เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 112 เขาไม่ใช่ขั้นจักรวาลเด็ดขาด
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 112 เขาไม่ใช่ขั้นจักรวาลเด็ดขาด
ตอนที่ 112 เขาไม่ใช่ขั้นจักรวาลเด็ดขาด
เกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน เจ้าสวรรค์พุ่งเข้าหาเจียงจื่ออวี้และเจียงซิ่วด้วยความเร็วสูงสุด
ระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จนทำให้หัวใจของเขากระวนกระวายถึงที่สุด
เขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันจากการต่อสู้ที่ส่งมาจากด้านบน นั่นแสดงว่ามรรคาจารย์ถูกชายชุดคลุมดำรั้งไว้แล้ว
ขอเพียงสังหารฮ่องเต้ต้าจิ่งได้ เขาก็จะล่าถอยทันที!
หากฮ่องเต้ต้าจิ่งสิ้นพระชนม์ แผ่นดินจะวุ่นวาย อย่างน้อยก็จะสงบเสงี่ยมไปอีกหลายสิบปี!
เจียงจื่ออวี้รีบยืนขวางหน้าเจียงซิ่ว เจียงซิ่วเบิกตากว้าง กำลังจะเอ่ยปาก
ทันใดนั้นแสงสีทองสายหนึ่งก็พุ่งออกมาจากด้านหลังกำแพงวังอย่างรวดเร็ว
เจ้าสวรรค์เองก็เห็นแสงสีทองสายนั้นเช่นกัน ดวงตาเขาเบิกกว้าง
แต่ยังไม่ทันได้ตอบสนอง แสงสีทองก็ทะลุผ่านหน้าผากของเขา เลือดสาดกระเซ็นกลางอากาศ
อีกด้านหนึ่ง เหล่ายอดฝีมือขั้นกายาทองคำที่อยู่บนกำแพงเมืองทั้งสี่ทิศก็กำลังจะร่ายยอดเคล็ดวิชาของพวกเขา เพื่อทำลายเมืองหลวง
ทว่าขณะเดียวกันมีร่างเงาหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา
เท้าข้างหนึ่งถีบเข้ากลางอกของพวกเขาจนลอยออกจากเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
เพียงชั่วพริบตาก็ถูกเหวี่ยงเข้าไปในป่าบนเขา
ชาวบ้านและทหารในเมืองต่างกำลังเฝ้ามองการต่อสู้บนท้องฟ้า ไม่ได้สังเกตเห็นทั้งสี่คนนี้เลย
แม้ว่าจะมีคนบางส่วนมองเห็น แต่พวกเขาก็คิดว่าตัวเองตาฝาด
เพราะไม่อาจจับความเร็วของเจียงฉางเชิงได้ ยอดฝีมือขั้นกายาทองคำทั้งสี่คนไม่ทันได้แม้แต่จะส่งเสียงร้องโหยหวนออกมา
ตึง!
ร่างไร้วิญญาณของเจ้าสวรรค์ตกลงมาในลานตำหนักทรงพระอักษร
ดวงตาของเขายังเบิกโพลงไม่ยอมหลับ พร้อมด้วยความสิ้นหวังและความหวาดกลัวที่เต็มเปี่ยมในดวงตา
เจียงจื่ออวี้ถอนหายใจอย่างโล่งอก เจียงซิ่วก็รู้สึกเช่นเดียวกัน
ในใจเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง เพราะในช่วงเวลาวิกฤต การกระทำของเสด็จพ่อไม่อาจหลอกลวงได้
เจียงจื่ออวี้เงยหน้ามองขึ้นไปยังท้องฟ้าสูง กล่าวเบาๆ ว่า
“สมกับเป็นท่าน แผนการใดก็ไม่อาจหลุดรอดสายตาของท่านได้”
ขณะเดียวกัน ชายชุดคลุมดำยังคงโจมตีเจียงฉางเชิงอย่างบ้าคลั่ง
แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามแค่ไหน ก็ไม่อาจแตะต้องชุดคลุมของเจียงฉางเชิงได้
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทำให้เขาบาดเจ็บเลย
สายตาเย็นชาของเจียงฉางเชิงจ้องตรงไปยังดวงตาของชายชุดคลุมดำ
พลันทำให้ชายชุดคลุมดำสะดุ้งเฮือกและถอยกรูดออกไป รักษาระยะห่างทันที
เมื่อหยุดลงได้ ชายชุดคลุมดำรู้สึกทั้งอับอายและโกรธ
เขาเป็นถึงผู้แข็งแกร่งชั้นจักรวาล ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าผู้ไร้ต้านใต้หล้า แต่กลับถูกทำให้ถอยหนีด้วยความกลัวเช่นนี้ บัดซบ!
