เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 243
หลายชั่วยามผ่านไป จือจวินดูเหมือนจะสัมผัสถึงบางอย่าง นางลืมตาขึ้นอย่างฉงนและกล่าวว่า “โชคชะตาสั่นสะเทือนขนาดนี้…” นางหันศีรษะไปทางทิศใต้ เห็นได้ชัดว่านางเองก็สัมผัสถึงกลิ่นอายอันแกร่งกล้าเช่นเดียวกับที่เจียงฉางเซิงรู้สึกเมื่อไม่กี่ชั่วยามก่อน
เยี่ยสวินตี๋ได้ยินดังนั้นก็ถามขึ้นอย่างอยากรู้อยากเห็น “เกิดอะไรขึ้น”
จือจวินสูดหายใจลึกแล้วหันกลับมาตอบ “มีกลิ่นอายอันแก่กล้าสายหนึ่งส่งมาจากทิศทางของมหาสมุทรไร้ขอบเขต และยังสั่นสะเทือนถึงโชคชะตาของทั้งเผ่ามนุษย์ น่าจะมีการมีอยู่ของบางสิ่งที่ยากจะจินตนาการทะลวงไปสู่ระดับสูงยิ่ง ทว่าโชคชะตาของเผ่ามนุษย์กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ข้าสงสัยว่าผู้แข็งแกร่งผู้นั้นอาจมาจากเผ่าปีศาจหรือไม่ก็เผ่าอื่น”
ไป๋อียกอุ้งเท้าขึ้นพร้อมกล่าวว่า “พวกเราก็อยู่ในไท่ฮวงแล้ว จะกลัวอะไร”
จือจวินถอนหายใจเบาๆ โดยไม่ตอบคำ เจียงฉางเซิงไม่พูดอะไร เพียงจดจ่อกับการฝึกฝนวิชา ยิ่งเขาฝึกฝนวิชามรรควิถีธรรมชาติล้ำลึกเท่าไร ผิวของผลแห่งมรรคภายในกายเขาก็ยิ่งปรากฏอักขระลึกลับซับซ้อนมากขึ้น อักขระเหล่านี้ทำให้พลังวิญญาณในผลแห่งมรรคนั้นแข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ดูเหมือนว่าขั้นที่เก้าของวิชามรรควิถีธรรมชาติคือวิวัฒนาการของผลมรรคา และพลังวิญญาณของเขากำลังจะก้าวสู่ระดับที่สูงยิ่งกว่าเดิม ส่วนโลกมรรคาก็เติบโตขึ้นทุกวัน ตลอดหลายปีที่ผ่านมายังเริ่มมีพืชพันธุ์ชนิดใหม่ๆ งอกเงยขึ้นมา แสดงให้เห็นว่ากฎฟ้าดินภายในโลกมรรคาได้ก้าวเข้าสู่ระดับใหม่ สามารถเกิดเป็นพืชในโลกมรรคา บัดนี้เป็นพืช วันหน้าอาจเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตได้ ถ้ำสวรรค์ของนักยุทธ์ก็แค่เลียนแบบกฎแห่งฟ้าดินเท่านั้น หาใช่โลกที่แท้จริง
ครั้งก่อนที่เขาทะลวงผ่านระดับต้องใช้เวลาถึงห้าสิบสี่ปี ระยะเวลาทะลวงครั้งนี้นับตั้งแต่คราวกอนก็ผ่านไปแล้วเจ็ดสิบห้าปี ยิ่งสูงยิ่งต้องใช้เวลามากขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นยืดเยื้อเกินควร เพราะตอนนี้เจียงฉางเซิงยังไม่รู้สึกถึงขีดจำกัดเลย ไม่รู้ว่าเป็นเพราะพรสวรรค์ของตนเก่งกาจหรือเพราะวิชามรรควิถีธรรมชาตินั้นลึกซึ้งหาที่สุดมิได้ การฝึกฝนจนถึงวันนี้จึงราบรื่นไร้อุปสรรค บางทีอาจจะหลังจากเป็นเซียนถึงจะเป็นด้านท้าทายที่แท้จริง
