เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 253 ภาวนาให้เทพลงมือ หอคอยสู้ตาย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 253 ภาวนาให้เทพลงมือ หอคอยสู้ตาย
“ไข่ใบใหญ่ถึงเพียงนี้เชียว?”
เจียงฉางเซิงเกิดความสนใจขึ้นมาจึงแวะขยับเข้ามาดู เขาพบว่าไข่นี้กำลังดูดซับปราณวิญญาณยุทธ์จากใต้ผืนดิน ไอชีวิตที่อยู่ภายในนั้นมีความแข็งแกร่งอย่างมากและจวนจะถึงขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว
พอเกิดมาก็ได้เป็นขั้นถ้ำสวรรค์ในทันที?
ไม่ทันรู้ตัวเขาคิดอยากจะใช้คัมภีร์ภูผาสมุทรมาเก็บมันไว้ แต่เมื่อคิดไปอีกครั้ง เวลานี้มันยังไม่นับว่าแข็งแกร่ง รอให้แข็งแกร่งขึ้นแล้วค่อยเก็บมันมาก็ยังไม่สาย
เขาจึงประทับรอยประทับสังสารวัฏเอาไว้บนไข่ยักษ์ขนาดหนึ่งร้อยจั้งทันที จากนั้นก็มุ่งหน้าต่อไป
ไท่ฮวงกว้างใหญ่ไพศาลอุดมทรัพยากร มีขุนเขาทัศนียภาพอลังการนับไม่ถ้วนตลอดทาง เนื่องจากผืนดินกว้างใหญ่มากจึงทำให้ดูเหมือนว่าสิ่งมีชีวิตมีอยู่น้อยนัก แต่ด้วยความเร็วของเขาทำให้ได้พบกับอสูรชนิดใหม่อย่างรวดเร็ว
แต่ครั้งนี้สิ่งที่เขาพบคืออสูรฝูงหนึ่ง อสูรหลายร้อยตัวมุ่งไปข้างหน้าพร้อมกัน กินพื้นที่เป็นรัศมีหลายร้อยลี้ เพียงพอให้เห็นได้ว่ารูปร่างของพวกมันใหญ่โตเพียงใด เจียงฉางเซิงสัมผัสถึงลมหายใจของพวกมัน ตัวที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นอยู่ในระดับของเจ้าปีศาจเท่านั้น
จัดการได้ตามใจได้! ลุย!
ปีไทเหอที่สามสิบเจ็ด เดือนหก
เจียงฉางเซิงกลับมาภายในเขามังกรและผงาดผสานเข้ากับร่างแยก เหตุที่กลับมาก็เพราะอยากจะพักผ่อนสักคราว จะไม่ใช้กำลังทั้งหมดไปกับการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับคัมภีร์ภูผาสมุทรและคันฉ่องฟ้าดิน
ช่วงเวลานี้ไม่มีใครสังเกตเห็นว่าร่างที่เขาทิ้งไว้ที่นี่เป็นร่างแยก มู่หลิงลั่วกลับไปยังตระกูลมูอีกครั้ง และนำตระกูลมูเข้าทำศึกในไท่ฮวงต่อ
เจียงฉางเซิงกลับมาภายในเรือนพัก หยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมาและเริ่มน้าวสายธนู เมื่อหยิบเกาทัณฑ์เทพยิงตะวันออกมาหลังจากบรรลุขั้นเก้า ทำให้รู้สึกว่ายามเกาทัณฑ์อยู่ในมือช่างเบานัก
ดวงตาของไป๋อีเป็นประกายขึ้นมา และถามอย่างตื่นเต้นว่า
“นายท่าน จะลงมืออีกแล้วหรือเจ้าคะ”
จือจวิน หวงเทียนกับเฮยเทียนก็ลืมตาขึ้นและหันไปมองเขาด้วยความอยากรู้เช่นกัน
เจียงฉางเซิงเอ่ยอย่างผ่อนคลายว่า
“อืม เจ็ดจอมปีศาจออกอาละวาดที่มหาสมุทร ก็ควรต้องลงมือแล้ว”
มูลค่าตัวของเขายังไม่เท่ากับจอมราชันของเผ่าปีศาจ แม้จะต่อสู้กันหนึ่งต่อหนึ่งเขาก็ยังมั่นใจนัก แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจมากพอจะเข้าต่อสู้กับทั้งเผ่าปีศาจ โดยเฉพาะเมื่อเขายังต้องคอยค้ำจุนต้าจิ่งเอาไว้ ย่อมไม่อาจทำการผลีผลาม เพราะหากเวลานี้ผู้ศรัทธาแต้มเซ่นไหว้ของเขามีภัยเขาก็ต้องเข้าช่วย
