เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 186 ปริศนาโบราณ มังกรแห่งโชคชะตา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 186 ปริศนาโบราณ มังกรแห่งโชคชะตา
ตอนที่ 186 ปริศนาโบราณ มังกรแห่งโชคชะตา
“เช่นนั้นหรือ”
เยี่ยสวินตี๋แค่นเสียงดังเหอะ แต่สีหน้ายังบ่งบอกความคลางแคลงเต็มเปี่ยม เห็นชัดอย่างยิ่งว่าเขาขัดหูขัดตาเกาะลับแลน้อยไม่เบา
นักพรตเฮอหงเอ่ยว่า “เกาะลับแลน้อยศรัทธาในฟ้าดินและธรรมชาติ สรรพชีวิตล้วนมีชะตาชีวิตของพวกเขาเอง ยามผู้คนมาร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเรา พวกเราจึงทำได้เพียงทำตามสิ่งที่สมควรเป็น นำพวกเขามุ่งสู่ทิศทางที่ค่อนข้างดีในชีวิตเท่านั้น แต่ชะตาของพวกเขาถูกลิขิตไว้แล้ว ก็เหมือนกับที่ไม่ว่าพวกเขาจะกินอาหารอะไรเข้าไปก็ล้วนแต่เพื่อมีชีวิตอยู่ต่อ แต่ผู้คนมักเพ้อฝันว่าจะเปลี่ยนแปลงชะตาชีวิต ผู้แสวงหาธรรมเช่นพวกเราหาใช่เทพเซียนเสียหน่อย จะทำได้เช่นไรกัน”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความจนปัญญา แม้หลังจากฟังจบเยี่ยสวินตี๋จะยังคลางแคลง แต่ก็ไม่ทำท่าทีเหยียดหยันใส่หนึ่ง
เจียงฉางเซิงถามว่า “มิทราบว่าเกาะลับแลน้อยมาหาข้าด้วยธุระอันใด”
นักพรตเฮอหงคลี่ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้าเกาะของพวกข้าต้องการเชิญท่านไปเป็นแขก รับรองว่าการเดินทางหนนี้ท่านจะไม่พบพานความลำบากอย่างแน่นอน”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ขออภัย ข้ามิต้องการลงจากเขา ข้าคนนี้หวาดกลัวความเหน็ดเหนื่อยยามต้องเดินทางไกลยิ่งนัก แล้วยิ่งไม่ชอบงานสังสรรค์ เจ้าดูจากเรือนหลังนี้ของข้าก็คงรู้แล้ว”
ไปฉีเอ่ยแทรก “นักพรตเฒ่า เจ้าคงไม่ใช่คนที่เฟิ่งเทียนส่งมา ตั้งใจจะล่อเจ้านายออกไปหรอกกระมัง”
นักพรตเฮอหงรีบปฏิเสธ “ย่อมมิใช่ เจ้าเกาะของพวกข้าใกล้สิ้นอายุขัยแล้วจึงต้องการพบผู้บำเพ็ญพรตที่เข้าใกล้สู่ความเป็นเซียนที่สุดบนโลกใบนี้ก่อนทอดกายในสุสานเท่านั้น”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้า “ชีวิตมนุษย์ย่อมต้องมีเรื่องให้เสียดาย มิใช่หรือไร”
นักพรตเฮอหงสะอึก
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยอย่างรำคาญ “มรรคาจารย์เป็นผู้ใด เจ้าอยากเชิญก็เชิญได้อย่างนั้นหรือ หากอยากเชิญมรรคาจารย์ให้ได้นัก ข้าไปแทนมรรคาจารย์สักหนก็ได้ เพียงแต่ว่าเชิญเทพมาน่ะง่าย แต่เชิญเทพกลับน่ะยาก ข้าคนนี้ไม่ยอมรับการดูแลแบบขอไปทีหรอกนะ”