ชายชุดคลุมดำคำรามออกมาด้วยความโกรธ ลมปราณระเบิดออกอีกครั้ง
ภาพจำลองฟ้าดินปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ครั้งนี้กว้างใหญ่ยิ่งขึ้น ทะยานขึ้นจากเบื้องหลังของเขา
แผ่ขยายอย่างรวดเร็ว ปกคลุมฟ้าดิน และครอบคลุมพื้นที่ที่เจียงฉางเชิงอยู่เข้าไปด้วย
เจียงฉางเชิงเงยหน้าขึ้นมอง เห็นเหนือศีรษะเป็นมหาสมุทรที่กลับหัว ผืนน้ำสีฟ้ากว้างสุดสายตา
เบื้องล่างเป็นขุนเขาที่ซ้อนทับกัน เทือกเขาสลับซับซ้อนสอดประสานกับสายน้ำ
“นี่ก็คือขั้นจักรวาลหรือ น่าเสียดาย เป็นเพียงลมปราณที่แสดงรูปลักษณ์ออกมา หาใช่ของจริงไม่”
เจียงฉางเชิงแสดงท่าทางครุ่นคิด เมื่อชายชุดคลุมดำเห็นเขาเผยสีหน้าครุ่นคิดเช่นนั้น ก็ยิ่งถูกกระตุ้นจนโกรธจัด
“รนหาที่ตาย!”
ชายชุดคลุมดำยื่นมือซ้ายออกมา ฝ่ามือหงายขึ้น นิ้วมือกางออกเป็นกรงเล็บ
เขากัดฟันแน่นก่อนจะกำมือเป็นหมัด
ทันใดนั้น ภาพจำลองฟ้าดินก็พุ่งเข้าใส่เจียงฉางเชิง โอบล้อมเขาไว้กลายเป็นลูกกลมลมปราณขนาดใหญ่
ลูกกลมนี้เริ่มหดเล็กลงเรื่อยๆ เส้นลมปราณแต่ละเส้นดุจคมมีดที่ปั่นวนอยู่โดยรอบ
ตูม!
ลูกกลมลมปราณระเบิดขึ้นอย่างกะทันหัน พลังที่พวยพุ่งออกมาสลายทะเลเมฆรอบด้านเป็นเสี่ยงๆ
พร้อมทั้งก่อให้เกิดลมกระโชกอันน่าสะพรึงกลัว
ชุดคลุมของชายชุดคลุมดำถูกลมพัดจนปลิวไปด้านหลัง
เขาเบิกตากว้างด้วยความไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เห็น
เจียงฉางเชิงยืนสงบนิ่งอยู่กลางอากาศ มือถือไม้ขนกิเลน สง่างามราวกับไร้สิ่งใดสามารถแตะต้องได้
เสื้อคลุมของเขาไม่มีรอยเสียหายแม้แต่น้อย แม้แต่เส้นผมก็ไม่กระเซอะกระเชิงด้วยซ้ำ
ไม่อาจต้านทานได้!
