เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 113 ดูดซับพลังโชคชะตาของใต้หล้า
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 113 ดูดซับพลังโชคชะตาของใต้หล้า
ตอนที่ 113 ดูดซับพลังโชคชะตาของใต้หล้า
เทพกระบี่ปรากฏตัว เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเป็นสมบัติอาคม ขอเพียงเป็นสมบัติอาคมย่อมมีเพียงเจียงฉางเชิงที่สำแดงอิทธิฤทธิ์ที่แท้จริงของมันออกมาได้ ผู้ฝึกยุทธ์อย่างมากที่สุดก็นำเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันมาใช้เป็นเกาทัณฑ์ได้เท่านั้น แต่เมื่ออยู่ในมือเขามันคือเกาทัณฑ์เทพ
เจียงฉางเชิงเบิกบานสำราญใจ เขาเริ่มทลายเขตอาคมด้านในเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน ให้มันยอมรับตนเป็นนาย เขตอาคมด้านในสมบัติชิ้นนี้มีจำนวนมากกว่าเขตอาคมของสมบัติชิ้นอื่น มันสลับซับซ้อนอย่างยิ่ง แต่ยิ่งสลับซับซ้อนก็ยิ่งบ่งบอกถึงความแข็งแกร่งของมัน สมกับที่เป็นรางวัลรอดชีวิตที่ได้มาจากขั้นจักรวาลบวกกับขั้นกายาทองคำอีกห้าคน
ถูกใจจริงๆ! เจียงฉางเชิงคิดกับตนเอง
เวลาผ่านไปหนึ่งวันกับหนึ่งคืนเต็มๆ กว่าเขาจะทลายเขตอาคมสำเร็จ เขาฝังพลังวิญญาณเข้าไปในเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน พร้อมกับลองดึงสายของมันเบาๆ
ครืนนนน!
เขามังกรผงาดทั้งลูกเริ่มสั่นไหว แรงสั่นไหวลามไปถึงยอดเขายุทธ์กับเมืองหลวง เจียงฉางเชิงตกใจจนหยุดมือทันที
จริงๆ! แข็งแกร่งนัก!
เจียงฉางเชิงตื่นเต้นดีใจอย่างที่หาได้น้อยครั้ง โดนใจเขา เขาโยนเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันเข้าไปในแหวนมหาวิญญาณ หลังจากนั้นก็เดินออกมาจากห้อง
เจียงเจียนเห็นเขาก็รีบเข้ามาถาม “อาจารย์ปู่ เมื่อครู่เกิดอันใดขึ้นหรือ”
ไป๋ฉีเองก็มองเจียงฉางเชิงอย่างหวาดกลัว แม้แต่พวกเขายังออกอาการเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงในเมืองหลวง ทุกคนต่างคิดว่ามีศัตรูผู้แข็งแกร่งบุกมา
เจียงฉางเชิงตอบว่า “ไม่มีอะไร เมื่อครู่ข้าบิดขี้เกียจน่ะ”
บิดขี้เกียจก็ทำให้ภูเขาทั้งลูกสั่นไหวได้หรือ พวกเขาจ้องเจียงฉางเชิงอย่างไม่อยากจะเชื่อ หากเป็นคนอื่นพูดคำนี้ พวกเขาคงแค่นจมูกใส่ เพราะรู้สึกว่าน่าขัน แต่พอพูดออกมาจากปากเจียงฉางเชิง พวกเขากลับเชื่อสนิทใจ
เจียงฉางเชิงนั่งทำสมาธิฝึกวิชาอยู่ใต้ต้นวิญญาณปฐพี เจียงเจียนสูดหายใจลึกยาวเฮือกหนึ่งแล้วเริ่มฝึกวิชาเทพมหาวัฏสวรรค์บ้าง เขามองอาจารย์ปู่เป็นเป้าหมาย! ต้องมีสักวันที่เขาจะแข็งแกร่งเช่นเดียวกับอาจารย์ปู่ แข็งแกร่งจนถึงขั้นบิดขี้เกียจหนเดียวภูเขาทั้งลูกก็สั่นสะเทือน
ท่ามกลางหมู่เขาและสายธารา ทัพกลยุทธ์สวรรค์เร่งอาชาทะยานไปข้างหน้า สวีเทียนจีผู้บุกตะลุยอยู่ด้านหน้าสุด เลี้ยวศีรษะกลับมาตะโกนสั่ง
“วันนี้เร่งเดินทางไปให้ถึงเมืองถัดไปก่อนพลบค่ำ ยึดเมืองมาครองให้ได้แล้วทั้งกองทัพจะได้พักห้าวัน!”
