เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 108 จะตีต้าฮวงให้จงได้ ท่าทีของมรรคาจารย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 108 จะตีต้าฮวงให้จงได้ ท่าทีของมรรคาจารย์
ตอนที่ 108 จะตีต้าฮวงให้จงได้ ท่าทีของมรรคาจารย์
“คารวะมรรคาจารย์ ไม่พบหน้ากันหลายปี มรรคาจารย์ ยังมีสง่าราศีเช่นเดิม”
เหิงเพิ่งคำนับพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า สายตาของเขา เหลือบมองเจียงเจี้ยนอย่างห้ามใจไม่ไหว
เจียงเจี้ยนหน้าตา คล้ายคลึงกับเจียงหลัวอยู่หลายส่วน มิหนำซ้ำบนหน้าผากยัง คาดผ้าเอาไว้
คาดว่าใต้ผ้าผืนนั้นคงจะเป็นรอยปาน
เจียงฉางเชิงถามว่า
“เหตุไฉนอาจารย์ของเจ้าไม่มาเล่า ในเมื่อเขาไม่ยอมเชื่อข้า เหตุใดจึงส่งเจ้ามาอีก”
เหิงเพิ่งยิ้มเจื่อนเอ่ยว่า
“สิบหกปีผ่านไปแล้ว ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจารย์จึงมาไม่ได้
จุดประสงค์สำคัญที่ข้ามาหนนี้ก็เพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ ระหว่างท่าน เจียงหลัว แล้วก็ศิษย์น้องชื่อไห่ จึงตั้งใจมาเตือนท่าน
ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชผลัดเปลี่ยนขั้วอำนาจแล้ว บรรพจารย์ที่หวนกลับมาจากโพ้นทะเลคนหนึ่งเข้ามายึดครองอำนาจ
หมายจะรวบรวมพลังแห่งโชคชะตาทั้งใต้หล้า สำนักหลังบัลลังก์แต่ละแห่งรับคำสั่งไปแล้ว
เหลือเพียงต้าจิ่งที่ ไม่อยู่ใต้การควบคุมของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช บรรพจารย์จึง ไม่พอใจท่านมาก เขาอาจจะลงมือกับท่าน”
เจียงฉางเชิงถามว่า
“หรือว่าพายุหิมะก่อนหน้านี้เป็น ฝีมือบรรพจารย์คนนี้”
เหิงเพิ่งพยักหน้า
“เป็นเช่นนั้นจริงๆ เขารวบรวมพลังโชคชะตาในใต้หล้าแล้วทำให้สภาพอากาศผิดปกติ”
“เหตุใดเขาจึงต้องการรวบรวมพลังโชคชะตาในใต้หล้าเล่า”
“อาจเพื่อทะลวงสู่ระดับขั้นที่สูงกว่าเดิม”
ที่แท้ก็เช่นนี้เอง เจียงฉางเชิงเข้าใจแล้ว แต่ในใจเขายังสงสัยอยู่ จึงถามว่า
“เจ้าก็เป็นคนของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช เหตุใดจึงตั้งใจมาบอกเรื่องนี้กับข้า ไม่กลัวถูกถ้ำสวรรค์สำแดงเดชตำหนิหรือ”
สีหน้าของเหิงเพิ่งแปรเปลี่ยนไปมา สุดท้ายเขาก็สูดลมหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วตอบว่า
“เจียงหลัวเข้าร่วมการทดสอบสวรรค์เก้าชั้น การทดสอบนี้จะตัดสินตำแหน่งฐานะ ของศิษย์ที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช
ระหว่างการทดสอบเจียงหลัว ไปล่วงเกินบุตรของคนใหญ่คนโตคนหนึ่งเข้า ต่อมาจึงถูกลอบเล่นงานระหว่างออกมาฝึกวิชาข้างนอก
เพราะเหตุการณ์นี้ ศิษย์น้องชื่อไห่จึงสิ้นชีพ
หลังจากนั้นเจียงหลัวก็ออกจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ติดตามเจ้าอธรรมเพื่อฝึกวรยุทธ์
เจ้าอธรรมเป็นอัจฉริยะที่ยากจะหาพบสักคนในรอบพันปีของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช
เขาไม่พอใจถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเช่นกัน จึงปรับปรุงวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์แล้วสูบกำลังภายในของศิษย์ร่วมสำนักไป
เขาต้องหลบหนีจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอย่างไม่มีทางเลี่ยง
ยามนี้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชออกคำสั่งให้สำนักหลังบัลลังก์ทั้งหลายตามล่าเขาแล้ว
ศิษย์น้องชื่อไห่กับข้ารักใคร่กันดุจพี่น้อง เจียงหลัวเองข้าก็เห็นเขามาตั้งแต่เล็กจนโต
เด็กคนนี้แม้รักการต่อสู้ แต่นิสัยอ่อนโยน พรสวรรค์ของเขาโดดเด่นจริงๆ
เขาไม่ควรถูกข่มเหงเพราะเรื่องนี้
ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชในตอนนี้เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว มันไม่ใช่แดนศักดิ์สิทธิ์แห่งการฝึกยุทธ์เช่นในวันวานอีกต่อไป
แต่เป็นเหมือนวังน้ำวนแห่งอำนาจเสียมากกว่า ดังนั้นข้าจึงไม่อยากอยู่ที่นั่นแล้วเช่นกัน”
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว ตั้งแต่ตอนที่เขารู้ว่าเจียงหลัวเดินทางออกมาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช
เขาก็สังหรณ์แล้วว่าปราชญ์แห่งสี่สมุทรคงไม่ได้ตายด้วยสาเหตุธรรมดา
เหิงเพิ่งเอ่ยต่อว่า
“มรรคาจารย์ สิ่งที่ข้าบอกได้ มีเพียงเท่านี้ จะขัดขืนต่อสู้ต่อหรือว่าจะยอมก้มหัว ข้าน้อยมิมีคุณสมบัติจะตัดสินใจแทนท่านได้”
กล่าวจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไป เจียงฉางเชิงถามว่า
“เจ้าจะไปที่ใด”
เหิงเพิ่งไม่หยุดฝีเท้า เขาเพียงทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง
“ตามหาเจียงหลัว ศิษย์น้องชื่อไห่ดูแลเขาเสมือนบุตรชายแท้ๆ นิสัยของเจ้าอธรรมคาดเดายากนัก
ติดตามอยู่ข้างกายเขา ข้า กังวลว่าเจียงหลัวจะมีภัย”
เจียงฉางเชิงเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อเขาใหม่ คิดไม่ถึงว่าเหิงเพิ่งจะเป็นคนที่มีคุณธรรมน้ำมิตรถึงเพียงนี้
หนนี้เขาเดินทางไปตามหาเจียงหลัว ต่อให้ตามหาเจียงหลัวพบแล้วอย่างไร เขามิใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าอธรรมเสียหน่อย
ทว่าทุกคนล้วนมีทางเลือกของตนเอง เชื่อว่าเหิงเพิ่งคงตัดสินใจมาดีแล้ว เจียงฉางเชิงเอ่ยบอก
“พวกเขาลงใต้ออกทะเลไปแล้ว”
เหิงเพิ่งหมุนตัวมาคำนับ หลังจากนั้นจึงเดินออกไปจาก ลานเรือนโดยไม่เหลียวกลับมา
เจียงเจี้ยนขมวดคิ้วถามว่า
“อาจารย์ปู่ เจียงหลัวคือพี่รองของข้าใช่หรือไม่”
เรื่ององค์ชายรองมีคนเอ่ยถึงน้อยนัก คนส่วนมากลืมไปแล้วด้วยว่าองค์รัชทายาทเกิดมาพร้อมกับฝาแฝด
เจียงฉางเชิงหันไปมองทางทิศใต้แล้วบอกว่า
“ถูกต้อง”
เจียงเจี้ยนขมวดคิ้วแน่นกว่าเดิม ในใจเก็บกลั้นเปลวเพลิงกองหนึ่งเอาไว้
พี่ชายแท้ๆ ของตนพบพานเรื่องเช่นนี้ เขาย่อมรู้สึกโกรธแค้นแทนเจียงหลัว
เขาตัดสินใจแล้ว! เมื่อเขาบรรลุขั้นกายาทองคำ เขาจะเดินทางไปถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ทวงความเป็นธรรมให้พี่รอง!