ชายชุดคลุมดำพลันหมุนตัวกลับ กลายเป็นเส้นแสงพุ่งหายไปที่ขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
เขาขยับเคลื่อนไหวสลับไปมา ร่างหายไปเป็นระยะ และปรากฏขึ้นอีกในทิศทางใหม่ด้วยความเร็วอันน่าเหลือเชื่อ
“เขาไม่ใช่ขั้นจักรวาลเด็ดขาด….”
ชายชุดคลุมดำรู้สึกหนาวเหน็บ และคำรามด้วยความโกรธในใจ
เขาเคยฝึกปรือกับขั้นจักรวาลจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมาก่อน
และไม่มีใครที่กดขี่เขาได้ง่ายๆ หรือทำลายยอดเคล็ดวิชาของเขาได้ง่ายดายขนาดนี้
ในตอนนี้ เขาไม่สนใจสถานการณ์ของพวกเจ้าสวรรค์แล้ว เพียงแค่ต้องการหนีเอาตัวรอด
สมควรตาย… เหตุใดแผ่นดินแห่งนี้จะมีผู้แข็งแกร่งที่เหนือกว่าขั้นจักรวาลได้
คนผู้นี้ต้องมาจากแดนไกล ข่าวนี้ต้องถูกส่งกลับไปให้ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช เพื่อให้พวกเขาหยุดเพ่งเล็งเจียงฉางเชิง
ในขณะนั้นเอง เขาพลันรู้สึกถึงบางสิ่งบนหลังของเขา
เขาหันไปมองตามสัญชาตญาณ ก็ตกใจจนเกือบขวัญกระเจิง
เพราะเห็นเพียงเจียงฉางเชิงยืนอยู่บนหลังของเขา มองลงมาที่เขาด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ยังไม่ทันที่เขาจะสะบัดตัวออกไป พลังอันน่าสะพรึงกลัวก็บีบคั้นเข้ามา ทำให้เขาร่วงลงไปในทันที
ความรู้สึกถึงน้ำหนักที่รุนแรงทำให้เขาเกือบจะหมดสติ เลือดลมในร่างปั่นป่วนไปหมด
ร่างกายถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกหนักหน่วงสุดขีด ทำให้เขาทรมานถึงที่สุด รู้สึกเหมือนร่างกายจะระเบิดออกได้ทุกเมื่อ
เจียงฉางเชิงเหยียบชายชุดคลุมดำ ก่อนจะพุ่งจากฟ้าลงสู่พื้น ผ่านเทือกเขาหลายแห่ง
กระแทกลงที่พื้นที่รกร้างระหว่างภูเขา ผืนดินสั่นสะเทือน ฝุ่นละอองลอยขึ้นฟุ้ง
ฝุ่นละอองถูกพัดไปด้วยลมแรง ร่างของเจียงฉางเชิงปรากฏออกมา
ชายชุดคลุมดำที่ถูกเหยียบไว้ใต้เท้าเขานอนอยู่ในหลุม กระดูกหักไปหมด หายใจรวยริน
หน้ากากของชายชุดคลุมดำแตกเป็นเสี่ยงๆ เผยให้เห็นใบหน้าที่แก่ชราและเต็มไปด้วยเลือด
เขาจ้องมองเจียงฉางเชิงด้วยความหวาดกลัว พูดด้วยเสียงแหบแห้งว่า
“เจ้า…เป็นเทพศักดิ์สิทธิ์จากแดนใด…อยู่ระดับชั้นใด…กันแน่…”
เจียงฉางเชิงหันไปมองกลุ่มผู้คุ้มกันที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างทาง