พอพูดมาถึงประโยคสุดท้าย เขาก็เผยรอยยิ้มนึกสนุก
นักพรตเฮอหงถอนหายใจแล้วหันไปมองเจียงฉางเซิงอีกหน “ผู้ฝึกยุทธ์ยุคโบราณอาศัยพลังแห่งฟ้าดินสร้างพลังแห่งโชคชะตา ปัจจุบันพลังแห่งโชคชะตาบนโลกมีเพียงราชวงศ์แห่งโชคชะตาที่ได้ครอบครอง แต่เกาะลับแลน้อยคิดว่ามิสมควรเป็นเช่นนี้ พวกข้าต้องการสร้างสำนักแห่งโชคชะตา ลัทธิแห่งโชคชะตา มิทราบว่ามรรคาจารย์คิดเห็นเช่นไร”
ลัทธิแห่งโชคชะตา! นี่ดูเป็นความคิดที่น่าสนใจอยู่พอสมควร เจียงฉางเซิงใคร่ครวญอยู่เงียบๆ
สำนักบนทวีปชีพจรมังกรอาศัยพลังแห่งโชคชะตามาฝึกปรือพลังยุทธ์เท่านั้น มิได้ดึงพลังแห่งโชคชะตามารวมกันแล้วผสานเป็นหนึ่งกับพลังแห่งโชคชะตา ความคิดของเกาะลับแลน้อยไม่เลวเลย หากทำสำเร็จ มันจะทิ้งร่องรอยที่มิอาจลบเลือนได้ไว้ในโลกแห่งยุทธ์
แต่เจียงฉางเซิงไม่สนใจ! เขาไม่จำเป็นจะต้องให้อารามมังกรผงาดกลายเป็นลัทธิแห่งโชคชะตา อารามมังกรผงาดอยู่รวมกับต้าจิ่งอย่างแน่นแฟ้นมากพอแล้ว ไยต้องแยกหม้อแยกครัวด้วยเล่า เจียงฉางเซิงถามในใจเงียบๆ
‘เกาะลับแลน้อยแข็งแกร่งมากเพียงใด’ [ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 300,010 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่] แต้มเซ่นไหว้สามแสนก็ไม่นับว่าอ่อนแอมากนัก
เจียงฉางเซิงเอ่ยปากบอกว่า “ข้าไม่มีความคิดจะทำเช่นนั้น ยามนี้ข้ามิทันใช่ท่านนักพรตแห่งอารามมังกรผงาดอีกแล้ว ข้าเพียงต้องการสงบจิตใจฝึกบำเพ็ญตน หากไม่มีเรื่องอื่น สหายนักพรตก็ลงจากเขาไปเถิด”
นักพรตเฮอหงตกตะลึง เขาอยากพูดอะไรต่อ แต่สัมผัสได้ถึงสายตาไม่เป็นมิตรจากรอบด้าน จึงทำได้เพียงถอนหายใจแล้วประสานมือคำนับ ก่อนหันตัวเดินจากไป
เมื่อเขาจากไปแล้ว เยี่ยสวินตี๋ก็ว่าอย่างดูแคลน “มามือเปล่าแต่คิดจะจับหมาป่า ฝันหวานเสียจริง”
เจียงฉางเซิงหลับตาฝึกวิชาต่อ ไปฉีกับเทพกระบี่หันไปถามเยี่ยสวินตี๋เกี่ยวกับความเป็นมาและเรื่องราวของเกาะลับแลน้อย
ในโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งในเมืองหลวง นักพรตเฮอหงเดินเข้ามาในห้องพัก เขาลงกลอนประตูแล้วเดินมานั่งที่โต๊ะ จากนั้นก็พูดกับคนที่นั่งทำสมาธิอยู่บนเตียงว่า “ศิษย์พี่ มรรคาจารย์ผู้นั้นไม่ธรรมดาจริงๆ เขาลึกล้ำยากหยั่งถึง ทั้งยังเยาว์วัยอย่างน่าประหลาด วิชาคงรูปลักษณ์สุดยอดอย่างยิ่ง แล้วในเรือนยังเลี้ยงสัตว์ปีศาจไว้ด้วย บางทีเขาอาจเป็นท่านเซียนกลับชาติมาเกิดจริงๆ แม้พวกเราจะบำเพ็ญพรต แต่ก็ยังเป็นเพียงมนุษย์ผู้ฝึกวรยุทธ์ ห่างชั้นจากเขาไกลนัก”
คนที่นั่งสมาธิอยู่บนเตียงก็เป็นนักพรตคนหนึ่งเช่นกัน เขาแต่งกายเช่นเดียวกับนักพรตเฮอหง เพียงแต่ว่ารูปร่างอวบอ้วนและเห็นชัดว่าแก่กว่า นักพรตเฮอยวานลืมตาขึ้นแล้วเอ่ยว่า “เรื่องลัทธิแห่งโชคชะตามิอาจทำให้เขาหวั่นไหวหรือ”
นักพรตเฮอหงพยักหน้าแล้วบอกอย่างจนปัญญา “บางทีเขาอาจกลัวว่าหลังเขาจากไปแล้ว ต้าจิ่งจะถูกโจมตี”
“เช่นนั้นพวกเราก็รอคอยต่อไป รอคอยให้สงครามสิ้นสุด”
“เฟิ่งเทียนอยู่ไกลโพ้นยิ่งนัก สงครามนี้เกรงว่าจะรบกันอีกหลายสิบปี หรือบางทีอาจนานกว่านั้น พวกเราจะรอจริงหรือ”
“อืม นี่เป็นสิ่งที่ศิษย์พี่ใหญ่สั่งข้ามา ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเชิญมรรคาจารย์ไปเกาะลับแลน้อยให้จงได้ ความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ก้าวพ้นจากวิถียุทธ์แล้ว บางทีเขาอาจไขปริศนาโบราณของเกาะลับแลน้อยได้”
“ขอรับ เช่นนั้นพวกเราจะพยายามผูกมิตรกับอารามมังกรผงาดต่อหรือไม่”
“อืม หลังจากนี้ยามไปเยือนอารามมังกรผงาด อนุญาตให้ถ่ายทอดวิชายุทธ์กับหลักธรรมคำสอนให้กับศิษย์พวกนั้นได้”
นักพรตเฮอหงพยักหน้าแล้วไม่ตอบอันใดอีก เขารินชาถ้วยหนึ่งให้ตนเองแล้วเริ่มเหม่อลอย ในดวงตาเผยแววกลัดกลุ้มกังวล
เดือนหก กองเรือของต้าจิ่งกับต้าฉีมาพบกันที่ตงไห่ ทั้งสองฝ่ายล่องเรือเคียงบ่าเคียงไหล่ไปยังทวีปที่เฟิ่งเทียนปกครองอยู่ ยามที่ขบวนเรืออันยิ่งใหญ่อลังการเคลื่อนทัพ ขั้นเทวชนกับขั้นกายาทองคำก็เดินทางตามหลังไปอย่างไม่ขาดสายเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมศึกด้วย ต้าจิ่งเป็นเช่นนี้ ต้าฉีก็เป็นเช่นเดียวกัน
เจียงเจี่ยนผู้ยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือหันไปมองหญิงสาวกระโปรงสีม่วง ผู้สวมผ้าโปร่งปิดหน้าที่ยืนอยู่บนเรือลำที่อยู่ไกลๆ
‘นางระดับขั้นใด ต้าฉีมีคนที่พลังลึกล้ำหยั่งไม่ถึงเช่นนี้อยู่ได้อย่างไรกัน’ เจียงเจี่ยนคิดในใจอย่างสงสัย แม้ต้าฉีจะกลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตามานานแล้ว แต่เท่าที่เขารู้ ต้าฉีไม่น่าจะมีขั้นจักรวาลสิ
