เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 161 จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจกับมหันตภัยของเผ่ามนุษย์
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 161 จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจกับมหันตภัยของเผ่ามนุษย์
ตอนที่ 161 จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจกับมหันตภัยของเผ่ามนุษย์
สบตาเพียงหนเดียว เจียงฉางเซิงก็ทะยานร่างลอยขึ้นไปบนฟ้า เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนหน้าอกของอูส่ง การเคลื่อนไหวของเขาเร็วเกินไปแล้วจริงๆ ทั้งที่อูส่งคิดว่าตนเองเร็วมากพอแล้ว แต่เขากลับมองเห็นการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายไม่ชัด
พลังมหาศาลเหนือจินตนาการสายหนึ่งส่งผ่านมา เจียงฉางเซิงถีบอูส่งร่วงจากฟ้าลงมากระแทกผืนป่า ฝุ่นดินปลิวฟุ้ง
“อัก… อาก…” อูส่งร่วงตกลงมาถึงพื้น ภาพที่ดวงตามองเห็นถูกย้อมด้วยสีเลือด ความเจ็บปวดแสนสาหัสที่น่าหวาดกลัวอย่างที่สุดทำให้เขาสูญเสียประสาทสัมผัสบนร่าง ขณะที่เลือดลมไหลปั่นป่วน โลหิตไหลย้อนทะลักออกมาจากปากอย่างหยุดไม่ได้
ข้ากำลังจะตาย… ในสมองของอูส่งเหลือเพียงความคิดนี้ เขาคิดไม่ถึงว่าตนเองจะพ่ายแพ้เร็วเช่นนี้ เห็นชัดอย่างยิ่งว่า เมื่อครู่อีกฝ่ายแค่กำลังหยอกเขาเล่นเท่านั้น…
‘เขาเป็นขั้นถ้ำสวรรค์สามจริงหรือ…’ อูส่งคิดอย่างสิ้นหวัง ในจังหวะนั้นเองพลังอันอบอุ่นสายหนึ่งพลันไหลทะลักเข้ามาในร่างกายของเขา ช่วยให้เขาหวนกลับมาควบคุมร่างกายได้อีกหน สีเลือดในสายตาของเขาถดถอยกลับไป
เขาลืมตาขึ้นอย่างยากลำบากแล้วเห็นเงาร่างอันสูงส่งร่างหนึ่ง มรรคาจารย์นั่นเอง
เจียงฉางเซิงก้มมองอูส่งอย่างเย็นชา แววตานั้นเหมือนมองมดปลวกตัวหนึ่งบนพื้น มันทิ่มแทงลึกไปถึงหัวใจของอูส่ง เขาเดินทางข้ามทะเลมากี่ผืน ท่องผ่านทวีปมากี่แห่งก็ไม่เคยพานพบความพ่ายแพ้อันน่าอเนจอนาถเช่นนี้ ในหัวใจของเขาเกิดความเคียดแค้นและไม่ยินยอมขึ้นมาเลือนราง ห่างชั้นกันมากเกินไปแล้ว!