เขายิ้มและพูดว่า “ยังไม่รีบไปอีก มิกลัวพวกเราจะทำร้ายคนบริสุทธิ์หรือ”
ทุกคนในขบวนผู้คุ้มกันตกใจจนสะดุ้งตื่น รีบขับรถม้าออกไป หนีกันเร็วขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อพวกเขาห่างออกไปแล้ว เจียงฉางเชิงมองลงไปยังชายในชุดคลุมดำ
เขาค่อยๆ คุกเข่าลง ใช้วิชาหวนชีวันรั้งลมหายใจสุดท้ายของชายชุดคลุมดำไว้ จากนั้นจึงใช้เนตรเทวะลวงตา
เสียงการต่อสู้บนท้องฟ้าหายไป ลมกระโชกที่ก่อกวนฟ้าดินก็สงบลง
ทุกอย่างบ่งบอกว่าการต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว ทุกคนในเมืองหลวงต่างไม่รู้ถึงผลการต่อสู้
แต่ผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดคือ เมืองหลวงไม่ได้ถูกทำลาย นั่นหมายความว่า มรรคาจารย์ชนะแล้ว
“มรรคาจารย์แข็งแกร่งนัก”
“เมื่อครู่นี้ใบหน้านั้นเป็นของมนุษย์หรือปีศาจกัน ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชคือที่ใด ขั้นสวรรค์คือขอบเขตที่สูงกว่าขั้นกายาทองคำใช่หรือไม่”
“มรรคาจารย์เป็นเซียนจริงๆ ถึงขั้นขับไล่ผู้แข็งแกร่งที่เหนือกว่าขั้นกายาทองคำได้อย่างง่ายดาย”
“ได้ยินคำพูดของมรรคาจารย์หรือไม่ เขาสามารถเป็นศัตรูกับทั้งใต้หล้าเพื่อต้าจิ่งได้”
“พลังของผู้ฝึกยุทธ์กลับแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้ พลังยุทธ์ระดับข้าคงไม่ถึงขั้นเริ่มต้นด้วยซ้ำ”
ทุกคนในเมืองหลวงต่างพูดคุยกันด้วยความตกใจ ใบหน้าเมฆที่ชายในชุดคลุมดำสร้างขึ้นนั้นน่ากลัวจริงๆ
มันคงจะเป็นภาพที่พวกเขาไม่มีวันลืม ยิ่งใบหน้าเมฆน่ากลัวแค่ไหน มรรคาจารย์ก็ยิ่งทำให้รู้สึกปลอดภัยมากเท่านั้น
สมกับเป็นมรรคาจารย์ผู้ที่ไร้ขีดจำกัด!
องครักษ์ชุดขาวจำนวนมากรีบมุ่งหน้าไปยังนอกเมือง
เนื่องจากเจียงจื่ออวี้ได้ยินเสียงจากเจียงฉางเชิง ที่สั่งให้เขาส่งคนไปนอกเมืองเพื่อค้นหาศพของศัตรู
กระดูกของขั้นกายาทองคำยังคงมีค่าอยู่มาก
ในอารามมังกรผงาด บนกำแพง เจียงเจี้ยนมองไปทางซ้ายขวา
ไม่เห็นร่างของเจียงฉางเชิงและชายชุดคลุมดำ เขารู้สึกกระวนกระวายใจมาก
ไป๋ฉีหมอบอยู่บนพื้นและเอ่ยอย่างจนใจ
“ไม่ต้องมองแล้ว อาจารย์ปู่ของเจ้าต้องชนะแล้วแน่ๆ อย่าฟังคำพูดเหลวไหลของอาจารย์เจ้าเลย
เขาแกร่งกว่าฝ่ายตรงข้ามมากอยู่แล้ว เขาจะไม่รู้จักขอบเขตที่สูงกว่าขั้นกายาทองคำได้อย่างไร
