เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 162 เลื่อนขั้นเป็นคนแรก
ตอนที่ 162 เลื่อนขั้นเป็นคนแรก
ตกกลางคืน ในห้วงฝัน เจียงฉางเซิงมาพบมู่หลิงลั่ว หลังจากจบการประลองใหญ่จวนศักดิ์สิทธิ์ มู่หลิงลั่วก็บากบั่นฝึกวรยุทธ์มาตลอด นางไม่ขาดแคลนพรสวรรค์กับวิชายุทธ์ สิ่งที่ขาดก็คือเวลา เพราะนางขยันหมั่นเพียรอย่างแท้จริง นางจึงเข้าใกล้ขั้นกายาทองคำมากขึ้นทุกที เหมือนก่อนหน้านี้ เจียงฉางเซิงถามนางว่าระยะนี้เป็นอย่างไรบ้าง จวนศักดิ์สิทธิ์มีเรื่องใหญ่โตอันใดเกิดขึ้นหรือไม่
มู่หลิงลั่วเริ่มเล่าเรื่องที่นางได้ยินมาในเดือนนี้ให้ฟัง “ระยะนี้อาจารย์มาปรากฏตัวน้อยครั้งมาก ได้ยินมาว่าจวนศักดิ์สิทธิ์กำลังเตรียมการเรื่องใหญ่บางอย่างอยู่ ศิษย์ระดับสูงมากมายล้วนหายตัวไป” มู่หลิงลั่วเอ่ยอย่างกังวลใจ สถานการณ์เช่นนี้ปรากฏให้เห็นมาเนิ่นนานแล้ว เพียงแต่นางเห็นว่าไม่ส่งผลมาถึงตนเองจึงไม่ได้เล่าให้เจียงฉางเซิงฟัง
เจียงฉางเซิงฟังจบก็ถือโอกาสบอกข่าวที่ตนเองหามาได้ให้ฟัง มู่หลิงลั่วฟังไปฟังมา สีหน้าก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ จอมราชันของเผ่าปีศาจ… มหันตภัยของเผ่ามนุษย์… อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์… แม้จะเป็นศิษย์ของตระกูลมู่และศิษย์ของจวนศักดิ์สิทธิ์ แต่นางกลับไม่รู้เรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย ประการแรกเส้นสายของนางน้อยนิดยิ่งนัก ประการที่สองระดับขั้นของนางยังต่ำอยู่จึงไม่มีคุณสมบัติไปยุ่งกับเรื่องเหล่านี้
“เจ้าคิดว่าอย่างไร อยากออกจากจวนศักดิ์สิทธิ์หรือไม่” เจียงฉางเซิงเอ่ยถาม ด้วยตบะของเขาในยามนี้การรีบเร่งเดินทางไปถึงทวีปเทพโบราณ มิต้องใช้เวลานานสักเท่าใดนัก มู่หลิงลั่วเงียบงัน ผ่านไปครู่ใหญ่ นางจึงเอ่ยปากขึ้นว่า “พี่ฉางเซิง หนนี้ข้าคงต้องปฏิเสธท่าน หากไม่มีมหันตภัยของโลกมนุษย์หนนี้ ข้าย่อมเดินทางไปหาท่านด้วยไร้ภาระใดๆ แต่ยามนี้มหันตภัยกรายใกล้ หากข้าจากไปย่อมละอายต่อจวนศักดิ์สิทธิ์ ยิ่งกว่านั้นคงละอายต่อตระกูลมู่ แล้วอีกอย่างต่อให้ข้าเดินทางไปหาท่านจริงก็ทำได้เพียงมีชีวิตอยู่นานขึ้นอีกหน่อยเท่านั้น ยามใดเผ่ามนุษย์ล่มสลาย พวกเราจะหลบลี้หนีภัยได้อีกนานเท่าใด”
เจียงฉางเซิงปลื้มใจ มู่หลิงลั่วดูภายนอกเหมือนคนกลัวปัญหายุ่งยาก แต่เมื่อเผชิญหน้ากับภัยอันตรายใหญ่หลวงเข้าจริงๆ นางกลับไม่ขลาดกลัว นี่บ่งบอกว่าตั้งแต่เล็กเขาสั่งสอนนางมาดี ความจริงแล้วเขาใช้โลกมรรคาพาตระกูลมู่มาได้ แต่นั่นจะทำให้โลกมรรคาถูกเปิดเผย ไม่ว่าอย่างไรกว่ามหันตภัยจากเผ่าปีศาจจะมาเยือนก็ยังเหลือเวลาอีกพอสมควร รออีกสักหน่อยก็เหมือนกัน ระดับขั้นอย่างมู่หลิงลั่วในตอนนี้ จวนศักดิ์สิทธิ์คงไม่มีทางส่งนางไปสนามรบ
เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “หากจวนศักดิ์สิทธิ์ต้องการให้เจ้าไปที่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ จงจำไว้ว่าต้องบอกข้า” มู่หลิงลั่วพยักหน้า ตอบว่า “วางใจเถิด ศิษย์ที่หายไปเหล่านั้นอย่างน้อยก็ขั้นจักรวาล ข้ายังห่างจากขั้นจักรวาลอีกไกลนัก” นางมีสีหน้ากลัดกลุ้มกังวล เพราะคิดไม่ถึงว่าในชั่วชีวิตของตนเองจะต้องมาพบเจอหายนะที่เกิดขึ้นในรอบพันปีหนนี้ นางมีเจียงฉางเซิงปกป้องแต่ตระกูลมู่เล่า
นางมองเจียงฉางเซิงแล้วถามว่า “พี่ฉางเซิง ท่านว่าพวกเราเผ่ามนุษย์จะต้านภัยหนนี้ได้หรือไม่” เจียงฉางเซิงเอ่ยตอบ “บางทีอาจได้ แต่ต่อให้ไม่ได้ ข้าจะปกป้องเจ้า ท้องนภาใหญ่โตพสุธากว้างใหญ่ ย่อมต้องมีสถานที่ซึ่งไร้ปีศาจ” มู่หลิงลั่วซาบซึ้งกับคำพูดของเขาจึงคลี่รอยยิ้ม “หากจวนศักดิ์สิทธิ์ต้านไว้ไม่ไหวจริงๆ ถ้าเช่นนั้นข้าจะบุกฝ่าวงล้อมออกไปตามหาท่าน”
เจียงฉางเซิงหยอกล้อ “ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็รีบแข็งแกร่งขึ้นเสีย อย่าตายกลางทางเชียว” ทั้งสองคนเริ่มปะทะคารมกัน บรรยากาศที่เคยตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงตาม หนึ่งชั่วยามหลังจากนั้น เจียงฉางเซิงก็ลืมตาขึ้น เขาเข้าใจทางเลือกของมู่หลิงลั่ว ไม่ว่าอย่างไรมู่หลิงลั่วก็มีครอบครัวของตัวเอง
“ยังมีเวลาอีกหลายสิบปี ถึงยามนั้นมิต้องพูดถึงการช่วยเผ่ามนุษย์ การปกป้องตระกูลมู่ก็น่าจะไม่ใช่ปัญหาอีกแล้ว” เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ ก่อนหน้านี้เขาพยากรณ์แล้วว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แข็งแกร่งมากเพียงใด เรื่องนั้นไม่อยู่ในขอบเขตที่ระบบล่วงรู้เช่นกัน แต่เขาคิดว่าตนเองน่าจะมีพลังมากพอจะปกป้องตนเองแล้ว ตราบจนบัดนี้เขายังไม่เคยตรวจสอบพบคนที่มีแต้มเซ่นไหว้สูงกว่าสิบล้านแต้มมาก่อน จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจกับผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์คงมีแต้มสูงไม่ถึงหลายพันล้านแต้มหรอกกระมัง นั่นออกจะน่าเหลือเชื่อเกินไปหน่อย
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ต้องประเมินศัตรูให้สูงเอาไว้ก่อน จะได้ไม่พลาดท่าเสียที หากพบกับศัตรูที่สู้ไม่ได้จริงๆ เขาก็จะใส่คนที่เขาห่วงใยทั้งหมดไว้ในโลกมรรคา จากนั้นใช้วิชาหลีกเร้นห้าธาตุท่องเที่ยวใต้หล้า เขาไม่เชื่อหรอกว่าเผ่าปีศาจจะไล่ล่าสังหารเขาจนตายได้ เขาใช้วิชาเก้าสวรรค์จำแลงแปลงกายเป็นปีศาจได้ด้วยซ้ำไป แน่นอนว่านั่นเป็นแผนสำรองของแผนสำรองอีกที เผ่ามนุษย์ชนะย่อมดีที่สุด เขายังต้องการมนุษย์มามอบแต้มเซ่นไหว้จำนวนมหาศาลให้เขาอยู่นะ
