เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 244 เมล็ดพันธุ์ร้ายอับชะตา
กลางป่าเขา ร่างเงาทั้งสามเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ได้แก่ หลินเฮาเทียน เจียงเจี่ยน และผิงอัน ทั้งสามได้รับบาดเจ็บในระดับต่างกัน สภาพดูย่ำแย่
เบื้องหลังของพวกเขาคือเปลวเพลิงโหมกระหน่ำ ใช้พลังแห่งฟ้าดินกลืนกินป่าเขาด้านหลัง ความร้อนสูงทำให้ห้วงอากาศเกิดการผันผวน
“บัดซบ ข้าก็บอกแล้วว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอสูรขั้นถ้ำสวรรค์อยู่ตัวเดียว คิดไม่ถึงว่าจะเป็นลูกมัน!”
เจียงเจี่ยนกล่าวอย่างกัดฟัน เขากำง้าวสามแฉกสองคมแน่น หลบเลี่ยงต้นไม้ตามทางไปเรื่อยๆ
หลินเฮาเทียนกล่าวอย่างจนใจ
“ใครจะไปรู้ว่าหนุ่มที่แข็งแกร่งและใหญ่ขนาดนี้จะคือลูกมัน คราวนี้ซวยจริงๆ”
“เรื่องนี้ข้าเป็นคนคิดเอง พวกเจ้ารีบหนีไปก่อน ข้าจะถ่วงมันไว้!”
เขาหันกลับอย่างรวดเร็วชกออกไปหนึ่งชุด กระแสพลังหมัดอันน่าสะพรึงทะลวงทะเลเพลิง อสูรยักษ์ดุร้ายตนหนึ่งกำลังบินมาจากดินแดนไร้ขอบเขต ซึ่งก็คือกิ้งก่าปีกดำที่ขยายใหญ่ หาใช่แค่ขยายใหญ่ไม่ ถึงขั้นพูดได้ว่าแตกต่างราวฟ้ากับดินทีเดียว
เจ้ากิ้งก่าปีกดำตนนี้ไม่รู้วากว้างกี่ลี้ ปกคลุมท้องฟ้าตะวัน กรงเล็บที่ใหญ่กว่าภูเขาพุ่งโฉบลงมา พลังความแข็งแกร่งอันบ้าคลั่งนั้นสะเทือนภูเขา ต้นไม้ใบไม้ปลิวว่อน
หลินเฮาเทียนไม่หวั่นเกรงแม้แต่น้อย เขาวาดมือเป็นวงกลมด้านหน้า ก่อนออกหมัดพร้อมกัน พลังปราณขาวดำควบแน่นกลายเป็นรูปร่างจานหินขนาดมหึมา ลวดลายภายนอกคล้ายปลาหยินหยางในภาพไทจี๋ ใช้พลังขดหอยผลักออกไปข้างหน้า พลันขยายขึ้นอย่างรวดเร็ว ม้วนเป็นเปลวเพลิงลุกโชน สะเทือนภูผา น่าเกรงขามยิ่งนัก
กิ้งก่าปีกดำสายตาคมกริบ อ้าปากที่ลึกดังเหว ลิ้นยาวขนาดใหญ่ราวต้นขุนเขาแลบออกมา ปัดสลายจานหินขาวดำโดยตรง หลินเฮาเทียนหลบไม่ทัน จึงถูกฟาดกระเด็นออกไปกระแทกด้านข้างในภูเขา
โครม…
ภายในซากหิน หลินเฮาเทียนรู้สึกเหมือนเส้นเอ็นและกระดูกของเขาขาดสะบั้น เจ็บปวดสุดขีด แม้จิตใจยังคงมีสติอยู่ แต่กลับไม่อาจขยับร่างกายได้เลย
‘บัดซบ… ช่องว่างห่างเกินไป… นี่ข้าจะตายแล้วหรือ…’
“ผู้อาวุโส ช่วยพวกเราด้วย!”
เขาลืมตาขึ้น มองลอดช่องหินไปเห็นลิ้นยักษ์กำลังพุ่งเข้าใส่เขาอีกครั้ง
จบสิ้นแล้ว!
เสียงระเบิดดังตูม!