แค่ไม่อยากเปิดเผยพลังของตัวเองก็เท่านั้น”
เจียงเจี้ยนรู้สึกว่ามีเหตุผล จึงหันหลังและกระโดดกลับเข้ามาในลาน เขากล่าวอย่างสงสัย
“เหตุใดอาจารย์ยังไม่กลับมาเล่า”
ไป๋ฉีคิดถึงตอนที่พบเจอกับเทิงเพิ่งและอวี่เหยียนก่อนหน้านี้ มันจึงพอจะเดาสถานการณ์ได้คร่าวๆ
มันหลับตาและกล่าวว่า “ใครจะไปรู้ล่ะ เจ้าก็ฝึกวิชาต่อไปเถอะ”
การอยู่ข้างกายมรรคาจารย์ ช่างรู้สึกปลอดภัยจริงๆ
เจียงเจี้ยนจ้องไปเขม็ง เขารู้สึกว่าไป๋ฉีพูดแบบขอไปที และทำท่าทางเหมือนรู้เรื่องรู้ราวมากกว่าตัวเขา ทำให้เขารู้สึกไม่พอใจ
ครึ่งชั่วยามต่อมา เจียงฉางเชิงบินกลับมาที่ลานเรือน
ระหว่างทางเขาก็เก็บร่างแยกทั้งหมดกลับมา ร่างแยกนั้นแปรสภาพมาจากพลังวิญญาณของเขา
ความจริงสามารถยกเลิกได้ในทันที แต่การทำแบบนั้นจะเสียพลังวิญญาณไป ดึงมันกลับมาเข้าร่างจะดีกว่า
ร่างของชายในชุดคลุมดำถูกทิ้งไว้ที่หน้าประตูวังหลวง และได้มอบให้เจียงจื่ออวี้จัดการ
เจียงเจี้ยนรีบวิ่งไปหาอาจารย์ปู่และถามด้วยความตื่นเต้นว่า “อาจารย์ ท่านชนะแล้วหรือ”
เจียงฉางเชิงตอบด้วยรอยยิ้มว่า “ชนะแบบโชคช่วยนะ”
เจียงเจี้ยนยิ่งตื่นเต้นมากขึ้นและถามว่า “ขั้นสวรรค์แข็งแกร่งเพียงใดกัน ฝ่ายตรงข้ามใช้วิชาใด”
ไป๋ฉีก็ลืมตาขึ้นเช่นกัน สงสัยในความแข็งแกร่งของขั้นสวรรค์
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า “จะว่าอย่างไรดีล่ะ ข้าไม่เคยเจอศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดนี้มาก่อน เขาสามารถสร้างฟ้าดินขึ้นมาได้ และฟ้าดินนั้นยังขังผู้คนได้…”
เขาบรรยายถึงวิชายุทธ์และพลังทำลายล้างที่ชายในชุดคลุมดำใช้ ทำให้ทั้งเจียงเจี้ยนและไป๋ฉีรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก
การต่อสู้ในระดับนี้เกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้
ต้องมีร่างกายและพลังภายในแบบใดจึงจะแสดงพลังขนาดนี้ออกมาได้
พวกเขามองเจียงฉางเชิงด้วยความชื่นชม ศัตรูที่แข็งแกร่งขนาดนี้ยังสามารถเอาชนะได้ แล้วเจียงฉางเชิงจะต้องแข็งแกร่งขนาดไหนกัน
“ท่านเอาชนะเขาได้อย่างไร” เจียงเจี้ยนถามด้วยความอยากรู้
เจียงฉางเชิงชี้ไปที่เท้าของตัวเอง แล้วเดินไปยังต้นไม้วิญญาณปฐพี
“เหยียบอยู่บนพื้น[1]!”