เจียงฉางเชิงถามในใจอยู่เงียบๆ
ข้าจะบดขยี้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอย่างง่ายดายได้หรือไม่ (ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 160,000 แต้ม ต้องการดำเนินการ ต่อหรือไม่)
ไม่! ขุมกำลังทั้งหมดของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมีค่าเท่ากับหนึ่งแสนหกหมื่นแต้ม ดูท่าพวกเขาจะมีขั้นกายาทองคำอยู่ไม่น้อย
“หรือว่าบรรพจารย์ที่มาจากโพ้นทะเลคนนั้น จะสมคบคิดกับถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ไม่ก็กองกำลังแห่งอื่นบนแผ่นดินหรือในทะเล”
เจียงฉางเชิงคิดถึงประเด็นสำคัญในคำพูดของเหิงเพิ่ง
กองกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเชิญ มาได้ แข็งแกร่งมากเท่าใด (ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 520,000 แต้ม ต้องการดำเนินการ ต่อหรือไม่)
ไม่! มากปานนั้นเชียว แข็งแกร่งกว่าทะเลสวรรค์เสียอีก!
เจียงฉางเชิงขมวดคิ้ว แม้ว่านี่จะเท่ากับครึ่งหนึ่งของพลังขั้นถ้ำสวรรค์สามเท่านั้น แต่พวกเขาเป็นกองกำลัง
อีกฝ่ายมีคนมากมาย หากพวกเขาแห่กันเข้ามากลุ้มรุม เจียงฉางเชิงอาจรอด แต่แผ่นดินต้าจิ่งคงมอดมวย
บางทีภัยอาจลามมาถึงอารามมังกรผงาด เมื่อเป็นเช่นนี้จะบุ่มบ่ามมิได้
หากทำลายถ้ำสวรรค์สำแดงเดชตรงๆ ต้องเกิดปัญหายุ่งยากที่ใหญ่กว่าเดิมแน่
ต้องรอให้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเดินทางมาตายทีละคนๆ
ทางหนึ่ง เพื่อให้เขาได้แข็งแกร่งขึ้น อีกทางหนึ่งเพื่อจะได้ซื้อเวลาในการเติบใหญ่
ดูจากตอนนี้สถานการณ์ยังดีอยู่ ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชยังไม่รู้แน่ชัดเกี่ยวกับพลังของตน
ดังนั้นพวกเขาคงไม่กล้าบุ่มบ่ามเคลื่อนไหว
เจียงฉางเชิงคิดเงียบๆ เขายังอายุไม่ถึงหนึ่งร้อยปีก็แซงหน้าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชที่ดำรงอยู่มาหลายพันปีได้แล้ว
ความได้เปรียบอยู่กับเขา แต่เขายังต้องตรากตรำฝึกฝนต่อไป เขาจะไม่มีวันปล่อยให้ศัตรูไล่ต้อนเขาจนต้องทุ่มสุดกำลัง
เดือนสิบเอ็ด ในห้องทรงพระอักษร เจียงจื่ออวี้เรียกหานเทียนจีมาเข้าเฝ้า เฉินหลี่ตามมากับหานเทียนจี
เจียงจื่ออวี้ย่อมเชื่อใจคนที่เจียงฉางเชิงแนะนำ เขาคิดมาคิดไปก็รู้สึกว่าส่งเฉินหลี่ให้หานเทียนจีน่าจะดี
ต่อไปเขาจะได้สืบทอดตำแหน่งของหานเทียนจีได้
แม้หานเทียนจีจะช่วยต้าจิ่งให้กลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาได้สำเร็จ แต่ไม่ว่าอย่างไรเขาก็มาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดช
ข้างกายเขาต้องมีคนที่เจียงจื่ออวี้เชื่อใจได้อยู่ด้วย
เฉินหลี่เคยเข้าเฝ้าฮ่องเต้มาแล้ว ทว่ายามต้องเข้าเฝ้าอีกครั้งก็ยังตื่นเต้นมากอยู่ดี
ปีนี้ฮ่องเต้ตัดศีรษะคนไปไม่น้อย ทำให้สี่สิบเก้ารัฐมีคำเล่าลือน้อยลงมาก
แล้วก็ทำให้ขุนนางบุ๋นบู๊หวาดกลัวฮ่องเต้มากกว่าเดิม
เจียงซิ่วหันไปมองเฉินหลี่ แล้วทำท่าเหมือนครุ่นคิดบางอย่าง