เมื่อคำพูดนี้เอ่ยออกมา ทหารทั้งหลายด้านหลังก็พากันโห่ร้องเริงร่า
หลังจากทำสงครามมาหลายปี ทัพกลยุทธ์สวรรค์ก็สลัดคราบเดิมทิ้งจนหมดสิ้น ทหารแต่ละคนไม่เพียงวรยุทธ์สูงส่ง ยามอยู่รวมกันไอสังหารยังรวมเป็นหนึ่งเดียว เพียงแรงกดดันยามบุกทะลวงก็มากพอจะคว้าชัยเหนือกองทัพขนาดใหญ่ที่มีทหารนับล้านแล้ว
จักรพรรดิตะวันจรัสกับสวีเทียนจีควบอาชาเคียงบ่าเคียงไหล่ เขาเอ่ยปากถามว่า “ต้าฮวงดูเหมือนจะเลิกขัดขืนแล้ว ผ่านมาครึ่งเดือนแล้วแต่ยังไม่เห็นขั้นเทวชนบุกมาจู่โจมสักคน”
“ฮ่าๆ ฮวงชวนกับหลิงเชียวใช้ถุงผ้าปักอยู่ทุกวัน พวกเขาจะกล้ามาได้อย่างไรเล่า ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อยากถูกส่งมาตายทั้งนั้น”
สวีเทียนจีหัวเราะลั่น เบิกบานใจถึงขีดสุด ในอดีตไม่เคยมีสักหนที่เขาจะคิดภาพตนเองนำทัพมาบุกชิงแผ่นดินที่อยู่ห่างไกลจากต้าจิ่งนับแสน การควบอาชาทะยานข้ามลำน้ำเช่นนี้ ช่างอิ่มเอมใจจริงๆ
ขอเพียงยึดต้าฮวงมาได้ คุณงามความชอบของเขาก็จะเหนือกว่าเหล่าแม่ทัพใหญ่ผู้ก่อตั้งแว่นแคว้น เขาคิดแล้วก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง
จักรพรรดิตะวันจรัสถอนหายใจ “ถุงผ้าปักของมรรคาจารย์สุดยอดจริงๆ”
ในอดีตเขาเคยคิดจะท้าสู้กับมรรคาจารย์ โชคดีที่ถูกฮ่องเต้ทำให้ยอมสยบเสียก่อน ยามนี้เขาจึงได้เสพชื่อเสียงลาภยศ การทำศึกทั่วใต้หล้ายอดเยี่ยมกว่าแย่งชิงความเป็นใหญ่ในยุทธภพมากนัก
แม่ทัพทั้งสองมีความหวังอันงดงามวาดอยู่ในหัวใจ ใบหน้ายิ้มไม่หุบ ทว่าทันใดนั้นเอง จักรพรรดิตะวันจรัสก็หุบยิ้ม เขาหรี่ตาลงแล้วเอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “ด้านหน้ามีคน!”
สวีเทียนจีมองตามไป บนเนินเขาที่อยู่ห่างไปสองสามลี้ มีคนผู้หนึ่งกำลังย่างเท้าเข้ามาหาพวกเขา คนผู้นั้นสวมอาภรณ์สีขาว ท่อนบนสวมทับด้วยเสื้อสีดำ บนศีรษะสวมหมวกฟางเอาไว้ บนแผ่นหลังสะพายตะกร้าใส่กระบี่ที่มีกระบี่ล้ำค่าอัดแน่นเต็มด้านใน
แม้เผชิญหน้ากับทัพกลยุทธ์สวรรค์จำนวนสองแสนนายแต่เขากลับไม่หยุดก้าวเดินและไม่เปลี่ยนทิศทาง สวีเทียนจีมองพลังของอีกฝ่ายไม่ออกจึงตะโกนว่า “ฮวงชวน!”
