เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 121 ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ดับสูญ
ตอนที่ 121 ถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ดับสูญ
ปีเหรินเต่อที่สอง ต้าจึงรุ่งโรจน์ เทศกาลปีใหม่กำลังจะมาถึง เมืองหลวงครึกครื้นไม่ธรรมดา ยอดเขายุทธ์ก็ประดับประดาโคมไฟและแถบผ้าสีเตรียมตัวเฉลิมฉลองเทศกาล
สองค่ายกลใหญ่ของอารามมังกรผงาดได้เปิดใช้แล้ว ค่ายกลเบิกวิญญาณทำให้เขามังกรผงาดอุดมไปด้วยปราณวิญญาณ ค่ายกลลับแลทำให้เขามังกรผงาดซ่อนตัวอยู่กลางหมอกหนา
พวกชาวบ้านย่อมโจษจันถึงอารามที่อัศจรรย์เช่นนี้ออกไปในวงกว้าง แต่ก็เป็นเพราะพวกเขาคุ้นเคยกับความอัศจรรย์ของมรรคาจารย์อยู่แล้วจึงไม่ได้รู้สึกเป็นกังวลมากมายอย่างไร
เจียงซิ่วก็มาเยี่ยมเยือนเจียงฉางเชิงด้วยเรื่องนี้เช่นกัน หลังจากแน่ใจแล้วว่าเจียงฉางเชิงยังอยู่เขาก็โล่งอกไปได้เปลาะหนึ่ง
เพราะเขากลัวจริงๆ ว่าท่านจะไปจากที่นี่เพื่อค้นหาโลกแห่งยุทธ์ที่มีระดับสูงกว่านี้ ผิงอันโศกเศร้าเนื่องด้วยการเสียชีวิตของเจียงออเอาแต่สลดหดหู่อยู่ทั้งวัน
เจียงซิ่วได้แต่ส่งเขามาที่อารามมังกรผงาด ถือเสียว่าเป็นการปลดประจำการกลับบ้านเดิม เมื่อเจียงเจียนได้พบกับผิงอันก็ดีอกดีใจนัก
ทั้งสองคนเข้ากันได้ดีอย่างรวดเร็วและมักประลองกำลังกันอยู่บ่อยครั้ง เรือนพักของเจียงฉางเชิงจึงเริ่มครึกครื้นขึ้นมา อย่างไรภายในเรือนก็ต้องมีเด็กสักคนจึงจะดี
เจียงฉางเชิงมองผิงอันแล้วอดทอดถอนใจไม่ได้ เที่ยงตรงวันนี้ เจียงฉางเชิงว่างไม่มีอะไรทำจึงไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้และใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตตรวจดูถ้ำสวรรค์สำแดงเดช
เขาได้ที่อยู่ทุกแห่งของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชที่หลีกเร้นจากโลกภายนอกมาจากความทรงจำของยอดฝีมือขั้นจักรวาลผู้นั้น เวลาว่างไม่มีอะไรทำก็มักจะไปแอบดูสักคราว
หลายปีผ่านไป ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็ยังไม่มาเสียที จนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังร้อนใจแทนถ้ำสวรรค์สำแดงเดชขึ้นมาแล้ว พอมาดูครั้งนี้เขาก็รู้สึกว่าผิดปกติขึ้นมาทันใด
ถ้ำต่างๆ ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชไรร่างผู้คนหออาคารว่างเปล่า เขามองไปยังยอดฝีมือขั้นจักรวาลที่สูบโชคชะตาแห่งฟ้าดินผู้นั้นอีกครั้ง
เมื่อพบว่าอีกฝ่ายยังคงอยู่ภายในถ้ำแห่งนั้นเขาก็โล่งใจทันใด ยังไม่ได้หนีไปที่ใด ช้าก่อน เหตุที่คนผู้นี้ไม่ได้หนีไปไหนก็เพื่อจะสูบโชคชะตา
หรือว่าเมื่อสูบจนหมดแล้วเขาก็จะหนีไป เจียงฉางเชิงเริ่มเสาะหาไปตลอดทางตามทิศทางของถ้ำสวรรค์สำแดงเดช ผ่านไปนาน ในที่สุดเขาก็มองเห็นบรรดาศิษย์แล้ว
พวกเขาไปรวมตัวกันอยู่ที่ชายฝั่งทางตอนเหนือ เวลานี้มีคนอยู่หลายแสนคนแล้ว ยังมีศิษย์อีกมากที่เดินทางมาจากทิศทางต่างๆ มีเรือลำมหึมาจอดเทียบอยู่ที่ชายหาด
เขาไม่เคยเห็นเรือที่มีขนาดใหญ่เช่นนี้มาก่อนในต้าจึง หอการค้ายอดวาสนาอาจมีเรือเช่นนี้อยู่ ไม่ได้การ! จะให้พวกเขาหนีไปไม่ได้
เจียงฉางเชิงแอบคิดอยู่ในใจ อยากจะมาก็มา อยากจะไปก็ไป เมื่อหนีไปแล้ว ภายภาคหน้าก็ยากจะกลายมาเป็นของรางวัลให้เขาได้!