ง้าวสามแฉกสองคมพุ่งมาเหมือนลูกศร แทงทะลุลิ้นยาว ปักตรึงลิ้นยาวไว้กับพื้น บดจนภูเขาในรัศมีหลายสิบลิ้ยุบตัวลง รอยแยกใต้ดินขยายออกไปเหมือนตาข่ายแมงมุม
หลินเฮาเทียนได้ยินเสียงสนั่นดังมาจากข้างกาย มือข้างหนึ่งก็คว้าคอเขาไว้ ลากเขาออกไป ไม่ต้องมอง เขาก็รู้วาเป็นใคร
“พี่ผิงอัน อ่อนโยนหน่อยได้หรือไม่”
หลินเฮาเทียนฝืนยิ้มกล่าวอย่างรู้สึกซาบซึ้งในใจ เจ้าสองคนนี่ไม่ทอดทิ้งเขาจริงๆ ด้วย
ผิงอันไม่ได้ตอบเขา สายตามองไปทางเจียงเจี่ยน
เจียงเจี่ยนมองง้าวสามแฉกสองคมของตัวเองด้วยความแปลกใจ เห็นว่าง้าวสามแฉกสองคมกำลังเปล่งแสงสีทองอ่อนๆ
กิ้งก่าปีกดำรู้สึกเจ็บ จึงรีบดึงลิ้นกลับ ทิ้งคราบเลือดไว้เต็มพื้น
“ทำไมง้าวเล่มนี้ถึงร้ายกาจขึ้นขนาดนี้นะ”
เจียงเจี่ยนครุ่นคิดอย่างตกตะลึง หลังจากฝึกกับหลินเฮาเทียน เขาจึงให้เจียงฉางเชิงช่วยเขาเพิ่มน้ำหนัก ตอนนี้ง้าวสามแฉกสองคมหนักถึงสองล้านชั่ง คมกริบสุดขีด เพียงแต่หนักเฉยๆ โดยไม่รู้เลยว่า ตอนนี้ได้ถูกเจียงฉางเชิงหลอมเป็นอาวุธวิเศษไปแล้ว นักยุทธ์ไม่อาจใช้พลังของมันได้ทั้งหมด ดังนั้นเจียงฉางเชิงจึงลงผนึกไว้ข้างใน ผนึกเสี้ยวดวงจิตกับพลังวิญญาณของตน ในยามคับขันสามารถแตะผนึก แสดงพลังของเจียงฉางเชิงออกมา
ภายใต้สายตาของเจียงเจี่ยน ข้างง้าวสามแฉกสองคมปรากฏเงาสีฟ้าจางๆ
อภินิหารจิตมรรคแปลงเทพ! ร่างเทพจิตมรรค!
เทพจิตมรรคคว้าง้าวสามแฉกสองคมด้วยมือเดียว ดึงง้าวสามแฉกสองคมที่หนักสองล้านชั่ง ออกจากพื้นดินได้อย่างง่ายดาย
เจียงเจี่ยนเพิ่งจะจำได้วารูปเงาของร่างเทพจิตมรรคนี้ เหมือนกับมรรคาจารย์ไม่มีผิด เขาฉีกยิ้มแหยๆ ไม่ได้รู้สึกฮึกเหิม กลับรู้สึกละอายใจแทน
‘รบกวนท่านอาจารย์อีกแล้ว’
เบื้องไกล กิ้งก่าปีกดำกระพือปีกทะยานขึ้น ส่งเสียงคำรามกึกก้องสะเทือนฟ้าดิน คลื่นเสียงสั่นสะเทือนจนทั่วขุนเขา
ร่างเทพจิตมรรคถือง้าวสามแฉกสองคมทะยานตัวขึ้นไป ทันใดนั้น อัสนีบาตก็รวมตัวบนร่างเขา ทำให้ฟ้าดินเกิดการเปลี่ยนสี
กิ้งก่าปีกดำอ้าปาก พ่นลาวาออกมาเป็นสาย น่ากลัวยิ่งกว่าก่อนหน้านี้ แผ่กว้างข้ามฟากฟ้า
ร่างเทพจิตมรรคขว้างง้าวสามแฉกสองคมในมือออกไป มันอาบด้วยอัสนีบาตนับหมื่นและควบแน่นกลายเป็นเงายาวของดาบเล่มหนึ่ง
อภินิหาร! กระบี่เทพจิตวิญญาณ!
