เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 138 หลวงจีนเฒ่าบนภูเขา
ตอนที่ 138 หลวงจีนเฒ่าบนภูเขา
“กำลังภายในก็ถ่ายทอดให้กันได้ด้วยหรือ” เจียงซิ่วถามอย่างประหลาดใจ เจียงเทียนเซิงถึงจะสุขุมเท่าใดก็ยังเป็นเพียงเด็กน้อยคนหนึ่ง เมื่อได้ยินคำพูดของราชามนุษย์ ดวงตาของเขาก็เผยแววตื่นเต้นออกมา
ราชามนุษย์ผู้หน้าซีดตอบว่า “ราชามนุษย์เป็นตัวตนที่พิเศษจึงถ่ายทอดต่อให้ได้จริงๆ แต่แค่กำลังภายในอย่างเดียวเท่านั้น แม้เจ้าจะครอบครองกำลังภายในที่เหนือกว่าขั้นเทวชน แต่อายุขัยของเจ้าจะไม่ยืนยาวขึ้น นอกเสียจากว่าเจ้าจะบรรลุขั้นกายาทองคำ พูดง่ายๆ ก็คือเจ้าจะมีแต่กำลังภายใน ส่วนร่างกายของเจ้า เจ้ายังต้องพึ่งตนเอง แต่หากเจ้าขึ้นครองบัลลังก์ พลังแห่งโชคชะตาของตำแหน่งฮ่องเต้จะจำกัดอายุขัยของเจ้า ฮ่องเต้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตายากจะมีอายุเกินหนึ่งร้อยปี”
เจียงซิ่วหน้าเสียไปวูบหนึ่ง ยามนี้เขาก็เป็นฮ่องเต้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาเช่นกัน เมื่อได้ยินคำพูดนี้ จิตใจย่อมรู้สึกไม่ดีเป็นธรรมดา
เจียงเทียนเซิงกลับเอ่ยว่า “มีชีวิตไม่เกินร้อยปีแล้วอย่างไร ชีวิตเจิดจรัสหนึ่งชาติภพ สร้างคุณูปการทิ้งไว้ให้ต้าจิ่ง ย่อมดีกว่าอยู่ไปวันๆ”
ราชามนุษย์เริ่มมองเขาเสียใหม่ แม้นี่อาจเป็นคำพูดที่เจียงซิ่วสอนให้เขาพูด แต่น้ำเสียงกับสีหน้าท่าทางที่เขาพูดออกมามิใช่ท่าทางของเด็กธรรมดาจริงๆ
เจียงเทียนเซิงจึงกราบราชามนุษย์เป็นอาจารย์เช่นนี้ ราชามนุษย์นำลิขิตสวรรค์เข้ามาพำนักในเมืองหลวง ยอดฝีมือหนึ่งพันคนของลิขิตสวรรค์ล้วนจะสนับสนุนเจียงเทียนเซิง หลังจากเรื่องนี้แพร่กระจายในเมืองหลวง ก็นำมาซึ่งคลื่นใต้น้ำอันเกรี้ยวกราด
องค์รัชทายาทคงรักษาตำแหน่งผู้สืบทอดบัลลังก์เอาไว้ไม่ได้แล้ว! เพราะอยู่อย่างสงบสุขมากเกินไป องค์รัชทายาทจึงไม่เคยดึงขุนนางบู๊บุ๋นในราชสำนักมาเป็นพวก เขามีเพียงชื่อตำแหน่งอันกลวงเปล่าเท่านั้น
หลังจากองค์ชายรองเจียงเทียนอีรู้เรื่องนี้ก็เริ่มเคลื่อนไหวทันที ฝ่ายองค์ชายองค์อื่นตอนนี้ยังไม่มีปฏิกิริยาอันใด ข่าวที่ราชามนุษย์เลือกองค์ชายสิบสองของต้าจิ่งกระจายไปทั่วหล้าอย่างรวดเร็ว อาณาจักรต่างๆ มีปฏิกิริยาแตกต่างกันไป บางคนยินดี บางคนหวาดกลัว และบางคนก็โกรธเกรี้ยว
ค่ำคืนหนึ่งในเดือนหก เจียงฉางเซิงมาเข้าฝันมู่หลิงลั่ว