เจียงจื่ออวี้ชี้จดหมายลับห้าฉบับบนโต๊ะแล้วเอ่ยว่า
“นี่คือจดหมายจากสำนักหลังบัลลังก์ห้าแห่ง พวกเขาข่มขู่ให้เราปล่อยมือจากต้าฮวง
บอกว่าต้าจิ่งกว้างใหญ่มากพอแล้ว ไม่ควรขยายดินแดนต่อไปอีก ยามใดต้าจิ่งกลืนกินต้าฮวง
ราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งอื่นจะร่วมมือกัน ถึงเวลานั้นใต้หล้าจะเกิดกลียุคครั้งใหญ่ สรรพชีวิตเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า
พวกเขายังบอกเป็นนัยๆ อีกว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไม่พอใจเราอย่างมาก”
หานเทียนจีขมวดคิ้ว เขาก้าวเข้าไปอ่านจดหมายทันที
ช่วงนี้เฉินหลี่มีโอกาสทำความเข้าใจสถานการณ์ในใต้หล้าแล้ว
เขาเคยตกตะลึงกับเรื่องสำนักหลังบัลลังก์และถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมาก่อนแล้ว ดังนั้นตอนนี้จึงไม่เปลี่ยนสีหน้าแต่อย่างใด
ผ่านไปครู่หนึ่ง หานเทียนจีก็อ่านจดหมายทั้งหมดจบ เขาวางพวกมันลงอย่างช้าๆ แล้วขมวดคิ้วจนเป็นปม
“เหตุไฉนถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจึงทำเรื่องเช่นนี้ สิ่งที่บอกกล่าวในนี้ไม่ตรงกับที่กระหม่อมรู้มาอย่างสิ้นเชิง
ราชวงศ์แห่งโชคชะตากลืนกินราชวงศ์แห่งโชคชะตาไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้นหนแรก มันมักจะเกิดขึ้นทุกร้อยปี
ราชวงศ์ต้าฮวงก็เคยกลืนกินราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งอื่น จดหมายครั้งนี้ไม่มีเหตุผล
ส่วนเรื่องที่กลัวว่าจะเกิดกลียุคครั้งใหญ่กว่าเดิมยิ่งเป็นคำพูดไร้สาระ ใต้หล้าแห่งนี้มีอาณาจักรหลายสิบแห่งทำสงครามกันอย่างไม่หยุดหย่อน
เคยมีสำนักหลังบัลลังก์แห่งใดออกมาธำรงสันติภาพเสียที่ไหน ไม่พัดกระพือไฟ ไม่โยนหินซ้ำก็นับว่าไม่เลวแล้ว!”
เจียงจื่ออวี้สีหน้าเรียบเฉยเอ่ยว่า
“ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ของปราชญ์แห่งสี่สมุทรเดินทางมาเยี่ยมเยือนมรรคาจารย์
เขาบอกว่ายามนี้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชถูกบรรพจารย์คนหนึ่งกุมอำนาจอยู่ เขาหมายจะรวบรวมพลังโชคชะตาในใต้หล้า
สำนักหลังบัลลังก์แห่งอื่นล้วนยินยอมทำตาม ยามนี้เหลือเพียงต้าจิ่งเท่านั้นที่เป็นตัวแปรสุดท้าย”
คิ้วของหานเทียนจียังไม่คลายออก เห็นชัดว่าเขาไม่รู้จักบรรพจารย์อะไรนี่เลยสักนิด
สมัยอยู่ที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเขาเป็นเพียงคนระดับล่างๆ เท่านั้น
“อ้อแล้วก็ ปราชญ์แห่งสี่สมุทรถูกบุตรของคนใหญ่คนโตคนหนึ่งของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชสังหาร
เพราะเข้ามาช่วยองค์ชายรองของข้า”
ประโยคนี้ของเจียงจื่ออวี้ทำให้หานเทียนจีสีหน้าเปลี่ยนไปทันใด ทั้งร่างของเขาสั่นเทิ้ม
เขาสนิทสนมกับปราชญ์แห่งสี่สมุทรอย่างยิ่ง สาเหตุที่เขาเดินทางมาต้าจิ่งก็เพราะปราชญ์แห่งสี่สมุทรไหว้วาน
เขาพยายามสงบอารมณ์ ไม่ตั้งคำถามสิ่งที่เจียงจื่ออวี้พูด แต่กัดฟันเอ่ยว่า
“ยามนี้กระหม่อมเป็นขุนนางของต้าจิ่ง ทุกสิ่งแล้วแต่ฝ่าบาทจะบัญชา!”
