เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 215 อายุหนึ่งร้อยแปดสิบปี แผ่นดินไหวปริศนา
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 215 อายุหนึ่งร้อยแปดสิบปี แผ่นดินไหวปริศนา
ตอนที่ 215 อายุหนึ่งร้อยแปดสิบปี แผ่นดินไหวปริศนา
ต้นปีไทเหอที่สอง ฮ่องเต้ซุ่นเทียนสวรรคต สิริพระชนมายุรวมเจ็ดสิบหกพรรษา ครองราชย์ทั้งหมดหกสิบสี่ปี
เขาเป็นฮ่องเต้ที่ขึ้นครองราชย์ด้วยอายุที่น้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าจิ่ง แต่เขากลับเป็นฮ่องเต้ที่ขยายแผนที่อาณาจักรได้กว้างใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าจิ่ง และยังเป็นฮ่องเต้ที่ระดับขั้นวรยุทธ์สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ต้าจิ่งอีกด้วย!
เกียรติยศทั้งสามประการนี้คือสุดยอดของประวัติศาสตร์ ทุกอาณาจักรทุกรัชสมัยทั่วทั้งทวีปชีพจรมังกร การสวรรคตของเขาจึงไม่ได้มีเพียงชาวต้าจิ่งที่โศกศัลย์และรำลึกถึง ผู้คนทั่วหล้าต่างก็พูดถึงและยกย่องนับถือเขาด้วย
เจียงเชอนำป้ายวิญญาณของฮ่องเต้ซุ่นเทียนมาตั้งไว้ในศาลบรรพชน จารึกพระนามว่า เทียนจง
เพียงผลงานที่เขาทำให้ต้าจิ่งกลายเป็นราชอาณาจักรแห่งโชคชะตา ฐานะของเขาบนหนังสือประวัติศาสตร์ก็ก้าวเหนือฮ่องเต้คนใดๆ ก่อนหน้าเขาแล้ว
ในเรือนพำนัก
ไป๋ฉีถอนหายใจ
“จิ่งเหวินตี้ จิ่งไท่จง จิ่งเหรินจง จิ่งเทียนจง ยามนี้ฮ่องเต้ไทเหอรับหน้าที่ต่อ วันเวลาช่างผ่านไปเร็วเสียจริง เกือบสองร้อยปีแล้วสินะ”
เจียงฉางเซิงกล่าวแก้อย่างนิ่งสงบ
“หนึ่งร้อยแปดสิบปี”
เขาอายุหนึ่งร้อยแปดสิบปีแล้ว
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยอย่างจนปัญญา
“นี่ก็คือสาเหตุที่ข้าชอบฝึกยุทธ์ มีอำนาจมากอีกเท่าใด ก็ต้องมีชีวิตอยู่สิถึงจะได้ใช้”
จีอู๋จวินเอ่ยว่า
“นั่นเพราะเจ้ามีพรสวรรค์โดดเด่น แต่สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว มีชีวิตอยู่อย่างยากแค้นสองร้อยปี มิสู้ครองบัลลังก์ฮ่องเต้เพียงไม่กี่สิบปี”
หวงเทียนถามอย่างวิตกกังวล
“วันหน้าข้ากลายเป็นจักรพรรดิปีศาจ คงไม่เหลืออายุขัยแค่ไม่กี่สิบปีด้วยกระมัง”
แม้ลงจากบัลลังก์แล้ว ฮ่องเต้ซุ่นเทียนก็ยังต้องเผชิญกับขีดจำกัดอายุขัย เห็นชัดว่าขอเพียงรับตำแหน่งฮ่องเต้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาไปแล้วสักหน ก็ต้องเผชิญหน้ากับขีดจำกัดอายุขัยอย่างเลี่ยงไม่ได้
“เจ้าฝันเก่งจริงนะ”