“เอ๊ะ พี่ฉางเซิง เหตุไฉนตรงเอวท่านจึงมีผ้าแพรสีม่วงผืนหนึ่งเพิ่มมาด้วย” มู่หลิงลั่วจ้องมองสายคาดเอวของเจียงฉางเซิงแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ บนสายคาดเอวของเจียงฉางเซิงมีผ้าแพรสีม่วงผืนหนึ่งมัดอยู่ มู่หลิงลั่วสังเกตเห็นมันตั้งแต่คราแรก
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “ก็มัดไว้แค่นั้นแหละ”
มู่หลิงลั่วไม่คิดอะไรมาก นางเริ่มเล่าเรื่องในจวนศักดิ์สิทธิ์ให้เขาฟัง นางเข้ามาอยู่ในจวนศักดิ์สิทธิ์ได้ครึ่งค่อนเดือนแล้ว นางเริ่มรู้จักจวนศักดิ์สิทธิ์พอประมาณ ด้วยพรสวรรค์ที่โดดเด่นเหนือใครของนาง ทำให้นางได้กราบอาจารย์คนหนึ่ง อาจารย์ผู้นั้นเป็นถึงผู้ฝึกยุทธ์หญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในจวนศักดิ์สิทธิ์ พลังบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สอง
เจียงฉางเซิงฟังอย่างตั้งใจ แม้น้ำเสียงของมู่หลิงลั่วจะราบเรียบ แต่เขาสัมผัสได้ถึงความตื่นเต้นในหัวใจของนาง ดูท่าจวนศักดิ์สิทธิ์จะทำให้นางตื่นเต้นอย่างยิ่งจริงๆ
“อาจารย์ของข้าชำนาญวิชาคงรูปลักษณ์ ข้าก็เริ่มเรียนวิชานี้แล้วเหมือนกัน วันหน้ายามข้าไปพบท่าน ข้าจะได้ไม่แก่ชราไปเสียก่อน” มู่หลิงลั่วกะพริบตาพลางเอ่ยอย่างเขินอายเล็กน้อย
ตั้งแต่เด็กจนโตหน้าตาของเจียงฉางเซิงไม่เคยเปลี่ยนไปสักนิด เรื่องนี้ทำให้นางสงสัยใคร่รู้อย่างยิ่งมาตลอด เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้มแล้วหยิกแก้มของนาง ใบหน้าน้อยของนางแดงระเรื่อ นางรีบเปลี่ยนเรื่อง เล่าสิ่งที่ตนเองประสบพบเจอมาในจวนศักดิ์สิทธิ์ต่อ ถึงอย่างนั้นนางกลับไม่หลบมือของเจียงฉางเซิง
มู่หลิงลั่วเล่าถึงพวกอัจฉริยะที่ตนเองพบเจอ เจ้าเด็กแซ่หลินที่เคยเกือบข้ามระดับขั้นเอาชนะนางเมื่อปีนั้นก็เข้ามาในจวนศักดิ์สิทธิ์ด้วย เขาเป็นศิษย์รุ่นเดียวกับนาง มีนามว่าหลินเฮาเทียน ยามนี้กำลังจดจ่อกับการเลื่อนขั้นเป็นขั้นเทวชน
“เฮาเทียน…” เจียงฉางเซิงเลิกคิ้ว นามนี้น่าสนใจอยู่นิดๆ
หลังจากสนทนากันได้หนึ่งชั่วยาม เจียงฉางเซิงก็เริ่มชี้แนะวรยุทธ์ให้มู่หลิงลั่ว ผ่านไปหลายปีขนาดนี้ มู่หลิงลั่วแตกฉานวิชาเก้าเทพเวียนศึกอย่างสมบูรณ์แล้ว สิ่งที่เจียงฉางเซิงต้องการสอนก็คือทำให้นางใช้มันได้ดียิ่งขึ้น มีเจียงฉางเซิงอยู่ มู่หลิงลั่วจึงได้โอกาสลองต่อสู้ข้ามระดับขั้นก่อนเวลาอันควร เรื่องนี้ทำให้นางมีประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างเต็มเปี่ยม เมื่อพบหลินเฮาเทียนอีกหน มู่หลิงลั่วจะไม่ประมาทอีกแล้ว นางจะเอาชนะเขาด้วยหนทางที่เร็วที่สุด