ฮวงชวนที่อยู่ด้านหลังเหินออกมาจากขบวนทัพ เขาทะยานไปเหยียบยืนบนหลังม้าด้านหลังสวีเทียนจีอย่างรวดเร็ว สายตาของเขาจับจ้องบนร่างบุรุษผู้สะพายตะกร้ากระบี่ที่อยู่ไกลๆ คนนั้น
“สัมผัสลมปราณของเขาไม่ได้ ไม่แน่ใจว่าเขาเป็นขั้นเทวชนหรือแข็งแกร่งกว่า”
ฮวงชวนหรี่ตาลง มุมปากของเขายกโค้ง ก่อนจะล้วงถุงผ้าปักออกมาจากอกเสื้ออย่างเงียบๆ
แต่แล้วทันใดนั้นบุรุษผู้สะพายตะกร้ากระบี่ก็หายวับไป พวกสวีเทียนจีรูม่านตาหดวูบในทันใด พวกเขาดูเหมือนจะสัมผัสอะไรได้จึงเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน เห็นเพียงบุรุษผู้สะพายตะกร้ากระบี่คนนั้นโผล่มาอยู่เหนือศีรษะพวกเขาราวกับผุดออกมาจากอากาศ จากนั้นอีกฝ่ายก็ย่างเท้าต่อไปด้านหน้า
ทั้งสามคนหันไปมอง บุรุษผู้สะพายตะกร้ากระบี่ดูเหมือนไม่คิดจะลงมือ เขาก้าวเดินบนนภาสวนกับกองทัพที่อยู่ด้านล่าง
บุรุษผู้สะพายตะกร้ากระบี่ไม่หันหลังกลับมามอง เขาก้มหน้าก้มตาเดินดุ่มไปด้านหน้าจนหายลับไปหลังหมู่เขา จักรพรรดิตะวันจรัสขมวดคิ้วถามว่า “เป้าหมายของอีกฝ่ายคือกองทัพอื่นด้านหลังหรือไม่”
สวีเทียนจีครุ่นคิดแล้วตอบว่า “น่าจะไม่ใช่ หากเป็นเช่นนั้นไยเขาต้องเดินผ่านไปต่อหน้าพวกเรา อาจจะแค่ผ่านทางเท่านั้นกระมัง ใต้หล้าย่อมมียอดฝีมือที่ร่อนเร่อย่างอิสระเสรีอยู่บ้าง”
จักรพรรดิตะวันจรัสรู้สึกว่ามีเหตุผลจึงหันไปจดจ่อกับการเดินทัพไปด้านหน้า ฮวงชวนเบี่ยงตัวหันข้างมองไปยังทิศทางที่บุรุษผู้สะพายตะกร้ากระบี่เดินจากไป ในหัวใจรู้สึกวิตกกังวลอย่างไร้สาเหตุ
ภายในตำหนักหลังหนึ่ง เจ้าลิขิตแห่งลิขิตสวรรค์ยืนอยู่ด้านใน ผู้เฒ่าผู้มีร่างกำยำผิดแผกจากผู้เฒ่าทั่วไปคนหนึ่งนั่งอยู่บนแท่นสูงเบื้องหน้า เขาสวมอาภรณ์สีขาววาดลวดลายสีทอง สองมือกุมอยู่บนไม้เท้าอันหนึ่ง
ใบหน้าแก่ชราเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น คิ้วขาวยาวลงมาปิดดวงตาเหมือนกำลังหลับตาอยู่ เขาก็คือผู้กุมอำนาจในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชยามนี้ จอมราชันสังหาร ผู้กุมอำนาจแต่ละรุ่นของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชล้วนถูกเรียกขานว่าจอมราชัน
สองฟากฝั่งของเจ้าลิขิตมีผู้ฝึกยุทธ์นั่งเรียงรายอยู่สองแถว แต่ละคนท่าทางองอาจไม่ธรรมดา พวกเขาล้วนแต่มีกำลังภายในขั้นกายาทองคำ เวลานี้บนใบหน้าของแต่ละคนล้วนมีสีหน้าตกตะลึงระคนโกรธเกรี้ยว