“ฮ่าๆ เจ้าไม่เข้าใจหรอก ผู้ใดใช้ให้เจ้าพรสวรรค์ธรรมดาดาษๆ กันเล่า”
“เจ้าอยากถูกตบใช่หรือไม่”
กรงเล็บของไป๋ฉีตะปบมาหา หวงเทียนไม่ทันป้องกันตัว จึงถูกตะปบจนหัวทิ่มพื้น
จีอู๋จวินคุ้นชินกับการทะเลาะเบาะแว้งของพวกมันแล้ว นางกลับรู้สึกว่าดูแล้วสนุกดี มุมปากของนางยกโค้งอธิบายให้ฟังว่า
“จอมราชันเผ่าปีศาจมีชีวิตอยู่ได้ยาวนานยิ่งนัก เพราะเผ่าปีศาจไม่มีสิ่งที่เรียกว่าราชวงศ์แห่งโชคชะตา แต่นี่ก็คือสาเหตุที่เผ่าปีศาจสู้เผามนุษย์ไม่ได้ด้วย ระดับขั้นเดียวกัน แต่เผ่ามนุษย์ใช้เวลาเพียงไม่กี่สิบปีก็บรรลุ ขณะที่สัตว์ปีศาจต้องการเวลานานกว่านั้น สวรรค์ให้ปีศาจอายุยืนยาวกว่า แต่ก็ให้ปีศาจแข็งแกร่งขึ้นช้ากว่ามนุษย์เช่นกัน”
เจียงฉางเซิงนึกถึงไท่หวากับไท่ซี ปีศาจสองตนนี้ก็แข็งแกร่งขึ้นไม่ช้านะ
แน่นอนว่าบางทีไท่หวากับไท่ซีอาจไม่ใช่ปีศาจ บางทีพวกมันอาจเป็นตัวแทนของเผ่าพันธุ์ใหม่ก็เป็นได้
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยอย่างเสียดาย
“น่าเสียดายที่เทพกระบี่ยังไม่กลับมา ตาเฒ่าคนนั้นสนิทกับอดีตฮ่องเต้มากทีเดียว”
ตราบจนบัดนี้เทพกระบี่ก็ยังคอยคุมรัฐตงอยู่ ได้ยินมาว่าเขาเปิดสำนักอยู่ที่รัฐตงด้วย นี่เป็นพระประสงค์ของฮ่องเต้ซุ่นเทียน การวางรากฐานศาสตร์แห่งยุทธจะทำให้รัฐตงกับต้าจิ่งกลืนเข้าหากันได้เร็วยิ่งขึ้น เพราะคนจำนวนมากจะได้สัมผัสกับจวนยุทธ์ที่มีเบื้องหลังเป็นราชสำนัก
เจียงเจี้ยนขยับมาหน้าเจียงฉางเซิงแล้วถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“อาจารย์ปู่ หนก่อนท่านพูดอะไรกับเทียนเชิง ท่าทางเขาเบิกบานใจยิ่งกว่าตอนได้ยินข่าวชัยชนะจากทะเลตะวันตกเสียอีก”
เจียงเทียนเชิงก็คือพระนามที่แท้จริงของฮ่องเต้ซุ่นเทียน
ฮ่องเต้มีคำเรียกขานมากมายเหลือเกิน แต่ผู้คนตลอดรัชสมัยกลับไม่มีผู้ใดกล้าเรียกนามที่แท้จริงของเขา
เจียงฉางเซิงหลับตาแล้วบอกว่า
“ข้าย่อมบอกว่าต้าจิ่งจะกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้สำเร็จ ขอให้เขาเชื่อใจคนรุ่นหลัง”
“เท่านี้หรือ”
“ถ้าอย่างนั้นเจ้าอยากจะให้ข้าบอกอะไรเล่า”
“ก็จริง”
เจียงเจี้ยนตอบอย่างจนปัญญา สัญชาตญาณของเขาบอกว่าเจียงฉางเซิงจะต้องพูดถึงเรื่องยิ่งใหญ่อะไรบางอย่างแน่ ฮ่องเต้ซุ่นเทียนถึงดีพระทัยแทบคลั่งเช่นนั้น
เจียงฉางเซิงจับสัมผัสได้ว่าเจียงเจี้ยนหันหลังกลับไปแล้ว จึงย้ายความสนใจไปที่โลกมรรคาต่อ
