เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 128 จวนศักดิ์สิทธิ์เทพโบราณ เจียงหลัวกลับเมืองหลวง
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 128 จวนศักดิ์สิทธิ์เทพโบราณ เจียงหลัวกลับเมืองหลวง
ตอนที่ 128 จวนศักดิ์สิทธิ์เทพโบราณ เจียงหลัวกลับเมืองหลวง
แนวชายฝั่งทะเล รัฐฉิน ต้าจิ้ง เจียงหลัวยืนอยู่บนกราบเรือ ทอดตามองไปข้างหน้า เมื่อเห็นภาพไกลๆ ของแผ่นดินแล้วเขาก็มีรอยยิ้มบนใบหน้าและกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ จวนถึงแล้วขอรับ” เจ้าอธรรมเดินตามออกมาจากภายในเรือ มายืนอยู่ข้างเขาและมองไปยังทวีปชีพจรมังกร
“เรือของหอการค้ายอดวาสนาเร็วดีจริง แม้จะอยู่ในหมอกก็ยังไม่หลงทิศทางเลย” เจียงหลัวทอดถอนใจ ปีนั้นพวกเราเดินทางไปทะเลสวรรค์กลับต้องวนเวียนไปมาอยู่ในทะเลตั้งหลายปีจึงจะสำเร็จ เจ้าอธรรมกล่าวว่า “หอการค้ายอดวาสนาเป็นหอการค้าใหญ่ที่อยู่อย่างมั่นคงในมหาสมุทรมาแปดร้อยปีแล้ว มีความเชี่ยวชาญในการเดินทะเลชนิดที่พวกเราไม่อาจจินตนาการได้ทีเดียว”
เจียงหลัวหรี่ตาบอกว่า “ท่านอาจารย์ขอรับ เหตุใดในทะเลจึงได้มีเรือหลายลำถึงเพียงนี้ ดูไปแล้วเหมือนเรือรบ บนเรือมีทหารสวมชุดเกราะอยู่มากด้วย” เจ้าอธรรมพูดอย่างไม่แยแสใดๆ ว่า “อาจเป็นกองทัพเรือของต้าจิ้งกระมัง ก่อนจากไปต้าจิ้งกำลังพุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว หากจะพัฒนากองทัพเรือก็เป็นเรื่องปกติ”
เจียงหลัวจ้องต่อไป เรือเข้าใกล้ชายฝั่งทะเลเข้าไปทุกขณะ ทันใดนั้นเจียงหลัวก็มองเห็นได้ชัดเจนว่าธงบนเรือเหล่านั้นเขียนตัวอักษรสองตัวว่า “ตงไห่”
“ตงไห่?” เจียงหลัวขมวดคิ้ว เจ้าอธรรมพูดประชดว่า “น่าจะเป็นอาณาจักรตงไห่ อาณาจักรตงไห่โดดเด่นด้านการสำรวจมหาสมุทรมากที่สุดในบรรดาอาณาจักรทั้งปวง แม้จะเป็นต้าจิ้งก็ยังห่างชั้นกว่ามาก นึกไม่ถึงว่าอาณาจักรตงไห่จะข้ามเขตทะเลอ้อมมาถึงทางใต้ของต้าจิ้ง ดูท่าสองราชวงศ์จะเปิดศึกกันแล้ว”
เจียงหลัวย่นหัวคิ้ว ทันใดนั้นเขากระโดดขึ้นและพุ่งตัวเข้าไปยังเรือของกองทัพเรืออาณาจักรตงไห่ เหาะเหินเดินอากาศ! เทวชน! เจ้าอธรรมยิ้มออกมา ไม่ได้ขวางเขาไว้ เพียงแค่ยิ้มมองการสังหารที่จะเกิดขึ้น
