เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 127 ราชามนุษย์เผยตัว โรงเตี๊ยมสงบจิต
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 127 ราชามนุษย์เผยตัว โรงเตี๊ยมสงบจิต
ตอนที่ 127 ราชามนุษย์เผยตัว โรงเตี๊ยมสงบจิต
เจียงฉางเซิงไม่คิดจะไปหาผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์ผู้นั้นในทันที เพราะมิได้มีความแค้นเคืองใดต่อกัน ต่อให้ไปหาแล้วก็จะไม่นับเป็นการพ้นเคราะห์ภัยใดๆ เพราะเขาเป็นฝ่ายไปหาเอง เขากำลังคิดว่าจะจากไป แต่ทันใดนั้นก็พบว่าตรงตำแหน่งที่จอมราชันสังหารถูกฝังอยู่กำลังสูบปราณวิญญาณจากฟ้าดินอยู่อย่างช้าๆ
ตายแล้วก็ยังสูบพลังได้อีก น่าสนใจดี เขาลังเลอยู่พักหนึ่งแต่สุดท้ายก็ยังขุดจอมราชันสังหารขึ้นมา เขาไม่จำเป็นต้องศึกษาวิถียุทธ์แต่สามารถมอบแก่เจียงซิ่วได้ ครั้งเจียงอวี่ครองราชย์อยู่เคยสร้างองค์กรลับเอาไว้เพื่อศึกษาขั้นกายาทองคำและขั้นจักรวาล เมื่อคุ้นเคยกับชีพจรและการขับเคลื่อนลมปราณของทั้งสองระดับชั้นนี้แล้ว จะทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ได้รับประสบการณ์เหล่านั้นเป็นจำนวนมากขึ้น เขาแบกศพของจอมราชันสังหารจากไปและหายวับไปที่ขอบฟ้าอย่างรวดเร็ว
ณ ทะเลสาบขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง มีเส้นผ่านศูนย์กลางถึงหลายร้อยลี้ กึ่งกลางทะเลสาบพลันยุบตัวลงคล้ายกรวย ท่ามกลางความมืดมิดนั้นมีร่างหนึ่งยกตัวขึ้นมาอย่างช้าๆ เขาปล่อยผมยาวสยาย เปลือยร่างท่อนบน กล้ามเนื้อแข็งแกร่งกำยำเกินเปรียบ เห็นแล้วให้ความรู้สึกถึงพลังสะท้านภพที่เต็มเปี่ยม ตัวเขาเปียกชุ่ม รอบตัวมีภาพจำลองของฟ้าดินรางๆ ลอยขึ้นมาและครอบทั้งผิวหน้าทะเลสาบเอาไว้ มองเห็นได้เลือนราง เป็นเช่นเมืองในทะเลและหอสังข์
ร่างหนึ่งลอยเข้ามาอย่างรวดเร็ว เป็นผู้เฒ่าชุดคลุมดำผู้หนึ่ง เขาเหินมาอยู่ข้างกายชายร่างกำยำอย่างรวดเร็วและคุกเข่าลงกลางอากาศ ก่อนเอ่ยอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “น้อมต้อนรับราชามนุษย์ตื่นจากการหลับใหลขอรับ!” ชายร่างกำยำผู้นี้ก็คือราชามนุษย์ ราชามนุษย์ที่ลิขิตสวรรค์เฝ้าแต่คำนึงถึงไม่เว้นวาย
ราชามนุษย์เงยหน้าขึ้น ใบหน้ากร้านชีวิต ดูไปแล้วเขาอายุสี่ศตวรรษต้นๆ นัยน์ตาเป็นสีเลือด เขาเสพสุขอยู่กับการอาบแสงตะวัน และพึมพำว่า “โชคชะตาถาโถมหายไปแล้ว ดูท่าจะถูกกางกั้นไว้….” เขาหันไปถามผู้เฒ่าชุดคลุมดำว่า “ข้าปิดด่านอยู่นานเท่าใดแล้ว”
