เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 109 สำนักหลังบัลลังก์สวามิภักดิ์ต้าจิ่ง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 109 สำนักหลังบัลลังก์สวามิภักดิ์ต้าจิ่ง
ตอนที่ 109 สำนักหลังบัลลังก์สวามิภักดิ์ต้าจิ่ง
กายาทองคำปรากฏตัว ตั้งแต่บนถึงล่างของต้าจิ่งถูกโยกย้ายทั้งหมด กระแสการฝึกยุทธ์ในยุทธภพมากกว่ากระแสประชันผู้กล้าเสียอีก
การสอบจอหงวนก็คึกคักกว่าปีก่อนๆ แม้แต่การสอบจอหงวนบู๊ก็เป็นดังนี้ด้วยเช่นกัน
พระราชดำริของฮ่องเต้แพร่ไปทั่วใต้หล้า แผ่นดินที่ใหญ่ขึ้นย่อมต้องการคนมาปกครอง
ที่ดินรกร้างมากมายต้องการคนไปบุกเบิกแผ้วถาง ไม่มีผู้เปี่ยมปณิธานอันยิ่งใหญ่คนใดที่ไม่เลือดร้อนพลุ่งพล่านขึ้นมา
มีรายงานรบจากแนวหน้าส่งเข้ามาตลอดเวลา กอปรกับเทวชนที่เพิ่งเกิดขึ้นอีกสองคน รวมทั้งหมดมีเทวชนสี่คนกำลังต่อสู้อยู่ที่แนวหน้า
ชื่อเสียงของคนทั้งสี่ก็เริ่มแพร่ขยายออกไปจนทั่วสี่สิบเก้ารัฐ
เหล่าองค์ชายที่อยู่ชายแดนต่างเตรียมพร้อมอย่างแข็งขันเพื่อป้องกันไม่ให้อาณาจักรอื่นๆ เข้าโจมตี
แต่ความจริงแล้วเป็นอาณาจักรต่างๆ รอบต้าจิ่งต่างหากที่กำลังหวาดกลัวว่าจะถูกรุกราน
สี่สิบเก้ารัฐของต้าจิ่ง เมื่อรวมกับดินแดนตงหลินและดินแดนต้าฮวง แผนที่ของต้าจิ่งนั้นก็ใหญ่กว่าอาณาเขตของหอมังกรมหายานครั้งขึ้นถึงจุดสูงสุดในวันวานมากมายนัก
การยึดครองต้าฮวงยิ่งไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง ถึงเวลานั้นแผ่นดินต้าจิ่งจะต้องเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ
เจียงฉางเชิงพบว่าระยะนี้อวี่เหยียนอี้มาคารวะเขาบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ
วันนี้เอง ในที่สุดเขาก็อดถามไปไม่ได้ว่า
“แม่นางอวี่ ระยะนี้เจ้ามาส่งของกำนัลบ่อยครั้งเหลือเกิน ตกลงว่ามีเรื่องใด จะเอ่ยมาตามตรงได้หรือไม่”
อวี่เหยียนหน้าแดงขึ้นเล็กน้อย พลางมองไปทางฮวาเจี้ยนซินและเจียงเจี้ยนโดยไม่รู้ตัว
ฮวาเจี้ยนซินยิ้ม ก่อนลุกขึ้นและพาเจียงเจี้ยนออกไปทันที
ภายในเรือนพักเหลือแค่คนสองคน อวี่เหยียนสูดหายใจลึกๆ ก่อนกล่าวว่า
“ข้าอยากให้ตระกูลขุนนางประคองจันทร์เข้าสวามิภักดิ์กับต้าจิ่ง
แต่ท่านพ่อไม่แน่ใจว่าท่านมีท่าทีเช่นใดต่อตระกูลขุนนางประคองจันทร์ กลัวว่าท่านจะไม่ยอมรับเจ้าค่ะ”
สำนักหลังบัลลังก์เข้ามาสวามิภักดิ์? ย่อมเป็นเรื่องดี! เรื่องนี้จะกระตุ้นให้ยุทธภพต้าจิ่งก้าวหน้า
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ข้าย่อมต้อนรับตระกูลขุนนางประคองจันทร์ เพียงแต่เมื่อพวกเจ้าเข้ามาแล้ว อาณาจักรที่พวกเจ้าเคยควบคุมอยู่จะทำเช่นใดเล่า”
อวี่เหยียนกล่าวว่า “วางมือเจ้าค่ะ รอให้ต้าจิ่งไปยึดครอง”
เจียงฉางเชิงประหลาดใจ ตัดสินใจเด็ดขาดถึงเพียงนี้เชียวหรือ
อวี่เหยียนอี้เอ่ยอึกๆ อักๆ ว่า “เพียงแต่….”