เวลานี้เองซ่งหลีก็เดินมาข้างกายเขาแล้วเอ่ยเสียงเบา “นางมาจากตระกูลเวย ตระกูลเวยปกครองเกาะแห่งหนึ่งทางเหนือของทวีปชีพจรมังกร ข้าเคยติดต่อกับพวกเขา สตรีนางนี้น่าจะเป็นธิดาของประมุขตระกูลเวย ไม่มีผู้ใดรู้นามอันแท้จริงของนาง ทุกคนเพียงเรียกนางว่าแม่นางเวย นางเป็นยอดฝีมือขั้นจักรวาลตัวจริงเสียงจริง แล้วก็เป็นยอดฝีมืออันดับหนึ่งอันดับสองของตระกูลเวยด้วย”
เจียงเจี่ยนหรี่ตาเอ่ยว่า “ขั้นจักรวาลอย่างนั้นสินะ ฮึ คงดูแคลนต้าฉีไม่ได้จริงๆ”
ซ่งหลีถอนหายใจ “ตระกูลเวยไม่ได้มีขั้นจักรวาลแค่คนเดียว พวกเขาเองก็มีความแค้นกับเฟิ่งเทียน หญิงสาวผู้มากพรสวรรค์คนหนึ่งของตระกูลเวยแต่งไปเป็นพระมเหสีของโอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียน แต่แล้วไม่รู้เกิดอันใดขึ้นนางจึงตายอยู่ในวัง โอรสสวรรค์ไม่มีคำตอบมอบให้ตระกูลเวย ทั้งสองฝ่ายจึงผูกแค้นกัน”
เจียงเจี่ยนถามอย่างประหลาดใจ “ในเมื่อเป็นคู่แค้นกันแล้ว เฟิ่งเทียนยอมปล่อยพวกเขาไปหรือ ดูท่าตระกูลเวยคงแข็งแกร่งมากสินะ”
ซ่งหลีส่ายหน้าบอกว่า “พวกเขาแข็งแกร่งก็จริง แต่สาเหตุสำคัญเป็นเพราะโอรสสวรรค์ของเฟิ่งเทียนละอายแก่ใจจึงไม่ออกคำสั่งไล่ล่า อีกอย่างหากทำลายตระกูลเวย ยามเล่าลือออกไปย่อมไม่น่าฟัง โอรสสวรรค์ของเฟิ่งเทียนรักชื่อเสียงเป็นที่สุด”
ในตอนนี้เองสายลมแรงหอบหนึ่งก็พัดมาจากด้านหน้า เรียกทั้งสองคนให้หันไปดู ท้องนภาที่สุดขอบผิวสมุทรกลับกลายเป็นท้องฟ้ามืดครึ้ม เมฆอสนีบาตอึมครึมลอยมา คลื่นบนทะเลปั่นป่วนโหมซัดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
เจียงเจี่ยนทะยานร่างเหินขึ้นฟ้า เทวศาสตราศิลาชิ้นหนึ่งลอยออกมาจากใต้สมุทรเข้ามาอยู่ในมือของเขา มันก็คือง้าวสามแฉกสองคมนั่นเอง เงาร่างมากมายเหาะออกมาจากเรือแต่ละลำ เพียงชั่วพริบตาบนท้องนภาก็มีคนเหาะอยู่เกินห้าร้อยคน ทุกคนต่างมองตำแหน่งที่อยู่ไกลๆ อย่างระแวดระวัง
“ฮ่าๆ! มดปลวกทั้งหลายจากทวีปชีพจรมังกร กล้าเป็นฝ่ายบุกมาโจมตีเฟิ่งเทียนของข้าก่อน วันนี้ข้าจะให้พวกเจ้าได้เปิดหูเปิดตาดูพลังแห่งโชคชะตาของราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา”
เสียงหัวเราะดังสนั่นฟังดูโอหังและเย็นชา สะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วท้องนภาทำให้ผู้ได้ยินขวัญผวา
เปรี้ยงงง!