ผู้เฒ่าชุดคลุมดำฝืนสะกดความตื่นเต้นเอาไว้และตอบไปว่า “ท่านปิดด่านมาสี่ร้อยปีแล้วขอรับ….” ราชามนุษย์ได้ฟังแล้วหลุบดวงตาทั้งคู่ลง แค่นเสียงเบาๆ ว่า “สี่ร้อยปี ดูท่าข้าก็คงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว ไปกันเถิด พาข้ากลับลิขิตสวรรค์ บอกเล่าความเปลี่ยนแปลงในสี่ร้อยปีนี้ให้ข้าฟัง แล้วค่อยบอกข้าว่าผู้ใดเหมาะสมจะเป็นราชามนุษย์คนต่อไป” ผู้เฒ่าชุดคลุมดำรีบนำทางไปทันใด คนทั้งสองเหาะเหินออกไปจากทะเลสาบแห่งนี้ จากนั้นผิวหน้าทะเลสาบก็กลับมาราบเรียบดังเดิม
เจียงฉางเซิงโยนศพของจอมราชันสังหารเข้าไปในวังหลวง และส่งกระแสเสียงไปบอกให้เจียงซิ่วเก็บศพเอาไว้ เมื่อเจียงซิ่วได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ที่เหนือขั้นจักรวาลจึงรีบวางฎีกาในมือลงและออกไปด้วยตนเอง อีกด้านหนึ่ง เจียงฉางเซิงกลับมาภายในเรือนพัก เจียงเจียนถามด้วยความสงสัยว่า “อาจารย์ปู่ ท่านไปที่ใดมาหรือขอรับ จู่ๆ โชคชะตากลับมาเป็นปกติ เป็นเพราะท่านใช่หรือไม่ขอรับ”
เทพกระบี่หันไปมองเจียงฉางเซิงด้วยสายตานับถือ แม้ไม่แน่ใจว่าเกิดเรื่องใดขึ้นแต่เขาก็รู้ว่าเจียงฉางเซิงได้ช่วยใต้หล้าเอาไว้ เจียงฉางเซิงกล่าวทั้งผายมือออกว่า “ไปยุติภัยพิบัติมา ข้าจะกลับไปพักในห้องก่อน” เจียงเจียนมองเขาเข้าห้องและปิดประตู รู้สึกเป็นกังวลอยู่ในใจ เขาหันไปถามเทพกระบี่ว่า “อาจารย์ปู่ของข้าคงไม่ได้รับบาดเจ็บหรอกกระมัง”
เทพกระบี่กล่าวทั้งส่ายหน้าว่า “ไม่เหมือนนะ” ไป๋ฉีบอกอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ต้องเก็บเกี่ยวอะไรมาได้มากแน่”
ภายในห้อง เจียงฉางเซิงกำลังรออยู่ ผ่านไปไม่นานก็มีตัวอักษรแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
[ปีเหรินเต่อที่เจ็ด จอมราชันสังหารแห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดชสูบโชคชะตาแห่งใต้หล้าแล้วคิดจะหนีไป เคราะห์ดีที่ถูกเจ้าขวางเอาไว้ เจ้ารอดชีวิตจากการประมือกับเขา ผ่านเคราะห์มาได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า “กระบองเกล็ดทอง”]
กระบองเกล็ดทอง? เกี่ยวข้องกับใบหยกเกล็ดทองอย่างไรกัน เจียงฉางเซิงรับการถ่ายทอดความทรงจำของกระบองเกล็ดทองในทันที กระบองเกล็ดทองเป็นสมบัติอาคมที่แข็งแกร่งมาก สามารถสะกดโชคชะตา สามารถสังหารและทำลายล้างสิ่งชั่วร้าย หากนำมาต่อเข้ากับใบหยกเกล็ดทองจะกลายเป็นต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง ซึ่งจะกลายเป็นสมบัติอาคมที่แข็งแกร่งที่สุด มีอานุภาพไร้ขีดจำกัด