เจียงจื่ออวี้ลุกขึ้นยืน แล้วเอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา
“ต้าฮวงมีสำนักหลังบัลลังก์กับถ้ำสวรรค์สำแดงเดชหนุนหลังแล้วอย่างไร ข้าก็มีมรรคาจารย์หนุนหลังเช่นเดียวกัน!
ไม่นานมานี้ ต้าจิ่งมีขั้นเทวชนถือกำเนิดขึ้นมาอีกสองคน ตอนนี้ได้จังหวะพอดี ส่งพวกเขาไปแนวหน้าให้หมด
เราจะตีต้าฮวงให้จงได้! ไม่ใช่แค่ต้าฮวงเท่านั้น ยังมีอาณาจักรหงเสวียนอีก
เราจะตีเอาอาณาจักรทั้งหมดในใต้หล้ามาครอง ให้ใต้หล้าแห่งนี้เป็นของต้าจิ่ง
รวมใต้หล้าเป็นหนึ่ง นับจากนี้จะไม่มีสงครามอีกต่อไป
ผู้คนทั้งใต้หล้าเหลือเพียงการไขว่คว้าวิถียุทธ์ แสวงหาอายุขัยที่ยืนยาวยิ่งขึ้น!”
ความห้าวหาญและปณิธานอันยิ่งใหญ่ของเจียงจื่ออวี้ สั่นสะเทือนหัวใจของเฉินหลี่
ที่แท้ฮ่องเต้ทำสงครามมาตลอดก็เพราะเหตุผลประการนี้ ใช่แล้ว ใต้หล้าแห่งนี้มีสงครามมากเกินไปแล้วจริงๆ
เฉินหลี่เลือดลมไหลพล่าน มองเจียงจื่ออวี้ด้วยแววตาเลื่อมใส
หานเทียนจีเผยรอยยิ้ม ในหัวใจเข้าใจกระจ่างแจ้งแล้วว่าที่แท้มรรคาจารย์หากลัวถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไม่
ถ้าอย่างนั้นยังจะต้องกลัวอะไรอีก!
“กระหม่อมยินดีสนับสนุนฝ่าบาท ตราบจนตัวตาย!”
หานเทียนจีค้อมกายคำนับ เจียงซิ่วมองนายบ่าวคู่นี้แล้วตกอยู่ในภวังค์ความคิดไปครู่หนึ่ง
เขารู้ดีว่าตนเองเทียบเจียงจื่ออวี้ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังอิจฉา
เขาก็ปรารถนาจะมีขุนนางที่จงรักภักดีและเก่งกาจ สามารถเฉกเช่นหานเทียนจีคนนี้เช่นกัน
ปีเฉียนอู่ที่สี่สิบเอ็ด ทัพกลยุทธ์สวรรค์บุกทะลวงเข้าไปใน ดินแดนของศัตรู
พวกเขาทำศึกร้อยหนชนะร้อยหน ต่อมา กองทัพใหญ่จึงบุกตามเข้าไปด้วย
พวกเขายึดครองแผ่นดิน อย่างไม่หยุดหย่อน
ต้าฮวงใกล้จะแตกเป็นส่วนๆ แล้ว จิตใจ ของผู้คนหวั่นผวา
มีประชาชนไม่น้อยอพยพหนีจากต้าฮวง ไปยังอาณาจักรอื่น
หลิงเชียวนำถุงผ้าปักของเจียงฉางเชิงมาถึงแนวหน้า
เขามอบถุงผ้าปักให้หวงชวนหนึ่งใบ ฮวงชวนตื่นเต้นยิ่งนัก สองคน! ถุงผ้าปักสองใบอย่างน้อยก็สังหารขั้นกายาทองคำได้
ในเวลาเดียวกันนั้น ที่เมืองหลวงองครักษ์ชุดขาวคุ้มกันรถบรรทุกหีบขนาดใหญ่เดินทางเข้าออกเมืองเป็นจำนวนมาก