“เจ็ดจอมปีศาจแข็งแกร่งหนักหนา เมื่อห้าพันปีก่อนฐานะของพวกมันเทียบได้กับจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจในเวลานี้ทีเดียว ครั้งศึกใหญ่ของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ที่เคยมีก่อนหน้านี้ เคราะห์ดีที่ยังไม่มีพวกมัน หาไม่แล้วอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็จะยืนหยัดอยู่ไม่ได้สักกี่ปี”
“ท่านมรรคาจารย์ยอมออกโรงเองย่อมเป็นเรื่องดี ทว่าตัวของจอมปีศาจเทียบได้กับร่างของจักรพรรดิยุทธ์แล้ว จึงไม่อาจทำลายลงได้เจ้าค่ะ”
จือจวินเอ่ย ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความจนใจ
ไป๋อีถามอย่างสงสัยว่า
“จอมปีศาจร้ายกาจถึงเพียงนี้เชียว? เช่นนั้นพวกมันจะยอมสยบต่อจอมราชันเผ่าปีศาจหรือไม่”
จือจวินส่ายหน้า
“จะเป็นไปได้อย่างไร คาดว่าพวกมันยังไม่เคยได้พบกับจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจด้วยซ้ำ แต่ว่าต่อให้พวกมันแข็งแกร่งอีกสักเท่าใดก็ยังไมอาจเป็นคู่ต่อสู้ของจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจได้” มีแววแห่งความหวาดกลัวเผยออกมาจากดวงตาของนาง
“ความแข็งแกร่งของจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจยากจะพรรณนาออกมาได้ แม้ว่าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้แข็งแกร่งเท่ากับเมื่อครั้งห้าพันปีก่อน แต่ดีชั่วก็มีจักรพรรดิยุทธ์อยู่ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องตายลงด้วยน้ำมือของจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจ ศพของเขาก็ถูกจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจเอาไป และนี่ยังนับเป็นความอัปยศของเผ่ามนุษย์ด้วย” จือจวินเอ่ยทั้งถอนหายใจ
ไป๋อีเบะปากกล่าวว่า “ต่อให้แข็งแกร่งอีกสักเท่าใด จะเทียบเท่ากับนายท่านได้หรือ”
จือจวินกล่าวว่า “อาจเทียบไม่ได้ แต่จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจควบคุมทั้งเผ่าปีศาจ หมื่นปีที่ผ่านมา เผ่าปีศาจไม่เคยรวมกันเป็นหนึ่งเดียวเช่นนี้มาก่อนเลย เมื่อดูจากประวัติศาสตร์ของเผ่าปีศาจแล้ว จอมราชันแห่งเผ่าปีศาจในตอนนี้จะต้องอยู่ในอันดับต้นๆ เป็นแน่ ที่ข้าพูดนั้นหมายถึงคุณสมบัติเฉพาะตัว ว่ากันว่าเขาบำเพ็ญตนไม่ถึงสองพันปี ส่วนว่าที่จริงแล้วมีอายุเท่าใดนั้นไม่มีใครรู้แน่ จู่ๆ เขาก็โผล่ออกมาเมื่อสองร้อยปีก่อน ซึ่งก่อนหน้านั้นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์และเผ่าปีศาจต่างไม่รู้ว่ามีเขาอยู่”
มีคำพูดหนึ่งที่นางไม่ได้บอกออกไปก็คือแม้มรรคาจารย์จะเป็นเทพเซียนแต่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถต่อกรกับจอมราชันแห่งเผ่าปีศาจได้ ในใจของเผ่าปีศาจทั้งมวล จอมราชันของพวกมันก็อาจเป็นเทพเซียนเช่นกัน เป็นเทพปีศาจ!