คำพูดบางคำยากจะออกจากปากจริงๆ มิใช่ว่าเจียงฉางเชิงไม่เข้าใจเรื่องความรัก อย่างไรเขาเป็นคนที่อยู่มาสองชาติแล้ว
เพียงแต่เวลานี้เขาบำเพ็ญเพียรเป็นหลัก ไม่ต้องการให้เรื่องเล็กน้อยอื่นๆ เข้ามารบกวนสมาธิ
เขาจึงเอ่ยปากว่า
“หากตระกูลขุนนางประคองจันทร์ขอสวามิภักดิ์กับต้าจิ่งจริงๆ ตราบใดที่ข้ายังอยู่
ภายในต้าจิ่งจะต้องมีที่ให้ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ยืนหยัดได้อย่างมั่นคง
เวลานี้ยุทธภพของต้าจิ่งเองก็ต้องการดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์ที่จริงแท้เพื่อชักนำกระแสด้านยุทธ์ด้วยเช่นกัน”
อวี่เหยียนอี้อยากเอื้อนแต่ไม่กล้าเอ่ย เจียงฉางเชิงเอ่ยต่อไปว่า
“แม่นางอวี่ เจ้ามีคุณสมบัติที่ไม่ธรรมดาเลย น่าจะใช้สมาธิทั้งหมดไปในการฝึกยุทธ์
ยิ่งระดับยุทธ์สูงเท่าใดก็จะยิ่งมีชีวิตยืนยาวเท่านั้น”
อวี่เหยียนอี้ถามพลางขมวดคิ้วว่า
“ระดับยุทธ์ช่วยเพิ่มอายุได้ แต่หากเอ่ยถึงชั่วกัปชั่วกัลป์ ผู้ใดจะมีชีวิตเป็นอมตะได้เล่าเจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“เวลานี้อาจเป็นไปไม่ได้ แต่วันหน้าก็มิใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ เจ้ารู้จักระดับยุทธ์ทุกระดับแล้วหรือไม่เล่า
ข้ามองจากระดับที่ข้ายืนอยู่แล้ว วิถีแห่งยุทธ์น่าจะต้องมีระดับขั้นที่สูงกว่านี้
ซึ่งหมายความว่าอายุขัยที่จะเพิ่มขึ้นตามมาย่อมต้องมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วย
ผู้ใดจะบอกได้แน่ชัดว่าวิถียุทธ์จะไม่มีระดับขั้นที่ทำให้เป็นอมตะกันเล่า”
อวี่เหยียนอี้นิ่งเงียบไป ทั้งสองรู้จักกันมายี่สิบห้าปีแล้ว
อวี่เหยียนอยู่ในเมืองหลวงเรื่อยมาและส่งของกำนัลมาทุกสามวันห้าวัน ไมตรีจิตนี้เจียงฉางเชิงย่อมมองเห็นอยู่ในสายตา
นางอาจทำเช่นนี้เพื่อตระกูลขุนนางประคองจันทร์ แต่เรื่องของความทุ่มเทนั้นก็ไม่อาจลบทิ้งไปได้
อวี่เหยียนก็นับว่าเป็นสตรีงามเลิศ คุณสมบัติในด้านอื่นๆ ก็ไม่เลว เรียกว่าเหมาะกับเจียงฉางเชิงจริงดังว่า
เพราะอย่างไรเสียใต้หล้านี้ก็ยากจะมีสตรีที่ล้ำเลิศไปกว่านาง
แต่เจียงฉางเชิงไม่อาจแต่งงานกับนางได้ ด้วยนางเป็นบุตรีของประมุขตระกูลขุนนางประคองจันทร์ส่วนเขาเป็นมรรคาจารย์
หากแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์แล้ว เมื่อเจียงจื่ออวี้เผชิญหน้ากับตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะต้องวางตัวเช่นใดเล่า
แล้วตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะมีฐานะอย่างไรในต้าจิ่ง
เขาไม่อาจสร้างปัญหาให้บุตรชาย เจียงฉางเชิงบอกไปตามตรงว่า