ง้าวสามแฉกสองคมผ่าลำธารลาวาออกเป็นสองสาย ทะลวงลำคอของกิ้งก่าปีกดำไร้การต้านทาน ตามด้วยกายหยาบที่ลอยเป็นแนวโค้งอย่างงดงาม สุดท้ายลอยมาตรงหน้าเจียงเจี่ยน
เจียงเจี่ยนตะลึงจนพูดไม่ออก อาวุธเทพชิ้นเดียวกัน อยู่ในมือเขา ทำได้แค่ฟาดไปมา ทว่าอยู่ในมือมรรคาจารย์ กลับงดงามเพียงนี้
หลินเฮาเทียนที่ถูกผิงอันหิ้วไว้ถึงกับกลืนน้ำลาย อยากเรียนท่าโจมตีนี้เสียแล้ว ไม่เพียงแข็งแกร่ง ยังเท่บาดใจสุดๆ อีกด้วย!
กิ้งก่าปีกดำหลังจากถูกแทงทะลุลำคอ ก็ร่วงลงกลางหุบเขา ปีกทั้งสองทาบทับภูเขาให้ถล่มลง มันกลับตายทันที ท่ามกลางฝุ่นคละคลุ้ง มันลืมตาแดงฉานอย่างน่าสะพรึงกลัว
โครม!
เทพจิตมรรคทิ้งตัวลงจากฟ้า เท้าเหยียบบนหัวของกิ้งก่าปีกดำ กดจนพื้นดินยุบตัว รอยร้าวแผขยายออกไปนับร้อยลี้ เมื่อฝุ่นคลุ้งจางลง เจียงเจี่ยนสามคนมองไป พบว่าบนหัวกิ้งก่าปีกดำนอกจากร่างเทพจิตมรรคแล้วยังมีเงารางๆ อีกเงานึงเพิ่มขึ้นมา ซึ่งก็คือร่างเดิมของ เจียงฉางเชิง
เจียงฉางเชิงถือคัมภีร์ภูผาสมุทร เริ่มดูดกลืนวิญญาณครึ่งหนึ่งของกิ้งก่าปีกดำ เจ้าสัตว์ตัวนี้มีมูลค่าสองหมื่นล้านแต้มเซ่นไหว้ เกินถ้ำสวรรค์ขั้นเก้าไปแล้ว ไม่เก็บไว้คงน่าเสียดายมากๆ
กิ้งก่าปีกดำดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด แต่พบว่าตนเองขยับไม่ได้ ในระหว่างทางที่มา เจียงฉางเชิงให้เทพจิตมรรคลงมือก่อน ตัวเขาใช้เวทอภิวัฒน์ย้ายบรรพตดูดกลืนภูผามากมาย น้ำหนักของเขาเทียบได้กับภูเขาแสนลูก บวกกับพลังวิญญาณทั้งตัว กดจนกิ้งก่าปีกดำขยับไม่ได้
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจียงฉางเซิงก็แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แต้มเซ่นไหว้ของเขาในสองปีก่อนก็ทะลุร้อยล้าน ใช้อภินิหารมากมายขนาดนี้ จะไม่ปราบอสูรลงได้ง่ายๆ ได้อย่างไร หากไม่ตั้งใจจะจับเป็น ป่านนี้มันคงตายตั้งแต่ทีแรกแล้ว
คัมภีร์ภูผาสมุทรเปล่งแสงจ้า ภายใต้การล้อมรอบของฝุ่นธุลีที่พวยพุ่งยังโดดเด่นสะดุดตา
“นั่นคืออะไร” หลินเฮาเทียนเบิกตากว้าง มองพินิจอย่างตั้งใจ เจียงเจี่ยนก็มองจากระยะไกลด้วย
ต่อมา พวกเขาเห็นภาพที่จะไม่มีวันลืมตลอดชีวิต เงาร่างขนาดใหญ่โผล่ออกมาจากร่างกิ้งก่าปีกดำ รูปร่างเหมือนกับกิ้งก่าปีกดำ เพียงแต่อยู่ในสภาพกึ่งโปร่งแสง
นั่นคือ… วิญญาณหรือ
ทั้งสองตกตะลึง ในโลกแห่งวรยุทธ์นั้นมี ตำนานเรื่องการเวียนว่ายตายเกิดและจิตวิญญาณอยู่เสมอ วิญญาณไม่น้อยถึงขั้นสิงอยู่ในวัตถุ สิ่งมีชีวิตกลายเป็นวิญญาณร้าย ก็เหมือนกับโครงกระดูกภูตและสิงโสว แต่ความเข้าใจต่อวิญญาณของนักยุทธ์นั้นน้อยซะยิ่งกว่าน้อย คนระดับยุทธ์ต่ำยิ่งไม่อาจมองเห็นการมีอยู่ของวิญญาณเลย
