เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 114 ความปรารถนาของเจียงจื่ออวี้และวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 114 ความปรารถนาของเจียงจื่ออวี้และวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด
ตอนที่ 114 ความปรารถนาของเจียงจื่ออวี้และวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุด
“อะไรจะปานนั้น กล่าวเกินจริงไปหรือไม่”
ไป๋ฉีหันไปมองอเหยียนแล้วเอ่ยปากอย่างแปลกใจ
อเหยียนส่ายศีรษะ
“มีคนมากมายเห็นกับตาตนเองจริงๆ ยามนี้เทพกระบี่เดินทางเข้ามาในดินแดนของรัฐเวยแล้ว”
เจียงฉางเชิงฟังจบก็นึกสนใจในตัวเทพกระบี่ คนผู้นี้ดูเหมือนจะแข็งแกร่งเอาการจริงๆ
เขาเรียกแต้มเซ่นไหว้ออกมา
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 6,800,873 แต้ม]
ศึกกับขั้นจักรวาลทำให้เจียงฉางเชิงมีแต้มเซ่นไหว้เพิ่มขึ้นไม่น้อย
แต้มเซ่นไหว้ที่ใช้ประทานพรให้ฮวาเจี้ยนซินก่อนหน้านี้ใกล้จะได้กลับคืนมาเต็มแล้ว
‘ข้าอยากรู้ว่าเทพกระบี่ที่อเหยียนพูดถึงแข็งแกร่งมากเพียงใด’
(ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 20,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่)
‘ไม่!’
ก็มีดีอยู่บ้างเพียงนี้ หรือว่าเทพกระบี่คนนี้จะเป็นอันดับสองรองจากเขาในดินแดนแห่งนี้?
ขั้นจักรวาลมีค่าเท่ากับหนึ่งหมื่นแต้มเซ่นไหว้เท่านั้น
เจียงฉางเชิงทอดถอนใจอยู่เงียบๆ
เดิมคิดว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเป็นผู้ปกครองทวีปแห่งนี้อยู่เสียอีก
แต่ยามนี้ดูแล้ว ถึงพวกเขาอาจปกครองอยู่จริง แต่พูดถึงเรื่องพลังของตัวบุคคล
ยอดฝีมือระดับบนสุดของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกลับไม่ติดสามอันดับแรก
อันดับหนึ่งคือเจียงฉางเชิง ขั้นถ้ำสวรรค์สาม มีค่าเท่ากับหนึ่งล้านแต้ม
อันดับสองคือยอดฝีมือลึกลับที่มีค่าเท่ากับเก้าหมื่นแต้มผู้นั้น
ส่วนอันดับสามก็คือเทพกระบี่ผู้มีค่าเท่ากับสองหมื่นแต้มคนนี้
แน่นอนว่าอาจมีความเป็นไปได้อีกอย่างหนึ่ง นั่นก็คือยอดฝีมือที่มีค่าเท่ากับสองหมื่นแต้มไม่ได้มีแค่คนเดียว
เจียงฉางเชิงถามว่า “เขาเข้ามาในเขตรัฐเวยแล้วแต่ไม่เข่นฆ่าผู้คน ดูเช่นนี้คงจะมุ่งมาหาข้าสินะ”
ยามนี้ยังมีคนจำนวนมากมองว่าอาณาเขตของสิบสามรัฐเท่านั้นที่เป็นต้าจิ่งที่แท้จริง
เนื่องจากแม้ว่ายามนี้แผ่นดินต้าจิ่งจะมีสี่สิบเก้ารัฐในปกครอง
แต่ทรัพยากรของการฝึกยุทธ์กลับกระจุกรวมกันอยู่ในสิบสามรัฐ