เจียงฉางเชิงจับตาดูและตัดสินใจว่าจะรออีกสักพัก รอจนพวกเขาเตรียมตัวจะออกเดินทางก็จะสังหารเสียให้หมด ภายในถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอาจมีผู้บริสุทธิ์อยู่มากมาย
แต่หากผู้แข็งแกร่งขั้นจักรวาลของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเป็นฝ่ายมารุกราน เช่นนั้นจะคำนึงถึงหรือไม่ว่าชาวบ้านในเมืองหลวงก็เป็นผู้บริสุทธิ์เช่นกัน
หากเขาสิ้นชีพไปแล้ว ชาวต้าจึงที่ต้องตายจะมีมากกว่าเสียอีก! ในวันปีใหม่ ฮ่องเต้ได้เชิญทูตจากแว่นแคว้นต่างๆ มาร่วมงานเลี้ยง
เพื่อร่วมชมทัศนียภาพของต้าจึงตรงหน้าป้ายศิลาจักรพรรดิมนุษย์พร้อมกัน ราตรีมาเยือน เริ่มมีการจุดพลุไฟภายในเมืองหลวง
พลุไฟนี้หอการค้ายอดวาสนาเป็นคนขาย ทำให้ชาวต้าจึงตื่นเต้นยินดีนัก เมื่อฮ่องเต้ได้ทอดพระเนตรด้วยองค์เองแล้วก็โปรดปรานในทันใด
จึงสั่งให้คนนำมาจุดให้ทั่วเมืองในวันปีใหม่ เพื่อเฉลิมฉลองที่ปีใหม่ของต้าจึงมาเยือน และให้แว่นแคว้นอื่นๆ ได้เห็นความยิ่งใหญ่อลังการของต้าจึงไปพร้อมกัน
ทูตที่เดินทางมาในครานี้มาจากยี่สิบสามอาณาจักร และหนึ่งในนั้นก็มีอาณาจักรหงเสวียนซึ่งเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาด้วย
เจียงซิ่วนั่งอยู่ในตำแหน่งประธานและมองลงมายังทูตจากแคว้นต่างๆ ที่กำลังดื่มสุราขณะรับชมระบำและดนตรีที่แสนงดงามของต้าจึง บรรยากาศชื่นมื่นรื่นเริง
“ฮ่องเต้จึงอู่ ฮ่องเต้จึงเหวินตี้ เสด็จพ่อ…เราจะปกครองต้าจึงให้ดี พวกท่านโปรดดูอยู่บนสวรรค์เถิด” เจียงซิ่วแกว่งจอกสุราไปมาพร้อมจิตใจที่พลุ่งพล่าน
ขึ้นครองราชย์มาสองปี ต้าจึงรุ่งเรืองขึ้นทุกวัน แคว้นสงบ ประชาร่มเย็น ชาวบ้านชื่นชมเขานักหนา เพราะก่อนที่ฮ่องเต้จึงไทจงจะสิ้นไปเขาก็เริ่มดูแลราชกิจแล้ว
จึงมีประสบการณ์มาเนิ่นนาน เมื่อไม่มีฮ่องเต้จึงไทจงคอยกดอยู่ เขาจึงยิ่งลงมืออย่างเด็ดขาด ดำเนินตามแผนการและปณิธานอันยิ่งใหญ่ของตนอย่างเต็มที่
ในขณะที่ดนตรีและระบำภายในวังหลวงดำเนินไปอย่างชื่นมื่น เจียงฉางเชิงก็ยืนอยู่บนกำแพงลานบ้าน ถือเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันอยู่ในมือ
เจียงเจียนเห็นเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันก็ตื่นเต้นดีใจนัก และถามอย่างกระตือรือร้นว่า “อาจารย์ปู่ ท่านคิดจะทำสิ่งใดหรือขอรับ”
เขารู้แล้วว่าเจียงฉางเชิงเป็นปู่ของตน แต่เจียงฉางเชิงให้เขารักษาความลับเอาไว้ ประการแรกคือไม่อยากให้เกิดความยุ่งยาก
ประการที่สองคือเมื่ออาณาจักรและสำนักหลังบัลลังก์อื่นๆ ไม่ได้ล่วงรู้ความสัมพันธ์นี้ หลายสิบปีจากนี้จึงจะกล้ามาเป็นศัตรูกับต้าจึงอีกครั้ง