“สตรีเมื่อครู่นี้นามว่า ฮวาเจี้ยนซิน นางเป็นสตรีของข้า”
อวี่เหยียนพูดอย่างไม่แยแสใดๆ ว่า
“ข้ารู้อยู่แล้ว ท่านรับนางไว้ในเรือน จะไม่มีความสัมพันธ์กันได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้นก็มีเพียงคนเดียว ท่านพ่อของข้ามีตั้งสิบคน”
เจียงฉางเชิงกล่าวอย่างอ่อนใจว่า “ข้าจะถ่ายทอดวิชายุทธ์ให้เจ้าวิชาหนึ่ง เจ้าจะเรียนหรือไม่”
อวี่เหยียนจ้องเขาแล้วกล่าวด้วยท่าทีแข็งกร้าวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ข้าไม่อยากเป็นศิษย์ของท่าน”
เจียงฉางเชิงกล่าวอย่างสบายใจว่า
“ไม่ได้เป็นศิษย์ เพียงแต่อยากจะสอนเจ้าเท่านั้น เพื่อตอบแทนของกำนัลตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าจะเรียนหรือไม่”
อวี่เหยียนตอบอย่างจริงจัง “หากไม่ได้เป็นศิษย์ของท่าน เช่นนั้นก็ย่อมต้องเรียนเจ้าค่ะ”
ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์และกายาทองคำ
ปีเฉียนอู่ที่สี่สิบสอง สำนักหลังบัลลังก์ตระกูลขุนนางประคองจันทร์มาตั้งถิ่นฐานในรัฐชื่อ
ฮ่องเต้พระราชทานที่ดินนับร้อยหลี่ให้พวกเขาได้สร้างสำนัก
ผู้มีวรยุทธ์จำนวนมากของตระกูลขุนนางประคองจันทร์ย้ายเข้ามาอย่างรวดเร็ว
สำนักหลังบัลลังก์มีศิษย์อย่างน้อยหลายแสนคน อย่างมากนับล้านคน ศิษย์ของหอมังกรมหายานก็มีมากพอกัน
เพียงแต่เซียวเต้าเทียนทิ้งแผนสองเอาไว้ด้วยการให้พวกเขากระจายตัวอยู่ทุกซอกมุมในใต้หล้า รอวันฟื้นคืนในภายหลัง
ครึ่งปีหลังจากนั้นฮ่องเต้มีประกาศไปทั่วใต้หล้า ทำให้คนทั้งใต้หล้ารู้ว่าสำนักหลังบัลลังก์ตระกูลขุนนางประคองจันทร์เข้ามาสวามิภักดิ์
และได้แต่งตั้งให้ตระกูลขุนนางประคองจันทร์เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธ์ของต้าจิ่งแห่งที่สอง!
เมื่อประกาศออกไปก็มีเสียงไชโยโหร้องไปทั่วใต้หล้า หลายปีผ่านมาสำนักหลังบัลลังก์ไม่ใช่ความลับอีกต่อไปแล้ว แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปก็ยังรู้เรื่องนี้
การที่สำนักหลังบัลลังก์ที่มีอำนาจแข็งแกร่งยินยอมเข้าสวามิภักดิ์กับต้าจิ่งและยังเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สอง
มีฐานะต่ำกว่าอารามมังกรผงาด เรื่องนี้ก็ทำให้เห็นชัดเจนแล้วว่าต้าจิ่งยอมรับการสวามิภักดิ์ของสำนักหลังบัลลังก์มิใช่ถูกควบคุม
ยุทธภพยิ่งยินดีปรีดาเพราะในราชโองการนั้นบอกว่า สำนักหลังบัลลังก์ตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะมอบยอดเคล็ดวิชาให้แก่สำนักอู่จวิน
ซึ่งหมายความว่าสมบัติด้านยุทธ์แห่งต้าจิ่งจะยิ่งทวีความแข็งแกร่งขึ้น!
ตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะจัดพิธีสถาปนาสำนักในเดือนหกปีหน้า ได้มีการเชิญสำนักต่างๆ ในยุทธภพของต้าจิ่งมาร่วมงาน
เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าเป็นการลดตัวลงมาเพื่อเตรียมจะผสานเข้ากับยุทธภพต้าจิ่ง มิใช่ดำรงอยู่เป็นเอกเทศ
เพื่อเป็นการสนับสนุนต้าจิ่ง ตระกูลขุนนางประคองจันทร์จึงส่งเทวชนสองคนเข้าร่วมกองทัพ
คนหนึ่งเดินทางไปหนุนทัพที่ต่อสู้กับต้าฮวง อีกหนึ่งนั้นรับหน้าที่เป็นครูฝึกคอยชี้แนะทัพกลยุทธ์สวรรค์ให้เตรียมตัวรบ
เจียงจื่ออวี้ก็ไม่ได้ปิดกั้นใดๆ ยังแต่งตั้งให้เทวชนทั้งสองเป็นขุนนางชั้นสามอีกด้วย
ในเวลาเดียวกันต้าฮวงก็บอบช้ำเต็มทน ทัพกลยุทธ์สวรรค์ยึดกำแพงเมืองได้แต่ไม่ได้บุกเข้าไปในเมืองหลวงโดยตรง แต่ใช้วิธีค่อยๆ กลืนกิน
ฮ่องเต้ต้าฮวงต้องกริ้วโกรธจนสวรรคตจากรายงานการศึกที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง
องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ต่อ แต่สิ่งที่เหลือให้เขาคืออาณาจักรที่กำลังจะล่มสลาย ต้าฮวงมีภัย!
เดือนสิบเอ็ด ทัพกลยุทธ์สวรรค์ถูกยอดฝีมือลึกลับกลุ่มหนึ่งขวางไว้บนที่ราบทุ่งหญ้าแห่งหนึ่ง โดยเป็นเทวชนถึงแปดคน
แต่ละคนมีพลังยุทธ์สูงส่ง แต่พอฮวงชวนล้วงเอาถุงผ้าปักออกมา พวกเขาก็ตกใจจนเตลิดไปทันใด
ฮวงชวนไม่ได้เปิดถุงผ้าปักออกเพราะจะต้องพบกับคนขั้นกายาทองคำเขาถึงจะใช้มัน ก็แค่หวังขู่ให้ศัตรูตกใจเท่านั้น
ปรากฏว่าได้ผลทีเดียว! เรื่องนี้แพร่สะพัดออกไปในทัพกลยุทธ์สวรรค์และทัพของต้าจิ่งในพื้นที่อื่นๆ กระทั่งไปถึงภายในสี่สิบเก้ารัฐของต้าจิ่งด้วย
รุนแรง! ถุงผ้าปักของมรรคาจารย์ทำให้เทวชนล่าถอยได้
ต้นเดือนสาม ปีเฉียนอู่ที่สี่สิบสาม อากาศแปรปรวนหนัก โชคชะตาแห่งต้าจิ่งเคลื่อนไหว
ณ ลานบ้าน เจียงฉางเชิงเงยหน้าขึ้น มองเห็นทะเลเมฆกลายเป็นวังวนขนาดยักษ์ ดูอลังการยิ่งนัก
โชคชะตาในโลกหล้ากำลังถาโถมรุนแรง เขาสัมผัสได้ว่ามีลมปราณขนาดมหึมามาจากภายในส่วนลึกของวังหลวง
ผิงอันบรรลุเป็นกายาทองคำ! พรสวรรค์เช่นนี้ช่างน่ากลัวจริงๆ!
แม้ว่าผิงอันจะได้รับการบ่มเพาะจากเจียงจื่ออวี้ด้วยทรัพยากรทั้งหมดในใต้หล้า แต่พรสวรรค์ในตัวเขาเองก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน
เขาเพิ่งจะอายุเท่าใดเอง หกสิบสี่ปี!