“จอมราชัน มรรคาจารย์แข็งแกร่งเหนือกว่าขั้นสวรรค์แล้ว หากผูกแค้นกันด้วยเรื่องนี้ย่อมไม่มีทางให้ย้อนกลับได้อีก”
เจ้าลิขิตเอ่ยเสียงขรึม พอพูดถึงเรื่องนี้ สองมือของเขาก็กำหมัดแน่น เจ้าสวรรค์ตายแล้ว เขาทำใจยอมรับได้ยากยิ่งนัก
จอมราชันสังหารเอ่ยตอบอย่างเนิบช้า “แม้ศิษย์น้องจะเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดในขั้นถ้ำสวรรค์สาม แต่อย่างไรเขาก็อยู่ในขั้นสวรรค์ มรรคาจารย์มิใช่คนที่พวกเราจะกำราบได้แล้ว”
ยอดฝีมือขั้นกายาทองคำของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชทั้งหลายนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดเอ่ยปาก
เจ้าลิขิตถามขึ้นมาว่า “เช่นนั้นจะแล้วกันไปเช่นนี้หรือ มีมรรคาจารย์คุ้มครองต้าจิ่งอยู่ ต้าจิ่งย่อมขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เช่นนั้นจอมราชันจะรวบรวมพลังโชคชะตาในใต้หล้าได้อย่างไร”
จอมราชันสังหารเงยหน้าขึ้นมาอย่างเชื่องช้า นัยน์ตาสีน้ำตาลคู่นั้นโผล่ออกมาให้เห็น ก้มลงมองเจ้าลิขิตอย่างเย็นชา “ข้ารู้ดีว่าลิขิตสวรรค์มิได้กำลังช่วยเหลือข้า พวกเจ้าอยากให้ข้ารวบรวมพลังโชคชะตาทั่วหล้าเพื่อปลุกราชามนุษย์ ใช่หรือไม่เล่า”
เจ้าลิขิตเผชิญหน้ากับคำพูดนี้ของเขาก็ยอมรับอย่างตรงไปตรงมา “เป็นเช่นนั้น แต่ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ขัดแย้งกัน จอมราชันได้พลังแห่งโชคชะตา ลิขิตสวรรค์ได้ราชามนุษย์ ราชามนุษย์ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องในยุทธภพ เขาปรารถนาเพียงให้เผ่ามนุษย์บนทวีปนี้อยู่อย่างไร้กังวล”
จอมราชันสังหารหลับตาลงอีกหน เล็บสีดำบนนิ้วชี้มือขวาเคาะกับหัวไม้เท้าอย่างแผ่วเบา ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ตำหนักหลังใหญ่ตกอยู่ในความเงียบ
ในเวลานี้เอง บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก็พาเงาเลือนรางเข้ามา เขาพุ่งเข้ามาในโถงตำหนักอย่างรวดเร็ว แล้วไปยืนอยู่ด้านข้างเจ้าลิขิต เขาค้อมกายคำนับแล้วเอ่ยปากรายงานว่า
“จอมราชัน เทพกระบี่เลิกกักตนแล้วขอรับ เขากำลังเร่งเดินทางไปที่ต้าจิ่ง มรรคาจารย์สังหารศิษย์หลานของเขาจนสร้างชื่อเสียงเลื่องลือไปทั่วหล้า เป้าหมายของเขาน่าจะเป็นมรรคาจารย์”
เจ้าลิขิตหันขวับมามองแล้วถามอย่างประหลาดใจว่า “เทพกระบี่หรือ เขามิได้ตายไปนานแล้วหรอกหรือ”