ในจวนหลังหนึ่ง ณ เมืองหลวงของอาณาจักรตงไห่ เทียนเหรินเพิ่งเจ้าสำนักพันสมุทรทักษิณกับบุรุษอาภรณ์สีครามคนหนึ่งนั่งอยู่ตรงตำแหน่งประธาน สองฟากฝั่งมีคนนั่งอยู่หลายสิบคน แต่ละคนล้วนมีลมปราณแข็งแกร่งนัก
เทียนเหรินเพิ่งยกถ้วยชาขึ้นมาจิบแล้วถามเหมือนไม่ใส่ใจ “มิทราบว่าเจ้าสำนักถังเตรียมตัวจะลงมือเมื่อใด”
บุรุษอาภรณ์สีครามหัวเราะแผ่วเบาตอบว่า “ไม่รีบร้อน สำนักของข้ากำลังติดต่อกับสำนักหลังบัลลังก์ของทวีปชีพจรมังกรอยู่ หลังจากถ้ำสวรรค์สำแดงเดชจากไป สำนักหลังบัลลังก์แต่ละแห่งต่างละโมบทะเยอทะยาน เป็นจังหวะที่พวกเราใช้ประโยชน์ได้พอดี ล้มมรรคาจารย์ของต้าจิ่งก่อน ใต้หล้านี้ย่อมมากพอให้พวกเราแบ่งปันกัน”
ผู้ฝึกยุทธ์ที่นั่งเรียงรายอยู่สองฟากต่างพากันพยักหน้า
“มรรคาจารย์ผู้นั้นเป็นมาอย่างไรกันแน่ เขาไม่มีทางเป็นคนต้าจิ่งหรอก อายุไม่ถึงหนึ่งร้อยยี่สิบปีแต่กลับก้าวพ้นขั้นจักรวาล น่าเหลือเชื่อเกินไป”
“สำนักของข้าเคยสืบหาจากดินแดนต่างๆ บนทะเลแล้วก็ไม่พบร่องรอยแม้แต่น้อย”
“ไม่ว่าเขาจะเป็นยอดอัจฉริยะในรอบหมื่นปีจริงหรือไม่ เขาก็ขวางทางพวกเราอยู่ ต้องกำจัดเท่านั้น”
“ถูกต้องแล้ว เว้นเสียแต่พวกเราจะยอมแพ้จากทวีปชีพจรมังกร มิเช่นนั้นช้าเร็วย่อมต้องปะทะกับเขา ท่าทีในการบุกตีศัตรูของต้าจิ่ง แสดงให้เห็นชัดถึงความทะเยอทะยานหมายครอบครองใต้หล้า”
“อาศัยเพียงกำลังของพวกเราคงไม่มีค่าให้ชายตาแล ไปชักชวนขุมกำลังอื่นในทะเลมาอีกเถิด อย่างมากที่สุดก็แค่ต้องแบ่งทวีปชีพจรมังกรกันเท่านั้น พวกเราต่างมีเกาะของตนเอง ย่อมไม่จำเป็นต้องทุ่มหมดหน้าตักเพื่อแผ่นดินสักแห่งอยู่แล้ว”
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างพากันถกเถียง พวกเขาล้วนเป็นยอดฝีมือในสำนักภายใต้สำนักพันสมุทรทักษิณกับบุรุษอาภรณ์สีคราม ผู้ที่อ่อนแอที่สุดพลังขั้นเทวชน แต่ละคนต่างมีสิทธิ์ออกความเห็น
บุรุษอาภรณ์สีครามที่ถูกเรียกขานว่าเจ้าสำนักถังเอ่ยว่า “มรรคาจารย์จะต้องเป็นยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์แน่ แม้แต่ราชามนุษย์ของทวีปชีพจรมังกรยังพ่ายแพ้ในมือเขา เขาต้องเป็นบุคคลที่แข็งแกร่งถึงที่สุดในหมู่ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งหรือมิก็บรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สองแล้วอย่างแน่นอน แผนการของข้าคือคิดหาวิธีรวบรวมยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งสักห้าคนมาร่วมมือกันสู้กับมรรคาจารย์ หากสู้ไม่ได้ ทุกคนก็ถอยทัพ ล้มเลิกเรื่องทวีปชีพจรมังกร”