เช่นนั้นเขาก็จะสามารถเก็บรางวัลรอดชีวิตได้อีก แต้มเซ่นไหว้ช่วยให้เขาผ่านด่านเคราะห์ได้เท่านั้น รางวัลรอดชีวิตต่างหากคือรากฐานที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น
เจียงฉางเชิงใช้วิชาเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต มีแสงสีทองส่องออกมาจากสองตาขณะตอบเสียงเบาว่า “เมืองหลวงครึกครื้นถึงเพียงนี้ ข้าจะช่วยสร้างความบันเทิงสักหน่อยดีกว่า”
เทพกระบี่มองเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันด้วยแววตาซับซ้อน วันนั้นเป็นเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันคันนี้เองที่เกือบยิงเขาจนตาย
ผิงอันมายืนข้างๆ เจียงฉางเชิงพร้อมใบหน้าสงสัย อยากจับเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันแต่ก็กลัวจะรบกวนเจียงฉางเชิง เทพกระบี่ประหลาดใจ
บอกจะช่วยสร้างความบันเทิงแต่จะใช้ศาสตราเทวะนี่นะหรือ เจียงฉางเชิงเริ่มน้าวคันธนู โครมคราม… อารามมังกรผงาดสั่นสะเทือนอย่างหนัก
ไป๋จือที่อยู่ตรงไหล่เขาตกใจจนชูหัวของมันขึ้น ชาวบ้านและชาวยุทธ์ในเมืองหลวงต่างตื่นตกใจเช่นกัน ยังไม่ทันที่พวกเขาจะตั้งตัวได้
ลำแสงหนึ่งก็ยิงออกมาจากหมอกมัวที่ปกคลุมอารามมังกรผงาดอยู่ พุ่งผ่านท้องฟ้าของเมืองหลวงไป ไม่ใช่แค่เพียงลำแสงเดียวเท่านั้น!
มือขวาของเจียงฉางเชิงน้าวคันธนูอย่างรวดเร็ว ยิงลูกศรติดต่อกันเจ็ดดอก ลูกศรเจ็ดดอกพุ่งผ่านท้องฟ้าราตรี ทำให้พลุไฟทั้งมวลอับแสงลงทันตา
“ไม่ว่าพวกเจ้าจะไปหาคนช่วยหรือคิดหนี ข้าไม่ใช่คนที่พวกเจ้าคิดอยากจะมากวนก็มา คิดอยากจะเลิกก็เลิก คืนนี้จะต้องให้พวกเจ้าต้องจ่ายค่าตอบแทน”
เจียงฉางเชิงวางเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันลงและคิดอยู่อย่างสงบ ลำแสงกว้างนับร้อยจั้งทั้งเจ็ดสายทำให้เมืองหลวงสว่างเฉกเช่นยามกลางวัน
จวบจนพวกมันหายวับไปที่สุดปลายขอบฟ้า ราตรีมืดของเมืองหลวงจึงกลับมาเป็นดังเดิม ภายในวังหลวง ทูตของแต่ละอาณาจักรตกใจจนตาค้าง
เมื่อครู่นี้คือสิ่งใด เจียงซิ่วหัวเราะลั่น “น่าจะเป็นมรรคาจารย์อยากช่วยสร้างความบันเทิงให้ต้าจึง วันนั้นเทพกระบี่ก็ต้องพ่ายแพ้ให้กับสิ่งนี้”
“วันนี้จึงให้พวกท่านได้ชมว่านี่ก็คือพละกำลังของขั้นจักรวาล พวกท่านรู้จักขั้นจักรวาลหรือไม่” เหล่าทูตพากันส่ายหน้า
แม้แต่ทูตของอาณาจักรหงเสวียนก็ยังมีแต่ความงุนงงเปี่ยมล้นใบหน้า เจียงซิ่วเริ่มอธิบายระดับยุทธ์ในขั้นต่างๆ
เหล่าทูตพากันตกใจจนหน้าซีดเมื่อได้ยินว่าเหนือขั้นกายาทองคำก็คือขั้นจักรวาล มรรคาจารย์ต้าจึงแข็งแกร่งจนถึงระดับขั้นที่พวกเขาไม่เคยได้ยินมาก่อน!