เจียงฉางเซิงคิดไปด้วย รับรู้การเปลี่ยนแปลงตนเองอย่างเงียบๆ ไปด้วย วันคืนยังคงล่วงผ่านไปเรื่อยๆ หลังต้าจิ่งรวบรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง ก็ได้สถาปนาแคว้นต่างๆ ขึ้นสิบแปดแคว้น โดยมีต้าจิ่งเป็นกำลังแข็งแกร่งที่สุด ทว่าเมื่อรวมอาณาเขตของทั้งสิบแปดแคว้นเข้าด้วยกัน ก็ยังไม่ใหญ่เท่าต้าจิ่งเพียงแคว้นเดียว ด้วยเหตุที่ไท่ฮวงมีลักษณะเฉพาะตัว ระดับความอันตรายยิ่งกว่ามหาสมุทรไร้ขอบเขต ทำให้พลังวิถียุทธ์เริ่มผงาดขึ้น ตระกูลนักยุทธ์ผุดขึ้นมากมาย ต่างอาศัยเส้นสายของตระกูลขุดเจาะทรัพยากรจำนวนมหาศาล จนฐานะและอิทธิพลก็สูงส่งขึ้นเรื่อยๆ
ปีไทเหอที่ยี่สิบสอง เจียงฉางเซิงอายุครบสองร้อยปีพอดี
ยามฤดูใบไม้ผลิ เจียงเชอมาเยือน และเมื่อเห็นมู่หลิงลั่วอยู่ข้างๆ เขาก็ดูจะรู้สึกกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง เจียงฉางเซิงยิ้มกล่าว “มีอะไรก็พูดออกมาตรงๆ เถอะ ต่อหน้าข้า เจ้าจะกลัวอะไร”
เจียงเชอคิดตามก็เห็นด้วย จึงเอ่ยทันทีว่า “ตอนนี้วิถียุทธ์ใต้หล้ายุ่งอยู่กับขุดทรัพยากรไท่ฮวง ครอบครัวที่ความแข็งแกร่งของวิถียุทธ์ยิ่งแข็งแกร่งก็ยิ่งขยายตัวอย่างรวดเร็ว ข้ากลัวว่า…” เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็หยุดลง ความหมายก็ชัดเจนอยู่แล้ว การผงาดขึ้นของแต่ละตระกูลทำให้เขารู้สึกถึงแรงกดดัน
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เจ้าเป็นโอรสสวรรค์ พวกเขาจะแข็งแกร่งเพียงใด ก็เพื่อรับใช้เจ้า เริ่มต้นไท่ฮวง ยุคนี้แน่นอนว่าเป็นยุคแห่งผู้กล้าท้าชะตาฟ้าดิน เมื่อผู้คนคุ้นชินกับไท่ฮวงแล้วถึงจะมั่นคงเต็มที่ ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติเถอะ เจ้าทำเพียงประคองบัลลังก์ให้มั่น และเสริมรากฐานของตระกูลเจียงก็พอ”
มู่หลิงลั่วกล่าวอย่างจนใจว่า “ทรัพยากรวิถียุทธ์ของไท่ฮวงไม่มีที่สิ้นสุด ตระกูลของพวกเราได้เข้าสู่สภาพคลุ้มคลั่งแล้ว ขนาดท่านปู่ของขายังควบคุมไม่อยู่ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตระกูลอื่นเลย ตอนนี้ไม่เหมาะฝืนกดดันจริงๆ” หลักๆ คือไม่มีภัยอันตรายของเผ่าปีศาจ ภูมิประเทศไท่ฮวงกว้างใหญ่ไพศาล อย่างมากก็แค่พาครอบครัวออกไป
