เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 110 ผู้อยู่เหนือขั้นกายาทองคำ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 110 ผู้อยู่เหนือขั้นกายาทองคำ
ตอนที่ 110 ผู้อยู่เหนือขั้นกายาทองคำ
แม้ว่าชิงเออร์จะรู้สึกตื่นเต้นเวลาอยู่ต่อหน้าเจียงฉางเชิง แต่ก็ยังบอกข้อสงสัยของตนออกไป
ด้วยระดับชั้นของเจียงฉางเชิงย่อมสามารถให้คำชี้แนะได้ ชิงเออร์เบิกบานใจเมื่อได้ยินดังนั้น
และคารวะขอบคุณ เจียงฉางเชิงอย่างดีอกดีใจ
“เหตุใดไม่ฝึกกำลังภายในอื่นเล่า มิใช่ว่าข้าให้วั่นหลี่ อนุญาตให้เจ้าเข้าไปถึงชั้นสูงสุดของหอคัมภีร์ได้หรอกหรือ”
เจียงฉางเชิงถามอย่างสงสัย ไม่ว่าวิชายุทธ์ของเพิ่งชิวเหอจะแข็งแกร่งอีกสักเท่าใดก็ยังต้องด้อยกว่าวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์ซึ่งเป็นยอดเคล็ดวิชาอยู่แล้ว
ชิงเออร์ตอบว่า “ไม่รู้เพราะเหตุใดขาจึงอยากเรียนวิชายุทธ์ของท่านปูผู้นั้น ยิ่งไปกว่านั้นเวลาฝึกก็ฝึกได้อย่างราบรื่นนัก จึงคร้านจะเปลี่ยนเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเชิงกล่าวอย่างมีนัยยะสำคัญว่า “ฝึกไปพร้อมกันเถิด วิชาเทพมหาวัฏสวรรค์มิได้เป็นเพียงเรื่องของกำลังภายในเท่านั้น ยังสามารถนำไปใช้รับมือศัตรูได้ด้วย”
ชิงเออร์พยักหน้าอย่างว่าง่าย มรรคาจารย์ก็พูดมาเช่นนี้แล้ว นางย่อมต้องไปเรียน
นางลังเลอยู่พักใหญ่ สุดท้ายก็อดถามไปไม่ได้ว่า “มรรคาจารย์เจ้าคะ เหตุใดท่านจึงให้ข้าเข้ามาอยู่ในอาราม และยังดูแลข้าดีเช่นนี้ละเจ้าคะ”
ไปฉี ฮวาเจี้ยนซินและเจียงเจียนก็หันไปมองเจียงฉางเชิงอย่างใครรู้เช่นกัน
นั่นสิ เพราะเหตุใดกัน ในบรรดาศิษย์ทั้งหมดของอารามมังกรผงาด ชิงเออร์ได้รับการดูแลอย่างพิเศษ
หากมิใช่เพราะเจียงฉางเชิงเลือกชิงเออร์เข้ามาตั้งแต่นางยังเล็ก พวกเขยังจะนึกว่าเจียงฉางเชิงมีใจคิดเป็นอื่นเสียอีก
เจียงฉางเชิงกะพริบตาปริบๆ เอ่ยไปด้วยน้ำเสียงที่ลึกล้ำ ยากจะหยั่งว่า
“ไม่รู้เพราะเหตุใด ข้ารู้สึกว่าเจ้าเหมาะสมที่จะเป็นศิษย์เอกของอารามมังกรผงาด ข้าหวังว่าวันหน้าเจ้าจะรับผิดชอบดูแลอารามมังกรผงาดแห่งนี้ เจ้าทำได้หรือไม่”
ชิงเออร์ได้ยินเช่นนั้นพลันสัมผัสถึงภารกิจที่ต้องรับผิดชอบขึ้นมาในทันใด นางกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ศิษย์สมัครใจ และจะทำสุดความสามารถเจ้าค่ะ!”
นางมีปณิธานแห่งการต่อสู้เปี่ยมล้น นึกไม่ถึงว่ามรรคาจารย์จะให้ความสำคัญกับตนถึงเพียงนี้ และนางก็อยากจะไขว่คว้าตำแหน่งศิษย์เอกนี้จริงๆ!