สิ่งนี้เป็นแผนการของฮ่องเต้ แผ่นดินกว้างใหญ่เกินไป จึงต้องทำเช่นนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้รัฐอื่นแข็งแกร่งกว่าสิบสามรัฐ
อเหยียนพยักหน้า “เป็นไปได้อย่างยิ่ง ได้ยินมาว่าเทพกระบี่ชอบท้าสู้กับยอดฝีมือในใต้หล้ามากที่สุด
ทิศทางที่เขามุ่งหน้ามาก็คือรัฐซื่อ ท่านจะประมาทไม่ได้”
เจียงฉางเชิงหัวเราะ “ได้ ขอบคุณแม่นางอเหยียนอย่างยิ่งที่มาเตือน”
เห็นท่าทีของเจียงฉางเชิงยังคงสบายอกสบายใจ อเหยียนก็ไม่พูดอะไรเพิ่มอีก
นางบรรยายพลังกระบี่ของเทพกระบี่ให้ฟังก็แล้ว แต่เจียงฉางเชิงก็ยังไม่ใส่ใจ
บ่งบอกว่าทักษะเช่นนั้นเขาเองก็ทำได้
อเหยียนไม่จากไปในทันที แต่สนทนาสัพเพเหระกับเจียงฉางเชิง
บอกเล่าสถานการณ์ปัจจุบันของตระกูลขุนนางประคองจันทร์ให้ฟังก่อน
ตระกูลขุนนางประคองจันทร์ได้ผลประโยชน์มากมายจากการสนับสนุนของฮ่องเต้
แม้จะมีทรัพยากรไม่มากเท่าสมัยก่อนหน้าที่เคยครอบครองอาณาจักรหลายแห่งไว้ใต้อาณัติตนเพียงผู้เดียว
แต่อย่างน้อยสิ่งนี้ก็ทำให้พวกเขาได้รับรู้ถึงความจริงใจ
พวกเขาไม่ได้เดิมพันกับต้าจิ่งในตอนนี้ แต่เป็นอนาคตของต้าจิ่ง
ตระกูลขุนนางประคองจันทร์กำลังเตรียมจัดงานชุมนุมครั้งใหญ่ของยุทธภพเพื่อประลองวิชายุทธ์กัน
อเหยียนหวังว่าอารามมังกรผงาดจะส่งคนเดินทางไปเข้าร่วมด้วย
ไม่ต้องให้ศิษย์ของอารามมังกรผงาดลงมือก็ได้ ขอเพียงไว้หน้าตระกูลขุนนางประคองจันทร์สักหน
หลังจากนี้จะได้จัดงานชุมนุมในยุทธภพเช่นนี้อีกได้ง่ายๆ
เจียงฉางเชิงไม่คัดค้าน ทำให้อเหยียนดีใจมาก
นางไม่กล้าวาดหวังขอให้เจียงฉางเชิงเดินทางไปด้วยตนเอง
แค่อารามมังกรผงาดไปร่วมได้ ยุทธภพของต้าจิ่งก็คงมีข่าวลือซุบซิบน้อยลงแล้ว
ความสัมพันธ์ระหว่างแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสองก็จะไม่เปราะบางด้วย
สนทนากันครู่หนึ่ง อเหยียนก็จากไป
เจียงฉางเชิงหันมาสนใจการเลื่อนระดับชั้นของเจียงเจียนต่อ
จวบจนพลบค่ำ ในที่สุดเจียงเจียนก็เลื่อนระดับขั้นสำเร็จ กลายเป็นขั้นเทวชน
ตัวเขาตื่นเต้นดีใจยิ่งนัก เขายืนอยู่ในเตาหลอมโอสถ แหงนหน้ากู่ร้องก้องฟ้า
ทุกคนในเมืองหลวงต่างได้ยินเสียง
คืนนั้นเจียงจื่ออวี้กับเจียงซิ่วเดินทางมาเยี่ยมเยือน
หลังจากได้รู้ว่าเจียงเจียนกลายเป็นขั้นเทวชนแล้ว พวกเขาก็ดีใจอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจียงจื่ออวี้
“ฮ่าๆ มิเสียทีที่เป็นโอรสของเรา ขั้นเทวชนตอนอายุยี่สิบเก้าปี นี่เป็นเรื่องที่สำนักหลังบัลลังก์ก็ยังไม่กล้าฝัน!”