ชั่วอึดใจนี้พวกเขาต่างล้มเลิกความคิดที่จะแย่งชิงความเป็นหนึ่งกับต้าจึง รวมทั้งหงเสวียนซึ่งเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็เช่นกัน
อาณาจักรทั่วไปอย่างมากก็มีเพียงเทวชน ยังมีอยู่น้อยคนนัก แม้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาจะมีขั้นกายาทองคำแต่นั่นก็เป็นบุคคลระดับปรมาจารย์
ปกติแล้วยากจะพบเห็นได้ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับต้าจึงซึ่งมีทั้งผู้ที่อยู่ในขั้นจักรวาล ขั้นกายาทองคำและขั้นเทวชนแล้ว พวกเขาจะกล้าต่อกรได้อย่างไร
ดีที่ต้าจึงก่อตั้งแคว้นด้วยรากฐานของสัตยพรต พวกเขาจึงเตรียมตัวที่จะผูกมิตรอย่างเต็มกำลัง บนเขามังกรผงาด ทันใดนั้นเทพกระบี่ก็พบว่าทิศทางที่ยิงออกไปนั้นผิดปกติ
หรือว่าจะเป็น… สายตาที่เขามองเจียงฉางเชิงพลันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว เขารู้แล้วว่าเจียงฉางเชิงกำลังทำสิ่งใด ใต้หล้าแห่งนี้กำลังจะเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ!
“ยิงจากใต้ขึ้นเหนือ หากทำสำเร็จ…เขาต้องอยู่ในระดับขั้นเช่นใด” เทพกระบี่คิดไปในทางที่ยากจะเชื่อได้ จากกระบวนท่านี้เขามองออกว่าเป็นวิชายุทธ์จริงๆ
นั่นเพราะเมื่อลมปราณออกจากร่างก็สามารถมองเห็นได้ ได้แต่อธิบายเพียงว่าพลังยุทธ์ของมรรคาจารย์ลึกล้ำเกินคาดเดา
วิชายุทธ์ในวิถียุทธ์โดยมากแล้วใช้การขับเคลื่อนลมปราณเป็นหลัก จะต้องเคลื่อนลมปราณภายในกายออกมาภายนอกกาย
ส่วนวิชายุทธ์ที่มองไม่เห็นลมปราณ เขาก็สงสัยจริงๆ ว่าจะเป็นวิชาแห่งเซียน นับแต่โบราณมา กระบวนท่าและพละกำลังใดๆ ที่ผู้ฝึกยุทธ์ไม่อาจเข้าใจได้
ก็มักจะคิดไปในทางของเทพเซียน เจียงเจียนถามอย่างสงสัยว่า “ท่านไม่กลัวว่าจะทำให้คนบาดเจ็บหรือขอรับ”
ลำแสงทั้งเจ็ดนั้นใหญ่โตนัก หากจะทำลายภูเขาลำน้ำให้ราบเป็นหน้ากลองก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย เจียงฉางเชิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“วางใจเถิด ข้ายิงไปสุดปลายของมหาสมุทรทางเหนือ ไม่ตกลงพื้นหรอก” ซึ่งความจริงก็เป็นดังนั้น มีเรือกลุ่มแรกออกไปจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชแล้ว
แต่ยังมีส่วนมากอยู่ที่ริมทะเล ต่อให้ตกที่ริมทะเลก็จะไม่ทำร้ายอาณาจักรและชาวบ้านที่ไม่เกี่ยวข้องด้วย เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันรวดเร็วมาก!