“กลับไปเถิด ตั้งใจฝึกยุทธ์ให้ดี วันหน้าเมื่อจะขอคำชี้แนะใดก็มาได้ตลอดเวลา ทั้งอารามมังกรผงาดมีแต่เจ้าที่มีอภิสิทธิ์นี้ อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวังเล่า”
เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม ในสายตาของชิงเออร์รอยยิ้มของเขาช่างอ่อนโยนเหลือเกิน
เป็นเช่นนี้ ชิงเออร์จึงจากไปพร้อมกับพกพาเอาความหวังที่ไร้ขีดจำกัดไปด้วย ฮวาเจี้ยนซินถามอย่างสงสัยว่า “หรือเพราะท่านคิดว่านางเหมือนเงชิวซวง”
เมื่อมีตัวอย่างของเฉินหลี่อยู่ก่อนหน้าแล้วนางจึงอดคิดเช่นนี้ไม่ได้จริงๆ
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า “ใช่แล้ว พวกเจ้าไม่รู้สึกว่าเหมือนหรอกหรือ”
ฮวาเจี้ยนซินนิ่งเงียบ เจียงเจียนเกาศีรษะ ส่วนไปฉีก็รู้สึกว่าเจียงฉางเชิงทำตัวไม่มีเหตุผลเอาเสียเลย
พวกเขาไม่เข้าใจและเจียงฉางเชิงก็ไม่อธิบายด้วย ทำให้คนที่เคยใส่ใจในชาติก่อนมีความเป็นอยู่ที่ดีได้ เจียงฉางเชิงก็รู้สึกว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว
การบำเพ็ญเซียนจำเป็นต้องแตะต้องความรู้สึกให้น้อยเข้าไว้ แต่ไม่ได้ให้ไร้น้ำจิตน้ำใจ
กัลยาณมิตรที่เคยสร้างสมสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมา เรื่องที่สมควรดูแลก็ยังต้องดูแลต่อ
หนึ่งคนบรรลุ ไก่สุนัขได้ขึ้นสวรรค์! เจียงฉางเชิงหลับตาลงฝึกตนต่อไป
ณ วังหลวง ในเมืองหลวงอาณาจักรต้าฮวง ฮ่องเต้ต้าฮวงที่เพิ่งขึ้นครองราชย์พระชันษาเพียงยี่สิบต้นๆ เท่านั้น
ใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง จำนวนของขุนนางบุนในท้องพระโรงก็ต่างกับสมัยก่อนมากาก
ขุนนางจำนวนมาพากันหลบหนีไปพร้อมกับการรุกรานของตาจึง ท้องพระโรงอันกว้างใหญ่เหลือขุนนางอยู่เพียงสามสิบสองคนเท่านั้น
แผ่นดินที่เป็นดังนี้ จะพลิกฟื้นขึ้นมาได้อย่างไร
เมื่อฮ่องเต้ต้าฮวงคิดถึงความเหี้ยมหาญของทัพกลยุทธ์สวรรค์ เขาถึงกับอยากโยนมงกุฎมังกรทิ้งไปเสียเหลือเกิน เพราะเขาเองก็อยากมีชีวิตอยู่เช่นกัน
ต้าฮวงไม่ได้เกณฑ์ไพร่พลเพื่อการศึกมาหนึ่งร้อยปีแล้ว ทำให้เหล่าราชนิกุลลุ่มหลงในความสุขสงบ ประสงค์เพียงสันติสุข
เมื่อต้องเผชิญกับสภาพการณ์ที่พลิกผันเช่นนี้พวกเขาจึงไม่อาจทานรับได้แต่อย่างใด
ฮ่องเต้ตาฮวงเอ่ยทั้งฝืนยิ้มว่า “ขุนนางทุกท่าน อย่างมากหนึ่งปีทัพกลยุทธ์สวรรค์จะต้องบุกมาถึงเมืองหลวง พวกท่านมีกลยุทธ์ล้ำเลิศใดหรือไม่ หากไม่มีจริงๆ….มิเช่นนั้นเราจะเขียนสาส์นไปทูลฮ่องเต้ตาจึงว่า…. ยอมแพแลว!”