เจียงจื่ออวี้ภาคภูมิใจจะแย่แล้ว เขาตบบ่าเจียงเจียนหนักๆ ไปหนึ่งที
เจียงซิ่วก็ดีใจมากเช่นกัน เขารู้จักเจียงเจียนดี รู้ว่าอีกฝ่ายไร้ความปรารถนาในบัลลังก์
เจียงเจียนเป็นพระอนุชาของเขา หลังจากนี้ย่อมกลายเป็นแขนซ้ายแขนขวาให้เขาได้
เจียงฉางเชิงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ เขาไม่ส่งเสียงสักแอะ เพียงยิ้มมองดูพวกเขาพ่อลูกตกอยู่ในอารามดีใจ
ตกดึกเจียงซิ่วกับเจียงเจียนก็กลับไปพักผ่อน สองพี่น้องมีเรื่องที่อยากสนทนากันมากมาย
เจียงฉางเชิงกับเจียงจื่ออวี้มาอยู่ที่ริมหน้าผา ทอดสายตามองทิวทัศน์ยามค่ำคืนของเมืองหลวงพลางจิบสุรา
เจียงจื่ออวี้ถามว่า “ท่านพ่อ เทพกระบี่ผู้นั้นมิธรรมดา แปดเก้าในสิบส่วนคงจะมุ่งเป้ามาที่ท่าน เตรียมตัวพร้อมแล้วหรือ”
เจียงฉางเชิงตอบว่า “เขาแข็งแกร่งก็ปล่อยเขาแข็งแกร่งไป ข้าก็อยู่ของข้าตรงนี้ ผู้ใดกล้ามาก็เตรียมใจตายไว้ให้ดี”
ได้ยินคำนี้ เจียงจื่ออวี้ก็คลี่ยิ้มเอ่ยว่า
“ท่านพ่อ จู่ๆ ข้าก็ค้นพบว่าท่านโหดเหี้ยมเอาการทีเดียว เห็นทีความเหี้ยมของข้าคงได้รับถ่ายทอดมาจากท่านเป็นแน่”
“เจ้ากำลังแขวะข้าหรือ”
“ลูกไหนเลยจะกล้า หากไม่มีท่านพ่อสนับสนุน ต้าจิ่งไหนเลยจะมีวันนี้”
สองพ่อลูกประคองจอกชนกัน บรรยากาศผ่อนคลายยิ่งนัก
เจียงจื่ออวี้พลันทอดถอนใจเอ่ยว่า “หากท่านแม่ยังมีชีวิตอยู่ จะดีสักเพียงใดกันนะ”
เจียงฉางเชิงตอบกลับมา “ชีวิตหน้าของนางจะสุขสบาย มนุษย์แต่ละคนต่างมีชะตาเป็นของตน เจ้าไม่ต้องนึกเสียดาย
ร่างกายของเจ้าแข็งแกร่งกว่ามารดาของเจ้า วันนี้บรรลุขั้นเทวจิตแล้ว ลองเอาอย่างผิงอันดูสิ
ดูว่าจะทำให้ตนเองกลายเป็นขั้นเทวชน ต่ออายุขัยให้ตนเองได้หรือไม่”
เจียงจื่ออวี้ส่ายหน้า “พรสวรรค์ของข้าเทียบศิษย์พี่ไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้นการฝึกยุทธ์ก็ต้องสูญเสียเวลาและพละกำลังมากมาย
หากข้าหยุดทุกสิ่งแล้วมุ่งฝึกยุทธ์ บางทีอาจทำสำเร็จ
แต่หากล้มเหลวก็จะกลับกลายเป็นการเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์
มิสู้ใช้อายุขัยที่จำกัดนี้ทำให้ต้าจิ่งรุ่งเรืองมากยิ่งขึ้น แล้วก็…”
เจียงฉางเชิงเปรยขึ้นมา “เพราะซิ่วเออร์หรือ”
เจียงจื่ออวี้พยักหน้า เขาถอนหายใจบอกว่า
“พรสวรรค์ด้านวิถียุทธ์ของเขาไม่ดี ชีวิตนี้แม้แต่ขั้นเทวจิตก็คงก้าวไปไม่ถึง
ข้าจะให้เขาดูแลบ้านเมืองแทนข้า แล้วตนเองไปแสวงหาวิถียุทธ์อย่างเห็นแก่ตัว
แสวงหาหนทางต่ออายุขัย ละโมบเป็นฮ่องเต้ไปอีกร้อยปีไม่ได้”