เจียงฉางเซิงเริ่มเล็งยิง เขาหรี่ตาลงเอ่ยว่า
“จะมีร่างกายที่ไม่ตายไม่สลายได้อย่างไร ก็แค่ยังแข็งแกร่งไม่พอเท่านั้น เมื่อใดที่แข็งแกร่งพอ ต่อให้เป็นศัตรูที่แกร่งกล้าอีกสักเท่าใดก็จะต้องมอดไหม้เป็นจุณ”
คำพูดนี้ทำให้จือจวินกระปรี้กระเปร่าขึ้นมา มรรคาจารย์แข็งแกร่งจนสามารถสังหารจอมปีศาจและทำลายร่างของจักรพรรดิยุทธ์ได้แล้วหรือนี่
ปราณปีศาจแผขยายไปทั่วท้องฟ้าเหนือทะเลทรายทางใต้พื้นทวีปแห่งนี้ ทำให้ฟ้าดินมืดมัวน่าอึดอัด บนฟ้าและบนดินล้วนเป็นภาพของผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์ปีศาจเข้าสังหารกัน ทั่วภูเขาและในป่าล้วนมีแต่ซากศพ คำว่าภูเขาซากศพทะเลเลือดยังไม่อาจพรรณนาภาพนี้ได้เลย
ชิงเทียนถือทวนวงเดือนสลักลายเข้าต่อสู้กับพยัคฆ์ปีศาจสูงนับพันจั้งตนหนึ่ง ปีศาจพยัคฆ์ตนนี้กลายร่างเป็นคนครึ่งหนึ่งแล้ว ร่างกายท่อนล่างเหมือนคนส่วนท่อนบนยังคงร่างของพยัคฆ์เอาไว้ มันมีดวงตาสี่ดวง ขนสีดำ ถือดาบกระดูกที่ทำมาจากเขี้ยวสัตว์และฟาดใส่ชิงเทียนอย่างบ้าคลั่ง การต่อสู้รุนแรงดุเดือด ทุกแห่งที่ผ่านไปทำให้ภูเขาลำน้ำแตกยับย่อย เลือดทั่วตัวมันประหนึ่งเทพมารโบราณที่เข้าทำลายแดนมนุษย์
ชิงเทียนแผดเสียงร้องด้วยโทสะและหวดทวนออกไป ลมปราณน่าหวาดกลัวจับตัวกันเป็นแสงดาบกวาดไปบนท้องฟ้า เข้าชนกับปีศาจพยัคฆ์สี่ตาด้วยพละกำลังเกินต้าน ตัดขนมันไปหลายปอย แต่ยังไม่อาจกรีดถึงเนื้อหนังของปีศาจพยัคฆ์สี่ตาได้
“ผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์ เจ้านึกจริงๆ หรือว่าจอมปีศาจจะแต่งตั้งข้าเป็นเจ้าปีศาจขึ้นมาเปล่าๆ ก่อนนี้ข้าเป็นเจ้าปีศาจที่เป็นสมุนของท่านราชันทีเดียว ระดับขั้นของข้าไปถึงขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินแล้ว เจ้ารู้หรือไม่ว่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินเป็นระดับขั้นใด”
ปีศาจพยัคฆ์สี่ตาเอ่ยพลางหัวเราะโอหัง เสียงกึกก้องเช่นสายฟ้ากลบเสียงโรมรันสังหารทั้งปวงบนผืนดินไปสิ้น
ชิงเทียนกระโดดขึ้นไปในระดับที่สูงเท่ากับมัน กล่าวเสียงเย็นว่า
“ผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินแข็งแกร่งนักหรือ จงจำชื่อข้าไว้ ชิงเทียน ไว้เจ้ากลับมาเกิดใหม่เมื่อใด นี่จะเป็นนามของจักรพรรดิยุทธ์”