ท้องฟ้าราตรีของแต่ละรัฐที่อยู่เหนือขึ้นไปจากต้าจึงถูกแสงสาดส่องจนสว่าง มีชาวบ้านนับไม่ถ้วนเห็นภาพนี้ จึงเกิดเสียงอื้ออึงที่กำแพงเมือง
เหล่าทูตอุทานอย่างตกใจ ยอดฝีมือและสำนักยุทธ์ต่างๆ ที่หลบเร้นจากโลกภายนอกและฝึกยุทธ์อยู่ในถ้ำลึกก็ต้องตกใจเช่นกัน
พวกเขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าลำแสงนั้นคือสิ่งใด ปรากฏการณ์ธรรมชาติหรือ รวดเร็วนักลำแสงทั้งเจ็ดไปจากต้าจึงพุ่งขึ้นเหนือจนทำให้อาณาจักรต่างๆ ต้องตื่นตกใจ
ตลอดเส้นทางนี้ไม่รู้ว่าทำให้เหล่าราชนิกุลผู้ทรงอำนาจ เหล่าสุดยอดยอดฝีมือรวมทั้งสองสำนักหลังบัลลังก์ต้องตื่นตกใจมากเท่าใด
เจียงฉางเชิงเฝ้ามองอยู่เงียบๆ เขาสังเกตเห็นว่านอกจากผู้อยู่ในขั้นจักรวาลที่กำลังสูบโชคชะตาอยู่ที่เดิม ผู้มีวรยุทธ์คนอื่นๆ ต่างรีบเร่งมาที่มหาสมุทร
ดูท่าเจ้าหมอนั่นคงไม่รู้ว่าศิษย์ทั้งหลายกำลังจะตายแล้ว เจียงฉางเชิงจงใจเหลือเขาเอาไว้ จวบจนเขาสูบโชคชะตาจนหมดจึงค่อยสังหาร
จากประสบการณ์ของเขาการลงมือครั้งนี้น่าจะนำมาซึ่งรางวัลรอดชีวิต แม้ไม่ใช่ภัยจากการสังหารแต่ก็นับว่าได้ตัดเวรตัดกรรม
ซึ่งก่อนนี้เขาก็เคยตัดเวรตัดกรรมและได้รับรางวัลรอดชีวิตมาแล้ว ที่ทางเหนือของทวีป เรือกลุ่มแรกออกเดินทางไปแล้วมีจำนวนทั้งหมดเก้าลำ
ชายฝั่งทะเลที่มีคนอยู่มากที่สุดยังมีเรือจอดอยู่ถึงสี่สิบกว่าลำ ในฐานะดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ก่อตั้งมานานถึงหลายพันปี
ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจึงมีศิษย์มากกว่าหนึ่งล้านคน ระดับยุทธ์ของพวกเขาจึงล้วนสูงกว่าชาวยุทธ์ทั่วไป คนจำนวนมากยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์
“เหตุใดพวกเราจะต้องจากไปด้วย ข้ายยังไม่เคยไปโพ้นทะเลมาก่อน โพ้นทะเลนั้นมีที่ให้พวกเราสร้างฐานที่มั่นจริงหรือ”
“จะต้องมีเป็นแน่ ก่อนหน้านี้อาจารย์ของข้าเคยไปมาก่อน” “เฮ้อ คาดว่าคงเป็นเพราะมรรคาจารย์ ได้ยินว่ามีผู้อาวุโสผู้หนึ่งเดินทางไปต้าจึงและสิ้นชีพแล้ว”
“ก็ตายไปแค่คนเดียวเท่านั้น กลัวอันใดกัน ในใต้หล้านี้จะมีพลังอำนาจใดที่แข็งแกร่งกว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชได้อีก”
“เจ้าไม่รู้หรอก มรรคาจารย์โปรยถั่วเสกทหาร ย้ายภูเขาไกลสามพันลี้ เรียกลมเรียกฝนได้ แม้แต่เทพกระบี่ก็ยังต้องตายด้วยน้ำมือเขา”
“ความแข็งแกร่งของเขาไปถึงระดับขั้นที่เกินจะคาดคิดได้แล้ว” “จริงหรือนี่ เหตุใดในใต้หล้านี้จึงมีนักพรตปีศาจเช่นนี้เกิดขึ้นได้”
เหล่าศิษย์ที่อยู่บนชายหาดพากันวิพากษ์วิจารณ์ เพราะมีศิษย์จำนวนมากต่อแถวยาวสิบกว่าลี้ ยาวไปจนถึงแนวป่าทางด้านหลัง ยืนกันแน่นไปหมดยากจะประมาณจำนวนได้
ในเวลานี้เอง จู่ๆ พวกเขาก็พบว่ามีลำแสงแรงกล้าส่องมาจากทางด้านหลัง ท้องฟ้าสว่างวาบขึ้นในทันใด พวกเขาหันหน้าไปมองโดยไม่ทันรู้ตัว
ยังไม่ทันมองเห็นชัดว่าเป็นสิ่งใดกันแน่ ลำแสงนั้นก็ปกคลุมพวกเขาทั้งหมดไปเสียแล้ว กลางคืนกลับกลายเป็นกลางวัน! นิ้ว! นิ้ว! นิ้ว…
ลำแสงทั้งเจ็ดระเบิดออกมาเป็นรัศมีหลายร้อยลี้ เรือเก้าลำแรกที่เดินทางออกไปแล้วถูกลำแสงสายแรกปกคลุม ผิวน้ำทะเลระเบิดออก คลื่นทะเลม้วนสูงขึ้นไปบนฟ้า
เรือที่จอดเทียบอยู่ริมทะเลถูกระเบิดจนย่อยยับทั้งหมด เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันช่างรวดเร็วเหลือเกิน รวดเร็วกระทั่งแม้แต่ขั้นกายาทองคำก็ยังตั้งตัวไม่ทัน!