เมฆอสนีบาตตรงขอบฟ้าฟาดอสนีบาตสายหนึ่งลงมา มันมีขนาดมหึมา ส่องผิวทะเลจนสว่างไปถึงสุดขอบฟ้า ห่างออกไปหลายร้อยลี้ เรือเดินทะเลลำมหึมาลำแล้วลำเล่าล่ามโซ่เชื่อมไว้ด้วยกัน ผู้ฝึกยุทธ์มากมายยืนอยู่บนดาดฟ้าเรือ พวกเขากำลังเร่งเร้าลมปราณ โคจรพลังแห่งโชคชะตาในร่างของตนเกิดเป็นไอสีขาวสายแล้วสายเล่ากระจายออกมา ลอยขึ้นไปรวมตัวกันด้านบนจนกลายเป็นมังกรห้ากรงเล็บลำตัวมหึมาตัวหนึ่ง ร่างของมันยาวพันจั้ง บิดตัวเหาะอยู่ท่ามกลางเมฆสีดำทะมึน อสนีบาตมิอาจประหัตประหารมันได้ ตรงกันข้ามกลับทำให้ร่างกายของมันแข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม
บนเรือลำหนึ่งตรงใจกลางของกองเรือ บุรุษร่างกำยำสวมเสื้อเกราะสีดำคนหนึ่งทอดสายตามองออกไปไกลๆ น้ำทะเลกับน้ำฝนตกกระทบเสื้อเกราะเหล็กของเขา พวกมันก็พลันแตกสลายดุจก้อนน้ำแข็ง เขามีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้คนที่หัวเราะเสียงดังสนั่นก็คือเขานั่นเอง ภายนอกเขาดูยโสโอหังก็จริง แต่ภายในใจกลับกังวลอย่างยิ่ง เขาไม่กลัวต้าจิ่ง ไม่กลัวต้าฉี กลัวก็แต่มรรคาจารย์จะลงมือ!
แม้คนในราชสำนักจะบอกว่ามรรคาจารย์จ่ายสิ่งแลกเปลี่ยนมหาศาลไปเพื่อฟื้นคืนชีพให้ผู้คนนับล้าน แต่นั่นก็เป็นเพียงคำบอกเล่าเท่านั้น หากเป็นเรื่องลวงขึ้นมาเล่า แต่จนปัญญาที่โอรสสวรรค์มีพระบัญชาแล้ว เขาจึงต้องฝืนใจนำทัพเดินทางมาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เขาเงยหน้ามองไปทางมังกรแห่งโชคชะตาที่บิดลำตัวอยู่กลางทะเลเมฆ ทันใดนั้นหัวใจก็สงบลงเล็กน้อย
‘โชคชะตาของเฟิ่งเทียนเกื้อหนุนพวกเราอยู่ จะต้องกลัวอันใด’ บุรุษเกราะดำคิดในหัวตัวเองเงียบๆ แล้วปลุกขวัญกำลังใจให้ตัวเอง
ศึกใหญ่กำลังจะมาถึงแล้ว!
เจียงฉางเซิงที่กำลังฝึกวิชาอยู่ในลานเรือนดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงบางสิ่ง เขาจึงลืมตามอง
เขาใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองไปทางตะวันออกทันที ขุนเขาสายธารหดเล็ก สายตาเลื่อนไปข้างหน้าอย่างว่องไว เลื่อนผ่านทวีป เลื่อนผ่านมหาสมุทร เขามองเห็นพายุร้ายเหนือผืนมหาสมุทรอย่างรวดเร็ว ผู้ฝึกยุทธ์นับพันคนกำลังรุมโจมตีมังกรยักษ์ตัวหนึ่งที่อาละวาดอยู่บนท้องฟ้า
มังกรยักษ์ตัวนั้นมหึมาเทียบเท่ามัจฉาปักษา เมื่อพิจมองมันดูไม่คล้ายสิ่งมีชีวิต แต่ก่อตัวมาจากกระแสพลังบางอย่างมากกว่า
มังกรแห่งโชคชะตา! เจียงฉางเซิงเห็นแล้วแปลกใจนัก มังกรยักษ์ตัวนี้แข็งแกร่งกว่ามังกรแห่งโชคชะตาที่ฮ่องเต้ซุนเทียนสร้างขึ้นมามาก มันกดดันกองทัพของต้าจิ่งกับต้าฉีได้ชะงัดนัก ทำให้กองทัพใหญ่ของทั้งสองอาณาจักรมิอาจเดินหน้าได้