เหล่าขุนนางต่างมองหน้ากันแล้วยิ้มเพื่อน แต่สิ่งที่มีมากยิ่งกว่าในอกของพวกเขาคือความอัดอั้นตันใจ
ตาฮวงเป็นอาณาจักรที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดในปัจจุบันนี้ แต่กลับจะยอมแพ้ให้กับอาณาจักรที่มีอายุไม่ถึงหนึ่งร้อยปี?
ช่างเลอะเลือนนัก ช่างน่าอัปยศนัก! หากยอมแพ้แล้วต้าฮวงย่อมต้องกลายเป็นตัวตลกในหลาตลอดกาล
จึงไม่มีใครกล้าเห็นชอบ แม้แต่ฮ่องเต้ต้าฮวงเองก็ยังไม่กล้าพูดออกมาให้ชัดเจน
“อายุขัยของต้าฮวงยังไม่หมดสิ้น!” เสียงหนึ่งดังขึ้นมา
มีคนทยอยกันเหาะเข้ามาจากนอกตำหนัก และตกลงมาท่ามกลางขุนนางปุ่น
ผู้ที่นำมาก็คือผู้เฒ่าชุดคลุมเทาและชายชุดผ้าจีนที่เรียกขานตนว่าลิขิตสวรรค์
ผู้เฒ่าชุดคลุมเทาคือเจ้าสวรรค์ ส่วนชายชุดผ้าจิ้นคือเจ้าลิขิต
ฮ่องเต้ต้าฮวงกลับไม่ได้ดีใจทั้งไม่ได้ตระหนกลนลาน หากแตมองพวกเขาอย่างราบเรียบ
เจ้าสวรรค์กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ต้าจึงโหดเหี้ยมไร้ปรานี ละเมิดกฏสวรรค์ ลิขิตสวรรค์ไม่เข้าข้างตาจึง ยย่อมต้องหันมาหนุนต้าฮวงซึ่งเป็นฝ่ายต่อต้านต้าจึงพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าฮวงเอ่ยเสียงบางเบาไร้กำลังว่า “อ้อ? ใช่หรือ เป็นดังเช่นขั้นกายาทองคำคนก่อนหน้าที่เมื่อออกไปสู่ก็ถูกแสงสีทองของมรรคาจารย์สังหารอย่างนั้น?”
เหล่าขุนนางเงียบงัน พวกเขาต้องขวัญผวายามเอ่ยถึงเรื่องนี้
ว่ากันว่ามรรคาจารย์ไม่ได้มาปรากฏตัวที่สนามรบด้วยซ้ำ ความสามารถเช่นนี้จะไม่ทำให้คนขวัญผวาได้อย่างไร
เจ้าสวรรค์กล่าวว่า “กายาทองคำหนึ่งคนไม่พอแล้ว หากเป็นกายาทองคำห้าคนเล่าจะเพียงพอหรือไม่ กายาทองคำห้าคนยังไม่พอ เช่นนั้นมีผู้ที่อยู่เหนือกว่าขั้นกายาทองคำอีกผู้หนึ่งจะพอแล้วหรือไม่พะยะค่ะ”
ทันทีที่เอ่ยออกไปทั้งฮ่องเต้ตาฮวงและเหล่าขุนนางต่างก็ตกตะลึง ฮ่องเต้ต้าฮวงรีบซักไช้ว่า “ในหลานี้ยังมีระดับชั้นที่เหนือกว่าขั้นกายาทองคำอีกหรือ”
เจ้าสวรรค์ตอบว่า “ย่อมต้องมีพะยะค่ะ สิ่งที่ฝ่าบาทต้องทรงทำในเวลานี้คือต้องตระเตรียมทหารและมาให้พร้อมสรรพ เพื่อเข้าต้านทัพกลยุทธ์สวรรค์
อย่างมากเป็นเวลาหนึ่งปีพวกกระหม่อมจะไปถึงเมืองหลวงตาจึงและทำให้เมืองหลวงราบเป็นหน้ากลอง
แต่ตาจึงมีแผ่นดินกว้างใหญ่นัก จึงยากจะล่มสลายลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว
อย่างมากพวกเจ้าผู้ปกครองในพื้นที่ต่างๆ ก็ยังต้องอาศัยต้าฮวงเข้าจัดการพะยะคะ”
หนึ่งปี? ฮ่องเต้ต้าฮวงขมวดคิ้วแน่น เขาลังเลอยู่พักหนึ่งก่อนกัดฟันพูดว่า “เช่นนั้นเราจะเคลื่อนย้ายกองทัพหมดทั้งสี่แห่ง พยายามยื้อไว้ให้ได้หนึ่งปี หากตาจึงพ่ายศึกแล้วแผ่นดินต้าจึงจะเป็นของผู้ใด”
เจ้าลิขิตกล่าวอย่างอดหัวเราะไม่ได้ว่า “พระองค์ยังประสงค์จะยึดครองแผ่นดินตาจึงอีกหรือ? ทรงดูแลใต้หลาของตนให้ดีๆ เถิด อาณาจักรอื่นยังคงจองเฉกพยัคฆ์จ้องขเหยื่อ ต้าฮวงในเวลานี้อาจจะเอาชนะอาณาจักรทั่วไปไม่ได้ด้วยซ้ำ”
ฮ่องเต้ต้าฮวงหน้าแดง อับอายยิ่งนัก
เจ้าสวรรค์กล่าวว่า “ทว่าจะต้องหยิบยืมโชคชะตาของต้าฮวงไปใช้ก่อนพะยะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าฮวงพลันมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก
เดือนหก คิมหันต์มาเยือน ลมอ่อนตะวันงาม เมืองหลวงมีทัศนียภาพที่งดงามอีกครั้ง
เจียงฉางเชิงกำลังหลอมโอสถอยู่ภายในลานบ้าน ฮวาเจี้ยนซินอิงไหลเขาจีบหลับ
ไปฉีและเจียงเจียนไม่ได้อยู่ในลานบ้านเพื่อให้พื้นที่แก่พวกเขา
แม้ฮวาเจี้ยนซินจะกินโอสถคงรูปลักษณ์แต่ปัจจัยพื้นฐานของตัวนางไม่เพียงพอ
แม้จะกินโอสถของเจียงฉางเชิงไปตั้งมากมายก็ยังไม่อาจไปถึงขั้นเทวจิตสักที และอายุของนางก็มากกว่าเจียงฉางเชิง
เวลานี้เกือบอายุหนึ่งร้อยปีแล้ว ความจริงเมื่อสิบปีก่อนนางก็รู้สึกได้ว่าจวนจะถึงบั้นปลายของตนแล้ว แต่ได้โอสถของเจียงฉางเชิงฝืนยื้อชีวิตไว้อีกสิบปี
ฮวาเจี้ยนซินลืมตาขึ้นและเอ่ยว่า “ข้าง่วงเหลือเกิน ง่วงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน….นี่อาจเป็นวาระสุดท้ายในชีวิตข้าแล้วกระมัง”
เจียงฉางเชิงเงียบงัน ไม่รู้ว่าควรปลอบโยนนางเช่นใด
“เมื่อข้าจากไปแล้วท่านยังจะดูแลออได้หรือไม่เจ้าคะ”
“ย่อมต้องดูแล เขาเป็นบุตรชายของข้า ข้าจะตัดใจได้อย่างไร”
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ ภายหน้า…ท่านจะต้องไปหาสตรีอื่นมาอยู่ข้างกายท่าน…แม้จะแค่สนทนากันสักน้อยก็ยังดี เวลานี้นับวันท่านจะห่างเหินกับศิษย์ของอารามมังกรผงาดไปทุกที เช่นนี้ไม่ดีเจ้าค่ะ อย่างไรก็ควรมีคนอยู่กับท่าน ข้าเห็นว่าแม่นางอผู้นั้นไม่เลวเลย นางปักใจนัก เดินทางไกลมาหมื่นและมารอท่านอยู่ในเมืองหลวงถึงยี่สิบกว่าปี….”