ไม่มีผู้ใดรู้แน่ชัดว่าองครักษ์ชุดขาวขนส่งสิ่งใดอยู่ แต่พวกเขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามันต้องมิใช่ของธรรมดา
ในจวนหลังหนึ่ง สตรีอาภรณ์สีม่วงนั่งอยู่หน้าอวี่เหยียน นางถอนหายใจ
“ข้าแอบไปสืบมาแล้ว สิ่งที่องครักษ์ชุดขาวขนไปขนมาก็คือ สมบัติวิเศษที่เปี่ยมด้วยพลังหยาง
หากข้าเดาไม่ผิด ฮ่องเต้คงคิดจะสร้างแม่ทัพใหญ่ผิงอันให้กลายเป็นขั้นกายาทองคำ
องครักษ์ชุดขาวหลายแสนคนออกตามหาสมบัติวิเศษไปทั่วสี่สิบเก้ารัฐ อ๋องของแต่ละดินแดนต่างร่วมแรงช่วยเหลือ
ช่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเสียจริง ต่อให้เป็นสำนักหลังบัลลังก์ก็ยากจะตัดสินใจได้ห้าวหาญเด็ดเดี่ยว
รวมทรัพยากรทั้งใต้หล้าไว้ที่คนผู้เดียวเช่นนี้”
อวี่เหยียนอี้ทำหน้าแปลกพิกล ก่อนจะถอนหายใจเอ่ยว่า
“ขั้นกายาทองคำมิใช่ว่าอยากจะสร้างก็สร้างออกมาได้เสียหน่อย ต้องดูกันที่พรสวรรค์
แต่บังเอิญว่าผิงอันคนนั้นดันเป็นอัจฉริยะที่ยากจะหาพบในรอบร้อยปี
แม้แต่ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ก็ยังหาอัจฉริยะในด้านวิชายุทธ์เช่นนี้ไม่ได้”
สตรีอาภรณ์สีม่วงพยักหน้าเอ่ยว่า
“ใช่แล้ว เบื้องบนมีมรรคาจารย์ เบื้องล่างมีอัจฉริยะเช่นผิงอัน ฮ่องเต้ต้าจิ่งอาจทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมยิ่งใหญ่สำเร็จจริงๆ ก็เป็นได้
เหมือนกับ ฮ่องเต้เฉินจงแห่งราชวงศ์ต้าฮวง”
อวี่เหยียนอี้เปลี่ยนประเด็น
“ข้อเสนอของข้า เจ้าบอกบิดาของข้าแล้วหรือยัง”
สตรีอาภรณ์สีม่วงเอ่ยว่า
“ประมุขตระกูลไม่ปฏิเสธทันที แต่บอกว่าต้องหารือกับผู้อาวุโสในตระกูล
ประมุขตระกูลฝากข้ามาบอกต่อเจ้า เขาต้องรู้ท่าทีที่ชัดเจนของมรรคาจารย์ต่อตระกูลขุนนางประคองจันทร์ก่อน”
อวี่เหยียนถอนหายใจอย่างโล่งอกแล้วคลี่ยิ้ม
“ข้าคิดว่าตระกูลจะคัดค้านเสียแล้ว”
สตรีอาภรณ์สีม่วงถอนหายใจ
“มรรคาจารย์แข็งแกร่งจริงๆ แข็งแกร่งจนทำให้คนมิอาจเข้าใจได้
แต่ประมุขตระกูลฝากข้ามาบอกต่อเจ้า เขาต้องรู้ท่าทีที่ชัดเจนของมรรคาจารย์ต่อตระกูลขุนนางประคองจันทร์
ที่ได้มาล่าสุด ประมุขตระกูลอาจมาเยือนเมืองหลวงเองก็ได้”
อวี่เหยียนถอนหายใจเอ่ยว่า
“ข้าคิดว่าตระกูลจะคัดค้านเสียแล้ว”