พื้นที่ในรัศมีพันลี้ราวกับอยู่ในเวลากลางวัน ลมกระโชกแสนน่ากลัวหมุนโบกมาจากทุกทิศในฟ้าดิน ป่าไม้ทุกแห่งถูกพัดจนถูกดึงขึ้นมาจากดิน
ผืนดินแยกออกจากกัน ภูเขาธารน้ำแหลกละเอียด พื้นที่ที่อยู่ใกล้กับกำแพงอาณาจักรต้องเผชิญกับลมสลาตันกระโชกและแผ่นดินไหว
ดีที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกลัวจะถูกเปิดเผยสู่ภายนอกจึงเลือกพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลผู้คนอย่างยิ่ง เมืองที่อยู่ใกล้พวกเขาที่สุดยังห่างออกไปถึงสี่พันลี้
เกาทัณฑ์เทพยิงตะวันจึงไม่ได้ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้อง เจียงฉางเชิงอยู่ที่ทางใต้ของทวีป ทอดสายตามองภาพนี้
และแอบคิดในใจว่า “อย่าโทษว่าข้าอำมหิตเลย หากจะโทษก็ต้องโทษผู้นำของพวกเจ้าที่คิดทำลายล้างต้าจึงของข้า”
ชีวิตของเขามีเพียงหนึ่งครั้ง ไม่อยากต้องมาสำนึกเสียใจภายหลัง หากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชยังคงอยู่ในทวีปเรื่อยไปนั้นยังดี แต่พวกเขาเลือกที่จะออกทะเล
โลกแห่งยุทธ์ภายนอกยิ่งใหญ่ยิ่งกว่า หากมีผู้แข็งแกร่งที่อยู่เหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์สามปรากฏตัวออกมาและต้องการสังหารเขาที่ดูคล้ายว่าอยู่ในขั้นจักรวาลผู้นี้เล่า
จิตใจดีงามเหลือไว้ให้ประชาชนของตนเองเสียดีกว่า! ส่วนคืนนี้ก็รอรับรางวัลรอดชีวิตเสียก่อน
เจียงฉางเชิงสังเกตดูอย่างละเอียดจนแน่ใจว่าไม่มีใครหนีออกไปได้แล้วจึงวางใจลงได้ รัศมีการระเบิดนั้นกว้างมาก มีคนจำนวนมากถูกระเบิดจนตายขณะเดินอยู่กลางทาง
นับแต่นี้ไป นอกจากผู้อยู่ในขั้นจักรวาลที่กำลังสูบโชคชะตาผู้นั้นแล้ว ในทวีปแห่งนี้ก็จะไม่มีศิษย์คนอื่นๆ ของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอีก
อาจมีบางส่วนที่ไปจากทวีปนานแล้ว คนพวกนั้นก็จนปัญญาจะจัดการ เจียงฉางเชิงเตรียมตัวว่าวันพรุ่งนี้จะแยกร่างออกไปสำรวจดูซากปรักหักพังที่เหลืออยู่
ยังมีทรัพยากรธรรมชาติล้ำค่าและทรัพยากรด้านยุทธ์ที่ไม่ได้ถูกย้ายออกไป จะให้สิ้นเปลืองไปโดยเปล่าประโยชน์ไม่ได้