ฮวาเจี้ยนซินอธิบายเสียงเบา ดูท่าจะอ่อนล้าแล้วจริงๆ เจียงฉางเชิงฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ
เขาหวนนึกถึงยามที่ทั้งสองแรกพบและได้รู้จักกัน เขายอมรับว่าแต่แรกนั้นไม่ได้มีใจให้ฮวาเจี้ยนซิน แค่ต้องการใครสักคนคลอดบุตรชายให้ตนเท่านั้น
แต่แม้เวลานั้นจะไม่มีความรักให้นาง เขาก็เตรียมตัวว่าจะดูแลฮวาเจี้ยนซินเช่นกัน
หลายสิบปีผ่านไป เจียงฉางเชิงเกิดความรักต่อฮวาเจี้ยนซินแล้ว เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกเท่านั้น
“ภพหน้าที่ท่านเอ่ยถึงมีอยู่จริงหรือ…บางหนข้าก็เฝ้าคอย หากเฉินหลี่ผู้นี้คือเฉินหลี่จริงๆ ชิงเออร์คือเพิ่งชิวชวงจริงๆ เช่นนี้แล้วขาก็มีความหวังว่าจะได้กลับมาอยู่ข้างกายท่านสินะ แต่ก็รู้สึกอีกว่าเป็นไปไม่ได้…”
ฮวาเจี้ยนซินพร่ำเพ้อ
เจียงฉางเชิงบอกเบาๆ ว่า “เป็นความจริง สิ่งที่เจ้าเฝ้ารอนั้นไม่ผิด ภพหน้าข้าก็จะตามหาเจ้าจนพบ”
ฮวาเจี้ยนซินกล่าวด้วยรอยยิ้มบางๆ ว่า “หากมีภพหน้าจริงดังว่า ท่านจะต้องแต่งงานกับข้า…จัดพิธีแต่งงานอย่างเป็นทางการ…ข้าก็อยากสวมมงกุฎหงส์กับผ้าคลุมหน้าสีแดง ข้าก็อยากยืนอยู่ข้างกายท่านอย่างสง่าผ่าเผย….”
เจียงฉางเชิงกุมมือนางไว้ เอ่ยเบาๆ ว่า “ข้าต้องทำแน่ ข้าจะแต่งงานกับเจ้าทุกชาติภพต่อจากนี้ไป”
“เช่นนั้นก็ดีเจ้าคะ….” ฮวาเจี้ยนซินพูดประโยคนี้จบก็หลับตาลง
ใบหน้าของนางมีรอยยิ้มแห่งความสุขและพึงพอใจ เงียบๆ
เจียงฉางเชิงโอบไหล่นางพลางแหงนหน้ามองผืนฟ้าอยู่
สักวันหนึ่ง หากเขากลายเป็นเซียน จะต้องทำให้คนที่กลับชาติมาเกิดฟื้นคืนความทรงจำในชาติก่อนให้ได้
ใต้หล้ากว้างใหญ่นัก มีคนมากมายนัก แต่คนที่เขาต้องการนั้นมีไม่มาก หวังว่าคนที่อยู่ข้างกายจะเป็นอยู่เช่นนั้นตลอดไป
ลมอ่อนโชยผ่าน ใบไม้ใบแล้วใบเล่าร่วงลงมาใต้ต้นไม้
เจียงฉางเชิงถอนหายใจครั้งหนึ่งเมื่อสัมผัสได้ว่าพลังวิญญาณปฐพี ชีวิตของฮวาเจี้ยนซินดับลงโดยสิ้นเชิง
การจากไปของเฉินหลี่และวิ่งเฉินแค่ทำให้เขาเศร้าโศก แต่การจากไปของฮวาเจี้ยนซินกลับทำให้เขารู้สึกเจ็บปวด
ครั้งเริ่มบำเพ็ญเซียนเขาไม่ได้แยแสต่อคนรอบกายแรกเริ่มนั้นเขาก็เคยตั้งปณิธานให้ตนเองแล้วว่าคนข้างกายล้วนต้องจากไป
ในไม่ช้าก็เร็วเขาจะต้องสัมผัสกับความโดดเดี่ยวของการมีชีวิตเป็นอมตะอย่างไร แต่เมื่อได้เคียงข้างนานวัน เขาจะไม่แยแสจริงๆ ได้
เจียงฉางเชิงคนดูแต้มเช่นไหว้ [แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบันคือ 6,980,233 แต้ม]