เจียงฉางเซิงเลิกคิดมากแล้วจดจ่อกับการฝึกวิชา ปีซุนเทียนที่สิบเอ็ด ในที่สุดต้าจิ่งที่หยุดพักมาสิบเอ็ดปีก็เผยคมเขี้ยวอีกครั้ง ฮ่องเต้ออกพระราชโองการประกาศบอกประชาชนทั่วใต้หล้าว่าเขาจะสืบทอดปณิธานของอดีตฮ่องเต้รุ่นแล้วรุ่นเล่า รวมใต้หล้าให้เป็นหนึ่ง เขาไม่กล่าวโทษศัตรูด้วยความผิดที่อาจมี แต่ประกาศความทะเยอทะยานของตนเองออกมาอย่างตรงไปตรงมา ประชาชนทั่วหล้าต่างสนับสนุน
อ๋องเจ้าเมืองแต่ละแห่งเริ่มเคลื่อนทัพ ต้าจิ่งเตรียมกลืนอาณาจักรรอบข้างก่อน แล้วค่อยบุกขึ้นเหนือไปตีอาณาจักรตงไห่ ไม่ว่าอาณาจักรใดที่เป็นฝ่ายยอมสวามิภักดิ์ด้วยตนเอง ฮ่องเต้อนุญาตให้ราชวงศ์ของพวกเขารักษาตำแหน่งผู้ปกครองดูแลรัฐได้ แต่หากมิยอมจำนนย่อมพบกับการหักหาญเข้าตีด้วยกำลัง ภายในหนึ่งเดือน มีอ๋องเจ้าเมืองมากถึงเก้าคนนำกองทัพออกศึก กำลังทหารบรรลุถึงตัวเลขที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่ง เมืองหลวงวุ่นวาย แต่ละวันมีทหารเข้าๆ ออกๆ อินทรีหมื่นลี้บินฉวัดเฉวียนตัดผ่านกันอยู่เหนือท้องนภาของต้าจิ่ง
วันนี้หลวงจีนเทวะกัสสปะเดินทางมาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิง เขาเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อพาโจวเจวี่ยซื่อมาเข้าหอเจินอูเพื่อสั่งสอนวิชายุทธ์ โจวเจวี่ยซื่อมีพรสวรรค์ในการฝึกยุทธ์เหนือกว่าผู้ใด เขาตั้งใจจะเก็บเกี่ยววิชายุทธ์ทั่วใต้หล้า จากนั้นก็สร้างวิชาเทพที่ไม่เคยมีมาก่อน
หลวงจีนเทวะกัสสปะเอ็นดูเขายิ่งนัก การเก็บรักษานามเดิมของเขาไว้เป็นเครื่องพิสูจน์ที่ดีที่สุด วัดพญามังกรเป็นสำนักในยุทธภพ ช้าเร็วศิษย์ทั้งหลายย่อมหวนกลับสู่หนทางแห่งฆราวาสทำคุณประโยชน์ให้แก่ต้าจิ่ง ดังนั้นกฎระเบียบจึงไม่ได้เคร่งครัดมากนัก เจียงฉางเซิงนั่งดื่มชาประจันหน้ากับหลวงจีนเทวะกัสสปะ
หลวงจีนเทวะกัสสปะถอนหายใจ “ต้าจิ่งลงมือดุจอสนีบาต ช่างแข็งแกร่งเสียจริง อาตมามองดูพลังแห่งโชคชะตาตอนนี้แล้ว มีเค้าว่าจะกลืนกินใต้หล้าได้จริงๆ”
เจียงฉางเซิงหัวเราะ “หนทางยังอีกยาวไกล หวังว่าวัดพญามังกรจะบ่มเพาะผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งมาให้ต้าจิ่งมากขึ้นอีกหลายๆ เท่า จะกรีฑาทัพทั่วใต้หล้า แนวรบย่อมกว้างใหญ่ยิ่งนัก ต้องการแม่ทัพมากมายเหลือเกิน”
ทั้งสองคนสนทนากันครู่หนึ่ง ในที่สุดหลวงจีนเทวะกัสสปะก็เอ่ยจุดประสงค์การมาเยือนของตนเองออกมา “อาตมาเดินทางมาหนนี้ นอกจากเพื่อมาส่งศิษย์เข้าหอเจินอู ก็อยากถือโอกาสมาเตือนมรรคาจารย์ด้วย คนลึกลับที่ลอบจู่โจมข้าวันนั้นทิ้งตราอนันต์เอาไว้ ตราอนันต์คือตราสัญลักษณ์แสดงตัวตนของพันธมิตรสมุทรอนันต์ กองกำลังของพันธมิตรสมุทรอนันต์คุมอาณาเขตกว้างใหญ่อย่างยิ่ง พวกเขากระจายกันอยู่ในมหาสมุทร ยากจะค้นหาร่องรอย ทั้งยังมียอดฝีมือมากมายดุจเมฆา ท่านต้องระวังตัวเอาไว้”