ในแผ่นดินใหญ่แห่งนี้ การได้เป็นขั้นกายาทองคำในวัยหกสิบสี่ปี ต้องเป็นผู้มีพรสวรรค์อัศจรรย์ที่ยากจะพบเห็นได้นับแต่โบราณอย่างแน่นอน
ความลับใต้ดินและทายาทแห่งอนาคต
ในขณะเดียวกัน ข้างใต้วังหลวง ที่แห่งนี้คือจัตุรัสใต้ดินที่เจียงจื่ออวี้ตั้งใจสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ
พื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล มีมุกราตรีหลากหลายสีฝังประดับอยู่บนเสาหินแต่ละต้น ช่วยส่องสว่างให้ทั้งจัตุรัส
เจียงจื่ออวี้ สวีเทียนจี และผู้เฒ่าชุดคลุมดำผู้หนึ่งกำลังมองไปยังผิงอันที่นั่งขัดสมาธิอยู่ในสระเล็กๆ
ผิวกายของผิงอันเปลี่ยนเป็นสีทองแล้ว และมีเปลวเพลิงโหมรอบกาย
กล้ามเนื้อทั้งตัวเขาขยายใหญ่ เส้นเลือดคดโค้งหลายเส้นนั้นเหมือนกับงูหลายตัวกำลังเคลื่อนไหวน่าหวาดกลัวเป็นที่สุด
เขาหลับตาแน่น ขมวดคิ้ว เลือดนองข้างใต้ตัวกำลังซึมเข้าไปภายในกายเพราะถูกเขาดูดซับเข้าไป
ผู้เฒ่าชุดคลุมดำลูบเคราพลางเอ่ยทอดถอนใจว่า
“ขั้นกายาทองคำ พรสวรรค์เช่นนี้น่ากลัวเหลือเกิน ตาเฒ่าเช่นข้าอยู่มาสองร้อยปีแล้วก็ยังไม่เคยพบเห็นผู้มีพรสวรรค์เช่นนี้มาก่อน
อาจมีเพียงในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจึงจะมีผู้มีพรจากสวรรค์เช่นนี้”
เขาก็คือ อวี่ฉินเผิง ประมุขตระกูลขุนนางประคองจันทร์ ผู้ซึ่งมีพลังยุทธ์อยู่ในระดับยอดของเทวชน
เมื่อได้ยินว่าผิงอันกำลังจะบรรลุขั้น เขาจึงเดินทางมาชมโดยเฉพาะด้วยหวังจะได้สัมผัสให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง
เจียงจื่ออวี้ก็ไม่ได้ปฏิเสธและไม่ได้เป็นกังวลแต่อย่างใดว่าอวี่ฉินเผิงจะทำร้ายเขา
เจียงจื่ออวี้กล่าวด้วยใบหน้าภาคภูมิใจว่า
“ที่เรามีอาณาเขตเฉกเช่นที่มีในวันนี้ได้ ไม่อาจมองข้ามความดีความชอบของเขาไปได้เลย เขาและเราเป็นพี่น้องที่แท้จริงต่อกัน”
หานเทียนจีก็มีความรู้สึกมากมายเช่นกัน ก่อนนี้เขาเคยคิดว่าเจียงจื่ออวี้บ้าคลั่งเกินไป
หากวันใดพลาดพลั้งมิใช่ว่าจะสิ้นเปลืองสมบัติล้ำค่าตั้งมากมายไปเปล่าๆ หรอกหรือ คิดไม่ถึงว่าจะสำเร็จได้จริงๆ
เป็นเพราะฝ่าบาทรู้จักผิงอันเป็นอย่างดี ไม่เสียแรงที่เป็นศิษย์พี่น้องร่วมอาจารย์
เจียงจื่ออวี้กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“เรามีโอรสองค์หนึ่งนามว่าเจียงเจี้ยน เขาฝึกยุทธ์อยู่กับมรรคาจารย์ตั้งแต่เล็ก มรรคาจารย์บอกว่าเขาเป็นผู้มีคุณสมบัติของกายาทองคำ
ซึ่งก็หมายความว่าในอนาคตต้าจิ่งจะมีกายาทองคำสองคน
รวมทั้งยังมีมรรคาจารย์ซึ่งเป็นผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งในหล้า และอยู่เหนือกว่าขั้นกายาทองคำด้วย”
อวี่ฉินเผิงได้ยินแล้วอดตกตะลึงไม่ได้ ยังมีอีกคนหนึ่ง?