เทียนเหรินเพิ่งหรี่ตาเอ่ยว่า “ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งจำนวนห้าคน นี่มิใช่เรื่องง่าย นอกจากเจ้ากับข้า ยังต้องหาอีกสามคน ข้าอาจชวนมาได้คนหนึ่ง แต่อีกสองคนเล่า ในสำนักหลังบัลลังก์ของทวีปชีพจรมังกรคงควานหาขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งอีกสามคนออกมาไม่ได้หรอก”
เจ้าสำนักถังเอ่ยตอบว่า “ในเมื่อข้าเสนอแผนการนี้ย่อมมีความมั่นใจ แต่หากอยากชักชวนพวกเขาให้สำเร็จ คงต้องยอมแบ่งชีพจรมังกรสองในสามส่วนให้พวกเขา เจ้าสำนักเทียนเหรินตอบตกลงก่อนเถิด เอาชนะมรรคาจารย์ได้ค่อยว่ากัน หากสู้ไม่ได้ ผลประโยชน์ที่แบ่งกันไว้ย่อมเป็นเพียงลมปากเปล่าประโยชน์”
เทียนเหรินเพิ่งได้ยินดังนี้ก็ตอบตกลงอย่างฉับไว ยอดฝีมือทั้งหลายของสองสำนักมองหน้ากัน สุดท้ายก็ไม่มีผู้ใดคัดค้าน มรรคาจารย์สร้างแรงกดดันให้พวกเขามากเกินไปแล้วจริงๆ
ท่าเรือริมทะเลรัฐอวี้ของอาณาจักรต้าจิ่ง คนงานจำนวนมากกำลังยุ่งวุ่นวาย ท่าเรือกำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้าง ห่างออกไปสิบกว่าลี้ด้านข้าง พลทหารจำนวนมากกำลังฝึกซ้อมรบกันอยู่กลางทะเล เทพจอมโจรกับซ่งหลียืนเฝ้ามองอยู่บนชายหาดข้างกัน
เทพจอมโจรถามขึ้นว่า “กองทัพเรือนี่ต้องใช้เวลานานเท่าใดกว่าจะเป็นรูปเป็นร่าง”
ซ่งหลีครุ่นคิดแล้วตอบว่า “สักสิบปีกระมัง ข้าหมายถึงกองเรือชั้นยอดที่ยืนตระหง่านบนทะเลได้น่ะนะ หากเอาแค่พอสำรวจสอดส่องสถานการณ์ได้ สองสามปีก็พอแล้ว แต่ความสามารถเพียงเท่านั้นอันตรายเกินไป ยามนี้ต้าจิ่งไม่รีบร้อนจะสำรวจทะเลมิใช่หรือ”
เทพจอมโจรรู้สึกว่ามีเหตุผลจึงเอ่ยว่า “ก็จริง ต้าจิ่งต้องการกองทัพชั้นยอด เจ้าทำได้ไม่เลว ข้าจะเขียนความดีความชอบแต่ละอย่างของเจ้าในฎีกาแล้วทูลถวายฝ่าบาท”
ซ่งหลีเผยรอยยิ้มกล่าวตอบว่า “ขอบคุณใต้เท้า” แม้เขาจะเป็นขั้นเทวชน ระดับขั้นสูงกว่าเทพจอมโจร แต่เขาก็จำเป็นจะต้องประจบเทพจอมโจรให้ดีเพื่อปีนป่ายให้สูงขึ้นในราชสำนักต้าจิ่ง
เทพจอมโจรสอบถามเรื่องราวบางอย่างต่อ ซ่งหลีก็ตอบตามความจริง ระหว่างที่สนทนากัน จู่ๆ ซ่งหลีก็หรี่ตาหันไปมองทางทิศหนึ่ง
เทพจอมโจรสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของเขาจึงหันตามไปดู ไม่ทันไรเขาก็มองเห็นเงานางของคนผู้หนึ่งกำลังเดินมาจากสุดปลายผิวน้ำทะเลอันราบเรียบ
ถูกต้องแล้ว! เดินมา!