ในความฝัน เจียงฉางเซิงกำลังประลองกับมู่หลิงลั่ว มู่หลิงลั่วในวัยสิบห้าปีโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว นางตัวเตี้ยกว่าเจียงฉางเซิงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ร่างในอาภรณ์ขาวทำให้รูปร่างดูสูงโปร่งอย่างเห็นได้ชัด นางกุมกระบี่เล่มหนึ่งในมือ ท่าร่างว่องไวเช่นหงส์ตระหนก แต่ไม่ว่าเพลงกระบี่ของนางจะล้ำเลิศเช่นใดก็ยังไม่อาจทำร้ายเจียงฉางเซิงได้ เจียงฉางเซิงหลบไปพลางวิจารณ์ไปพลางว่า “ช้าไปแล้ว… จิตสังหารน้อยไปหน่อย… ดีมากทีเดียว เมื่อครู่เกือบแทงถูกข้าแล้ว…”
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้วงาม ทันใดนั้นมือขวาเปลี่ยนมาผนึกมุทรา พละกำลังของนางเพิ่มขึ้นอย่างมาก ท่าร่างรวดเร็วขึ้นทันใด วิชาเก้าเทพเวียนศึก! นางอยู่ในขั้นเทวจิตแล้ว ด้วยวิชาเก้าเทพเวียนศึกทำให้พลังยุทธ์ปะทุเพิ่มขึ้น แม้พละกำลังจะไม่ทัดเทียมเทวชนแต่มิใช่ว่าเทวจิตทั่วไปจะเทียบได้
คนทั้งสองประลองกันเกือบครึ่งชั่วยาม เจียงฉางเซิงชี้นิ้วชี้มือขวาออกไปแตะหน้าผากของนาง ส่วนมือซ้ายจับสายคาดเอวไว้แล้วยกขึ้น ทำให้ตัวนางเสียหลักและถูกกดล้มลงบนพื้น มู่หลิงลั่วเบิกตาโตเมื่อลงไปนอนอยู่บนพื้น เจียงฉางเซิงใช้นิ้วกดที่หน้าผากของนางไม่ให้นางลุกขึ้นมาได้ เขาหดมือไป ลุกขึ้นและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าแพ้อีกแล้ว” มู่หลิงลั่วเบะปากแล้วลุกขึ้นมาช้าๆ
ในชาตินี้นางมีรูปโฉมล่มเมืองล่มแคว้น เครื่องหน้าทั้งห้างดงาม ผิวขาวเฉกหิมะ งดงามกว่าชาติก่อนมากนัก รัศมีจากคิ้วและดวงตากลับคล้ายเจียงฉางเซิงอย่างยิ่ง ท่วงท่ากิริยาเยือกเย็น อาจเป็นเพราะทั้งสองอยู่ด้วยกันมานานนางจึงได้รับอิทธิพลจากเจียงฉางเซิงไปโดยไม่รู้ตัว กอปรกับอาภรณ์ขาวทั้งตัวทำให้มีราศีแห่งเซียนที่ไม่อาจลบหลู่ได้
“นี่คือความฝันของเจ้า หากเจ้าต้องการจะเอาชนะข้าให้ได้ เจ้าก็สร้างฝันขึ้นมาเองได้” เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
มู่หลิงลั่วเอ่ยแค่นเสียงว่า “เช่นนั้นก็ไม่สนุกเอาเสียเลย ตอนที่ไม่ได้พบท่าน ข้าเคยจินตนาการถึงท่านมาก่อน แต่ตัวท่านที่ข้าฝันถึงช่างเลือนรางนัก ไม่เหมือนท่านตัวจริง” หากเป็นเจียงฉางเซิงมาเข้าฝัน ฝันครั้งนั้นก็จะดูสมจริงมาก หลังจากที่นางตื่นจากฝันก็ยังคงจดจำได้ นี่ก็คือสิ่งที่นางใช้ตัดสินว่าเป็นเจียงฉางเซิงมาปรากฏตัวหรือไม่ ด้วยเหตุนี้างจึงคิดว่าเจียงฉางเซิงไม่ใช่คนที่นางจินตนาการออกมา แต่มีตัวตนอยู่จริง และนางกับเขาติดต่อกันในความฝันโดยที่มีใครล่วงรู้