บุรุษวัยกลางคนเหล่มองเขาแล้วตอบว่า “นั่นเป็นสิ่งที่ผู้คนคิดไปเองเท่านั้น สองร้อยปีก่อนเทพกระบี่กับจอมราชันรุ่นก่อนต่อสู้ตัดสินกัน ณ ยอดเขาหลักยุทธ์ ศึกนั้นทำให้เขาย่างเท้าเหยียบขั้นสวรรค์ หลังจากนั้นจึงเร้นกายหายไป สองร้อยปีผ่านไป วรยุทธ์ของเขาคงบรรลุถึงขั้นที่ยากจะจินตนาการแล้ว”
เจ้าลิขิตนิ่งเงียบ ยอดฝีมือขั้นกายาทองคำทั้งหลายต่างถกเถียงกัน พวกเขากำลังหวนนึกถึงความแข็งแกร่งของเทพกระบี่
จอมราชันสังหารเอ่ยปากเนิบช้า “เทพกระบี่แข็งแกร่งจริงๆ ตัวข้ายังไม่มั่นใจเลยว่าจะต่อกรกับเขาได้ แต่มรรคาจารย์ผู้นั้นลึกล้ำยากหยั่งถึงยิ่งกว่า เขาน่าจะเป็นยอดฝีมือที่มาจากแผ่นดินอื่น พวกข้ามิอาจประมาทเลินเล่อ แล้วก็มิอาจฝากความหวังไว้กับเทพกระบี่เพียงทางเดียว ข้ากำลังเตรียมจะดูดซับพลังโชคชะตาทั่วหล้าเพื่อทะลวงสู่ระดับขั้นที่สูงกว่านี้ เมื่อข้าทำสำเร็จ ใต้หล้าแห่งนี้ก็จะมั่นคงยิ่งขึ้น”
เจ้าลิขิตท้วงทันที “ดูดซับพลังโชคชะตาทั่วหล้าหรือ จอมราชันทำเช่นนี้อาจนำหายนะมาสู่ใต้หล้า!”
จอมราชันสังหารตอบอย่างนิ่งสงบ “หายนะอาจทำอันตรายในตอนนี้ แต่หากไม่กำจัดมรรคาจารย์ วันหน้าย่อมมีกองกำลังจากโพ้นทะเลมารุกราน สรรพชีวิตในใต้หล้าแห่งนี้คงเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า เจ้าลิขิต เจ้าเป็นคนของลิขิตสวรรค์ อย่าได้ลืมเลือนหายนะเมื่อหลายพันปีก่อน ตำนานของผู้แข็งแกร่งดุจเทพเหล่านั้นไม่แน่ว่าจะเป็นเพียงตำนาน”
เจ้าลิขิตก้มหน้าลง หน้าอกของเขาพองขึ้นยุบลง เห็นชัดว่ากำลังปรับอารมณ์อยู่
จอมราชันสังหารลุกขึ้นยืน เขาก้าวเดินไปทางตำหนักข้างแล้วทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค “ก่อนศึกระหว่างเทพกระบี่กับมรรคาจารย์อุบัติ ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจะไม่ขัดแย้งกับต้าจิ่งอีก”
ยอดฝีมือขั้นกายาทองคำทั้งหมดลุกขึ้นคำนับส่งจอมราชันสังหารออกไปจากตำหนัก
เจ้าลิขิตแค่นเสียงหยันแล้วสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ยอดฝีมือขั้นกายาทองคำทั้งหลายต่างแห่มารุมล้อมบุรุษวัยกลางคน ถามว่าเขาเห็นเทพกระบี่ด้วยตาตนเองหรือไม่
บุรุษวัยกลางคนสีหน้าสลับซับซ้อนเอ่ยว่า “เห็นแล้ว เทพกระบี่อาจเหนือกว่าจอมราชันก็ได้ เขาบรรลุถึงระดับขั้นที่เบื้องบนจรดเบื้องล่างของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไขว่คว้ากันชั่วชีวิตแล้ว แม้จอมราชันจะรอบคอบ ไม่กล้าวาดหวังว่าเทพกระบี่จะสังหารมรรคาจารย์ได้ แต่ข้ารู้สึกเป็นไปได้อย่างยิ่งว่ามรรคาจารย์จะพ่ายแพ้”