ภาพจำลองถ้ำสวรรค์ของเขายังไม่ทันก่อตัวเสร็จด้วยซ้ำ เจียงฉางเซิงก้มมองเขาแล้วถามว่า “มหันตภัยของโลกมนุษย์ที่เจ้าพูดถึงก่อนหน้านี้ ไหนเล่ามาให้ข้าฟังอย่างละเอียดที”
อูส่งตกตะลึง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพูดเรื่องนี้ แต่เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อ เขาททำได้แต่ผงกศีรษะอย่างยากลำบาก เขาถูกเจียงฉางเซิงหิ้วขึ้นมาแล้วเหาะไปทางเขามังกรผงาดทันที จากประตูเมืองทิศใต้ไปยังประตูเมืองทิศเหนือต้องตัดผ่านเมืองหลวงพอดี
หลวงจีนเทวะกัสสปะกับโจวเจวี่ยซื่อจึงเห็นมรรคาจารย์หิ้วอูส่งกลับเข้ามาในเมืองกับตาตนเอง โจวเจวี่ยซื่อเอ่ยอย่างตื่นเต้น “อาจารย์ มรรคาจารย์ชนะแล้วจริงๆ ด้วย” หลวงจีนเทวะกัสสปะได้ยินคำนี้กลับไม่ตอบอันใด เขายังคงนิ่งเงียบ
ในหัวใจเขาคลื่นลูกยักษ์กำลังซัดถาโถม มรรคาจารย์แข็งแกร่งเพียงใดกันแน่ นี่เพิ่งจะผ่านไปนานเท่าไร เขาก็เอาชนะอูส่งได้อย่างง่ายดายแล้ว…
ทันใดนั้นเขาก็ฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นั่นก็คือตราบจนบัดนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดล่วงรู้ระดับขั้นที่แท้จริงของมรรคาจารย์ ทุกคนล้วนอาศัยการคาดเดาจากผลการต่อสู้ของเขา มรรคาจารย์ล้มยอดฝีมือขั้นถ้ำสวรรค์สองได้ไม่ได้แปลว่าเขาอยู่ขั้นถ้ำสวรรค์สามเสียหน่อย!
เขายิ่งคิดก็ยิ่งครั่นคร้าม ได้แต่พยายามห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องนั้น แล้วรีบพาโจวเจวี่ยซื่อเดินทางไปเมืองหลวง ชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธ์ในเมืองต่างแหงนหน้ารอคอยอยู่ เมื่อเห็นเจียงฉางเซิงหิ้วคนผู้หนึ่งเหาะผ่านท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงมา ทั่วทั้งเมืองก็โห่ร้องยินดีเสียงดังสะเทือนฟ้า
จางอิงเบิกตาโต เขารู้วาเจียงฉางเซิงจะชนะ ไม่ว่าอย่างไรเจียงฉางเซิงก็เป็นขั้นถ้ำสวรรค์สาม แต่เขาคิดไม่ถึงว่าจะชนะเร็วถึงเพียงนี้ และง่ายดายถึงเพียงนี้ เวลานี้เขาเกิดความคิดเฉกเช่นเดียวกับหลวงจีนเทวะกัสสปะ มรรคาจารย์อยู่ระดับขั้นใดกันแน่
เจียงฉางเซิงเหาะกลับมาถึงเรือนอย่างรวดเร็วแล้วโยนอูส่งทิ้งไว้บนพื้น จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นกวักกลางอากาศ โอสถขวดหนึ่งลอยออกมาจากในห้อง เขาเทโอสถกรอกเข้าปากของอูส่งทันที อูส่งสำลักไอโขลกๆ อย่างรุนแรง แต่ไม่กล้าโอดครวญสักนิด
เทพกระบี่กระโดดลงมาจากหลังคาเรือนแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้ว่า “มรรคาจารย์ เขาอยู่ระดับขั้นใดหรือ” ก่อนหน้านี้เขาสัมผัสได้ว่าอูส่งแข็งแกร่งยิ่งนัก แข็งแกร่งกว่าเขามากเหลือเกิน
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ขั้นถ้ำสวรรค์สอง”