คนทั้งสองเดินมานั่งใต้ต้นไม้ เจียงฉางเซิงเริ่มฟังมู่หลิงลั่วเล่าถึงเรื่องที่นางประสบมาในเดือนนี้ นางทำลายสถิติคนที่อายุน้อยที่สุดในตระกูลมู่ที่บรรลุขั้นเทวจิตแล้ว เมื่อนางโตขึ้นและรู้ความมากขึ้น ฐานะของนางก็เริ่มสูงขึ้นตามไปด้วย ในตระกูลนางมีสิทธิ์มีเสียงยิ่งกว่าบิดามารดาเสียอีก กอปรกับความรักหลงของท่านปู่จึงไม่มีใครกล้ารังแกนาง ล้วนแต่มาประจบเอาใจนางทั้งสิ้น
“ระยะนี้ท่านปู่ต้องการส่งข้าไปฝึกยุทธ์ที่จวนศักดิ์สิทธิ์ ว่ากันว่ามีเพียงผู้ที่มีพรสวรรค์ระดับสุดยอดเท่านั้นจึงจะเข้าจวนศักดิ์สิทธิ์ได้ เมื่อออกจากจวนศักดิ์สิทธิ์มาแล้ว ต่อให้ต่ำต้อยที่สุดก็ยังบรรลุขั้นกายาทองคำได้ ท่านปู่คิดว่าด้วยพรสวรรค์ของข้าจะสามารถล้ำหน้าพวกเขา และจะไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์สองที่เขาเฝ้าปรารถนาเรื่อยมาได้เจ้าค่ะ” มู่หลิงลั่วเอ่ยอย่างเป็นกังวล คิ้วงามย่นเข้ามา เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ไม่ใช่เรื่องดีหรอกหรือ เหตุใดเจ้าจึงไม่อยากไปเล่า”
มู่หลิงลั่วมองเขาพลางกะพริบตากล่าวว่า “ก็ข้ามีท่านอยู่แล้วนี่ ข้าคิดว่าข้าไม่จำเป็นต้องไปจวนศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้นวิชายุทธ์ของตระกูลมู่ของข้าก็ไม่ได้ต่ำต้อย เพียงแต่ปราณวิญญาณยุทธ์และทรัพยากรในการฝึกยุทธ์ของจวนศักดิ์สิทธิ์อุดมสมบูรณ์กว่าเท่านั้น ตระกูลยังหวังว่าข้าจะได้ผูกมิตรกับเหล่ายอดแห่งยุทธ์ให้มาก เพื่อเพิ่มเส้นสายให้คนในตระกูล ข้ากลัวความยุ่งยากเป็นที่สุด เฮ้อ”
แม่หนูนี่… เจียงฉางเซิงรู้สึกว่าเหตุใดนางจึงเหมือนกับตัวเขาเหลือเกิน… ดูเหมือนการทำตัวเป็นแบบอย่างให้เห็นในหลายปีมานี้เป็นผลจริงๆ
จู่ๆ มู่หลิงลั่วก็ถามขึ้นมาด้วยความสงสัยว่า “พี่ฉางเซิงเจ้าคะ ท่านอยู่ที่ใดกันแน่ ท่านเป็นคนหรือผีกัน หากเป็นคน ข้าไปหาท่านในโลกแห่งความจริงได้หรือไม่เจ้าคะ” เจียงฉางเซิงลูบหัวนางและเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าย่อมเป็นคนอยู่แล้ว แต่ข้าอยู่ห่างไกลจากเจ้ามากนัก ไกลจนตอนนี้เจ้ายังหาไม่พบ ไว้เจ้าแข็งแกร่งเพียงพอแล้วข้าจะบอกเจ้าว่าข้าอยู่ที่ใด”
มู่หลิงลั่วพยักหน้าและพูดอย่างจริงจังว่า “ข้าจะต้องไปหาท่านเป็นแน่”
