัง!
เจียงฉางเชิงที่อยู่ใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพียกมุมปากขึ้น พึมพำว่า “เจ้าหนีพ้นหรือ”
ฉีก…
ใบหยกเกล็ดทองพุ่งชนหน้ากากทองสำริดจนแตกยับ
ทะลุหน้าผากของผู้ใส่อาภรณ์สีดำ หมวกฟางปลิวออก ใบหน้าแสนแก่ชราเผยออกมา
นางเบิกตากว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
ใบหยกเกล็ดทองเหินลอยเป็นวงโค้งสมบูรณ์แบบอยู่กลางอากาศ
จากนั้นก็พุ่งเข้าจู่โจมเทวชนทั้งสาม
เหล่าเทวชนตื่นตกใจพากันวิ่งหนี
แต่ขั้นกายาทองคำก็ยังตั้งตัวไม่ทันแล้วพวกเขาจะหนีได้อย่างไร
ฉีก! ฉีก! ฉีก!
เทวชนทั้งสามร่วงลงพื้นตายอย่างอนาถทั้งหมด
หน้าผากของทุกคนถูกเจาะทะลุ ตายตาไม่หลับ
ใบหยกเกล็ดทองบินย้อนกลับมาหาฮวงชวน
ศพของผู้ใส่อาภรณ์สีดำร่วงลงมาสู่พื้นเป็นคนสุดท้าย
ล้มลงในป่าบนภูเขา ทับต้นไม้ล้มไปแถบหนึ่ง
ฮวงชวนมองจนตาค้าง เช่นนี้ก็จบแล้วหรือ
เมื่อเห็นใบหยกเกล็ดทองบินกลับมา เขาก็ยกมือขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ทว่าใบหยกเกล็ดทองกลับบินผ่านตัวเขาไป
จากนั้นก็หายวับไปตรงสุดขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
ไม่รู้เพราะเหตุใด ฮวงชวนมีความรู้สึกเหมือนถูกตบหน้า ใบหน้าด้านขวารู้สึกเจ็บ
เมื่อเขาหันหน้าไปมองก็ไม่เห็นใบหยกเกล็ดทองแล้ว
จึงทำได้แต่ปล่อยไป และรีบเหาะไปตรงหน้าผิงอันเพื่อช่วยห้ามเลือดให้อีกฝ่าย
กองทัพใหญ่หลายแสนนายที่เดิมที่กำลังรุกเข้ามาเริ่มช้าลง
แม่ทัพที่นำทัพอยู่ตรงหน้าสุดบังคับม้าให้หันหัวกลับและตะโกนว่า “ถอยทัพ! ถอยทัพ!”
กองทัพหลายแสนนายนั้นมีขนาดใหญ่โตนัก
คนส่วนใหญ่ที่อยู่ข้างหลังต่างไม่เห็นว่าผู้ใส่อาภรณ์สีดำและเทวชนทั้งสามตายไปแล้ว
จึงยังคงขยับมาข้างหน้าอยู่ ทำให้กองทัพใหญ่เกิดความโกลาหลขึ้นทันใด
สวีเทียนจียินดีปรีดานัก แผดเสียงด้วยโทสะว่า “ฆ่า! ฆ่ามันเสีย!”
ทัพกลยุทธ์สวรรค์บังคับม้าพุ่งออกไป รวดเร็วเฉกลมสลาตันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ห่างออกไปบนหน้าผา
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาลุกขึ้นยืน สั่นสะท้านไปทั้งกาย สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“นั่นคือสิ่งใด…อาวุธเทวะ? หรือเป็นยอดเคล็ดวิชาดาบบินใด…
เป็นไปได้อย่างไร…ขั้นกายาทองคำกลับต้องตายลงเช่นนี้หรือ”
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาพึมพำกับตนเอง
เขารู้ว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งมาก แต่จวบจนบัดนี้ก็ยังไม่เคยพบตัวมรรคาจารย์มาก่อน
แต่กลับได้เห็นเขาสังหารกายาทองคำ ช่างน่าตกตะลึงนัก
ทำให้สิ่งที่เขารู้กลับตาลปัตรไปหมด
“ซวยแล้ว! มรรคาจารย์จะอยู่แถวนี้หรือไม่”
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาตกใจจนรีบหันหลังจากไป ไม่กล้าเฝ้าดูการต่อสู้อีก
ใต้ต้นไม้วิญญาณปฐพี
เจียงฉางเชิงหมุนขยับคอ ดวงตาเต็มไปด้วยความเฝ้ารอ
ไม่รู้ว่าการสังหารศัตรูเช่นนี้จะมีรางวัลรอดชีวิตหรือไม่
หากมีรางวัลวันหน้าเขาก็จะสังหารศัตรูที่อยู่ห่างออกไปนับพันได้
ทั้งยังเฝ้าอยู่ที่เรือนและช่วยต้าจิ่งสังหารศัตรูผู้แข็งแกร่งยากจะต่อกรได้ในเวลาเดียวกัน
การสังหารในครั้งนี้ต่างจากการใช้ถั่วพลังวิญญาณ
เพราะเขาเป็นคนควบคุมใบหยกเกล็ดทองด้วยตนเอง
เจียงฉางเชิงเฝ้ารออย่างอดทน
ไป๋จีนอนหมอบอยู่ที่ลานบ้าน ส่วนฮวาเจี้ยนซินกำลังต้มน้ำ
หิมะขาวโพลนภายในเรือนพักถูกกวาดออกไปหมดแล้ว
ส่วนเจียงเจี้ยนก็ไปหาไป๋หลง
เนิ่นนานจากนั้น
(ปีเฉียนอู่ที่สามสิบแปด เชียวเยวี่ยหรูผู้แข็งแกร่งขั้นกายาทองคำมาช่วยในสนามรบเพื่อตอบแทนบุญคุณ
พร้อมพาสามเทวชนมารุมสังหารผิงอันศิษย์ของเจ้า
เจ้าเข้าช่วยผิงอันได้ทันท่วงที พ้นเคราะห์กรรมไปได้
ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็น วิชาอาคม นามว่า วิชาเข้าฝัน)
เคราะห์กรรม? เจียงฉางเชิงเกิดความสงสัย แต่พอไตร่ตรองดูก็เข้าใจในทันที
หากผิงอันตายเขาก็จะต้องไปล้างแค้นให้ศิษย์
ทำให้เกิดเคราะห์กรรมการสังหารที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิม
เรื่องราวจะลุกลามเป็นเช่นใดเขาก็ยังไม่อาจคาดคะเนได้ จึงนับได้ว่าเป็นเคราะห์กรรม
จุ๊ๆ วิชาเข้าฝัน! ไม่เลวๆ
วิชาอาคมเช่นนี้วิชายุทธ์ไม่มีทางจะมีได้!