ที่พวกเขามองเห็นได้ ก็เพราะความพิเศษของคัมภีร์ภูผาสมุทร ที่ทำให้วิญญาณปรากฏออกมา
ภายใต้สายตาของทั้งสอง วิญญาณของกิ้งก่าปีกดำถูกแยกครึ่ง หายเข้าไปในคัมภีร์โบราณในมือมรรคาจารย์ อีกครึ่งหนึ่งกลับเข้าไปในร่างของกิ้งก่าปีกดำ เขาเยื้อนมือซ้ายชี้ออกไป แสดงดัชนีปราณตระกูลเฉิน ทะลวงศีรษะและหัวใจของมัน
เจียงฉางเซิงไม่ปล่อยให้รอด ขอเพียงมีครึ่งวิญญาณในคัมภีร์ภูผาสมุทร ก็สามารถเรียกวิญญาณออกมาต่อสู้ ส่วนการปล่อยให้มีชีวิตอยู่ก็แค่เพิ่มสิ่งมีชีวิตให้โลกมรรคาเท่านั้น แต่ด้วย ร่างเจ้านี้มันใหญ่เกินไป ใส่ไว้ในโลกมรรคาไม่ดีเท่าไหร่นัก
ยิ่งทั้งหลินเฮาเทียนสามคนฆ่าลูกของมันไปแล้ว ความแค้นได้ถูกวางรากไว้ หากปล่อยให้มันเติบโตต่อไป แม้มันจะภักดีต่อเจียงฉางเซิง ก็ยังอาจกลายเป็นภัยในอนาคต ในดินแดนไท่หวงแห่งนี้ สิ่งที่ดำรงอยู่คือกฎของผู้แข็งแกร่งย่อมอยู่รอด เจียงฉางเซิงจึงไม่ตำหนิความคิดของหลินเฮาเทียนทั้งสาม เพราะยังไงก็ไม่รู้วากิ้งก่าปีกดำล่าลูกอสูรต้นอื่นๆ ไปมากเท่าใด ในที่นี้ ไม่มีเรื่องคุณธรรมให้พูด
เจียงฉางเซิงเก็บเทพจิตมรรคและคัมภีร์ภูผาสมุทรกลับ แล้วตรวจสอบผู้แข็งแกร่งในระยะสิบล้านลี้ที่นอกจากเขา ซึ่งเพิ่งจะออกหน้าแค่สิบล้านเขาจึงวางใจ
เจียงเจี่ยนทั้งสามบินเข้ามายืนตรงหน้าเจียงฉางเซิง
“อาจารย์ปู่ ขออภัย ต้องให้ท่านลงมืออีกแล้ว…” เจียงเจี่ยนเกาศีรษะกล่าว ไม่กล้าสบตาเจียงฉางเซิง
หลินเฮาเทียนที่บาดเจ็บสาหัสเอ่ยขึ้น
“ล้วนเป็นความผิดของข้าเอง ไม่นึกเลยว่าเจ้าตัวที่เราฆ่าไปก่อนหน้านี้ จะเป็นแค่ลูกของมัน”
มองไปยังซากศพของกิ้งก่าปีกดำใต้เท้าที่ใหญ่ราวกับภูผาทะลุฟ้า หลินเฮาเทียนรู้สึกใจหาย แม้เขาจะมีความทรงจำในการต่อสู้ของบรรพกาลจักรพรรดิยุทธ์ แต่ในความทรงจำนั้น เขาไม่เคยเห็นกิ้งก่าปีกดำมาก่อน
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า
“ไท่หวงอันตรายยิ่งนัก ทุกอย่างต้องระวัง ข้าไม่อาจมาทันเวลาได้ทุกครั้ง”
ทันทีที่สิ้นเสียง เขาก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา ก่อนจะจากไป เขายังหั่นกรงเล็บข้างหนึ่งของกิ้งก่าปีกดำหายไปด้วย
เจียงเจี่ยนและหลินเฮาเทียนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“อาจารย์ปู่ช่างแข็งแกร่งจริงๆ อสูรที่แข็งแกร่งขนาดนี้ กลับถูกท่านจัดการอย่างง่ายดาย แล้วยังมีตอนสุดท้ายนั่น…” เจียงเจี่ยนเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง แต่พอพูดถึงตอนสุดท้าย กลับไม่รู้จะอธิบายอย่างไร