ไข่โลหิตที่เกิดจากปีศาจนกนางแอ่นน้อยขยายขนาดจนใหญ่โต มันสูงถึงสองจั้ง มีปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินหลั่งไหลเข้าไปด้านในอย่างไม่ขาดสาย เปลือกไข่มองทะลุได้เลือนราง ด้านในมีวิหคตัวหนึ่ง ปีกของมันหุบโอบล้อมร่างกาย
เวลาผ่านมานานมากแล้ว ไป๋หลง ไท่หวากับไท่ซีจึงคร้านจะเฝ้าอยู่ข้างมันตลอด ส่วนไท่ซุย อีกาสวรรค์ ปลาอสูร กับมัจฉานาบอัคนีล้วนไม่กล้าเข้าใกล้ ทำให้บริเวณนี้เงียบสงบนิ่งนัก
ยิ่งตบะของเจียงฉางเซิงแก่กล้า โลกมรรคาก็ยิ่งขยายใหญ่ตาม แม้จะมีสัตว์ร่างยักษ์เหล่านี้อาศัยอยู่ข้างใน แต่โลกใบนี้กลับดูเงียบเหงา
ไม่รู้ว่ายามใดโลกมรรคาจึงจะถือกำเนิดสิ่งมีชีวิตขึ้นมาได้เอง
เจียงฉางเซิงมองดูไข่โลหิตครู่หนึ่งก็รั้งสายตากลับไป
คืนนั้น เขาไปเข้าฝันมูหลิงลั่ว
เขายังคงรักษากิจวัตรเข้าฝันมูหลิงลั่วเป็นประจำทุกเดือน เพื่อสังเกตสถานการณ์ล่าสุดของตระกูลมู
หลังจากบรรลุขั้นกายาทองคำ มูหลิงลั่วก็เติบโตอย่างรวดเร็วเพราะอาศัยคัมภีร์สังสารวัฏไร้พ่ายกับวิชากายเทพมหาวัชระ นางสู้เสมอกับผู้แข็งแกร่งขั้นจักรวาลในตระกูลได้แล้ว พรสวรรค์ของนางทำให้ตระกูลมูคาดหวังในตัวนางอย่างเต็มเปี่ยม
“เดือนนี้ตระกูลมูเก็บผู้ฝึกยุทธ์พเนจรมาได้อีกกลุ่ม แต่ในกลุ่มพวกเขากลับมีคนหนึ่งเป็นสายลับ คิดจะเข้ามาสืบสภาพขุมกำลังของตระกูลมู โชคดีที่พบตัวทันเวลา ความแข็งแกร่งของตระกูลมูดึงสายตาของกองกำลังมากมายมาจับจ้อง โชคดีที่พวกเราเดินทางอยู่ตลอด”
มูหลิงลั่วเอ่ยอย่างจนปัญญา ดวงตาของนางฉายแววเย็นยะเยือก
เจียงฉางเซิงหัวเราะ
“ตระกูลมูแข็งแกร่งขึ้นไม่น้อยจริงๆ แข็งแกร่งกว่าตอนอยู่ทวีปเทพโบราณก่อนหน้านี้มาก”
ล่องทะเลมาหลายปี ทรัพย์สมบัติของตระกูลมูทบทวีเป็นเท่าตัวเสียแล้ว
มูหลิงลั่วพยักหน้าเอ่ยว่า
“ไม่ผิด ตระกูลมูสามัคคีกันอย่างที่สุดไม่เคยเป็นมาก่อน ข้าชอบบรรยากาศยามนี้มาก ทุกคนรู้สึกเหมือนกำลังมีภารกิจจึงทะเลาะเบาะแว้งกันน้อยนัก พวกเขาต่างยินยอมพร้อมใจบุกน้ำลุยไฟเพื่อตระกูลมู”
ใบหน้าของนางคลี่ยิ้ม แล้วถามว่า
“พี่ฉางเซิง ต้าจิ่งตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง ข้าอยากทำความรู้จักไว้สักหน่อย ลูกหลานตระกูลมูเองก็อยากรู้เหมือนกัน”
เจียงฉางเซิงตอบว่า
“พวกเราสยบแดนสมุทรให้ยอมศิโรราบได้อีกแห่งแล้ว แต่ฮ่องเต้สวรรคตจึงต้องเปลี่ยนฮ่องเต้พระองค์ใหม่ แล้วสองปีก่อนก็มีกองกำลังขนาดใหญ่แห่งหนึ่งมาขอพึ่งพิงต้าจิ่งด้วย”