เขาชูมือซ้ายขึ้นชี้ที่หน้าอกของตนอย่างเร็วหลายครั้ง พริบตานั้นราวกับว่าเขาปลดผนึกบางอย่างออก ไอสีม่วงพวยพุ่งออกมาจากผิวกายและจับตัวกันกลายเป็นยักษ์สีม่วงแสนน่ากลัว ยักษ์สวมเสื้อเกราะอยู่บนตัวสูงถึงร้อยจั้ง แม้ไม่ได้ใหญ่โตเท่ากับปีศาจพยัคฆ์สี่ตาแต่ทรงพลังไม่ธรรมดาเลย และกลายเป็นจุดที่จับตาที่สุดท่ามกลางฟ้าดินที่มืดมนนี้
ปีศาจพยัคฆ์สี่ตาขมวดคิ้วและคำรามออกมาทันใด
“โฮก…”
เสียงพยัคฆ์คำรามสะเทือนฟ้าไม่รู้วามีสัตว์ปีศาจและผู้ฝึกยุทธ์กี่มากน้อยที่ถูกสั่นสะเทือนจนตายไปกับที่ ชิงเทียนกระโดดขึ้นสูง สองมือกุมทวนวงเดือนสลักลายและฟาดขึ้นบนด้วยโทสะ ร่างยักษ์สีม่วงบนตัวเขาก็ชูร่างเงาของทวนยักษ์และหวดขึ้นไปเช่นกัน
ตู้ม!
ร่างเงาทวนยักษ์เข้าปะทะกับดาบกระดูก แรงปะทะที่น่ากลัวทำให้เกิดลมสลาตันน่าพรั่นพรึง ซัดเข้ากระแทกภูเขาที่อยู่รอบทิศจนแหลกราญ ฝุ่นดินฟุ้งตลบไปหลายหมื่นลี้ แผ่นดินข้างใต้เท้าปีศาจพยัคฆ์สี่ตาทลายลงในพริบตา มันถูกกดทับจนขาทั้งสองข้างงอ ชิงเทียนระเบิดเสียงตวาดขึ้น ยักษ์สีม่วงลุกไหม้เป็นเปลวเพลิงร้อนระอุ ก่อนมุดเข้าไปในทวนวงเดือนสลักลายของเขา
ฟู่ว!
ทวนวงเดือนสลักลายปล่อยเปลวเพลิงสีม่วงขนาดมหึมาออกไปท่วมตัวปีศาจพยัคฆ์สี่ตาในพริบตา เผาไหม้ภูผาธารน้ำในรัศมีหนึ่งร้อยลี้
ไกลออกไปบนผาชันแห่งหนึ่ง ผู้ฝึกยุทธ์ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสกลุ่มหนึ่งกำลังสวดภาวนา คนหัวหน้าเป็นผู้เฒ่าผู้หนึ่ง เขาเอาแต่โขกหัวไม่หยุดอยู่ริมหน้าผาและสวดภาวนาบางสิ่งอยู่
“มหาเทพผานกู่ โปรดยื่นมือช่วยพวกเราอีกครา…”
“มหาเทพผานกู่…”
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ ก็กำลังสวดภาวนาคำพูดนี้อยู่ด้วยเช่นกัน เมื่อตกอยู่ในความสิ้นหวัง ทำให้พวกเขาคิดถึงมหาเทพผานกู่ที่เคยสังหารจอมปีศาจสองตน เพราะผานกู่เคยลงมือช่วยเหลือ ทำให้จอมราชันแห่งเผ่าสวรรค์กลายเป็นเทพในทวีปแห่งนี้ ส่วนผานกู่ก็ไปเป็นเทพผู้ปกป้องในใจของผู้คน
เวลาผ่านไปหลายปี ผืนทวีปแห่งนี้ต้องเผชิญกับอันตรายใหม่อีกครั้ง และพวกเขาก็ไร้กำลังจะต้านทานได้ จึงทำได้เพียงสวดวิงวอนให้มหาเทพผานกู่แสดงอิทธิฤทธิ์อีกครั้ง คนที่บาดเจ็บและไม่อาจเข้าต่อสู้ได้ต่างสวดภาวนาอยู่เงียบๆ ส่วนชิงเทียนที่กำลังต่อสู้อย่างดุเดือดไกลออกไปนั้น พวกเขากลับไม่เห็นว่าเป็นความหวังแต่อย่างใด
ปีศาจพยัคฆ์สี่ตาที่ถูกทะเลเพลิงสีม่วงท่วมตัวพลันพุ่งลำแสงสี่สายทะลุผ่านทะเลเพลิงออกมา อ้าปากกว้างดังอ่างโลหิตและดูดเปลวเพลิงรุนแรงนั้นเข้าไปในปาก จากนั้นมันก็ยิ้มออกมา ควันดำลอดจากระหว่างเขี้ยวของมันออกมา มันยิ้มเยาะกล่าวว่า