เจียงฉางเซิงได้ยินดังนี้ก็ถามในใจทันที ‘ผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในพันธมิตรสมุทรอนันต์แข็งแกร่งเพียงใด’ [ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 1,900,000 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
เกือบถึงขั้นถ้ำสวรรค์สี่เชียวหรือ… ก็พอจะมีดีเหมือนกันนี่ แข็งแกร่งขนาดนี้เหตุใดจึงไม่เข้ามาสู้ หรือว่าผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดคนนั้นไม่อยู่ในพันธมิตรสมุทรอนันต์ แตกักตนฝึกวิชาอยู่ในที่ไกลแสนไกลสักแห่ง เขาจะพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในแดนสมุทรแถบนี้อยู่เป็นครั้งคราว บางครั้งจะมียอดฝีมือที่มีค่าเท่ากับหนึ่งล้านแต้มเซ่นไหว้โผล่ออกมาบ้าง แต่ส่วนใหญ่คนที่แข็งแกร่งที่สุดจะมีค่าเท่ากับหนึ่งแสนหลายหมื่นแต้มเท่านั้น
เจียงฉางเซิงพยากรณ์ระดับของผู้แข็งแกร่งเป็นลำดับที่สองของพันธมิตรสมุทรอนันต์ต่อ คนผู้นี้เพิ่งจะมีค่าเท่ากับหนึ่งล้านหนึ่งแสนแต้มเซ่นไหว้ ห่างชั้นกันมหาศาล แต่สรุปแล้วก็คือพันธมิตรสมุทรอนันต์แข็งแกร่งจริงๆ พูดถึงกำลังรบสูงสุดของพวกเขาเพียงอย่างเดียวก็เหนือกว่าคนที่แข็งแกร่งที่สุดบนทวีปเทพโบราณเสียอีก สมแล้วที่กุมอำนาจเหนือหอการค้าทั้งหลายในทะเล เจียงฉางเซิงเอ่ยว่า “ข้ารับรู้แล้ว”
หลวงจีนเทวะกัสสปะไม่รั้งอยู่นานนัก เขาจากไปอย่างรวดเร็ว หลังจากเขาออกไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็พยากรณ์ตรวจดูสภาพรอบด้านทวีปชีพจรมังกรอีกหน อันดับหนึ่งของทะเลสวรรค์กระโดดพรวดจากหนึ่งแสนไม่กี่หมื่นแต้มเซ่นไหว้ไปเป็นห้าแสนแต้มเซ่นไหว้แล้วจริงๆ ด้วย ดูท่าเขาจะเลื่อนขั้นจากถ้ำสวรรค์หนึ่งเป็นถ้ำสวรรค์สองแล้ว
การเลื่อนขั้นก็คือการก้าวกระโดดของพลังอยู่แล้ว ดังนั้นไม่ใช่ว่าอีกฝ่ายต้องพลังเท่ากับสี่แสนเก้าหมื่นแต้มแล้วถึงจะเลื่อนขั้น หากเลื่อนขั้นทั้งทีแต่พลังเพิ่มมาแค่หนึ่งหมื่นแต้มเช่นนั้นมิบ้าบอหรือไร แน่นอนว่ายังมีความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง นั่นก็คือตอนเลื่อนขั้นพลังถึงสี่แสนเก้าหมื่นแต้มแล้ว พอหลังจากเลื่อนขั้นพลังก็เพิ่มไปมากกว่าห้าแสนแต้มแต่ยังน้อยกว่าหนึ่งล้านแต้ม ที่แท้แล้วเป็นอย่างไร คงต้องรอให้ได้พบผู้ระดับขั้นวิถียุทธ์สูงก่อนจึงจะรู้ เจียงฉางเซิงครุ่นคิดเงียบๆ เขาเคยได้ยินจางอิงเอ่ยถึงอันดับหนึ่งแห่งทะเลสวรรค์ เยี่ยสวินตี๋!