มูหลิงลั่วถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“กองกำลังขนาดใหญ่แห่งนั้นแข็งแกร่งมากหรือ”
“ก็พอใช้ได้ มีขั้นถ้ำสวรรค์หกสองคนกับผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์อยู่หลายสิบคน”
“อะไรนะ ขั้นถ้ำสวรรค์หกหรือ แล้วยังมีตั้งสองคน”
ดวงเนตรงามของมูหลิงลั่ว เบิกกว้าง ใบหน้าของนางเผยสีหน้าตื่นตะลึง
สาเหตุที่เจียงฉางเซิงพูดออกมาก็เพราะว่าระยะนี้ ตระกูลมูได้เกี่ยวข้องกับกลุ่มอำนาจมากมายหลายแห่ง
มีราชวงศ์แห่งโชคชะตาระหว่างทางบางแห่งที่โน้มกิ่งมาชักชวนพวกเขา ดังนั้นเขาต้องให้ความมั่นใจกับตระกูลมู
เจียงฉางเซิงเล่าเรื่องจวนมังกรจำแลงให้นางฟัง มูหลิงลั่วฟังแล้วทึ่งอย่างมาก
“พี่ฉางเซิง ท่านมีมังกรอยู่ในมือจริงหรือ ท่านไปพบมังกรจากที่ใดกัน”
ทวีปเทพโบราณไม่มีมังกร แต่มีตำนานเล่าถึงมังกร
เจียงฉางเซิงตอบว่า
“บังเอิญมีโชควาสนาเท่านั้น รอเจ้ามาถึง ข้าจะให้เจ้าได้ชมความสงางามของมัน”
“ท่านพูดจริงหรือ”
“ข้าเคยหลอกเจ้าหรือไร”
มูหลิงลั่วิย้มกว้าง ตั้งตาคอยให้ไปถึงต้าจิ่งมากกว่าเดิม
ยามนี้นางเข้าใจความหมายของการเดินทางหนนี้ชัดเจนแล้ว ความสามารถระดับพี่ฉางเซิงต้องพานางไปหาตนเองได้แน่นอนอยู่แล้ว แต่เพราะนางอยากพาตระกูลมูไปด้วย พี่ฉางเซิงจึงสบโอกาสอาศัยตระกูลมูชักชวนผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากกว่าเดิมมาด้วยเพื่อให้ต้าจิ่งขยายใหญ่ขึ้นในอนาคต ช่วยให้ต้าจิ่งกลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ถึงยามนั้นตระกูลมูมีความดีความชอบ ย่อมลงหลักปักฐานในต้าจิ่งได้สะดวกกว่า
จุดนี้มูเสวียนกังก็เข้าใจแล้วเช่นกัน ดังนั้นมูเสวียนกังจึงทำงานอย่างขยันขันแข็งยิ่งนัก
ยามไปถึงต้าจิ่ง คนไม่คุ้น บ้านเมืองไม่คุ้น ต้องมีความดีความชอบ พวกเขาจึงจะได้รับตำแหน่งฐานะในต้าจิ่ง
ส่วนเหตุใดต้องเข้าร่วมกับต้าจิ่ง แต่ไม่เข้าร่วมกับราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งอื่น นั่นก็เพราะว่าต้าจิ่งมีเทพเซียนอยู่น่ะสิ!
หลังภัยจากเผ่าปีศาจอุปบัติ การเข้าร่วมกับต้าจิ่งที่มีเทพเซียนคุ้มครองย่อมปลอดภัยมากกว่าอยู่แล้ว
ทั้งสองคนสนทนากันครู่ใหญ่ หลังจากนั้นก็เริ่มประลองวรยุทธ์กัน นี่เป็นความคุ้นชินของพวกเขา อีกอย่างการต่อสู้กับเจียงฉางเซิงก็ทำให้มูหลิงลั่วแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ปีไทเหอที่สาม กลางเดือนสี่
ครืนนนน!