“เจ้ามีกำลังเพียงน้อยนิดเท่านี้หรือ”
ชิงเทียนบันดาลโทสะหนักหนา ซัดทวนวงเดือนสลักลายออกไปเต็มแรงจนแทงทะลุเนื้อหนังของปีศาจพยัคฆ์สี่ตาไปปักอยู่กลางอกของมันแต่กลับไม่ได้ทำให้มันบาดเจ็บได้จริงๆ ในเวลานั้นเองชิงเทียนก็ชูสองมือขึ้น เคลื่อนพลังจากระยะไกล ทวนวงเดือนสลักลายปะทุเปลวเพลิงสีม่วงขึ้นมาอีกครั้งและหมุนอย่างรวดเร็วหมายจะแทงทะลุตัวปีศาจพยัคฆ์สี่ตา
ลมสลาตันแสนพรั่นพรึงพัดเข้าหา ชิงเทียนหันหน้าไปมอง ยังไม่ตั้งตัวได้ ภูเขาเล็กลูกหนึ่งก็พุ่งเข้าชนจนตัวเขากระเด็นออกไป ภูเขาเล็กลูกนี้มีพลังปีศาจมหาศาลทำให้ก้อนหินแข็งกล้าขึ้นมาอย่างมาก มันพุ่งเข้าชนชิงเทียนจนกระอักเลือดและกระเด็นออกไปไกลหลายร้อยลี้ ก่อนตกลงกลางกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังสวดภาวนาอยู่และยังเกือบชนเข้ากับคนผู้หนึ่งด้วย
ชิงเทียนรีบลุกขึ้นมาทันที เช็ดรอยเลือดที่มุมปาก ทอดสายตามองออกไป เห็นว่าเทพมารที่มีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าปีศาจพยัคฆ์สี่ตาตนหนึ่งเดินมาจากขอบฟ้า
มีเจ้าปีศาจถึงสองตัวหรือนี่!
ใจของชิงเทียนตกลงเหว นับแต่เขาผาดโผนไปในหล้า เขาก็สังหารเจ้าปีศาจที่เป็นสมุนของจอมปีศาจไปแล้วตนหนึ่ง แต่นึกไม่ถึงว่าการต่อสู้ครั้งที่สองก็ต้องได้พบกับตอแข็งเข้าให้แล้ว เจ้าปีศาจแต่ละตัวมีความสามารถที่ต่างกันราวกับมหาสมุทรกว้างทีเดียว ลำพังแค่ปีศาจพยัคฆ์สี่ตาตนเดียวก็ทำให้เขารู้สึกว่าเกินจะรับมือแล้ว เวลานี้กลับมีเจ้าปีศาจออกมาอีกตนหนึ่ง ทำให้ความโรยแรงบังเกิดขึ้นในใจเขาอีกครั้ง ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงคำพูดของผู้เฒ่าความลับสวรรค์ขึ้นมา
“ความแข็งแกร่งของจักรพรรดิยุทธ์หาใช่แค่ความแข็งแกร่งของคนผู้หนึ่งเท่านั้น แต่เป็นเพราะเขาสามารถผนึกทั้งเผ่ามนุษย์รวมกัน กำลังของคนผู้หนึ่งจะแข็งแกร่งอีกเท่าใดก็ยากจะเทียบกับกำลังมหาศาลของทั้งเผ่าได้”
แต่แรกที่เขาได้ฟังคำนี้ เขาไม่ได้แยแสใส่ใจ คิดแต่ว่าเป็นเพราะจักรพรรดิยุทธ์ไม่แข็งแกร่งพอ ฉะนั้นขอเพียงแข็งแกร่งพอก็จะสามารถต้านทานเผ่าหนึ่งเผ่าได้! แต่เวลานี้ ในที่สุดเขาก็เข้าใจแล้ว
ชิงเทียนมองไปรอบทิศ เมื่อเห็นผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่รู้จักกลัวตายเหล่านี้เขาก็บันดาลโทสะหนักหนาในใจ และเอ่ยทั้งขบฟันว่า
“พวกเจ้าที่บาดเจ็บทุกคน ยังไม่รู้จักรีบหลบไปอีก อยู่ที่นี่อันตรายนัก!”