ดูจากเงาของเขา น่าจะมาเพียงคนเดียว แต่เขากลับก้าวเดินบนผิวทะเลเสมือนเดินอยู่บนพื้นดินราบเรียบ
เทพจอมโจรขมวดคิ้ว “ศัตรูหรือ”
ซ่งหลีเอ่ยตอบ “น่าจะมิใช่ ข้าจะไปดูสักหน่อย ใต้เท้าโปรดระวังด้วย”
กล่าวจบ เขาก็ทะยานร่างขึ้นฟ้า เหินไปยังผิวทะเล เทพจอมโจรหยิบพู่กันกับกระดาษออกมาทันที เขาเขียนแถบข้อความแผ่นหนึ่งเสร็จก็ผิวปาก อินทรีหมื่นลี้ตัวหนึ่งร่อนลงมาจากท้องฟ้า เขายัดแถบข้อความเข้าไปในกระบอกเล็กๆ ตรงขาของอินทรี จากนั้นก็ลูบหัวของมันเบาๆ อินทรีหมื่นลี้สยายปีกบินจากไป เพียงพริบตาเดียวก็หายลับไปสุดปลายขุนเขา
ในป่าบนขุนเขาแห่งหนึ่ง เจียงฉางเซิงเดินอยู่ภายในไพรพนา ลวดลายแห่งมรรคากลางหว่างคิ้วปรากฏออกมาอวดโฉม มันกำลังดูดซับดินโคลนและต้นไม้จำนวนมาก
เขากำลังเตรียมตัวจะสร้างโลกแห่งมรรคาของตนเอง ก่อนอื่นต้องสร้างผืนดิน จากนั้นก็ย้ายป่าไผ่เขียวกระดูกหยกส่วนหนึ่งเข้าไป เพราะต้องการดิน ต้นไม้ และปราณวิญญาณจำนวนมาก เขาจึงต้องออกมาจากอารามมังกรผงาด เดินทางมายังภูเขาที่ไร้ผู้คนอย่างเลี่ยงไม่ได้ ทิ้งไว้เพียงร่างแยกร่างหนึ่งในเรือนเพื่อคอยปกป้องเมืองหลวง
พื้นที่แถบนี้เป็นเขตภูเขาไร้คนอาศัยที่กว้างใหญ่ที่สุดของต้าจิ่ง มองไปไม่เห็นร่องรอยมนุษย์อาศัย มีเพียงสัตว์ป่าและสัตว์ปีศาจ แต่สัตว์ปีศาจพวกนี้ไม่แข็งแกร่งนัก
เขาสูบดิน พืชพันธุ์ และก้อนหินไปตามรายทาง พร้อมกับแผ่จิตสัมผัสออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกผู้ใดพบเห็น แม้จะไม่มีใครอยู่ แต่เขาก็กลัวว่าจู่ๆ จะมียอดฝีมือโผล่พรวดเข้ามา ระหว่างที่เดินหน้าไปเรื่อยๆ ชั้นล่างของโลกแห่งมรรคาก็เริ่มมีดินปูจนเต็มแล้ว พืชพันธุ์ต้นไม้ดอกไม้จำนวนมากรวมตัวกันอยู่ที่มุมหนึ่ง
หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ในที่สุดเจียงฉางเซิงก็พอใจ เขาเดินมาไกลถึงพันลี้เพื่อไม่ทำลายระบบนิเวศ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น จุดที่เขาเดินผ่านมาก็ยังมีสภาพเละเทะอยู่ดี
เขากำลังจะจากไปอยู่แล้ว แต่ทันใดนั้นเขาก็ชะงักเท้า ลวดลายแห่งมรรคากลางหว่างคิ้วเลือนหายไป เขาหมุนตัวเดินไปยังทิศทางหนึ่ง ผ่านไปครู่หนึ่งเขาก็เดินมาพบวัดแห่งหนึ่งกลางป่า ต้นไม้แถบนี้สูงใหญ่นัก หากเหาะผ่านท้องฟ้าเหนือผืนป่าก็ยากจะสังเกตเห็นวัดแห่งนี้ เจียงฉางเซิงเดินตรงเข้าไปในวัด