เมื่อเอ่ยคำนี้ออกมา คนอื่นๆ ต่างสีหน้าเปลี่ยนไป
“มรรคาจารย์ย้ายภูเขายักษ์ใหญ่พันจั้งได้ แม้แต่ผู้อาวุโสจูก็ตายใต้เงื้อมมือของเขา เทพกระบี่จะทำได้อย่างไร”
“ใช่แล้ว มรรคาจารย์คนนั้นปกป้องต้าจิ่งด้วยตัวคนเดียว ทำให้กลุ่มอำนาจฝ่ายต่างๆ หลบเลี่ยงคมศาสตราของเขา ผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ยากจะหาพบสักคนในรอบพันปี”
“ก็ไม่แน่ เทพกระบี่ได้เป็นเทพกระบี่ก็เพราะบรรลุวิถีกระบี่ถึงขั้นล้ำเลิศ เล่าลือกันว่าเขาใช้กระบี่ของทุกคนในใต้หล้าได้เสมือนกระบี่ของตัวเอง ถึงขั้นทำให้สรรพสิ่งทั้งหลายในฟ้าดินกลายเป็นกระบี่ของตนเองได้”
“เจ้าพูดอะไรน่ามหัศจรรย์เกินไปแล้ว เขาจะแข็งแกร่งถึงขั้นนั้นได้อย่างไร”
“เฮ้อ ถ้าเช่นนั้นก็คอยจับตาดูไปเถอะ”
ปีเฉียนอู่ที่สี่สิบห้า เดือนสี่ ท้องนภาหมื่นลี้ไร้หมู่เมฆ เจียงฉางเชิงจ้องเจียงเจียนอยู่ใต้ต้นไม้ เวลานี้เจียงเจียนกำลังนั่งสมาธิอยู่กลางเตาหลอมโอสถขนาดยักษ์ใบหนึ่ง น้ำสมุนไพรเดือดพล่าน ไอน้ำร้อนห้อมล้อมกลายเป็นหมอก
เจียงเจียนที่เปลือยกายท่อนบนอยู่ผิวแดงก่ำ คล้ายกำลังใกล้จะถูกต้มจนสุกแล้ว เจียงเจียนกำลังทะลวงด่านสู่ขั้นเทวชน เจียงฉางเชิงตั้งใจต้มสมุนไพรหม้อหนึ่งช่วยเขาอีกแรง
ไป๋ฉีถอนหายใจ “คุณสมบัติร่างกายของเจ้าหนูคนนี้ไม่ธรรมดานะ รู้สึกว่าลมปราณของเขาแข็งแกร่งกว่าฮวงชวนเสียอีก ถึงตอนนี้ยังไม่เลื่อนขั้นเลย”
เจียงฉางเชิงเอ่ยเสียงเบา “ใกล้สำเร็จแล้ว วันนี้ล่ะ”
เมื่อเจียงเจียนเลื่อนระดับชั้นสำเร็จ เขาก็จะกลายเป็นขั้นเทวชนขณะที่อายุเพิ่งจะยี่สิบเก้าปี! หากเล่าลือออกไป ผู้ฝึกยุทธ์ในใต้หล้าต้องตกตะลึงอย่างแน่นอน
เวลานี้เองเงาร่างหนึ่งก็เดินเข้ามาในลานเรือน อวี่อเหยียนนั่นเอง นางมีสีหน้าร้อนรน เหล่มองเจียงเจียนเพียงแวบเดียวก็ก้าวเร็วๆ มาตรงหน้าเจียงฉางเชิง นางเอ่ยเสียงเบาว่า
“มรรคาจารย์ ท่าจะไม่ดีแล้ว เทพกระบี่กำลังเดินทางมายังต้าจิ่ง”
เจียงฉางเชิงจ้องเจียงเจียนแล้วถามอย่างไม่ใส่ใจ “เทพกระบี่คือผู้ใด แข็งแกร่งมากหรือ”
อวี่อเหยียนกัดฟัน “แข็ง แข็งแกร่งมาก! ได้ยินว่าผู้ฝึกยุทธ์ที่เขาพบระหว่างทางต่างถูกเขาดูดกระบี่ในมือไปจนหมด กระบี่ทั้งหลายติดตามร่วมเดินทางมากับเขา ศิษย์ของตระกูลขุนนางประคองจันทร์เห็นมาว่ากระบี่ด้านหลังของเทพกระบี่มีมากถึงนับล้านเล่ม พวกมันต่อแถวยาวจรดห้าสิบลี้ ลอยล่องอยู่กลางอากาศตามหลังเขามา กำลังภายในเช่นนี้ช่างน่าเหลือเชื่อ ลึกล้ำจนไม่อาจหยั่งถึงโดยแท้!”