เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 122 วิชาเก้าเทพเวียนศึก ความลับของมู่หลิงถั่ว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 122 วิชาเก้าเทพเวียนศึก ความลับของมู่หลิงถั่ว
ตอนที่ 122 วิชาเก้าเทพเวียนศึก ความลับของมู่หลิงลั่ว
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม เสียงไชโยโห่ร้องในเมืองหลวงก็ยังคงไม่ได้ยุติลง เจียงฉางเชิงกำลังเฝ้ารออยู่ภายในเรือน ในที่สุดก็ได้รับรางวัลรอดชีวิต
[ปีเหรินเต่อที่สอง ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกำลังจะออกทะเลไปขอให้มหาจอมราชันปกป้องและช่วยเหลือ หวังจะได้กลับมาแก้แค้นในวันหน้า]
[เจ้าลงมือขัดขวาง ตัดขาดเวรกรรมครั้งนี้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นยอดเคล็ดวิชาลัทธิเต๋า นามว่า “สัจจะวาจาเก้าอักษร”] เป็นดังคาด
ยังคิดจะไปเชิญผู้หนุนหลังมาช่วยเสียด้วย ไม่มีทาง! ทว่ายอดเคล็ดวิชาลัทธิเต๋ากลับทำให้เจียงฉางเชิงรู้สึกสนใจขึ้นมา
เพราะนี่ยังเป็นครั้งแรกที่ปรากฏคำว่าลัทธิเต๋า ก่อนหน้านี้หากไม่ใช่ยอดเคล็ดวิชาบำเพ็ญเซียนก็จะเป็นยอดเคล็ดวิชาทั่วไป เจียงฉางเชิงรับการถ่ายทอดทันที
สัจจะวาจาเก้าอักษรก็คือ เผชิญ ทัพ ผู้ ล้วน เรียง แถว หน้า เดิน ในลัทธิเต๋า ทุกตัวอักษรล้วนแฝงด้วยวิธีฝึกตนที่ต่างกันและมีอานุภาพที่ต่างกัน
และยิ่งเมื่อเก้าอักษรรวมเป็นหนึ่งจะทำให้เกิดพลังทำลายล้างที่น่ากลัวยิ่งกว่า ยอดเคล็ดวิชานี้สามารถใช้กับผู้ฝึกตนที่มีสภาพร่างกายต่างกันได้
ซึ่งก็หมายความว่าผู้ฝึกยุทธ์ก็ฝึกฝนได้ เพียงแต่ลมปราณที่ถูกขับออกไปจะไม่แข็งแกร่งเท่ากับการขับพลังวิญญาณออกไป
หลังจากเจียงฉางเชิงได้รับถ่ายทอดความทรงจำแล้ว ก็ได้เข้าใจว่ายอดเคล็ดวิชานี้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมหลากหลายประเภท สามารถเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่ง
ทั้งยังทำให้จิตใจแข็งกล้าและเพิ่มพูนพลังวิญญาณได้ เป็นยอดเคล็ดวิชาที่ดียิ่ง! หากเปลี่ยนมาใช้กับยอดเคล็ดวิชายุทธ์ก็จะต้องเป็นวิชายุทธ์ที่สยบใต้หล้าลงได้!