ก่อนหน้านี้เขาเคยมีความคิดเช่นนี้จริงๆ ไม่ว่าอย่างไรหัวใจของจักรพรรดิทุกพระองค์ก็ล้วนลึกล้ำดุจห้วงสมุทร
ทว่าเมื่อพานพบการจากไปของฮวาเจี้ยนชิน เขาก็ตระหนักได้แล้วว่าตนไม่อยากเป็นผู้ยืนส่งบุตรชายเช่นนั้น
เจียงฉางเชิงนิ่งเงียบ เขาไม่เห็นด้วยกับความคิดของเจียงจื่ออวี้แต่ก็ไม่คัดค้าน
เขาตัดสินใจว่าจะเคารพความปรารถนาของบุตรชาย
หากเจียงจื่ออวี้มุ่งเสาะแสวงหาวิถียุทธ์อย่างสุดตัว เจียงซิ่วย่อมเหนื่อยยาก
เจียงซิ่วจะเป็นองค์รัชทายาทชั่วชีวิตตราบจนวันตาย เรื่องเช่นนั้นดูโง่เง่ามากจริงๆ
เจียงจื่ออวี้ตัดสินใจว่าจะละทิ้งวิถียุทธ์ ใช้เพียงวันเวลาที่เหลือขยายแผ่นดินและทำให้มันมั่นคงเพื่อเจียงซิ่ว
เพื่อให้เขาได้รับสืบทอดแผ่นดินที่ดียิ่งกว่าเดิม
ตั้งแต่โบราณมาตระกูลจักรพรรดิล้วนไร้ซึ่งความรักเป็นที่สุด ฮ่องเต้มองราชบัลลังก์สำคัญยิ่งกว่าครอบครัวของตนเอง
เจียงจื่ออวี้มีความคิดเช่นนี้ได้ นับว่าหายากนักในหมู่จักรพรรดิ
วิชาหลอมโอสถของเจียงฉางเชิงไม่นับว่าเป็นวิชาวิเศษเหนือธรรมดา
ยิ่งมีขอบเขตจำกัดของโลกแห่งวิถียุทธ์ครอบอยู่ เขาก็ทำได้เพียงเฝ้ามองความเป็นความตายของคนข้างกายเท่านั้น
เขายังไม่แข็งแกร่งพอ จึงไม่อาจทำให้ทุกสิ่งสมดังใจปรารถนา
ค่ำคืนนี้ สองพ่อลูกสนทนากันเนิ่นนาน
เทพกระบี่บุกจู่โจมแล้ว!
ข่าวนี้แพร่ไปในอาณาเขตต้าจิ่งอย่างรวดเร็ว เรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพกระบี่ผุดออกมามากมาย
ทำให้สี่สิบเก้ารัฐมีเรื่องให้ซุบซิบถกเถียงกันอย่างครึกครื้น
ยอดฝีมือแห่งยุคเมื่อสองร้อยปีก่อนผู้เคยบุกตะลุยทั่วหล้า กำลังจะมาท้าสู้กับมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง!
ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนต่างตื่นเต้นกับเรื่องนี้ พวกเขาพากันเร่งเดินทางไปยังเมืองหลวงของรัฐซื่อเพื่อเตรียมรับชมละครสนุกเรื่องนี้
เทพกระบี่เหยียบย่างอากาศเร่งเดินทาง แต่ละก้าวของเขาเคลื่อนที่ได้รวดเร็วอย่างยิ่ง
หนึ่งก้าวข้ามระยะทางร้อยจั้ง เคลื่อนเข้ามาใกล้รัฐซื่อมากขึ้นทุกที
บนท้องฟ้าเหนือเมืองหลวง สูงขึ้นไปกว่าทะเลเมฆ เจียงฉางเชิงกำลังประลองฝีมือกับเจียงเจียน
เจียงเจียนถือง้าวสามแฉกสองคมบุกจู่โจมอย่างดุดัน พลังน่าครั่นคร้ามหาใดเปรียบ
แต่ไม่ว่าเขาจะจู่โจมเช่นไรก็ไม่อาจทำอันตรายเจียงฉางเชิงได้สักนิด
แม้เจียงฉางเชิงจะออมมืออยู่แต่ก็ยังรุกรับกระบวนท่ากับเขา ใช้หมัดเท้าของตนเองประลองกับเจียงเจียน