เจียงเจี้ยนขมวดคิ้ว ไป๋ฉีเองก็มีสีหน้าสับสน
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ อาจารย์ปู่ต้องการให้เราเหยียบอยู่บนพื้น”
เจียงเจี้ยนตบมือกล่าวราวกับพลันรู้แจ้ง
ไป๋ฉีกลอกตาใส่เขาด้วยความรังเกียจ แล้วรีบถอยห่างจากเขา
เจียงฉางเชิงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ หลับตาลง เริ่มคาดหวังถึงรางวัลรอดชีวิต
ก่อนหน้านี้เขาได้สะกดจิตชายในชุดคลุมดำและได้เห็นที่อยู่ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช รวมถึงได้เก็บรวบรวมข้อมูลและวิชายุทธ์ต่างๆ
นอกจากชายในชุดคลุมดำแล้ว ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชยังมีขั้นจักรวาลอีกสองคน และมีจำนวนขั้นกายาทองคำมากกว่าสามสิบคน
เจียงฉางเชิงรู้สึกถึงความผิดปกติทันที
พลังรวมทั้งหมดของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมีค่าเท่ากับแต้มเซ่นไหว้หนึ่งแสนหกหมื่นแต้ม
แค่บวกจำนวนของขั้นกายาทองคำและขั้นจักรวาล แต้มเซ่นไหว้ก็เกือบจะถึงหนึ่งแสนหกหมื่นแล้ว
หรือว่ายอดฝีมือคนนั้นที่มีค่าเทียบเท่ากับแต้มเซ่นไหว้เก้าหมื่นแต้มจะไม่ได้มาจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกัน
มีเพียงความเป็นไปได้นี้เท่านั้น!
(ปีเฉียนอู่ที่สี่สิบสี่ จูเชวี่ยแห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดช เจ้าสวรรค์แห่งลิขิตสวรรค์รวมถึงขั้นกายาทองคำสี่คนเข้าโจมตีเมืองหลวงแบบกะทันหัน เจ้ารอดชีวิตจากวงล้อมจู่โจมของพวกเขาได้สำเร็จ พ้นเคราะห์สังหารไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า “เกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน”)
เกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน! เจียงฉางเชิงสะท้านไปทั้งตัว
สมบัติอาคมนี้ฟังดูแล้วแข็งแกร่งมากจริงๆ คงไม่ใช่ว่ายิงตะวันได้จริงๆ หรอกนะ
เจียงฉางเชิงเริ่มถ่ายทอดความทรงจำเกี่ยวกับเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน
เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเป็นสมบัติอาคมชั้นยอด สามารถยิงสังหารได้ทุกสิ่ง เพียงแค่พลังวิญญาณแข็งแกร่งพอ
กระทั่งดวงอาทิตย์บนท้องฟ้าก็ยังทำลายได้
การใช้เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันจะทำให้พลังวิญญาณระเบิดพลังทำลายล้างออกมาหลายเท่าตัวหรือกระทั่งสิบเท่าตัวขึ้นไป
เป็นสมบัติอาคมที่อหังการนัก!
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นทันที กลับเข้าไปในเรือน หน้าต่างก็ปิดลงตาม
เจียงเจี้ยนและไป๋ฉีต่างสงสัย เจียงเจี้ยนอดไม่ได้ที่จะถามว่า “อาจารย์ปู่คงไม่ได้รับบาดเจ็บกระมัง”
ไป๋ฉีคร้านจะสนใจเขา คนผู้นี้ดูเหมือนจะปกติ แต่ความจริงก็โง่มากทีเดียว
ในความคิดของมัน เจียงฉางเชิงคงได้สมบัติบางอย่างมาจากศัตรู
ในเรือน เจียงฉางเชิงหยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมา รัศมีแสงเจ็ดสีสว่างไสวไปทั่วห้องก่อนจะค่อยๆ ดับไป
คันธนูนี้ยาวถึงครึ่งจั้ง ตัวคันธนูทำจากไม้ประหลาดที่แข็งหาใดเปรียบ
พื้นผิวของมันสลักลวดลายของมังกร หงส์ กิเลน และสัตว์เทพอื่นๆ ไว้ พร้อมทั้งประดับด้วยอัญมณีขนาดเท่ากับลูกตาเจ็ดเม็ด สีสันต่างกันไป ดูสวยงามอลังการ
เขายื่นมือออกมาน้าวสายธนู หนักอึ้งยิ่งนัก
หากไม่ใช่กำลังภายในขั้นจักรวาล เกรงว่าจะน้าวให้ขยับไม่ได้ด้วยซ้ำ
[1] เหยียบอยู่บนพื้น: เป็นสำนวนหมายถึงตั้งใจทำงาน หนักแน่น ยึดตามความเป็นจริง