เทพกระบี่พรูลมหายใจอย่างโล่งอก หากอีกฝ่ายเป็นขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง เขาคงหนีไปเก็บตัวหมดอาลัยตายอยากอยู่ในห้อง เพราะเขาเชื่อมาตลอดว่าในระดับขั้นเดียวกันฝีมือของเขาเป็นที่หนึ่งไม่ก็ที่สอง ทว่าพลังของอูส่งเมื่อครู่กลับทำให้เขาหวาดผวา
เฉินหลี่เดินเข้ามาพินิจดูอูส่ง อูส่งสัมผัสได้ว่าเขากำลังภายในอ่อนแอ อยู่ในขั้นบรรลุฟ้าเท่านั้นจึงถลึงตาใส่เขาอย่างอดไม่ได้ เฉินหลี่เผยสีหน้าไม่พอใจออกมา
“ระหว่างรักษาอาการบาดเจ็บก็พูดเรื่องมหันตภัยของโลกมนุษย์ไปด้วยก็แล้วกัน หวังว่าเจ้าจะไม่ปิดบัง และไม่โกหก เพราะเรื่องนี้เกี่ยวพันถึงว่าเจ้าจะได้มีชีวิตจากไปหรือไม่” เจียงฉางเซิงเอ่ยปาก คำว่ามหันตภัยของโลกมนุษย์ดึงความสนใจของเฉินหลี่ เทพกระบี่กับไปฉีมาทันที
อูส่งสูดหายใจลึกเฮือกหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “มหันตภัยของโลกมนุษย์ที่ข้าเอ่ยถึงก็คือมหันตภัยที่กำลังเกิดขึ้นกับทั่วทั้งใต้หล้า ทะเลไร้ขอบเขตอยู่ห่างไกลเกินไป พวกเจ้าจะไม่รู้ก็ไม่แปลก ในมหาสมุทรมีกองกำลังจำนวนน้อยเท่านั้นที่รู้ว่าสงครามใหญ่ระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าปีศาจเปิดฉากขึ้นแล้ว”
ได้ยินคำนี้ ทุกคนก็ยิ่งสงสัยใครรู้ ไปฉีอดใจไม่ไหวถามขึ้นมาว่า “เผ่าปีศาจลุกขึ้นมาสู้กับเผ่ามนุษย์ไหวด้วยหรือ”
อูส่งกลอกตา แล้วเอ่ยว่า “เรื่องนั้นแน่นอนอยู่แล้ว เผ่าปีศาจบนทวีปในมหาสมุทรก็แค่อ่อนแอจึงรวมตัวกันเป็นกองกำลังเผ่าปีศาจไม่ได้ก็เท่านั้น นี่ไม่ได้หมายความว่าเผ่าปีศาจไร้กำลัง สาเหตุที่เผ่าปีศาจที่นี่ของพวกเจ้าอ่อนแอ ส่วนใหญ่ก็ต้องโทษการลงมือของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ในอดีต อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เคยส่งผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งจำนวนมากมากวาดล้างเผ่าปีศาจบนทวีปต่างๆ ทำให้มหาสมุทรสงบสุข แต่ใต้หล้ากว้างใหญ่เพียงใด ต่อให้แข็งแกร่งเฉกเช่นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วใต้หล้ากว้างใหญ่เพียงใดกันแน่ เมื่อร้อยปีก่อนจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจตนใหม่ถือกำเนิดขึ้นในเผ่าปีศาจ เขารวบรวมปีศาจทั่วใต้หล้า แม้แต่สัตว์ร้ายไร้อารยะจำนวนมากก็ยังรับใช้เขา อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ยืนหยัดต้านพวกเขาอย่างยากลำบากมาหลายสิบปี อย่างมากที่สุดอีกภายในยี่สิบปีอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็คงพ่ายแพ้ ถึงยามนั้นภัยจากปีศาจย่อมคืบคลานเข้ามายังมหาสมุทรแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังหรือทวีปของเผ่ามนุษย์แห่งใดล้วนมิอาจต้านทาน พวกเจ้าว่านี่ใช่มหันตภัยของโลกมนุษย์หรือไม่เล่า”
เฉินหลี่กับเทพกระบี่ต่างตกตะลึง ส่วนไปฉีประหลาดใจระคนแอบดีใจอยู่หน่อยๆ แต่มันพยายามหักห้ามอารมณ์ไว้แล้วลอบมองสำรวจสีหน้าของคนที่เหลือ