มีแต่ต้องทำเช่นนี้จึงจะมีประโยชน์ในการชี้แนะ
แม้เขาจะคอยควบคุมตนเองอย่างยิ่งยวดแล้ว แต่หมัดเท้าของเขาก็ยังทำให้เจียงเจียนลำบากมากอยู่ดี
สู้กันได้ไม่ถึงหนึ่งก้านธูป เจียงเจียนก็ยอมแพ้
ทั้งสองคนกลับมาในลานเรือน เจียงเจียนนั่งบนพื้น หอบหายใจแฮกๆ เหงื่อโซมทั่วกาย
แต่เมื่อย้อนกลับไปดูเจียงฉางเชิง เขากลับดูสบายอกสบายใจยิ่งนัก
เจียงเจียนกำหมัดแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า
“อาจารย์ ปกติไม่เห็นท่านฝึกร่างกายสักนิด เหตุไฉนพละกำลังของท่านจึงมากมายเช่นนี้เล่า”
เจียงฉางเชิงหัวเราะ
“ระดับขั้นของมรรคาจารย์สูงส่ง ต่อให้ไม่มุ่งเน้นการฝึกร่างกาย พละกำลังของเขาก็หาใช่สิ่งที่เจ้าจะเทียบได้
เจ้าเคยได้ยินว่ามีผู้ฝึกร่างกายขั้นกำเนิดปราณ ตีขั้นเทวชนตายได้บ้างหรือไม่เล่า”
เจียงเจียนรู้สึกว่ามีเหตุผล เจียงฉางเชิงเอ่ยขึ้นว่า
“อีกครึ่งปี ตระกูลขุนนางประคองจันทร์จะจัดงานชุมนุมยุทธภพ เจ้าจงติดตามคนของอารามมังกรผงาดไปร่วมงานเถิด
หากมีคนเรียกร้องให้เจ้าลงประลอง เจ้าจะลงมือก็ได้ แต่ต้องรู้จักเหมาะควร อย่าทำตัวเกินหน้าเจ้าภาพ”
เจียงเจียนได้ยินก็ดีใจในทันใด เขาถามอย่างตื่นเต้น
“ไม่ใช่ว่าต้องขั้นกายาทองคำแล้วถึงจะลงจากภูเขาได้หรือขอรับ”
“ลงจากภูเขาหมายถึงเรื่องที่เจ้าจะไปสู้กับศัตรูข้างนอก ยุทธภพของต้าจิ่งไม่ใช่ศัตรูข้างนอก
เดินทางไปหนนี้แล้ว เจ้ายังต้องกลับมาฝึกยุทธ์ต่อ”
“ขอรับ” เจียงเจียนฉีกยิ้ม ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยแววตาคาดหวัง
แต่เดิมผู้ฝึกยุทธ์ก็รักการต่อสู้เอาชนะอยู่แล้ว ในเมื่อมีโอกาสแสดงความแข็งแกร่งของตนเอง เจียงเจียนจะปฏิเสธได้เช่นไร
เจียงฉางเชิงนั่งลงแล้วเริ่มโคจรลมปราณ การประลองกับเจียงเจียนไม่มีรางวัลรอดชีวิต
บางทีอาจเป็นเพราะเจียงเจียนไม่มีจิตสังหาร ดังนั้นจึงยากจะนับเป็นเคราะห์ภัย
ไป๋ฉีถอนหายใจ “ผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองหลวงมีจำนวนมากขึ้นทุกที ดูท่าเทพกระบี่คงใกล้มาถึงแล้ว”
อเหยียนคุยโวว่าเทพกระบี่ร้ายกาจเสียขนาดนั้น มันเองก็แทบอดใจรอเห็นเจียงฉางเชิงสู้กับเทพกระบี่ไม่ไหวเช่นกัน
เจียงเจียนพยักหน้า “จริงด้วย ในเมืองหลวงมีลมปราณของขั้นเทวชนด้วย น่าจะมาจากตระกูลขุนนางประคองจันทร์ พวกเขาคงมาชมศึก”
เจียงฉางเชิงหลับตาลงแล้วเอ่ยว่า “ใกล้มาถึงแล้ว อย่างมากก็อีกสามวัน”
เขาสัมผัสได้ถึงจิตกระบี่อันแข็งแกร่งของเทพกระบี่ แข็งแกร่งมากจริงๆ!