เจียงฉางเชิงเริ่มรับถ่ายทอดวิธีการฝึกที่เป็นขั้นตอนอย่างชัดเจน ภายในถ้ำกลางภูเขา จอมราชันสังหารจิตใจไม่สงบ เขาลืมตาขึ้นคิดอยู่เงียบๆ ว่า
“ถ้ำสวรรค์จวนจากไปแล้ว น่าจะไม่มีเรื่องต้องเป็นกังวล… มรรคาจารย์เอาแต่หลบอยู่ในอารามมังกรผงาดทั้งวัน แทบไม่ลงเขา”
“ไม่น่ารู้ว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเตรียมจะจากที่นี่ไป ยิ่งไปกว่านั้นถ้ำสวรรค์สำแดงเดชหนีขึ้นเหนือไป ห่างกันเป็นฟ้าใต้ทะเลเหนือเช่นนี้”
“มรรคาจารย์จะรู้ได้อย่างไร และเรื่องนี้ยังดำเนินการอย่างลับๆ ด้วย ไม่มีทางแพร่งพรายออกไปได้ เรียกได้ว่าไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่น้อย”
“ตัวข้าเองก็ต้องรีบสักหน่อย ไว้สูบโชคชะตาแห่งฟ้าดินจนหมดแล้วค่อยจากไป ไว้วันหน้าเมื่อถ้ำสวรรค์สำแดงเดชแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิมค่อยกลับมา”
จอมราชันสังหารคิดอยู่เงียบๆ ด้วยระดับขั้นของมรรคาจารย์จะต้องมีอายุขัยยืนยาวเป็นแน่ เช่นนั้นถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจึงยังมีโอกาสจะแก้แค้น
แม้จะรู้สึกอัดอั้นตันใจแต่นี่ก็คือวิธีที่ดีที่สุดในยามนี้ อย่างไรแม้แต่จอมราชันคนก่อนก็ยังไม่อาจสังหารขั้นจักรวาลได้
ซึ่งก็หมายความว่ามรรคาจารย์ที่อยู่เหนือกว่าขั้นจักรวาลได้ไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์ซึ่งเป็นเป้าหมายของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชแล้ว ศัตรูที่แข็งแกร่งย่อมไม่อาจเอาชนะได้
หากวันหนึ่งมรรคาจารย์หาถ้ำสวรรค์สำแดงเดชพบก็จะมีภัย สูญสิ้นสำนักหลังบัลลังก์ทีเดียว! ขั้นถ้ำสวรรค์… จอมราชันสังหารมีแววแห่งการเฝ้ารออยู่เต็มนัยน์ตา
เหตุที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเรียกขานว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชก็เพราะมีที่มาจากระดับชั้นนี้ นับแต่โบราณมา จำนวนของผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์นั้นมีน้อยจนนับนิ้วได้
หนำซ้ำผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์คนล่าสุดยังปรากฏตัวเมื่อเก้าร้อยปีก่อนและหวนคืนสู่สวรรค์ไปแล้ว “รอให้ตัวข้าผนึกโชคชะตาแห่งฟ้าดินสำเร็จเสียก่อน”
“จากนั้นจะสูบมันเข้ามาให้หมด เมื่อนั้นใต้หล้าก็จะรกร้างโดยสิ้นเชิง กลับไปเป็นเหมือนเมื่อหลายพันปีก่อน ถึงยามนั้นดูชิว่ามรรคาจารย์ยังจะมีแผนใดอีก”
มุมปากของจอมราชันสังหารยกขึ้น จากนั้นก็หลับตาลงเพ่งจิตเคลื่อนพลัง เขาอยู่ในแถบตอนกลางของทวีปซึ่งค่อนข้างห่างไกลจากจุดที่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชออกทะเล
จึงไม่อาจสัมผัสได้ถึงความแปรปรวนใดๆ เหตุที่เขาให้ศิษย์ทั้งหมดออกไปก็เพื่อให้ตนเองจากไปได้อย่างสะดวก ถึงยามนั้นเมื่อเขาหลบหนีไปคนเดียว