“จริงหรือ เช่นนั้นข้าจะรอเจ้า” เจียงฉางเซิงเอ่ยด้วยรอยยิ้ม มู่หลิงลั่วมองรอยยิ้มของเขา แก้มพลันแดงระเรื่อขึ้นมาก่อนเบือนหน้าไป เมื่อเห็นท่าทีเช่นนี้ของนาง เจียงฉางเซิงก็ต้องทอดถอนใจอยู่ในอก เวลาช่างผ่านไปเร็วนัก ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว แม่หนูนี่ก็ถึงวัยที่มีความรักเสียแล้ว
แต่เล็กจนโตเขาไม่เคยจงใจให้มู่หลิงลั่วชอบตัวเขา นอกจากฝึกวิชากับนางแล้ว เวลาส่วนใหญ่เขาจะอยู่ในบทบาทของคนที่คอยเงี่ยหูฟัง เขาไม่จำเป็นต้องกรอกความคิดใส่หัวนางตั้งแต่เล็กว่าให้ชอบเขา เพราะอย่างไรเขาก็มีความมั่นใจอยู่แล้ว เดิมทีสง่าราศีของผู้ฝึกเซียนก็โดดเด่นกว่าคนทั่วไป และเขายังคงรักษารูปลักษณ์ในวัยสิบแปดปีเอาไว้ เขาเชื่อว่าในบรรดาคนรุ่นราวคราวเดียวกันที่มู่หลิงลั่วได้พบ ไม่มีเด็กหนุ่มที่หล่อเหลาและสง่างามเท่าเขา เมื่อว่ากันเรื่องวรยุทธ์ก็ยิ่งไม่อาจเทียบได้ ซึ่งความจริงก็เป็นเช่นนั้น มู่หลิงลั่วได้รับการปกป้องดูแลจากตระกูลมู่เป็นอย่างดี จึงมีมาตรฐานสูงมาก นางจึงไม่เคยเก็บบรรดาผู้มีพรสวรรค์จากตระกูลต่างๆ ที่สนิทชิดเชื้อกับตระกูลมู่มาใส่ใจเลย
เจียงฉางเซิงคิดไปดังนั้น จึงถามไปว่า “ชาวยุทธ์ในขั้นจักรวาลของจวนศักดิ์สิทธิ์มีอยู่มากหรือไม่” มู่หลิงลั่วเอาสองมือกอดเข่า ครุ่นคิดและตอบว่า “น่าจะมีมากกระมังเจ้าคะ ลำพังแค่ตระกูลมู่ก็มีขั้นจักรวาลสิบคนแล้ว จวนศักดิ์สิทธิ์เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของยุทธ์ จะต้องมีจำนวนนับไม่ถ้วนเป็นแน่”
น่ากลัวจริงๆ ที่นี่ก็คือแผนที่ขั้นสูงหรือนี่ แม้เจียงฉางเซิงจะด้อยกว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในทวีปเทพโบราณเพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทวีปชีพจรมังกรและทวีปเทพโบราณต่างกันไม่มาก ตามที่มู่หลิงลั่วบอก ชาวยุทธ์ของทวีปเทพโบราณก้าวหน้ามาหลายหมื่นปีแล้ว ถึงขั้นที่มีการสร้างศาสตราเทวะชนิดต่างๆ บางศาสตราเทวะที่มีแสนยานุภาพร้ายกาจถึงกับทำให้ชาวยุทธ์สามารถข้ามระดับชั้นไปสังหารศัตรูที่เหนือกว่าได้ ฟังจากที่มู่หลิงลั่วเล่า ตระกูลมู่ยังมีค่ายกลที่สืบทอดมาในตระกูลซึ่งสร้างขึ้นจากศิลามิติชนิดพิเศษด้วย เรียกได้ว่าอัศจรรย์พันลึกทีเดียว ต่างกับค่ายกลเคลื่อนย้ายในนิยายฝึกเซียนที่ต้องใช้ศิลาวิญญาณ แต่จะเหมือนกับการวาร์ปไปยังอีกแห่งหนึ่งของนิยายไซไฟมากกว่า ขอเพียงมีค่ายกลเคลื่อนย้ายที่สร้างขึ้นจากศิลามิติ ก็จะใช้ลมปราณเปิดใช้ค่ายกลเคลื่อนย้ายได้ แต่ศิลามิติพบเห็นได้น้อยมาก มิใช่ว่าทุกตระกูลทุกสำนักหรือทุกอาณาจักรจะมี