“ใช่แล้ว องค์ชายเก้าได้ยี่สิบชันษาก็ใช้ศาสตราเทวะหนักหมื่นชั่งได้แล้ว มีพรสวรรค์ไม่ด้อยกว่าท่านแม่ทัพผิงอันเลย”
หานเทียนจีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
อวี่ฉินเผิงเกิดความสนใจในตัวเจียงเจี้ยนขึ้นมา เขาจำได้ว่าอวี่เหยียนอี้เคยเอ่ยถึงมาก่อน
ทว่าแต่แรกนั้นเขาไม่ได้สนใจด้วยคิดว่าต้าจิ่งน่าจะกำลังคุยโวอยู่
เวลานี้ผิงอันบรรลุเป็นกายาทองคำแล้ว จึงพิสูจน์ได้ว่าชาวต้าจิ่งมีความสามารถในการบ่มเพาะกายาทองคำจริงๆ
คนทั้งสามสนทนากันอย่างเบิกบาน แต่ผิงอันยังคงคอยรักษาพลังยุทธ์ให้มั่นคงต่อไป
แม้เขาจะเกิดมาปัญญาทึบแต่ด้านการฝึกยุทธ์กลับเหนือกว่าผู้อื่น เขาไม่ใช่แค่ต่อยตีเป็นเท่านั้น ยังสามารถขับเคลื่อนพลังยุทธ์ได้อย่างมีระบบระเบียบอีกด้วย
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืน ขยับเส้นเอ็นกับกระดูก เต็มไปด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า
ไป๋ฉีเอ่ยถามอย่างสงสัยว่า “ผิงอันบรรลุเป็นกายาทองคำแล้วหรือ”
เจียงฉางเชิงพยักหน้า ไป๋ฉีสั่นสะท้านไปทั้งตัว เมื่อใดหนอมันจะบรรลุไปถึงระดับที่สูงกว่าเทวชนได้บ้าง
ฮวาเจี้ยนซินกลับไม่ได้ประหลาดใจ เจียงเจี้ยนสอบถามถึงอายุของผิงอันและจดจำเอาไว้เงียบๆ เขาแอบสาบานอยู่ในใจว่าจะต้องทำลายสถิตินี้ให้ได้
เจียงฉางเชิงอารมณ์ดีไม่น้อย จึงส่งกระแสเสียงไปยังวั่นหลี่ให้วั่นหลี่พาชิงเออร์มาหา
ประเด็นสำคัญก็คือชิงเออร์ร่ำเรียนวิชายุทธ์ของเฟิ่งชิวเหอ นางอายุสามสิบสี่ปีก็ไปถึงขั้นบรรลุฟ้าแล้ว ในบรรดาศิษย์ของอารามมังกรผงาดนับได้ว่าโดดเด่นทีเดียว
หลังจากนั้นเป็นเวลาหนึ่งถ้วยชา วั่นหลี่ก็พาชิงเออร์มาหา ชิงเออร์เต็มไปด้วยความตึงเครียด
ทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่าและรอคอยที่จะได้พบกับเจียงฉางเชิง ทั้งไม่รู้ว่าเจียงฉางเชิงมีเรื่องใดต้องการจะพบนาง
วั่นหลี่พานางมาส่งที่หน้าประตูลานแล้วจากไป ชิงเออร์สูดหายใจลึกๆ ก่อนเดินเข้าไปภายในเรือนพัก
เจียงเจี้ยนเห็นนางก็ทักทายด้วยรอยยิ้มว่า “พี่ชิงเออร์ ท่านมาได้อย่างไร”
ชิงเออร์ได้ฟังแล้วยิ่งตื่นเต้นเข้าไปใหญ่ ดีที่มีเสียงของเจียงฉางเชิงลอยมาว่า
“ข้าเรียกนางมาเอง ชิงเออร์ เข้ามาเถิด”
ได้ยินเช่นนั้น ชิงเออร์ก็หันหน้าไปมอง เจียงฉางเชิงนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้
แม้จะอยู่ใต้เงาไม้แต่ก็ยังไม่อาจบดบังแสงแพรวพราวของเสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนได้ นางรีบไปตรงหน้าเจียงฉางเชิงแล้วคำนับอย่างนอบน้อม
เจียงฉางเชิงส่งสัญญาณให้นางนั่งลง จากนั้นถามว่า
“ระยะนี้มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฝึกยุทธ์บ้างหรือไม่ เหตุใดยังไม่ไปถึงขั้นเทวจิตเสียทีเล่า”
วิชายุทธ์ของเฟิ่งชิวเหอนั้นไม่ใช่ง่ายๆ เพราะสามารถทำให้เขาไปถึงขั้นเทวชนได้
แน่นอนว่าพลังยุทธ์นั้นเป็นเพียงปัจจัยหนึ่ง เห็นชัดว่าเขาใช้วิธีอื่นด้วย บางทีอาจจะเกี่ยวข้องกับหอมังกรมหายาน เขาจึงได้ใช้อายุขัยของตนเองจนหมด