สิบสามรัฐของต้าจิ่งเกิดแผ่นดินไหว โชคยังดีที่แผ่นดินไหวหนนี้ไม่นับว่ารุนแรง มันจึงไม่ทำให้ประชาชนทั้งหลายกังวล
เจียงฉางเซิงเริ่มสอดส่องดูชีพจรมังกร
พลังโชคชะตาของต้าจิ่งท่วมท้น ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล ไม่เคยพบแผ่นดินไหวมานานมากแล้ว สิ่งแรกที่เขาคิดจึงเป็นห่วงว่าชีพจรมังกรจะเกิดอะไรขึ้น
ทว่าภายในถ้ำใต้ดินของชีพจรมังกร เขาไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ แผ่นศิลาที่สะกดชีพจรมังกรแผ่นนั้นก็ยังอยู่สมบูรณ์ดีไร้ความเสียหาย
“หรือว่าข้าจะกังวลมากเกินไป”
เจียงฉางเซิงครุ่นคิดอยู่เงียบๆ หลังจากนั้นจึงเอ่ยคำถามในใจ
‘แผ่นดินไหวหนนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร’
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 42,094,982 แต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
‘หืม!’
นี่มันไม่ใช่มูลค่าเท่ากับต้าจิ่งทั้งดินแดนหรือไร เขาจะกล้าตอบใช่ได้อย่างไรเล่า
นับตั้งแต่จวนมังกรจำแลงเข้าร่วม พลังโชคชะตาของต้าจิ่งก็เริ่มเพิ่มขึ้นอย่างพรวดพราด เพียงแต่ว่าจวนมังกรจำแลงยังไม่กลืนเข้ากับต้าจิ่งอย่างสมบูรณ์ในหนเดียว ดังนั้นแต้มเซ่นไหว้จึงไม่เพิ่มพรวดรวดเดียวสามสิบห้าล้านแต้มในหนึ่งหน
แผ่นดินไหวหนนี้เกี่ยวข้องกับทั้งดินแดนต้าจิ่ง หรือพูดอีกอย่างก็คือ สาเหตุมาจากตัวต้าจิ่งเอง…
ช่างเถอะ บางทีข้าอาจคิดมากไปเองก็ได้
หากมีเรื่องใหญ่กำลังจะเกิดขึ้นจริงๆ ถึงเวลาก็ค่อยว่ากันก็แล้วกัน
แม้เจียงฉางเซิงจะมีแต้มเซ่นไหว้มากกว่าสี่ร้อยล้านแต้ม แต่เขาไม่คิดจะสิ้นเปลืองหนึ่งในสิบของมันไป
เขาต้องเตรียมตัวข้ามผ่านด่านเคราะห์ ไม่อยากพบเจอสถานการณ์แต้มเซ่นไหว้ไม่พอตอนผ่านด่านเคราะห์อีกหนหรอกนะ
เจียงฉางเซิงฝึกวิชาต่อ วิชามรรคาธรรมชาติซึมซับปราณวิญญาณแห่งฟ้าดินมาหล่อเลี้ยงผลมรรคาของเขา ก่อนจะกลายเป็นพลังวิญญาณสายแล้วสายเล่า
หนึ่งเดือนให้หลัง
เจียงเชอเดินทางมาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิง สิ่งแรกที่เขาเอ่ยก็คือ
“เทพกระบี่หายตัวไปแล้วขอรับ!”