เด็กอัจฉริยะที่ได้รับสืบทอดวิชายุทธ์จากยุคโบราณ ตั้งแต่ที่เขายังเป็นขั้นจักรวาล เขาเคยเล่นงานบรรพจารย์ชื่อเยวี่ยสมัยเป็นขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งจนต้องล่าถอยมาแล้ว ผลการต่อสู้ระดับนี้ หากไปอยู่ในจวนศักดิ์สิทธิ์ต้องเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งอันดับสองอย่างแน่นอน อยากให้เขามาท้าสู้กับข้าจริงๆ เชียว น่าเสียดาย ระหว่างพวกเขาไร้เคืองไร้แค้น เจียงฉางเซิงถอนหายใจในใจ
เขาพยากรณ์สภาพแดนสมุทรรอบด้านอีกเล็กน้อย นอกจากเขา คนที่แข็งแกร่งที่สุดก็คือเยี่ยสวินตี๋ อูส่งเผ่นแนบเร็วจริงๆ พยากรณ์หนนี้ไม่พบเขาแล้ว
ณ ตำหนักอันทรุดโทรมแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บนยอดเขาของเกาะอันโดดเดี่ยวแห่งหนึ่งในทะเลสวรรค์ “ถ้ำสวรรค์สามหรือ ข้าคงต้องไปดูเสียหน่อยแล้ว!” น้ำเสียงที่ค่อนข้างเย็นชาเสียงหนึ่งดังขึ้น ผู้ที่เอ่ยคำพูดนี้ก็คือบุรุษสวมอาภรณ์สีขาว ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย หน้าตาเหมือนอายุเพียงสามสิบต้นๆ คนหนึ่ง เส้นผมยาวสลวยของเขามัดเป็นเปียหลวมๆ ไว้หลังศีรษะ ปอยผมยาวสองเส้นทิ้งตัวอยู่ข้างแก้ม ทำให้คนผู้นี้แลดูหยิ่งทะนงนัก คนผู้นี้ก็คืออันดับหนึ่งแห่งทะเลสวรรค์ เยี่ยสวินตี๋!
เฉิงเหยียนหัวหน้ากองเรือของพันธมิตรสมุทรอนันต์ยืนอยู่ตรงหน้าเขา พลางขยับไม้ขยับมือเล่าว่า “ไม่ใช่ขั้นถ้ำสวรรค์สามธรรมดาหรอกนะ ก่อนหน้านี้อูส่งผู้เคยบุกตะลุยแดนสมุทรขนาดใหญ่ทั้งหลายมาแล้วก็ยังพ่ายแพ้อย่างอนาถในมือเขา ทั้งที่อูส่งผู้นั้นได้ฉายาว่าไร้คู่ต่อกรในขั้นเดียวกัน”
เยี่ยสวินตี๋สีหน้าเฉยชา แค่นเสียงเหอะแล้วเอ่ยว่า “หากมิใช่ว่าข้ากำลังกักตนอยู่ อูส่งผู้นั้นก็คงกองอยู่ใต้ฝ่าเท้าข้านานแล้ว ต่อให้ข้ายังไม่เลื่อนขั้น ข้าก็เอาชนะเขาได้” เฉิงเหยียนไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ เยี่ยสวินตี๋จ้องเขาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าอุตส่าห์ดั้นด้นมาเพื่อเล่าความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์แห่งต้าจิ่งให้ข้าฟังหรือ ดูเหมือนพันธมิตรสมุทรอนันต์ของพวกเจ้าก็หมายตาทวีปชีพจรมังกรอยู่เหมือนกันสินะ”
เฉิงเหยียนตอบว่า “ไม่ผิด พวกเราต้องการทำลายต้าจิ่ง แล้วหนุนอาณาจักรในสังกัดให้รวมทวีปชีพจรมังกรเป็นหนึ่ง” เยี่ยสวินตี๋ลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อคิดจะใช้ข้าเป็นดาบ ถ้าเช่นนั้นก็มาสู้กับข้าสักหนก็แล้วกัน ถือเสียว่าช่วยข้าขยับกระดูกกระเดี้ยวเสียหน่อย” เฉิงเหยียนหน้าถอดสีทันที