สงครามเหนือมหาสมุทรประหนึ่งเกิดขึ้นใต้รัตติกาล ทั้งที่เขามังกรผงาดยังเป็นยามกลางวันอยู่ มังกรแห่งโชคชะตารวบรวมพลังโชคชะตาจำนวนมหาศาลจนชักนำให้เกิดปรากฏการณ์บนท้องฟ้า แม้แต่เจียงฉางเซิงที่อยู่ไกลถึงทวีปชีพจรมังกรยังสัมผัสได้ เขาเลื่อนสายตาไปข้างหน้าต่อก็พบว่ามังกรถูกสร้างมาจากพลังแห่งโชคชะตาของแม่ทัพทหารหลายแสนคนของเฟิ่งเทียน
กองทัพจำนวนหลายแสนคนก็สร้างมังกรแห่งโชคชะตาที่แข็งแกร่งปานนี้ออกมาได้แล้วรึ! เจียงฉางเซิงพบว่าตนเองประเมินราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนต่ำเกินไป แรกสุดราชาพิษมาวางยาพิษ ต่อจากนั้นก็มังกรแห่งโชคชะตา อาณาจักรกับราชวงศ์แห่งโชคชะตาธรรมดาไฉนเลยจะเคยพบพานวิธีการเช่นนี้
เจียงฉางเซิงเห็นกองเรือสี่กองของเฟิ่งเทียนกำลังแล่นเข้ามาใกล้ต้าจิ่งกับต้าฉี ขณะที่กองเรืออีกกองหนึ่งอ้อมไปด้านหลัง เรือของพวกเขาแล่นเร็วกว่าต้าจิ่งกับต้าฉีมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ต้าจิ่งกับต้าฉีจะถูกตัดขาดจากกองหนุนที่อยู่ด้านหลัง แล้วถูกล้อมโจมตีจนกองทัพของทั้งสองอาณาจักรย่อยยับ
เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตของเขามองเห็น แต่หน่วยสอดแนมของต้าจิ่งกับต้าฉีมองไม่เห็น เพราะราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนรักษาระยะห่างให้อยู่ไกลมากนัก แต่เรือของพวกเขาแล่นเร็วกว่าจึงทำเรื่องนี้ได้
ต้าฉีมีขั้นจักรวาลสองคน ต้าจิ่งมีเพียงคนเดียว นั่นก็คือหลวงจีนเทวะกัสสปะแห่งวัดพญามังกร ไม่ไหวแน่! พลังของมังกรแห่งโชคชะตาตัวนี้บรรลุถึงขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว แม้จะใช้วิชายุทธ์อันแข็งแกร่งอะไรไม่ได้เลย แต่อาศัยเพียงลำตัวอันมหึมากับพละกำลังนั้นก็มากพอจะทำให้ทั้งสองกองทัพพบกับความย่อยยับแล้ว
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดแล้วตัดสินใจส่งเยี่ยสวินตี๋กับเทพกระบี่ไป หากเขาลงมือเอง เกรงว่าจะทำให้ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนขวัญหนีดีฝ่อจนถอยทัพ หรือหันไปพึ่งพาราชอาณาจักรอื่น มิสู้ให้พวกเยี่ยสวินตี๋สองคนไปยื้อไว้ก่อน บีบให้ยอดฝีมือที่แข็งแกร่งกว่านี้ลงมือ หลังจากนั้นเขาค่อยยิงธนูเผด็จศึก
เขาสั่งเยี่ยสวินตี๋กับเทพกระบี่ทันที ทั้งสองคนได้ยินก็ลุกพรวด “เทพกระบี่ มาดูกันว่าใครเร็วกว่า!” เยี่ยสวินตี๋พูดคำนี้ทิ้งไว้แล้วพุ่งไปทางตะวันออกทันที เขาทะลุผ่านหมอกหนาทั่วภูเขาของเขามังกรผงาดอย่างรวดเร็ว เทพกระบี่สบถเบาๆ หลังจากคำนับเจียงฉางเซิงเสร็จก็ไล่ตามไปทันที