ที่แท้ก็เป็นสมบัติอาคมที่ใช้ร่วมกับใบหยกเกล็ดทองจริงๆ ด้วย! เจียงฉางเซิงหยิบกระบองเกล็ดทองออกมา มันมีแสงสีทองเรืองรอง กระบองสีทองที่มีขนาดยาวครึ่งจั้งปรากฏอยู่ในมือเขา มีน้ำหนักมากเหลือประมาณ กระบองเกล็ดทองหนาเท่าลำแขนคน พื้นผิวสลักเป็นลวดลายเกล็ดมังกรที่ราวกับมีชีวิตจริงๆ ไม่ธรรมดายิ่งนัก เขาเริ่มทลายเขตอาคมของมันและพบว่าเขตอาคมของกระบองเกล็ดทองไม่ได้น้อยไปกว่าเกาทัณฑ์เทพยิงตะวัน
สมกับเป็นรางวัลจากขั้นถ้ำสวรรค์ ทว่าขั้นถ้ำสวรรค์ของจอมราชันสังหารนั้นเจียงฉางเซิงโกงมาให้ ฉะนั้นรางวัลที่ได้จึงไม่นับว่าผิดกฎสวรรค์เกินไป แต่เจียงฉางเซิงมีลางสังหรณ์บางอย่างหากว่าเขาประกอบต้นไม้วิเศษเกล็ดทองขึ้นมา ของวิเศษนี้จะต้องนำความประหลาดใจมาให้เขาเป็นแน่ แท้จริงแล้วต้นไม้วิเศษเกล็ดทองจะแข็งแกร่งมากมายเพียงใด ตอนนี้เขายังไม่รู้ แต่ใบหยกเกล็ดทองแค่ใบหนึ่งก็แข็งแกร่งจนไม่อาจทำลายลงได้แล้ว นับประสาอะไรกับต้นไม้วิเศษเกล็ดทอง
วันรุ่งขึ้น เจียงฉางเซิงเดินออกจากห้องไปฝึกพลังที่ใต้ต้นวิญญาณปฐพี เจียงเจียนอดถามไม่ได้ว่าเมื่อวานนี้เกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ เจียงฉางเซิงลังเลอยู่พักหนึ่งแต่สุดท้ายก็ยังบอกเหตุผลไปตามจริง “จอมราชันแห่งถ้ำสวรรค์สำแดงเดชดูดซับโชคชะตาแห่งฟ้าดินเพื่อช่วยให้ตนเองบรรลุขั้น เมื่อใดที่ทำสำเร็จฟ้าดินก็จะมีแต่เคราะห์ร้ายไม่หยุดหย่อน ดีที่ข้าไปถึงทันเวลา”
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างสบายๆ แต่เจียงเจียนและเทพกระบี่สามารถจินตนาการได้ถึงความยากลำบากและอันตรายของเรื่องนี้ เทพกระบี่ถามทั้งขมวดคิ้วว่า “ถ้ำสวรรค์สำแดงเดชบ้าไปแล้วหรือ”
เจียงฉางเซิงบอกว่า “พวกเขาคิดจะไปจากทวีปแห่งนี้ ด้วยเหตุนี้ก่อนจากไปจึงไม่ได้แยแสว่าจะทำลายสรรพชีวิตในใต้หล้า หวังเพียงบ่มเพาะผู้แข็งแกร่งที่อยู่เหนือกว่าขั้นจักรวาลสักคนเท่านั้น” พูดจบเขาก็หลับตาลงและเริ่มฝึกวิชา
เจียงเจียนพูดด้วยโทสะว่า “เป็นถ้ำสวรรค์สำแดงเดชอีกแล้ว รังแกพี่รองของข้า ส่งคนมารุกรานเมืองหลวง ยามนี้ก็จะทำให้ใต้หล้าวุ่นวายอีก วันหน้าหากข้าได้เจอจะต้องกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก” เทพกระบี่ส่ายหน้า ได้แต่ทอดถอนใจเป็นหมื่นส่วน
ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว เหตุที่มรรคาจารย์ยิงลูกศรในคืนนั้นต้องเป็นเพราะถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกำลังอพยพเป็นแน่ ดูท่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชคงดับสูญไปแล้วจริงๆ แต่อย่างไรเขาก็ยังสงสัยเอาการอยู่ดี จากใต้ขึ้นเหนือ มรรคาจารย์รู้ได้อย่างไรว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดชกำลังจะอพยพ หนำซ้ำยังสามารถยิงถูกเป้าหมายอย่างแม่นยำด้วย นี่เป็นวิชายุทธ์จริงหรือ หรือว่ามรรคาจารย์มีดวงเนตรแห่งสวรรค์กัน
ทะเลสวรรค์ ณ ท่าเรือบนเกาะแห่งหนึ่ง เรือลำหนึ่งเพิ่งเข้าเทียบฝั่ง มีคนสองคนเดินออกมา เป็นเจียงหลัวและเจ้าอธรรมนั่นเอง ไม่ได้พบนานปีเจียงหลัวย่างเข้าสู่วัยกลางคนแล้ว แต่เจ้าอธรรมกลับไม่ได้ดูแก่ชราเลย ดูไปแล้วทั้งสองคนมีอายุไม่ต่างกันเท่าใดนัก พวกเขาเดินเข้าไปในเมืองและเข้าไปในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง โรงเตี๊ยมแห่งนี้ก็คือโรงเตี๊ยมที่จางอิงเคยมาครั้งก่อน นามว่าโรงเตี๊ยมสงบจิต
เมื่อทั้งสองเข้าไปในโรงเตี๊ยม เสี่ยวเออร์ที่เป็นเทวชนก็วิ่งมาหาในทันทีพร้อมกับถามด้วยใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มว่า “นายท่านทั้งสองอยากจะดื่มสิ่งใด อยากจะทานสิ่งใดขอรับ”
เจียงหลัวบอกว่า “เอาสุราที่ดีที่สุดมาสองไห และอาหารที่ดีที่สุดมาสี่จาน”
“ขอรับ!” เสี่ยวเออร์หันตัวจากไปทันที
เถ้าแก่ที่ยืนคิดบัญชีอยู่ตรงโต๊ะเก็บเงินปรายตามองเจียงหลัวและเจ้าอธรรมครั้งหนึ่ง ก่อนก้มหน้าลงและคิดบัญชีต่อไป
เจียงหลัวถามว่า “ท่านอาจารย์จะกลับไปจริงหรือขอรับ” ไปจากหอมังกรมหายานสิบเจ็ดปี หลังจากพวกเขาออกทะเลมา เมื่อพบเห็นผู้คนก็จะดูดพลังยุทธ์ ทำให้พลังยุทธ์เพิ่มพูนขึ้นเรื่อยมา โดยเฉพาะเจ้าอธรรมที่พลังยุทธ์เพิ่มพูนขึ้นจนถึงขั้นที่ไม่อาจคาดคิดได้
เจ้าอธรรมกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ควรกลับไปได้แล้ว เริ่มจากช่วงชิงชีพจรมังกรมาก่อน ค่อยไปทำลายถ้ำสวรรค์สำแดงเดช” เขามีความมั่นใจเปี่ยมล้น ทว่าทันใดนั้นสายตาของเขาก็เหลือบไปยังบ่าวผู้หนึ่งซึ่งกำลังเช็ดโต๊ะอยู่ข้างๆ เห็นชัดว่าคนผู้นั้นตัวแข็งทื่อไปทันทีเมื่อได้ยินคำว่าถ้ำสวรรค์สำแดงเดช เจ้าอธรรมหรี่ตาลง
ในเวลานี้เอง เสี่ยวเออร์ก็ยกสุราสองไหมาและรินให้ทั้งสองคน เขาสังเกตเห็นสายตาของเจ้าอธรรมจึงหันหน้าไปด่าทอในทันใดว่า “ฮั่น เหตุใดโต๊ะตัวนี้ยังเช็ดไม่สะอาด” บ่าวที่ชื่อว่าฮั่นหันหน้ามา กลับเป็นเซียวปู่คนเดิม เทียบกับเมื่อก่อน เซียวปู่ในยามนี้เหมือนเป็นคนละคน ตัวเขาดูประหม่า กลัว เขาเดินมาที่โต๊ะอย่างระมัดระวังและเริ่มเช็ดโต๊ะ เจียงหลัวขมวดคิ้วมองเขา