ทันทีที่คำพูดนี้ออกจากปาก ทุกคนก็หันไปมองเขาทันที
เยี่ยสวินตี๋ขมวดคิ้วถามว่า
“หายตัวไปหรือ หมายความว่าอย่างไร ถูกจับตัวไปหรือว่าจากไปเอง”
เจียงเชอส่ายหน้าตอบว่า
“เราก็ไม่รู้แน่ชัด เราเพิ่งได้รับข่าวลับจากองครักษ์ชุดขาว เทพกระบี่หายตัวไปหนึ่งเดือนแล้วโดยไม่ทิ้งจดหมายใดๆ ไว้เลย แม้แต่ลูกศิษย์ในสำนักของเขาก็ไม่รู้ว่าเขาเดินทางไปที่ใด”
เจียงฉางเซิงรีบจับสัมผัสรอยประทับสังสารวัฏบนร่างเทพกระบี่ทันที
เขาประทับรอยประทับสังสารวัฏไว้บนตัวทุกคนข้างกายหมดแล้ว เขาจึงไม่กลัวว่าใครจะหายไป ยกเว้นว่าภายในหนึ่งเดือนนี้ เทพกระบี่จะหนีไปถึงอาณาเขตที่ระบบตรวจจับไม่ได้ แต่นั่นเป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งไม่มีความเร็วถึงระดับนั้นแน่
ไม่นานเจียงฉางเซิงก็จับตำแหน่งรอยประทับสังสารวัฏของเทพกระบี่ได้ หลังจากนั้นเขาจึงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตมองดู ปากก็เอ่ยบอกว่า
“ไม่เป็นไร ข้าหาเขาพบแล้ว”
เมื่อเห็นดวงตาของเจียงฉางเซิงมีแสงสีทองเปล่งออกมาเรืองๆ เจียงเชอก็พรูลมหายใจอย่างโล่งอก
เขากลัวว่าเทพกระบี่จะเป็นอันใดไป เทพกระบี่เป็นถึงผู้แข็งแกร่งขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง และยังเป็นสมาชิกในเรือนของมรรคาจารย์อีกด้วย
เจียงเชอเอ่ยต่อว่า
“ก่อนหน้านี้เกิดแผ่นดินไหวไม่ใช่หรือ ความจริงแล้วมันไม่ได้เกิดแค่ที่ต้าจิ่ง อาณาจักรที่มีชีพจรมังกรทุกแห่งบนใต้หล้าล้วนเกิดแผ่นดินไหวเช่นกัน แต่แผ่นดินไหวฝั่งพวกเขาเบามากจึงไม่ส่งผลกระทบอะไรมากมายนัก ถึงอย่างนั้นข้าก็รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ปกติ”
เจียงฉางเซิงจับตำแหน่งเทพกระบี่พบแล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยขึ้นมาว่า
“เรื่องชีพจรมังกรต้องเฝ้าจับตามองให้ดีจริงๆ”
ได้ยินมรรคาจารย์กล่าวเช่นนี้ เจียงเชอก็พยักหน้า เขาตัดสินใจกลับไปตรวจสอบรายละเอียดที่กรมโชคชะตา อาศัยพลังแห่งโชคชะตาตรวจสอบดูสภาพชีพจรมังกร
ในเวลาเดียวกันนั้น
บนเกาะกลางทะเลที่อยู่ไกลถึงอีกฟากหนึ่งของตงไห่ ยอดเขาลูกหนึ่งราวกับถูกสะบั้นขาดกลาง ยอดเขาถูกตัดกลายเป็นที่ราบ บนนั้นมีเสาศิลาหลายสิบต้นตั้งอยู่ บนเสาศิลาแต่ละต้นล้วนมีโซ่เหล็กมัดผู้ฝึกยุทธ์ไว้หนึ่งคน เทพกระบี่ก็อยู่ในนั้นด้วย
เทพกระบี่ผมเผ่ายุ่งเหยิง ทั่วร่างมีแต่รอยเลือดแห้งกรัง ศีรษะของเขาตกห้อย ไม่กระดิกแม้แต่น้อย
ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นก็ล้วนมีสภาพชวนสังเวชดุจเดียวกัน ไม่มีผู้ใดพูดจาราวกับพวกเขาล้วนสิ้นใจไปหมดแล้ว
ทว่ารอยประทับสังสารวัฏบนตัวเทพกระบี่ยังอยู่ นั่นหมายความว่าเขายังมีชีวิต
สายตาของเจียงฉางเซิงเลื่อนไปจับจ้องเงาร่างหนึ่งตรงกลางยอดเขา บุรุษสวมอาภรณ์สีดำคนหนึ่งกำลังนั่งสมาธิ โดยที่รอบตัวมีกระบี่ไม้ปักอยู่เล่มแล้วเล่มเล่า
‘เจ้าหมอนี่คิดจะทำอะไรของมัน’
เจียงฉางเซิงนึกสงสัยในใจ หลังจากนั้นจึงพยากรณ์ดูว่า อีกฝ่ายแข็งแกร่งเท่าใด
ก็ไม่แข็งแกร่งนัก ขั้นถ้ำสวรรค์สามเท่านั้นเอง