จือจวินยิ้มกล่าว “การถ่วงดุลระหว่างราชอำนาจกับตระกูลนั้นไม่เคยมีทางออกที่สมบูรณ์ แม้แต่ราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ก็เป็นอำนาจตระกูลที่ตั้งตระหง่านชี้นำราชอำนาจ”
เจียงเชอเข้าสู่ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ตราบใดที่ต้าจิ่งแข็งแกร่งมากพอ ก็ไม่ต้องกังวลปัญหาเหล่านี้ ต่อใหมีคนอยากออกไป อยากมีชีวิตรอดในไท่ฮวง ก็เป็นเพียงความฝันลมๆ แล้งๆ อย่าลืมสิ ตามที่แม่นางจือว่ามา บรรพบุรุษของเผ่ามนุษย์ก็เคยถูกบีบให้ออกจากไท่ฮวงเพราะความกดดันจากการเอาชีวิตรอดมาแล้ว”
เจียงเชอพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “มีเหตุผล ข้าไม่จำเป็นต้องคิดมากขนาดนั้น” สิ่งที่เขาต้องการก็คือท่าทีของเจียงฉางเซิง เพราะการมาของมู่หลิงลั่ว ทำให้เขากังวลว่ามู่หลิงลั่วอาจส่งอิทธิพลถึงมรรคาจารย์ ต่อมาก็ช่วยเพิ่มอำนาจให้ตระกูลมู่ ดีที่จากคำพูดของมรรคาจารย์ เขาไม่ใส่ใจตระกูลอื่นเลยแม้แต่น้อย
แล้วสิ่งที่ต้าจิ่งพึ่งพาได้ที่สุดคืออะไร ไม่ใช่จวนแปลงมังกร ไม่ใช่ตระกูลมู่ และยิ่งไม่ใช่สำนักวิถียุทธ์อื่น แตคือมรรคาจารย์! เมื่อคิดได้ดังนั้น เจียงเชอก็จากไปด้วยความเบิกบาน ไป๋อีิยิ้มกล่าว “เจ้าหนูนี่ดูน่าสนใจ เหมือนฮ่องเต้ไท่จงและฮ่องเต้เทียนจง ว่าจะเป็นจอมจักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ในอนาคต”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าพลางหัวเราะเบาๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจนัก แผ่นดินนี้เป็นของตระกูลเจียง เรื่องนี้ไม่มีทางเปลี่ยนแปลง ต่อให้ตระกูลมู่คิดก่อกบฏ เจียงฉางเซิงก็จะไม่ไว้ไมตรี อีกไม่นาน ทุกอย่างก็จะกลับเข้าสู่ความมั่นคง และเมื่อถึงเวลานั้น ต้าจิ่งก็จะเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่แน่นอน!
ขุนเขาทอดยาว สายน้ำไหลเชี่ยวดังทะเลคลั่ง
หลินเฮาเทียน เจียงเจี่ยน และผิงอันยืนอยู่ท่ามกลางกองหินขนาดมหึมา สายตาจ้องมองไปยังเบื้องหน้า ปล่องภูเขาไฟเคลื่อนไหวไปด้วยลาวาสีแดงเพลิง งดงามไม่ธรรมดา เจียงเจี่ยนมือถือง้าวสามแฉกสองคม ค่อยๆ หลับตาที่สามลง เขาเอ่ยถามเสียงต่ำว่า “จะลุยจริงๆ ใช่ไหม?”