จะต้องรวดเร็วกว่าการพาศิษย์นับล้านไปด้วย ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชแค่พ่ายแพ้และเสียเขตอิทธิพล แต่ยังมีอนาคตเบื้องหน้าอยู่
เจ็ดลำแสงยิงตะวันสะท้านใต้หล้า โดยเฉพาะอาณาจักรนานาทางตอนเหนือ แต่พวกเขาไม่กล้าไปสืบดูในทันทีทันใด หนึ่งเดือนให้หลัง
ร่างแยกหนึ่งร้อยร่างของเจียงฉางเชิงไปกวาดเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่เหลืออยู่ในทุกดินแดนของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชและนำกลับมาที่เขามังกรผงาดทั้งหมด
เขาสร้างถ้ำในภูเขาแห่งหนึ่งขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อใช้เป็นคลังเก็บของ และในเวลานี้เอง อาณาจักรทางเหนือเพิ่งเดินทางมาสืบดูสถานการณ์ที่ริมทะเล
อานุภาพของยิงตะวันแข็งแกร่งหาใดเปรียบ ไม่เหลือซากศพไว้แม้แต่ศพเดียว พื้นที่เป็นรัศมีนับพันลี้ถูกระเบิดจนกลายเป็นฝุ่น
ชายฝั่งทะเลที่ถูกระเบิดลงโดยตรงกลายเป็นอ่าวขนาดใหญ่ อาณาจักรต่างๆ พากันหารือ ในท้ายที่สุดจึงได้ข้อสรุปว่าทั้งหมดนี้เกิดจากอุกกาบาตที่ร่วงมาจากบนฟ้า
ไม่มีใครรู้ว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเตรียมตัวหลบหนี ปกติแล้วยากจะหาที่อยู่พบอยู่แล้ว เว้นเสียแต่ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชต้องการจะมาหาพวกเขาเท่านั้น
ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชที่ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนขนาดใหญ่ที่ทรงอำมานานหลายพันปีก็ถูกลบทิ้งไปอย่างเทพไม่รู้ผีไม่เห็นเช่นนี้เอง
เจียงฉางเชิงอุตส่าห์ลงมืออย่างเปิดเผย แต่ด้วยแผนการแสนเร้นลับกลับทำให้ไม่มีคนล่วงรู้เรื่องนี้ และเจียงฉางเชิงก็ไม่ได้บอกกับคนอื่นด้วย
มีเพียงเทพกระบี่ที่พอจะเดาได้บ้างเท่านั้น วันคืนกลับมาสงบดังเดิม ไม่ว่าผู้ใดจากไป ใต้หล้าแห่งนี้ก็จะยังคงดำเนินต่อไป
กลางวันเจียงฉางเชิงฝึกวิชา ส่วนกลางคืนก็ฝึกสัจจะวาจาเก้าอักษร ครึ่งปีให้หลัง เขาใช้สัจจะวาจาเก้าอักษรได้อย่างชำนาญแล้ว
ในเวลาเดียวกันเขาก็ดัดแปลงให้เป็นยอดเคล็ดวิชายุทธ์ออกมาวิชาหนึ่งคือ วิชาเก้าเทพเวียนศึก วิชาเก้าเทพเวียนศึกไม่อาจถ่ายทอดให้ใครได้โดยง่าย
เนื่องจากระดับความยากของการฝึกฝนก็มากอยู่แล้ว จึงเหมาะที่จะเก็บไว้เป็นมรดกของมรรคาจารย์ได้พอดี เจียงเจียนและผิงอันสามารถเรียนได้
และหากเทพกระบี่ทำตัวดีก็พอจะสอนให้สักหนึ่งหรือสองท่าได้ มู่หลิงลั่วก็เรียนได้ เนื่องจากนางอยู่ไกลถึงทวีปเทพโบราณ เจียงฉางเชิงไม่อาจดูแลนางได้
หากถ่ายทอดยอดเคล็ดวิชาให้นางก็จะช่วยให้นางปลอดภัยมากขึ้น สัจจะวาจาเก้าอักษรเหมาะกับทุกระดับขั้น สามารถเพิ่มพลังการต่อสู้ให้สูงสุด
เมื่ออยู่ในวิถียุทธ์ เขาคิดว่าแม้แต่การต่อสู้กับผู้ที่มีระดับขั้นสูงกว่าก็มิใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นี่มันไม่ใช่ยอดเคล็ดวิชาที่ตัวเอกควรมีหรอกหรือ