คนทั้งสองสนทนาสัพเพเหระกันต่อไป เวลาเที่ยงตรง เจียงเจียนนั่งขัดสมาธิเคลื่อนพลังอยู่ในหม้อหลอมโอสถ เทพกระบี่กำลังช่วยเติมตัวยาให้เขา “ตัวยาเหล่านี้ไม่ใช่ของธรรมดาเลย หรือว่ามรรคาจารย์ไปค้นบ้านคนช่องของถ้ำสวรรค์สำแดงเดชมาจนหมดแล้ว?” เทพกระบี่คิดอยู่เงียบๆ เจียงซิ่วมักส่งคนมาส่งตัวยาที่ใช้ในวิถียุทธ์ แต่ก็ไม่อาเทียบได้กับตัวยาที่เจียงฉางเซิงไปเอามาเอง มีตัวยาอยู่ไม่น้อยที่แม้แต่เทพกระบี่ก็ยังต้องใจเต้น
อีกทางหนึ่ง ตรงหน้าหม้อหลอมที่ค่อนข้างเล็ก เจียงฉางเซิงก็กำลังใส่ตัวยาลงไป ไป๋ฉีนอนหมอบอยู่ภายในหม้อหลอมโอสถ ดวงตาของมันเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เอาแต่แลบลิ้นออกมาเหมือนกับสุนัขไม่มีผิด เจียงฉางเซิงเตรียมจะช่วยให้มันบรรลุขั้น เจ้านี่ติดอยู่ที่ขั้นเทวชนมานานเกินไปแล้ว เขาทนดูต่อไปไม่ไหวจริงๆ แต่จะบรรลุขั้นได้หรือไม่ก็ต้องดูที่โชคของมัน จอมราชันสังหารถึงโอกาสเหมาะที่จะบรรลุขั้นพอดี เจียงฉางเซิงจึงช่วยผลักดันไปได้ เจียงฉางเซิงพบว่าขั้นเทวชนมีความพิเศษอย่างยิ่ง ในกฎเกณฑ์แห่งยุทธ์นั้นมีข้อจำกัดที่พิเศษอยู่ ซึ่งนี่อาจเป็นสาเหตุว่าเมื่อใดที่บรรลุถึงขั้นเทวชนแล้วจึงจะมีอายุขัยที่เพิ่มขึ้นได้ ในโลกแห่งยุทธ์ เทวชนก็คือเขตสันปันน้ำ
“ข้าช่วยหล่อกายแกร่งให้เจ้ามาหนึ่งเดือนแล้ว หากล้มเหลว วันหน้าก็จงทำใจเสียเถิด” เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ ไป๋ฉีได้ฟังก็ยิ่งเครียดเข้าไปอีก หากล้มเหลว มันจะไม่ถูกไล่ลงจากเขาหรอกหรือ มันร้อนรนอยู่ในใจ จึงตัดสินใจแน่วแน่และสาบานว่าจะต้องบรรลุขั้นให้จงได้
ในเวลาเดียวกัน ณ ห้องทรงพระอักษร เจียงซิ่วฟังรายงานจากองครักษ์ชุดขาวพร้อมสีหน้ายินดี กล่าวพลางตบมืออย่างมีความสุขว่า “ดูท่ายอดฝีมือในยุทธภพต้าจิ้งจะออกโรงแล้ว ฮ่าๆๆ อาณาจักรตงไห่รนหาที่ตายแท้ๆ ยังคิดจะลอบโจมตีรัฐฉินของเราอีก!” ตามที่องครักษ์ชุดขาวสืบมาได้ เรือของกองทัพเรือที่อาณาจักรตงไห่ส่งมาล่มไปทั้งหมด ไม่มีใครรอดชีวิต
เทพจอมโจรกล่าวพร้อมขมวดคิ้วว่า “ทูลฝ่าบาท ยังมีอีกข้อหนึ่งซึ่งต้องระมัดระวัง ว่ากันว่าทหารของอาณาจักรตงไห่ถูกดูดพลังยุทธ์จนหมดสิ้น วิชาเช่นนี้….” วิชาเทพวัฏสวรรค์! วิชานี้ถูกจัดเป็นวิชายุทธ์ต้องห้ามในหอเงิน เจียงซิ่วเอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “หมายความว่าคนที่ลงมืออาจมิได้ทำเพื่อช่วยต้าจิ้งหรือ”