เจียงฉางเซิงตั้งคำถามในใจ ‘จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจที่เขาพูดถึงแข็งแกร่งเพียงใด’ [ไม่อาจพยากรณ์ได้ ไม่อยู่ในขอบเขตที่ระบบล่วงรู้] เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว
เขาเอ่ยปากถามว่า “หากเป็นตามที่เจ้าพูด เผ่าปีศาจก็น่าจะอยู่ห่างไกลจากดินแดนแห่งนี้ของพวกข้ามาก ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใดกว่าเหตุการณ์นี้จะส่งผลมาถึงทวีปชีพจรมังกร” อูส่งถอนหายใจ “ข้าก็ไม่แน่ใจ เพราะเผ่ามนุษย์มีศิลามิติในครอบครอง เผ่าปีศาจก็เช่นเดียวกัน”
เฉินหลี่อดไม่ไหวถามออกมาว่า “หากเป็นเช่นที่เจ้าพูด เกิดอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ต้านไม่ไหวขึ้นมา เผ่ามนุษย์มิสูญสิ้นหรอกหรือ”
อูส่งตอบว่า “ก็อาจสูญสิ้นจริงๆ แต่ก็ไม่แน่ ตำนานเล่าว่าหายนะเช่นนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเป็นหนแรก อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ในปัจจุบันนี้ไม่ใช่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แห่งแรก บางทีใต้หล้าอาจยังมีอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่นอยู่ หรือไม่ยามที่เผ่ามนุษย์เสื่อมถอย อาจมีผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งเฉกเช่นจักรพรรดิยุทธ์ในวันวานลุกขึ้นมาสู้ ใช้พลังยุทธ์อันแข็งแกร่งรวบรวมอาณาจักรในใต้หล้าให้สมานสามัคคี ก่อกำเนิดอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่”
เฉินหลี่ถามต่อ ตอนแรกอูส่งรำคาญอยู่นิดหน่อย แต่เพราะเห็นแก่หน้าเจียงฉางเซิงจึงจำใจต้องตอบคำถามอย่างอดทน ตามที่อูส่งบอก แดนสมุทรแถบนี้มีทวีปทั้งหมดเจ็ดสิบสองแห่ง ทวีปชีพจรมังกรนับว่าเป็นทวีปที่อยู่ค่อนข้างห่างไกล เจียงฉางเซิงฟังไปๆ ก็รู้สึกท่าไม่ดี เขาพบว่าทวีปเทพโบราณอยู่ใกล้อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่สุด เช่นนั้นมิใช่ว่ามู่หลิงลั่วต้องเผชิญกับภัยจากปีศาจเป็นกลุ่มแรกหรอกหรือ
“เจ้าเคยได้ยินเรื่องจวนศักดิ์สิทธิ์ของทวีปเทพโบราณหรือไม่” เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม อูส่งมองเขาอย่างมีเลศนัย แล้วเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ ท่านไม่ใช่คนของทวีปนี้จริงๆ ด้วย แม้ข้าจะยังไม่เคยไปเยือนทวีปเทพโบราณ แต่ได้ยินมาว่าจวนศักดิ์สิทธิ์คือกองกำลังผู้ฝึกยุทธ์ที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก่อตั้งกระจายไปทั่วทุกแห่งในใต้หล้า เพื่อรวบรวมผู้มีพรสวรรค์ล้ำเลิศให้อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์”
เจียงฉางเซิงหัวใจหนักอึ้งอย่างฉับพลัน ดูท่าคงจะต้องรีบให้มู่หลิงลั่วออกมาจากทวีปเทพโบราณโดยเร็วเสียแล้ว เฉินหลี่ถามว่า “อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ถือกำเนิดมาจากการเลื่อนระดับขั้น ไม่ใช่ว่าได้นามนี้มาเฉยๆ ใช่หรือไม่”