หลินเฮาเทียนลับหมัดแล้วยิ้มกล่าว “ลุยสิ แม้อีกฝ่ายคือขั้นถ้ำสวรรค์ แต่รู้สึกว่าห่างชั้นกับผู้อาวุโสเทพกระบี่มาก เราสามคนร่วมมือกัน ยังจัดการถ้ำสวรรค์หนึ่งไม่ได้หรือ? ข้ารู้สึกได้ว่าเลือดของเจ้าหมอนั่นไม่ธรรมดา หากข้าได้ดูดซับจะต้องแกร่งขึ้นแน่ พวกเจ้าก็ใช้เลือดนั้นฝึกปรือร่างกายได้เช่นกัน โอกาสที่ขั้นจักรวาลจะได้สู้กับขั้นถ้ำสวรรค์มีไม่บ่อย โดยเฉพาะอีกฝ่ายยังมาคนเดียว”
เจียงเจี่ยนดวงตาแวววาว สุดท้ายก็พยักหน้าตกลง ออกมาตั้งหลายปี พวกเขาได้ห่างไกลจากมหาอาณาจักรเทียนจิ่งแล้ว พวกเขาได้เห็นอสูรร้ายมากมายแทบนับไม่ถ้วน เกือบทุกเดือนต้องพบกับศึกเป็นตาย แต่ชีวิตเช่นนี้กลับทำให้พวกเขาหลงใหลยิ่งนัก บาดแผลทำให้พวกเขานิพพานเกิดใหม่และแข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อสูรที่เขาเจอก่อนหน้านี้ส่วนมากอยู่เป็นเผ่าพันธุ์ ความแข็งแกร่งอสูรโดดเดี่ยวส่วนใหญ่จะน่ากลัว
“ข้าอยากกินเนื้อ… กินเนื้อ…” ผิงอันยิ้มกล่าว เขาไม่สนใจร่วมถกเถียงใดๆ มีเพียงอยากสู้ อยากกินเนื้อเท่านั้น
หลินเฮาเทียนกับเจียงเจี่ยนสบตากกัน ต่างก็อดหัวเราะไม่ได้ ไม่นานเหยี่ยวอัสนีเวหาก็บินกลับมา รายงานสถานการณ์ให้หลินเฮาเทียน เมื่อแนใจว่าในรัศมีหมื่นลี้ไม่มีอสูรตัวอื่น ทั้งสามก็ลงมือทันที ทั้งสามบินไปถึงโดยรอบภูเขาไฟ เจียงเจี่ยนกับผิงอันกระจายกำลังล้อมภูเขาไฟไว้ หลินเฮาเทียนพุ่งเข้าไปทางปากปล่องคนแรก เสียงระเบิดดังสนั่นฟ้า ปากปล่องภูเขาไฟปะทุออกมา เงาร่างสะพรึงกลัวพุ่งออกจากภูเขาไฟ มันคือกิ้งก่ายักษ์มีปีกสีดำ คอยาว บนหัวมีเขางอโค้งไปข้างหน้า
ลิ้นยาวของมันม้วนตัวหลินเฮาเทียนหวังจะกลืนเขาลงไป แต่พลังหยินหยางของเขารวมตัวเป็นเงาขนาดใหญ่ ต้านทานปากของกิ้งก่าปีกดำไว้ เจียงเจี่ยนพุ่งเข้าใส่ทันที มือทั้งสองเหวี่ยงง้าวสามแฉกสองคม กระแทกใส่หัวของกิ้งก่าปีกดำอย่างโมโห ในพริบตาเขาก็ส่งภูเขาลูกนั้นกระเด็นไป หลินเฮาเทียนหลุดพ้นจึงกระโดดขึ้นฟ้า ต่อยออกไปหนึ่งหมัด พลังหยินหยางหมุนรอบแขนของเขา หมัดเดียวหลอมรวมเป็นเงาทวนยาวขาวสลับดำ ราวกับแก่นสารแทงทะลุกิ้งก่าปีกดำ
“โฮก…” กิ้งก่าปีกดำคำรามเสียงกึกก้องดุจพยัคฆ์ สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ผิงอันหัวเราะบ้าคลั่งแล้วฟาดค้อนออกไป ค้อนคู่ฟาดเข้าที่กะโหลก ฟาดจนกิ้งก่าปีกดำเวียนหัวมึนงง เจียงเจี่ยนกระโจนเข้าซ้ำ ทั้งสองไม่มีวิชายุทธ์ที่ประณีตและงดงาม มีเพียงพละกำลังกายล้วนๆ กระหน่ำอัดใส่กิ้งก่าปีกดำที่แข็งแกร่งเทียบเท่าถ้ำสวรรค์หนึ่งจนร้องโหยหวน
ผ่านไปครึ่งก้านธูป ใต้ตีนภูเขาไฟ ร่างของกิ้งก่าปีกดำนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น หลินเฮาเทียนยิ้มกล่าว “แม้อสูรร้ายในไท่ฮวงจะแข็งแกร่ง แต่พวกมันไม่รู้วิชายุทธ์ ที่อาศัยคือการต่อสู้ด้วยสัญชาตญาณ ช่างจัดการง่ายจริงๆ”
เจียงเจี่ยนขมวดคิ้วกล่าว “เสียงคำรามเมื่อกี้ของเจ้าหนูนั้นดูผิดปกติ หรือว่าเรียกอะไรอยู่?”