เขาก็เฝ้ารอศึกนี้อยู่เช่นกัน ถึงเวลาจะซ้อมคนอย่างไรดีนะ
นอกรัฐซื่อ ชาวนาบนภูเขา นักเดินทางผู้เร่งรีบสัญจร และผู้ฝึกยุทธ์ต่างพากันเงยหน้าขึ้นมองภาพอันยิ่งใหญ่อลังการบนท้องฟ้า
กระบี่นับไม่ถ้วนลอยฉวัดเฉวียนอยู่กลางอากาศ รวมกันเป็นมังกรตัวยาว
เมื่อกวาดสายตาดูก็มองเห็นกระบี่มากมายนับไม่ถ้วน มองไปไม่เห็นสุดปลายแถว
เบื้องหน้าหมู่กระบี่มีเงาร่างหนึ่งเหยียบย่างอยู่บนอากาศ
เขาก็คือบุรุษผู้สะพายตะกร้ากระบี่ที่พวกสวีเทียนจีพบก่อนหน้านี้นั่นเอง
เทพกระบี่!
เขาดูเหมือนก้าวเดินอย่างเชื่องช้า ทว่าก้าวหนึ่งกลับข้ามระยะทางได้ร้อยจั้ง หมู่กระบี่ด้านหลังตามไปติดๆ
เป็นภาพที่ดูอลังการอย่างยิ่ง หากเพ่งพิจให้ดีก็จะเห็นปราณกระบี่มหาศาลโอบล้อมหมู่กระบี่เอาไว้
คล้ายพายุหมุนวนล้อมอยู่รอบหมู่กระบี่ ทรงพลังยิ่งนัก
จู่ๆ เทพกระบี่ก็ยกมือขึ้นมาล้วงจดหมายฉบับหนึ่งออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนไปด้านหน้า
ไม่ทันไรยอดกระบี่เล่มหนึ่งด้านหลังก็พุ่งตัวออกไป มันเสียบทะลุจดหมายจากนั้นก็ลับหายไป ณ สุดขอบฟ้าอย่างว่องไว
กระบี่เล่มนี้เดินทางข้ามหมู่เขาด้วยความเร็วอันเหนือธรรมดา มันเหินผ่านเมืองแล้วเมืองเล่าในรัฐซื่อแล้วเหาะเข้ามาในเมืองหลวง
พุ่งตรงดิ่งไปยังอารามมังกรผงาด ทหารทั้งหลายที่เฝ้าเมืองต่างมองเห็นทะเลเมฆถูกฉีกกระจุย แต่ไม่อาจคว้าจับกระบี่เล่มนั้นไว้ได้
เจียงฉางเชิงลืมตา กระบี่เล่มนั้นจู่โจมมายังเรือนที่เขาอาศัยอยู่
เจียงเจียนเหมือนจะสัมผัสอะไรได้ เขาเบิกตาโพลงขึ้นมาทันควัน รูม่านตาหดวูบ
เร็วมาก!
เขาเพิ่งคิดจะลุกขึ้นยืน เจียงฉางเชิงก็ยกมือชูสองนิ้วขึ้นมาก่อน
กระบี่เล่มนั้นเบี่ยงออกจากทิศทางเดิมแล้วเหินเข้ามาตรงหว่างนิ้วของเขา
ใบของต้นวิญญาณปฐพีหล่นร่วงลงมาใบแล้วใบเล่า พวกมันถูกปราณกระบี่สะบั้นจนร่วงโปรยปราย
เจียงฉางเชิงหยิบจดหมายออกมาจากตัวกระบี่แล้วเปิดอ่าน เจียงเจียนกับไป๋ฉีรีบขยับเข้ามาใกล้
“มรรคาจารย์แห่งต้าจิ่ง ข้าน้อยลุ่มหลงวรยุทธ์มาชั่วชีวิต ได้ยินมาว่าวิชายุทธ์ของมรรคาจารย์เป็นเอกอุในใต้หล้า ข้าน้อยจึงนำวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งที่สุดในชีวิตมาท้าสู้ หวังว่ามรรคาจารย์จะเตรียมตัวให้พร้อม…”
เจียงเจียนอ่านไปอ่านมาก็สีหน้าเคร่งเครียด ตัวอักษรบนจดหมายแผ่นนี้บรรจุจิตกระบี่อันคมกล้าไว้เต็มเปี่ยม