ยามสารทฤดูใบไม้ร่วงโรย เจียงฉางเชิงชี้แนะวิชาเก้าเทพเวียนศึกให้เจียงเจียนและผิงอัน “นี่เป็นยอดเคล็ดวิชาที่ข้าคิดค้นขึ้นมา ชื่อว่าวิชาเก้าเทพเวียนศึก”
“จะถ่ายทอดท่าแรก ชื่อว่ามุทราอักษรเผชิญให้พวกเจ้าก่อน ท่านี้สามารถหยิบยืมพละกำลังแห่งฟ้าดินมาเพิ่มพลังให้ตนเอง จะทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่า”
เจียงฉางเชิงนั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ พลางพูดทีละประโยค เทพกระบี่และไป๋จือต่างก็สนใจใคร่รู้ อดแอบเงี่ยหูฟังไม่ได้ ซึ่งเจียงฉางเชิงก็ไม่ได้ไล่พวกเขาไป
พวกเขายิ่งฟังก็ยิ่งตื่นตระหนก โดยเฉพาะเทพกระบี่ นี่เป็นยอดเคล็ดวิชาใดกัน หยิบยืมพละกำลังแห่งฟ้าดิน! จิตกระบี่ฟ้าดินของเทพกระบี่ก็อัศจรรย์พันลึกดังนี้เช่นกัน
แต่เป็นการยึดเอาจิตกระบี่และลมปราณเป็นแกนกลาง ทว่ามุทราอักษรเผชิญสามารถทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นหลายเท่าภายในชั่วอึดใจ เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่าโชควาสนามาถึงแล้ว เขาอาจจะได้ความตระหนักรู้จากวิชาเก้าเทพเวียนศึก และเข้าถึงวิถีกระบี่ที่แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
หลังจากเจียงฉางเชิงให้คำชี้แนะไปหนึ่งชั่วยามก็ไม่ได้สนใจพวกเขาอีก เพราะตัวเขาเองก็ต้องฝึกฝนเพื่อให้บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่แปดได้ในเร็ววัน
ราตรีมาเยือน เจียงฉางเชิงไปเข้าฝันมู่หลิงลั่วเพื่อถ่ายทอดมุทราอักษรเผชิญให้นาง โดยทั่วไปแล้วเมื่อคนเราฝันก็ยากจะจดจำเรื่องในฝันได้
แต่เด็กสาวคนนี้กลับต่างออกไป นางยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาทั้งสองคนเคยสนทนากันในความฝันด้วย แรกเริ่มที่ได้เรียนมุทราอักษรเผชิญ
มู่หลิงลั่วต้องอุทานด้วยความตกใจว่า “ช่างเป็นวิชายุทธ์ที่ร้ายกาจจริงๆ แข็งแกร่งกว่าที่ข้าเรียนอยู่ตอนนี้เสียอีก” เจียงฉางเชิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“อย่าได้แพร่งพรายออกไปเชียว นี่เป็นความลับของพวกเรา รวมทั้งตัวข้าด้วย ข้าก็เป็นความลับของเจ้า” มู่หลิงลั่วพยักหน้าตื่นเต้นดีใจหนักหนา
ตอนนางอายุสี่ห้าขวบ นางเคยบอกเรื่องราวในฝันกับบิดามารดาแต่พวกเขาไม่เชื่อ นางจึงไม่เอ่ยถึงอีก เมื่อนางเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากมีพรสวรรค์ที่พิเศษ
ทำให้ไม่มีคนในวัยเดียวกันเป็นเพื่อนกับนาง เจียงฉางเชิงจึงกลายเป็นคนที่นางเฝ้ารออยู่ทุกวัน และมักคิดว่าจะได้พบกันอีกในความฝันคราวหน้า
แม้ไม่ใช่ว่าจะได้ฝันเห็นทุกครั้ง แต่นางรู้สึกว่าเหมือนจริงอย่างมาก อาจเป็นไปได้ว่าพี่ฉางเชิงจะมีตัวตนอยู่จริง เพราะสิ่งที่พี่ชี้แนะในความฝันทำให้นางก้าวหน้าได้จริง
ทุกครั้งที่นางพบว่าเป็นดังนั้นก็จะรู้สึกตื่นเต้นและคิดว่าสิ่งนี้คือวาสนาที่บิดามารดาเอ่ยถึงนั่นเอง ด้วยเหตุนี้นางจึงเก็บเขาเอาไว้เป็นความลับไม่บอกกล่าวกับผู้ใด