เจียงฉางเชิงเริ่มรับการถ่ายทอดวิชาเข้าฝัน
วิชาเข้าฝันมิใช่ว่าอยากเข้าฝันใครก็เข้าฝันคนนั้น
นอกจากอีกฝ่ายจะต้องอยู่ในสภาพหลับใหลแล้ว ยังจะต้องสัมผัสถึงลมหายใจของอีกฝ่ายด้วย
เพื่อระบุทิศทางของอีกฝ่ายให้ได้ชัดเจน
ซึ่งก็หมายความว่าจะต้องอยู่ในขอบเขตที่เขาสัมผัสได้
แต่เขายังมีวิชารอยประทับสังสารวัฏอยู่ จะอยู่ไกลเพียงใดเขาก็ยังเข้าฝันคนที่มีรอยประทับซึ่งกลับมาเกิดใหม่ได้
เป็นวิชาอาคมที่ดี
วันหน้ายังสามารถไปเข้าฝันชาวบ้านด้านล่างเขาได้
ยิ่งคนที่ถูกเข้าฝันมีจำนวนมากขึ้น แต้มเซ่นไหว้ของเขาก็จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย
สมกับเป็นราคาที่ขั้นกายาทองคำหนึ่งคนและเทวชนสามคนนำมามอบให้!
เจียงฉางเชิงอารมณ์ดีและเริ่มฝึกฝนวิชาเข้าฝัน
พอดีว่าไป๋จีกำลังงีบหลับอยู่ เขาจึงลองวิชาเข้าฝันด้วยการเข้าไปในฝันของไป๋จีเสียเลย
รวดเร็วจากนั้นเขาก็เบิกตากว้าง ขมวดหัวคิ้วพร้อมมีสีหน้าประหลาด
เขาแค่นเสียง เสียงนั้นฟาดลงที่หูของไป๋จีราวกับเป็นสายฟ้าที่ชวนตื่นตกใจ
มันตกใจจนขนฟู กระโดดขึ้นมาทันใดแล้วเหลียวซ้ายแลขวา
มันมองเจียงฉางเชิงด้วยอาการสะลืมสะลือและถามว่า “ท่านนักพรต เมื่อครู่เป็นเสียงท่านหรือ”
เจียงฉางเชิงเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า
“ไปกวาดหิมะ กวาดหิมะที่อยู่ในทุกเรือนออกไปให้หมด รวมทั้งบนทางเดินเล็กและอาคารต่างๆ ด้วย”
“หา?”
“หืม?”
ไป๋จีตกใจจนวิ่งออกไป มันกลัดกลุ้มใจเป็นที่สุด
เมื่อครู่นี้กำลังฝันดีกำลังจะถึงตอนสำคัญกลับถูกขัดจังหวะ ทำให้มันอารมณ์ไม่ดี
แต่อีกฝ่ายนั้นคือเจียงฉางเชิง มันจึงได้แต่ต้องสะกดเอาไว้
“ฤดูหนาวปีนี้หนาวจริงๆ เชียว”
ไป๋จีทอดถอนใจก่อนหายวับไปท่ามกลางหิมะหนาสุดลูกหูลูกตา
ฮวาเจี้ยนซินส่ายหน้าหัวเราะร่วนแต่ไม่ได้ถามให้มากความ
เจียงฉางเชิงชอบรังแกเจ้าปีศาจหมาป่าตัวนี้ ซึ่งนางก็เคยชินแล้วและยังรู้สึกสนุกอีกด้วย
ตะวันรอนจันทราโผล่ ราตรีมืดมิดมาเยือน
เจียงฉางเชิงไม่ได้นอน ยังคงชื่นชมทัศนียภาพยามค่ำคืนอยู่ใต้ต้นไม้
ไป๋จีลากเอาร่างอันอ่อนล้ากลับมา
เมื่อเห็นว่าเจียงฉางเชิงยังคงอยู่ในลานบ้าน
มันกำลังจะเข้าไปประจบกลับเห็นว่า เจียงฉางเชิงยกมือขึ้น
มีแสงสีทองพุ่งมาอย่างรวดเร็วกลางราตรีมืดมิดก่อนตกลงในมือของเขา
เป็นใบหยกเกล็ดทองนั่นเอง!