เทพจอมโจรพยักหน้า “อย่าทรงได้ลืมหอมังกรมหายาน กระหม่อมได้ยินว่าหอมังกรมหายานถูกมรรคาจารย์ทำลายแล้ว แต่ความจริงชาวยุทธ์ที่ตายในมือของมรรคาจารย์มีไม่ถึงห้าสิบคนเท่านั้นพะยะค่ะ” เจียงซิ่วลุกขึ้นเดินวนเวียนไปมาภายในห้อง เทพจอมโจรโบกมือบอกให้องครักษ์ชุดขาวออกไป เจียงซิ่วถอนหายใจแล้วเอ่ยพึมพำว่า “ไม่ให้เราวางใจได้เลย เราคงไม่เหมาะกับการทำศึกจริงๆ พอจะทำศึกก็ตื่นเต้นขึ้นมา จิตใจว้าวุ่นเอาง่ายๆ”
เทพจอมโจรเงียบไป เขาเข้าใจเจียงซิ่ว แผ่นดินของต้าจิ้งกว้างใหญ่ เรื่องที่เจียงซิ่วต้องจัดการมีมากมายเกินไป ทั้งยังต้องเป็นกังวลกับคนที่อยู่แนวหน้า เป็นสิ่งที่ยากเย็นจริงๆ มิใช่ว่าผู้ใดก็จะผงาดเกรียงไกรได้เหมือนฮ่องเต้จิ้งไท่จง หนำซ้ำครั้งฮ่องเต้จิ้งไท่จงบัญชาการศึกนั้นก็ยังมีเจียงซิ่วช่วยจัดการราชกิจภายในให้ เมื่อย้อนกลับมามองเจียงซิ่ว โอรสของเขาล้วนไร้ความสามารถ ไม่อาจรับผิดชอบการใหญ่ได้
ขันทีผู้หนึ่งเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว โค้งตัวคำนับและกล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท จางอิงหัวหน้าของหอการค้ายอดวาสนามา บอกว่านำของดีมา สามารถช่วยให้ฝ่าบาทพลิกฟื้นฟ้าดินทำลายอาณาจักรตงไห่ได้พะยะค่ะ” เจียงซิ่วได้ฟังแล้วดวงตาพลันเป็นประกาย กล่าวว่า “รีบไปเรียกเขาเข้ามา” ขันทีหันหลังจากไปทันใด
ยามสายัณห์ เจียงหลัวและเจ้าอธรรมเดินเข้ามาในเมืองหลวง ทั้งสองต่างประหลาดใจเมื่อเห็นความเจริญรุ่งเรืองเต็มท้องถนน “เมืองหลวงต้าจิ้งมิได้ด้อยกว่าราชอาณาจักรต้าเล่ยเลย” เจียงหลัวเอ่ยอย่างทอดถอนใจ เขาคิดเรื่อยมาว่าต้าจิ้งค่อนข้างล้าหลัง ได้มาเห็นวันนี้ทำให้เขารู้สึกเกินคาดจริงๆ เจ้าอธรรมพยักหน้า กล่าวว่า “อาจารย์ก็ประมาณความสามารถในการปกครองแผ่นดินของฮ่องเต้ต้าจิ้งต่ำเกินไป” คนทั้งสองหาโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเข้าพัก
ภายในห้องนอน เสี่ยวเออร์ตักน้ำมาให้เสร็จ กำลังจะออกไปก็ถูกเจียงหลัวรั้งตัวไว้ เจียงหลัวเอ่ยถามว่า “เจ้าคิดว่าฮ่องเต้เป็นเช่นใด?” นับตั้งแต่ขึ้นมาบนผืนแผ่นดิน เขาก็ต้องรีบเดินทางเรื่อยมา ตลอดทางได้แต่ถามทางเท่านั้น ยังไม่ได้ทำความรู้จักต้าจิ้งในตอนนี้เลย เจียงหลัวจึงอยากฟังคำวิจารณ์ที่ชาวบ้านมีต่อเสด็จพ่อของตน