ทว่ากลับไม่มีใครสนใจเขาเลย แม้จะต้องเปิดเผยตัวอยู่บนหน้าผา แต่พวกเขาก็ยังคงไม่หวาดกลัวและตั้งใจสวดภาวนา ชิงเทียนตั้งใจฟังครู่หนึ่ง เจ้าพวกโง่นี่กลับกำลังสวดภาวนาขอให้มหาเทพผานกู่ช่วย
ชื่อของผานกู่นี้เขาก็เคยได้ยินมาก่อน แต่ไม่ได้นับถือเลื่อมใส เพราะผานกู่ไม่ได้เป็นเผ่ามนุษย์ ยามนี้มีศัตรูตัวฉกาจอยู่ตรงหน้า ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านี้ไม่อยากเข้าต่อสู้จนตัวตาย แต่กลับมาวิงวอนขอแรงหนุนจากนอกเผ่า เป็นความอัปยศของเผ่ามนุษย์โดยแท้!
ชิงเทียนกำลังจะออกปากด่า แต่กลับเห็นว่าปีศาจพยัคฆ์สี่ตากำลังก้าวเข้ามาและมีเจ้าปีศาจตัวมหึมาตัวนั้นตามมาข้างหลัง เจ้าปีศาจตัวมหึมานั้นมีไอปีศาจพันรอบตัวมองจึงไม่เห็นใบหน้าที่ชัดเจน เป็นเหมือนกับภูเขายักษ์ลูกหนึ่งเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เป็นภาพที่สร้างแรงกดดันเปี่ยมล้น
ชิงเทียนเดินมาที่ริมหน้าผาและแอบด่าทออยู่ในใจ เมื่อนั้นแววตาก็มีความเด็ดเดี่ยวขึ้นทันใด แม้จะไม่เหมือนกับที่เขาคาดการณ์ไว้แต่เขาก็เตรียมตัวจะสู้จนตัวตาย ในช่วงเวลาที่เขาฝึกยุทธ์ เขาก็เคยสาบานไว้แล้วว่าเมื่อต้องเข้าสู่จะไม่มีทางหนีเอาชีวิตรอด หากไม่สู้จนตัวตายก็ต้องบุกเข้าสังหารศัตรูฉกาจทั้งปวง!
ชิงเทียนยกทวนวงเดือนสลักลายขึ้น เผชิญหน้ากับสัตว์ปีศาจจำนวนไม่หมดสิ้น อึดใจนี้เขาเค้นพลังที่ไม่เคยมีมาก่อนออกมา
โครม!
เสียงเลื่อนลั่นจนหูแทบหนวกดังลงมาจากฟ้า ชิงเทียนเงยหน้าขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว จากนั้นก็ต้องเบิกตากว้าง เขาได้เห็นภาพที่ทำให้เขาไม่อาจลืมได้ชั่วชีวิต
เมฆปีศาจที่ปกคลุมผืนฟ้าอยู่ทะลุเป็นช่องขนาดยักษ์ช่องหนึ่งซึ่งมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อยหมื่นลี้หรือมากกว่านั้นเสียอีก ลำแสงสีขาวนับไม่ถ้วนพุ่งลงมาจากฟ้าเหมือนฝนที่สาดเทลงมา ในจำนวนนั้นมีลำแสงสีขาวสองสายที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ประหนึ่งแสงแห่งเทพเซียนลงมาสู่เบื้องล่างเพื่อนำแสงสว่างมาสู่โลกที่มืดมน