เจ้าอธรรมถามไปราวกับไม่มีเรื่องใดเกิดขึ้นว่า “น้องชายท่านนี้เคยได้ยินชื่อถ้ำสวรรค์สำแดงเดชหรือ” เซียวปู่รีบส่ายหัว เสี่ยวเออร์ยิ้มกล่าวว่า “นายท่านขอรับ เขาเกิดและเติบโตอยู่บนเกาะนี้ตั้งแต่เล็ก เป็นใบ้ตั้งแต่กำเนิด หากท่านอยากสอบถามสิ่งใดสามารถถามข้าได้ขอรับ”
เจ้าอธรรมแค่นเสียงหนหนึ่งก่อนสะบัดมือให้เซียวปู่ถอยออกไป เสี่ยวเออร์รีบลากเซียวปู่ออกไป เดินไปด้วยถีบเขาไปด้วย ปากก็เอาแต่ด่าทอ โทษว่าเขามือไม้ไม่คล่องแคล่ว
เจียงหลัวกล่าวเสียงต่ำว่า “ท่านอาจารย์ พลังยุทธ์ของเสี่ยวเออร์ผู้นี้ไม่ได้ต่ำต้อยเลย ร้านแห่งนี้ไม่ใช่ธรรมดานะขอรับ” เจ้าอธรรมบอกไปเรียบๆ “ไม่เป็นไร มีเขาเป็นเทวชนผู้เดียว มักมียอดฝีมือที่อยากจะหลีกเร้นจากโลกภายนอก คุ้นชินเสียเป็นดี อย่าลืมเสียเล่าว่าก่อนหน้านี้เราได้เจอกับคนจับปลาผู้หนึ่งที่ดูเหมือนว่าอ่อนแอแต่กลับเป็นคนในขั้นกายาทองคำและเกือบถูกเขาลอบโจมตีเอา”
เจียงหลัวพยักหน้า เมื่อคิดว่าจวนจะกลับไปยังทวีปชีพจรมังกรแล้ว นัยน์ตาเขาก็ฉายแววแห่งการเฝ้ารอขึ้นมา เขาถามว่า “ท่านอาจารย์ ถึงยามนั้นข้าจะกลับไปเยี่ยมต้าจิ้งได้หรือไม่ขอรับ ข้าอยากไปเยี่ยมเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ เกรงว่าหากไม่ไปพบหน้า ต่อไปก็จะไม่มีโอกาสได้พบอีกแล้ว แม้ข้าจะไม่ได้ผูกพันกับพวกเขาลึกซึ้งนัก แต่ที่พวกเขาส่งข้าไปถ้ำสวรรค์สำแดงเดชเดิมทีก็เป็นเจตนาดี ด้วยหวังว่าข้าจะได้ร่ำเรียนยอดเคล็ดวิชา”
เจ้าอธรรมยิ้มกล่าวว่า “ย่อมได้ อาจารย์ก็อยากไปชมอารามมังกรผงาดสักหน่อยเช่นกัน” เจียงหลัวยิ้มออกมา
ปีเหรินเต่อที่แปด ณ ห้องทรงพระอักษร เสียงโครมดังขึ้น เจียงซิ่วถีบโต๊ะจนพลิกคว่ำ ใบหน้าเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ เฉินหลี่และเทพจอมโจรต่างเงียบงัน เจียงซิ่วใช้สองมือเท้าเอว พยายามสะกดเพลิงโทสะและกล่าวเสียงแข็งว่า “ตงไห่ข่มเหงกันเกินไปแล้ว ไม่ว่าเราจะเข้าตีอาณาจักรใด เขาก็จะต้องไปหนุนฝ่ายนั้น ทั้งที่ดินแดนของพวกเขาห่างออกไปถึงสองอาณาจักรกั้น และยังมีอาณาจักรอยู่ระหว่างทาง แต่กลับปล่อยให้ทหารของตงไห่ไปมาได้ตามชอบใจ”
เฉินหลี่กล่าวว่า “ตงไห่ก่อตั้งมาสองร้อยปี พวกเขาหาใช่ต้าฮวงที่อยู่อย่างสุขสงบมานับร้อยปี พวกเขาก็ทำศึกเรื่อยมาเช่นกัน จึงมีความระแวงสูง ย่อมรู้ถึงเป้าหมายของพวกเรา ทว่าตงไห่เดินทางมาไกลเพียงนี้ต้องพบเจอกับความลำบากมากขึ้น ฝ่าบาทสามารถมีพระบัญชาให้อ๋องผู้ครองรัฐทางเหนือทั้งสามท่านร่วมส่งทหารมาเพื่อยึดอาณาจักรทั่วไปที่อยู่ตรงหน้า เพื่อขยับเข้าใกล้ตงไห่เข้าไปเรื่อยๆ พะยะค่ะ”