อูส่งเหล่มองเขา “ใช่ตามนั้นนั่นแหละ ต้าจิ่งของพวกเจ้าก็อยากกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์บ้างหรือ เป็นไปไม่ได้ เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด! นับตั้งแต่โบราณในมหาสมุทรไม่เคยมีอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แห่งโชคชะตา” เฉินหลี่ซักถามอีกว่าจะเลื่อนระดับขั้นอย่างไร อูส่งกลอกตา ตอบว่า “ข้าไหนเลยจะรู้ ข้าเป็นเพียงผู้พเนจรเดินทางท่องใต้หล้า ชั่วชีวิตระเหเร่ร่อนไปมา ไม่สนใจเรื่องราชวงศ์แห่งโชคชะตานั่นหรอก”
เฉินหลี่จึงเลิกสนใจเขา เขาหันไปคำนับเจียงฉางเซิงแล้วเดินจากไปอย่างรวดเร็ว เจียงฉางเซิงจับจ้องอูส่ง แล้วถามว่า “เจ้าลองคาดการณ์มาซิว่า ภัยจากเผ่าปีศาจจะส่งผลมาถึงทวีปชีพจรมังกรเมื่อใด”
อูส่งขบคิดครู่หนึ่งก็ตอบว่า “อย่างเร็วก็ห้าสิบปี อย่างช้าก็หนึ่งร้อยกว่าปี ข้าคิดว่าภัยจากเผ่าปีศาจระลอกแรกน่าจะบังเกิดเมื่อเผ่าปีศาจตีแนวป้องกันของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แตก เมื่อนั้นสัตว์ปีศาจทั่วหล้าจักฮึกเหิม แม้จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจยังมิทันมาถึง สัตว์ปีศาจบนทวีปชีพจรมังกรก็คงเริ่มอาละวาด โจมตีอาณาจักรต่างๆ ของเผ่ามนุษย์แล้ว เผ่าปีศาจมหัศจรรย์อย่างยิ่ง พวกมันสัมผัสความตั้งมั่นอันแรงกล้าของสัตว์ปีศาจที่แข็งแกร่งได้”
ทันใดนั้นเจียงฉางเซิงก็เอ่ยขึ้นมาว่า “เทพกระบี่ ไปฉี หลับตา” แม้หนึ่งมนุษย์ หนึ่งหมาป่าจะงงงวย แต่ก็หลับตาแต่โดยดี
เจียงฉางเซิงใช้เนตรเทวะลวงตาทันที อูส่งสบตากับเขาเพียงชั่วพริบตาก็เหม่อลอย คำถามที่เพิ่งถามไปเมื่อครู่ถูกเขาถามซ้ำอีกครั้ง ปรากฏว่าเจ้าอูส่งคนนี้ซื่อตรงดี เขาไม่ได้โกหก เจียงฉางเซิงประทับใจเขาในทางที่ดีไม่น้อยจึงไม่กลั่นแกล้งอันใดมากกว่านั้นอีก เขากวักมือกับอากาศเรียกพู่กัน หมึก กับกระดาษภายในห้องให้ลอยออกมาหา หลังจากนั้นก็ให้อูส่งคัดลอกยอดเคล็ดวิชาที่แข็งแกร่งที่สุดของตนเองส่วนหนึ่งออกมา
เทพกระบี่แอบตกตะลึงอยู่ในใจ เขาไม่กล้าลืมตาแต่ในสมองจินตนาการเติมแต่งเรื่องราวออกมามากมายแล้ว ส่วนไปฉีคุ้นชินเสียแล้ว มันรู้ดีว่าเจียงฉางเซิงต้องใช้วิชานอกรีตอีกแล้วแหงๆ อูส่งสะบัดพู่กันอย่างรวดเร็วยิ่งนัก ผ่านไปไม่นานเขาก็เขียนเสร็จ เจียงฉางเซิงย้ายพู่กัน หมึกกับกระดาษกลับไปในห้อง หลังจากนั้นจึงคลายวิชาเนตรเทวะลวงตา แววตาของอูส่งกลับมาแจ่มใสเหมือนเดิม เขาหันไปมองเจียงฉางเซิง
“รออาการบาดเจ็บของเจ้าดีขึ้นแล้ว เจ้าก็ลงจากเขาไปเถิด” เจียงฉางเซิงกลับไปใต้ต้นวิญญาณปฐพี เทพกระบี่กับไปฉีลืมตาขึ้นมา พอไม่เห็นว่าอูส่งมีตรงไหนผิดปกติ พวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก
“ขอบคุณผู้อาวุโสยิ่งนัก!” อูส่งยินดีปรีดา เขาโคจรลมปราณรักษาอาการบาดเจ็บต่อ เจียงฉางเซิงคำนวณเวลา ต้าจิ่งต้องรีบใช้เวลานี้รวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่ง มีแต่ต้องทำเช่นนี้จึงจะรับมือภัยจากปีศาจที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันหน้าได้ ดูท่าต้าจิ่งจะรอคอยอย่างอ้อยอิ่งต่อไปไม่ได้แล้ว เจียงฉางเซิงไม่ได้ส่งกระแสจิตไปหาฮ่องเต้ซุนเทียน เพราะเฉินหลี่ไปรายงานเรื่องนี้แล้ว
[ปีซุนเทียนที่สิบ อูส่งผู้ฝึกยุทธ์เดียวดายผู้ร่อนเร่พเนจรมาทั่วหล้าเดินทางมาท้าสู้กับเจ้า เจ้าเอาชีวิตรอดจากการท้าสู้ของเขาได้สำเร็จ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ‘ใบหยกเกล็ดทอง’ จำนวน 6 ชิ้น] ขั้นถ้ำสวรรค์สองต่างออกไปจริงๆ ได้ใบหยกเกล็ดทองมามากขึ้นตั้งสามใบ
เจียงฉางเซิงอารมณ์ดีขึ้นทันตา เขาเข้าใกล้การสร้างสมบัติขั้นสูงสุดมากขึ้นอีกก้าวแล้ว อีกด้านหนึ่ง ในห้องทรงพระอักษรของวังหลวง เป็นอย่างที่คิด หลังจากฮ่องเต้ซุนเทียนทราบเรื่องนี้ก็ตกใจจนหน้าถอดสี แม้เขาคงมีชีวิตอยู่ได้ไม่เกินร้อยปี แต่เขาก็ไม่ต้องการจะให้ต้าจิ่งดับสูญ
“อาจารย์ของเจ้าได้ทิ้งวิธีการเลื่อนระดับขั้นเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาไว้หรือไม่” ฮ่องเต้ซุนเทียนถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด อาจารย์ของเฉินหลี่ก็คือหานเทียนจี ต้าจิ่งกลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาได้สำเร็จ ก็เพราะคุณงามความชอบอันใหญ่หลวงของเขา แต่พรสวรรค์ด้านวรยุทธ์ของเขาไม่เอาไหน สุดท้ายก็ไม่อาจก้าวข้ามขั้นเทวชน จึงจากไปนานแล้ว ตามที่เขาเคยบอกว่าการลักลอบสอดส่องโชคชะตาเป็นเช่นเดียวกับฮ่องเต้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา นั่นก็คือต่อให้เลื่อนระดับขั้นแล้ว อายุขัยก็จะไม่ยืนยาวขึ้นเช่นผู้ฝึกยุทธ์
เฉินหลี่พยักหน้าเอ่ยว่า “มีพะยะค่ะ แต่ต้องใช้เวลา ความจริงต้าจิ่งมีคุณสมบัติมากพอเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตาแล้ว แต่กว่าพลังแห่งโชคชะตาจะเข้าที่ต้องใช้เวลา” ฮ่องเต้ซุนเทียนหันไปมองนอกหน้าต่าง แล้วเอ่ยด้วยแววตาอันนิ่งสงบ “สมควรเริ่มสงครามแล้วสินะ ในที่นี้อาจเป็นโชคชะตาของต้าจิ่ง”
เช้าวันต่อมา อูส่งเตรียมตัวจากไป เขากราบขอบคุณเจียงฉางเซิงที่ละเว้นชีวิต ก่อนจากไปเขายังเกลี้ยกล่อมประโยคหนึ่งว่า “มรรคาจารย์ ข้าได้ยินมาว่าท่านปกป้องต้าจิ่งมาตลอด แสดงให้เห็นว่าท่านผูกพันกับต้าจิ่งอย่างลึกซึ้ง แต่รีบตัดอาวรณ์โดยเร็วเสียเถิด ผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งทั่วหล้าส่วนหนึ่งเดินทางไปช่วยเหลืออาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ อีกส่วนหนึ่งหนีห่างจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ตามหาดินแดนอื่นเพื่อมีชีวิตรอด ในที่สุดแล้วต้าจิ่งก็จะเป็นตัวถ่วงของท่าน” เจียงฉางเซิงหลับตาไม่ตอบอันใด อูส่งเห็นเช่นนี้จึงไม่กล่าวอันใดอีก เขาเดินลงจากภูเขาไปอย่างรวดเร็ว