เปรี้ยง! ลมปราณอันน่าหวาดกลัวปะทุออกมา ทั้งตำหนักพังทลายทันที ลมปราณประหนึ่งภูเขาไฟระเบิดพวยพุ่งเป็นเสาแสงขึ้นไปบนท้องฟ้า แหวกกลุ่มเมฆบนท้องฟ้าแตกกระจาย เฉิงเหยียนหนีออกมาอย่างรวดเร็ว เขาร่อนลงมาเหยียบท้องฟ้าเหนือมหาสมุทรที่อยู่ห่างออกไปสิบกว่าลี้ เขามองเสาลมปราณอันยิ่งใหญ่บนเกาะน้อยอย่างหวาดผวา
“เยี่ยสวินตี๋ เจ้าบ้าไปแล้วหรือ” เฉิงเหยียนตวาดอย่างเกรี้ยวกราด เพิ่งเอ่ยจบด้านหลังของเขาก็มีเงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้น อีกฝ่ายหันหลังให้เขา เยี่ยสวินตี๋นั่นเอง รอบกายเยี่ยสวินตี๋มีเพลิงปราณสีขาววนล้อมอยู่ เส้นผมสีดำสะบัดพลิ้ว เขาใช้ปลายหางตาเหลือบมองเฉิงเหยียนที่อยู่ด้านหลังด้วยแววตาอันคมกริบ น้ำเสียงเย็นยะเยือกเอ่ยว่า “หากข้าเป็นบ้า เจ้ามีปัญหาหรือไร” เฉิงเหยียนตกใจผละตัวออกห่างทันที แต่ว่าหนนี้เยี่ยสวินตี๋ไล่ตามเขามาจริงๆ
ครึ่งก้านธูปหลังจากนั้น เสียงฝีเท้าดังขึ้นบนเกาะน้อยที่กลายสภาพเป็นซากปรักหักพัง เยี่ยสวินตี๋ลงมาเหยียบพื้น มือข้างหนึ่งของเขาจับศีรษะของเฉิงเหยียนลากตามมาด้วย เฉิงเหยียนในยามนี้โลหิตท่วมทั้งตัว สภาพน่าอเนจอนาถอย่างยิ่ง
เขามองเยี่ยสวินตี๋อย่างอ่อนแรง ในดวงตาเต็มไปด้วยแววตาหวาดกลัว เยี่ยสวินตี๋คลายมือแล้วโยนเขาทิ้งไว้บนพื้น ก่อนจะหมุนตัวเดินกลับไปยังตำหนักที่ถล่มลงมาหลังนั้น เขากล่าวทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งว่า “การต่อสู้ระหว่างข้ากับมรรคาจารย์ไม่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรสมุทรอนันต์ หากพันธมิตรสมุทรอนันต์กล้าลงมือกับมรรคาจารย์หลังจากที่ข้าสู้กับเขา ถ้าเช่นนั้นพวกเจ้าก็คือศัตรูของข้า ไสหัวไปซะ”
เฉิงเหยียนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน เขาลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก แต่ไม่กล้าแม้แต่จะเอ่ยวาจาอาฆาดมาดร้าย เขาหมุนตัวหันหลังได้ก็เหาะขึ้นท้องฟ้าไปทันที หลังออกมาห่างจากเกาะน้อยแล้ว สีหน้าของเขาก็ย่ำแย่อย่างยิ่ง ร่างกายยังคงสั่นระริก “น่าตายนัก… เหตุไฉนเขาจึงแข็งแกร่งถึงเพียงนี้… วิชายุทธ์ยุคโบราณทรงพลังถึงเพียงนี้เชียวหรือ หากเขาก้าวขึ้นไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์สาม มิไร้คู่ต่อกรในใต้หล้าหรือไร” ในใจเฉิงเหยียนเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและจิตสังหาร
พรสวรรค์ระดับนี้แต่กลับไร้มารยาทต่อพันธมิตรสมุทรอนันต์เช่นนี้ ต้องหาวิธีกำจัดทิ้งเสีย เพียงแต่ว่านอกจากหัวหน้าพันธมิตรที่ตามหาร่องรอยไม่พบคนนั้น ในพันธมิตรจะมีสักกี่คนที่สู้กับเยี่ยสวินตี๋ได้ หัวหน้าเขตก็ไม่ใช่คนที่เขาจะไปชี้นิ้วสั่งได้สักหน่อย