พอหลินเฮาเทียนได้ยิน เขาก็รีบพูดว่า “งั้นเราก็รีบไปกันเถอะ” ทั้งสามรีบลงมือทันที แบกกิ้งก่าปีกดำยักษ์ดังภูเขาบินจากไป ครึ่งชั่วโมงถัดมา เมฆดำหมุนตัวที่เหนือปล่องภูเขาไฟ ปรากฏดวงตาน่ากลัวคู่หนึ่ง ดวงตานั้นใหญ่ยิ่งกว่าภูเขาไฟเบื้องล่างเสียอีก ต่อมาดวงตาคู่นั้นก็สลายหายไปในเมฆดำ ขนปีกขนาดใหญ่อันหนึ่งตกลงมา ตกลงมาบนแม่น้ำลาวาทิเชิงตีนเขา ลาวาทิร้อนระอุแบบนั้นยังไม่สามารถหลอมมันได้
เข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง แม่ต้าจิ่งจะย่ายมาอยู่ในไท่ฮวงแล้ว แต่ตลอดตั้งสี่ฤดูกลับไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก
วันหนึ่ง เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถ สมุนไพรคือสมบัติวิเศษที่ต้าจิ่งเพิ่งรวบรวมมา เขาอยากลองดูว่าจะสามารถหลอมโอสถล้างไขกระดูกมังกรน้ำกิเลนระดับสูงได้หรือไม่ หากสำเร็จก็อาจมีความหวังให้ชาวต้าจิ่งทั้งหมดสามารถพลิกเปลี่ยนพื้นฐานร่างกายได้ ในไท่ฮวง สมุนไพรเช่นนี้ไม่ได้หายากนัก แถมต้าจิ่งก็เริ่มเพาะปลูกเองแล้ว
ทันใดนั้น เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ถึงบางอย่าง จึงลุกขึ้นยืน ไป๋อีที่กำลังพิงต้นขาเขาอยู่ไม่ทันระวัง ชนเข้ากับก้นเตาหลอมโอสถด้านล่าง ร้อนจนต้องรีบกระโดดขึ้นมาทันที
“ระวังอย่าให้ไฟดับ ข้าไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับมา”
เจียงฉางเซิงทิ้งคำพูดไว้เพียงเท่านั้นก่อนจะหายตัวไปจากที่เดิม เยี่ยสวินตี๋ตื่นตระหนกทันที หันไปมองจือจวินแล้วเอ่ยถามว่า “ไม่ใช่ว่าเผ่าปีศาจไล่ฆ่ามาถึงไท่ฮวงแล้วหรอกนะ”
จือจวินกลอกตามองบนแล้วกล่าว “เป็นไปได้ยังไง ไท่ฮวงอยู่ห่างไกลถึงเพียงนั้น แม้อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ยังหาไม่เจอ เผ่าปีศาจตอนนี้ยังมัวแต่ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่ ไหนเลยจะมีเวลาว่างไลตาม”
นางเชื่อคำพูดของมรรคาจารย์ มรรคาจารย์เคยกล่าวไว้ว่าเผ่าอีกาสวรรค์ไม่มีทางตามรอยเขาเจออีกแน่นอน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ นั่นก็มีแต่เกิดปัญหาภายในไท่ฮวงเองเท่านั้นแล้ว