เขาเลือกจะมอบแต้มเช่นไหว้สามแสนแต้มให้ฮวาเจี้ยนชินเพื่อช่วยให้นางมีปัจจัยพื้นฐานในร่างกายที่ดียิ่งขึ้น
ไว้ฮวาเจี้ยนซินมาเกิดแล้วค่อยมอบแต้มเช่นไหว้ให้อีกสองแสนแต้ม เขาจะให้ฮวาเจี้ยนชิ้นในชาติต่อไปได้เปล่งประกายเรืองรองนับหมื่นจังและมีโชคดีไปชั่วชีวิต
เมื่อทำทุกสิ่งเสร็จสิ้น เขาก็อารมณ์ดีขึ้นมาเล็กน้อย จวบจนม่านราตรีมาเยือน
เจียงเจียนกับไปฉีกลับมาและเห็นว่าฮวาเจี้ยนซินนอนอยู่ในอ้อมแขนของเจียงฉางเชิง
งาวสามแฉกสองคมของเจียงเจียนร่วงลงกับพื้น เขารีบวิ่งไปหาเจียงฉางเชิงและถามเสียงสั่นว่า “อาจารย์…อาจารย์ย่านาง”
เจียงฉางเชิงไม่ได้ตอบอะไร
เจียงเจียนคุกเข่าลง น้ำตาที่ไม่ยอมเชื่อฟังหยดลงพื้น
ฮวาเจี้ยนซินเลี้ยงดูเขามาจนเติบใหญ่ ฐานะของฮวาเจี้ยนซินในใจเขาไม่ได้ด้อยกว่าเสด็จแม่ของเขาเลย
ไปฉีคอตกและเดินมาหมอบที่ข้างกายฮวาเจี้ยนซินอย่างเงียบๆ มันก็เสียใจมากเช่นกัน
จะอย่างไรก็เป็นคนที่อยู่ด้วยกันเช้าจรดคำมาหลายสิบปี ปีศาจก็มีหัวใจเช่นกัน
ผ่านไปพักหนึ่ง เจียงออเพิ่งเข้ามา เขาทรุดตัวลงตรงหน้าฮวาเจี้ยนชินแล้วร้องไห้โฮเสียงลั่นโดยไม่ได้สนใจฐานะฮ่องเต้ของตน
เจียงซิ่วตามมาหลังสุดอย่างกระหืดกระหอบ เมื่อเห็นว่าเสด็จพ่อกำลังร้องไห้เขาก็ตกตะลึง สองมือในแขนเสื้อกำจนแนน
คืนนี้เรือนพักสว่างไสวอยู่ทั้งคืน
หลังจากฝังศพฮวาเจี้ยนซินแล้ว เจียงจื่ออก็เฝ้าฮวาเจี้ยนซินอยู่ทั้งคืน
จวบจนฟ้าสางเขาจึงให้เจียงซิ่วกลับไปจัดการราชกิจ เจียงซิ่วก็เฝ้าอยู่ทั้งคืนเช่นกัน แต่ระยะนี้ตาจึงมีราชกิจมากมาย เขาจึงจำเป็นต้องกลับไป
เจียงออคุกเข่าอยู่ที่หน้าหลุมศพเจ็ดวันเจ็ดคืนเต็มๆ สุดท้ายก็หมดสติไป ก่อนถูกเจียงฉางเชิงนำส่งกลับวังหลวง
ปลายปี หิมะหนักปลิดปลิว ทันใดนั้นเจียงฉางเชิงก็ลืมตาขึ้นมา
[ปีเฉียนอู่ที่สี่สิบสาม ฮวาเจี้ยนซินที่ถูกเจ้าประทับรอยประทับสังสารวัฏเกิดใหม่ได้สำเร็จ ลงมาเกิดที่ทวีปเทพโบราณ]
เขายิ้มออกมา คิดไม่ถึงว่าจะมาเกิดรวดเร็วเช่นนี้ ดูท่าทุกคนจะมีชะตาที่ต่างกันจริงๆ
เขามอบแต้มเช่นไหว้ให้ทันที ส่งแต้มเช่นไหว้ให้ฮวาเจี้ยนซินสองแสนแต้ม
“รอวันที่เจ้าและข้าได้พบกันอีกครา” เจียงฉางเชิงพึมพำกับตนเอง
และเพื่อไม่ให้ภรรยาถูกลักพาตัวไป เขาตัดสินใจว่าจะรอให้ฮวาเจี้ยนซินโตอีกสักหน่อยค่อยไปเข้าฝันนาง
จะต้องเฝ้าเอาไว้ให้ดี! ผู้ใดก็ห้ามมาแย่งไป!