หลินเฮาเทียนกล่าวว่า
“อย่าไปคิดเลย คิดซะว่าไม่เห็นแล้วกัน ยังไงท่านผู้อาวุโสก็คือเทพเซียน… พี่ผิงอัน ปล่อยมือได้แล้ว”
ผิงอันรีบปล่อยมือทันที หลินเฮาเทียนจึงทรุดตัวล้มลงกับพื้น ขาทั้งสองบิดเบี้ยวในท่าทางที่เกินจริงสุดขีด หลินเฮาเทียนเริ่มโคจรพลัง ดูดซับโลหิตของอสูรตัวนี้ เจียงเจี่ยนเองก็ไม่อยู่เฉย ถือง้าวสามแฉกสองคมเริ่มเก็บของวิเศษจากซากสัตว์ร้ายตัวนี้
นับตั้งแต่ภัยปีศาจเริ่มปะทุ นักยุทธ์ในต้าจิ่งก็เริ่มเรียนรู้วิธีเก็บของวิเศษจากซากสัตว์ปีศาจ ยิ่งสัตว์ปีศาจแข็งแกร่งเท่าใด ซากของมันก็ยิ่งอัดแน่นด้วยของล้ำค่า อสูรก็เช่นเดียวกัน
เจียงเจี่ยนเดินมาถึงหน้าสองดวงตาของกิ้งก่าปีกดำ เขาเหมือนเม็ดทรายที่ลอยอยู่ตรงหน้าคน ถึงขั้นเล็กกว่าทรายเสียอีก เจียงเจี่ยนกำลังตรวจสอบอยู่ จู่ๆ ดวงตาที่สามระหว่างคิ้วก็ลืมขึ้น ปล่อยแรงดูดมหาศาลออกมา ก่อเกิดลมกรรโชก
“นี่คือ…” เจียงเจี่ยนประหลาดใจ เขากลับสามารถรับรู้ถึงโชคชะตาอันมหาศาลจากร่างสัตว์ร้ายตนนี้ นี่เป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นตอนล่าตัวอื่น
[ปีไท่เหอที่ยี่สิบสอง หลินเฮาเทียน เจียงเจี่ยน และผิงอัน ล่าเหตุเพราะล่าลูกมังกรน้ำกิเลนแห่งไท่หวง จึงถูกมังกรน้ำกิเลนตัวเต็มวัยแห่งไท่หวงตามฆ่า มังกรน้ำกิเลนแห่งไท่หวงคือเมล็ดพันธุ์ร้ายอับชะตา สามารถควบคุมภูเขาไฟทั่วหล้า ก่อหายนะแก่พื้นพิภพ พวกมันถนัดใช้พลังภูเขาไฟกวาดล้างสรรพชีวิตในโลก แล้วค่อยกิน เจ้าลงมือทันเวลา ตัดขาดเหตุแห่งกรรมนี้ ได้รับรางวัลรอดชีวิต… อภินิหาร ‘วิชามหาน้ำแข็งผนึกเทพ’]
เจียงฉางเซิงเพิ่งกลับมาถึงลานบ้าน ก็เห็นคำแจ้งนี้ลอยขึ้นตรงหน้า
‘เมล็ดพันธุ์ร้ายอับชะตาหรือ ในอสูรยังมีการแบ่งระดับอีกหรือ’
เจียงฉางเซิงเดินมานั่งใต้ต้นวิญญาณปฐพี เอ่ยถามว่า
“แม่นางจี เจ้ารู้หรือไม่ว่าเมล็ดพันธุ์ร้ายอับชะตาคืออะไร”
จือจวินลืมตาขึ้น ตอบว่า
“ตามบันทึกของราชวงศ์ศักดิ์สิทธิ์ เมล็ดพันธุ์ร้ายอับชะตาถือเป็นสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาพร้อมกับพลังแห่งฟ้าดิน มักปรากฏในอสูรบรรพกาล อสูรบางตัวมีความสามารถนำพาความโชคดีมาให้โลกมนุษย์ จึงถูกเรียกว่าสัตว์มงคล แต่บางตัวนำพาโชคร้าย จึงเรียกว่าสัตว์หายนะ ว่ากันว่า ร่างเมล็ดพันธุ์ร้ายอับชะตาจะมีโชคชะตาอันมหาศาลอยู่ในร่างของตน และเมื่อมันตาย ก็จะพุ่งออกจากร่าง กระจายไปทุกทิศทั่วหล้า รอกำเนิดทายาทต่อไป”