วัดแห่งนี้ไม่ใหญ่นัก สภาพเหมือนจวนสักหลังมากกว่า มีห้องอยู่สี่ห้องกับห้องโถงใหญ่อีกหนึ่งแห่ง เขาเดินมาถึงหน้าห้องโถงใหญ่ก็เห็นหลวงจีนเฒ่าผู้หนึ่งกำลังเคาะปลาไม้ สวดมนต์หันหลังให้เขาอยู่
เจียงฉางเซิงมองพระพุทธรูปด้านหน้าของเขา พระพุทธรูปองค์นี้ใบหน้าไร้ความอ่อนโยนและความเมตตา ดูเหมือนอสุราที่คอยสยบปีศาจปราบมารเสียมากกว่า ดวงเนตรของพระพุทธรูปจับจ้องด้วยโทสะ เรือนกายกำยำล่ำสัน มือซ้ายถือชามหนึ่งใบ ส่วนมือขวาถือขวานหนึ่งเล่ม ดูแปลกประหลาดอย่างยิ่ง
“ประสกเดินทางมาเยือน เพราะมีคำถามที่ต้องการคำตอบอย่างนั้นหรือ” หลวงจีนเฒ่าผู้หันหลังให้เจียงฉางเซิงถามขึ้นมาเหมือนไม่ใส่ใจ
เจียงฉางเซิงคลี่ยิ้ม “วัดน้อยแห่งนี้ของพวกเจ้ายังต้อนรับคนมากราบไหว้ด้วยหรือ บริเวณสามพันลี้รอบที่แห่งนี้แทบไม่มีร่องรอยของผู้คน ปกติจะมีคนมาจุดธูปเซ่นไหว้บูชาได้อย่างไรกัน”
สาเหตุที่เขาถูกดึงดูดมาที่นี่ก็เพราะกำลังภายในของหลวงจีนเฒ่าผู้นี้
ขั้นจักรวาล!
น่าเหลือเชื่อจริงๆ ภายในต้าจิ่งยังมียอดฝีมือซ่อนอยู่ด้วย หากหอมังกรมหายานในวันวานรู้เข้า ไม่ตกใจตายเลยหรือไร บางทีคนผู้นี้อาจเพิ่งมาอยู่ที่ต้าจิ่งในช่วงไม่กี่สิบปีมานี้ก็ได้
ยามนี้มีเพียงยอดฝีมือขั้นจักรวาลกับขั้นถ้ำสวรรค์เท่านั้นที่ดึงดูดความสนใจของเจียงฉางเซิงได้ เมื่อครู่เขาพยากรณ์ดูแล้ว มูลค่าของคนผู้นี้เท่ากับหนึ่งหมื่นห้าพันแต้มเซ่นไหว้เลยทีเดียว
หลวงจีนเฒ่าหยุดเคาะปลาไม้แล้วค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เขาเอ่ยว่า “ที่แท้ก็มรรคาจารย์มาเยือนนี่เอง อาตมาเสียมารยาทแล้ว”
เขาหันกลับมาเผยให้เห็นใบหน้าอันน่าสะพรึงกลัว ใบหน้าครึ่งหนึ่งของเขาถูกเผาจนเละ แม้แต่ลูกตาก็ใกล้จะหลุดออกมา ส่วนอีกครึ่งหนึ่งก็ดูแล้วแก่ชราอย่างยิ่ง หน้าตาเหมือนผู้เฒ่าอายุหกสิบเจ็ดสิบปีแล้ว
เจียงฉางเซิงไม่ตกใจกลัวใบหน้าของหลวงจีนเฒ่า เพราะจิตสัมผัสของเขาค้นพบเรื่องนี้ตั้งนานแล้ว เขาถามอย่างนิ่งสงบ “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าข้าคือมรรคาจารย์”
หลวงจีนเฒ่าตอบว่า “อมิตตาภพุทธ ต้าจิ่งเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา แต่บนร่างของท่านไม่มีพลังแห่งโชคชะตาแม้แต่เศษเสี้ยว นอกจากมรรคาจารย์ผู้ลึกลับคนนั้นแล้ว อาตมามิคิดว่าจะมีผู้ใดเป็นคนที่สอง”