เทพจอมโจรกล่าวว่า “อาณาจักรหงเสวียนจำเป็นต้องป้องกันตน องครักษ์ชุดขาวที่แฝงตัวเข้าไปในอาณาจักรหงเสวียนสืบได้ความว่า อาณาจักรหงเสวียนกำลังเกณฑ์ไพร่พล นี่มิใช่สัญญาณที่ดีพะยะค่ะ” เจียงซิ่วนั่งลง เอ่ยอย่างอ่อนใจว่า “หากมีขั้นกายาทองคำปรากฏตัวออกมา เราก็ต้องหยุดไว้เพียงเท่านี้ จนใจนักที่ท่านแม่ทัพผิงอันไม่ต้องการเข้ารบอีกแล้ว”
เฉินหลี่กล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท องค์ชายเก้าฝึกยุทธ์อยู่กับมรรคาจารย์ เมื่อถึงขั้นกายาทองคำก็จะสามารถลงเขามาได้ ตั้งหลายปีผ่านไปแล้วน่าจะเข้าใกล้ขั้นกายาทองคำมากแล้วกระมังพะยะค่ะ”
“เราก็กำลังรอ น้องเก้าเคยให้คำมั่นว่าจะต้องมาช่วยเรา เพียงแต่ขั้นกายาทองคำใช่ว่าจะบรรลุได้โดยง่าย” เจียงซิ่วเอ่ยทั้งขมวดคิ้ว เฉินหลี่กล่าวว่า “เหตุใดฝ่าบาทไม่ทรงทำตามที่อดีตฮ่องเต้ทรงปฏิบัติต่อผิงอันเล่าพะยะค่ะ” เจียงซิ่วได้ฟังดวงตาพลันเป็นประกาย
เขาก็เคยคิดมาก่อนเช่นกัน แต่กลับตัดสินใจไม่ได้ เพราะเจียงเจียนไม่ใช่ผิงอัน ผิงอันปัญญาทึบมาแต่กำเนิดจึงควบคุมได้ง่าย หากเจียงเจียนทำความชอบเกินหน้านาย ต่อให้ไม่เป็นกบฏต่อเขา เมื่อเขาตายไปแล้ว เหล่าโอรสของเขาจะควบคุมเจียงเจียนได้อย่างไร วันหน้าเมื่อเจียงเจียนแต่งภรรยามีบุตร อีกฝ่ายจะคิดเป็นฮ่องเต้หรือไม่ ความเป็นไปได้เหล่านี้เขาจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
เมื่อเทียบกับเจียงเจียนแล้ว เขากลับอยากเลือกผู้มีพรสวรรค์ที่ไม่ได้เป็นเชื้อพระวงศ์สักคนมาบ่มเพาะให้เป็นขั้นกายาทองคำมากกว่า หากทายาทของเจียงเจียนคิดกบฏก็ยังคงเป็นสายเลือดของราชสกุลเจียง คาดว่าอาจารย์ปู่คงลืมตาข้างหนึ่งหลับตาข้างหนึ่ง แต่หากเป็นผู้อื่นคิดกบฏอาจารย์ปู่จะต้องลงมือจัดการ เจียงซิ่วเข้าสู่การต่อสู้ของฝ่ายธรรมะกับอธรรมในตนเอง เฉินหลี่และเทพจอมโจรไม่กล้าไปรบกวน
ในเวลานี้เอง องครักษ์ชุดขาวนายหนึ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างรวดเร็วและมอบจดหมายลับฉบับหนึ่งให้ เจียงซิ่วเปิดออกดูก็บันดาลโทสะยกใหญ่แล้วฉีกจดหมายลับออกเป็นชิ้นๆ เฉินหลี่รีบถามไปว่า “เป็นอันใดหรือพะยะค่ะ” เจียงซิ่วหายใจลึกๆ แล้วกล่าวว่า “อาณาจักรตงไห่ส่งทัพเรือจำนวนมากล่องทะเลมา หนำซ้ำยังอ้อมมาทางใต้สุดเพื่อเข้าโจมตีเมือง!”