เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 254 เทวทูตองค์แรก อัสนีหาทิศ
“นั่นคือสิ่งใดกัน…”
ความสงสัยเช่นนี้ผุดขึ้นมาในห้วงสมองของชิงเทียนโดยไม่รู้ตัว เขาขยับตัวไม่ทันด้วยซ้ำ
ไม่ใช่แค่เขาเท่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์และสัตว์ปีศาจทั้งหมดที่อยู่ในสนามรบต่างก็เห็นภาพนี้เช่นกัน
ลำแสงสีขาวสาดส่องทั่วฟ้า ยิงลงมาราวกับจะทำให้ฟ้าถล่มได้ ลำแสงที่ใหญ่ที่สุดสองสายนั้นพุ่งเข้าใส่ปีศาจพยัคฆ์สี่ตาและร่างมหึมาข้างหลังมันอย่างรวดเร็ว
เร็วเหลือเกิน! เร็วจนทุกคนตั้งตัวไม่ทัน!
เปรี้ยง! เปรี้ยง!
ลำแสงแรงกล้าฉายวาบทั่วดินฟ้าทำให้ทุกสิ่งบนผืนดินสว่างเช่นกลางวัน เจ้าปีศาจยักษ์ทั้งสองตนถูกลำแสงสีขาวท่วมทับ ร่างของมันค่อยๆ สลายกลายเป็นเถ้าปลิดปลิวไปท่ามกลางแสงสีขาวจ้าตานั้น ลำแสงเต็มท้องฟ้าพุ่งลงมาต่อเนื่องกัน สังหารสัตว์ปีศาจไปตัวแล้วตัวเล่าและทำให้ผืนแผ่นดินสะเทือนอย่างหนัก
ผู้ฝึกยุทธ์ที่ลอยอยู่กลางอากาศตกใจจนสั่นสะท้านไปทั้งตัว พวกเขาไม่กล้าขยับด้วยกลัวว่าจะถูกยิงเข้า คนจำนวนไม่น้อยอยากจะหนีแต่กลับชนเข้ากับลำแสงสีขาวและถูกบาดจนเจ็บ พวกเขาตื่นตกใจจึงไม่กล้าขยับตัวอีก
เมื่อผู้ฝึกยุทธ์ทุกคนหยุดเคลื่อนที่ลงแล้ว พวกเขาจึงพบว่าแสงสีขาวพุ่งเข้าหาเผ่าปีศาจเท่านั้น
ทอดสายตาออกไปทั่วทุกสารทิศ เห็นเพียงแต่ห่าฝนลูกธนูที่เกิดจากลำแสงสีขาวที่รวมตัวกันเป็นอานุภาพยิ่งใหญ่ ลำแสงสีขาวทุกสายล้วนสังหารสัตว์ปีศาจตัวใดตัวหนึ่ง เหตุการณ์น่าตื่นตะลึงหาใดเปรียบ ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งมวลสั่นสะท้านอย่างหนัก
ชิงเทียนตะลึงค้างเป็นไก่สลักไม้ ยากจะจินตนาการได้ว่านี่เป็นวิชายุทธ์ระดับใดกัน เสียงไชโยโห่ร้องดังมาจากข้างๆ และดึงความคิดของเขากลับมาในโลกของความเป็นจริง
“มหาเทพผานกู่ลงมือแล้ว!”
“เป็นผานกู่สำแดงอิทธิฤทธิ์แห่งเทพ!”
“ดีเหลือเกิน เผ่าสวรรค์จงเจริญหมื่นปี ผานกู่จงเจริญหมื่นปี!”
“สวรรค์ พวกเราจะชนะแล้วหรือ”
“นี่จะต้องเป็นอิทธิฤทธิ์แห่งเทพแน่นอน เป็นเทพลงทัณฑ์เป็นแน่แท้ เผ่าสวรรค์กำลังคุ้มครองพวกเรา!”
ครั้งนี้ชิงเทียนไม่ได้โมโหแต่กลับรู้สึกตกตะลึงยิ่งนัก ผานกู่แห่งเผ่าสวรรค์กำลังคุ้มครองเผ่ามนุษย์อยู่จริง เช่นนั้นผานกู่จะแข็งแกร่งเท่าใดกัน หากเขาแข็งแกร่งทัดเทียมจักรพรรดิยุทธ์ จะมีพละกำลังยิ่งใหญ่เช่นนี้หรือไม่
ฟ้าดินเกิดเสียงดังสนั่นไม่หยุดหย่อน สัตว์ปีศาจถูกสังหารไปตัวแล้วตัวเล่า และมีอีกจำนวนมากที่พากันเผ่นหนีไปทุกทิศ แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นการไล่สังหารของลำแสงสีขาวไปได้แต่อย่างใด แม้แต่เมฆปีศาจบนท้องฟ้าก็ยังถูกพัดจนกระจายตัวออก แสงตะวันสาดส่องลงมายังแดนมนุษย์ นำแสงสว่างมาสู่แดนมนุษย์ ภยันตรายที่ส่งผลต่อคนหลายล้านคนจึงถูกขจัดไปได้เช่นนี้
ชิงเทียนเหม่อค้าง
เขาไม่เชื่อเรื่องภูตผีเทวดา เชื่อแต่เรื่องพลังยุทธ์เท่านั้น แต่สิ่งที่ได้พบเห็นในวันนี้ ทำให้เขาไม่อาจคลางแคลงได้ว่าผานกู่ไม่ใช่เทพ ต่อให้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ที่แข็งแกร่งอีกเพียงใดก็ไม่มีทางจะสังหารสัตว์ปีศาจจำนวนมหาศาลได้อย่างแม่นยำ โดยที่ไม่ได้พลั้งมือมาฆ่าคนเลย
อีกฟากหนึ่ง ณ เขามังกรผงาด
เจียงฉางเซิงเก็บเกาทัณฑ์และแอบด่าไปว่า
“เหนื่อยจริง วิ่งกันอยู่ได้!”
เพื่อไม่ให้คนเหล่านั้นคิดเชื่อมโยงมาถึงมรรคาจารย์ เขาจึงจงใจเปลี่ยนสีลูกธนูและใส่ดวงจิตไว้ในนั้นด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้ทำร้ายถูกผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์ แต่เพราะมีคนตกใจและแย่งกันหนีมากเกินไปจึงทำให้ได้รับบาดเจ็บ หากมิใช่เพราะเขาเดาเหตุการณ์นี้ไว้ล่วงหน้าแล้วและใช้ดวงจิตคอยควบคุมลูกธนู คาดว่าต้องมีคนจำนวนไม่น้อยตายด้วยน้ำมือเขา แต่เมื่อลงมือทำเช่นนั้น สิ่งที่แลกมาก็คือเขาต้องใช้พลังวิญญาณมากเกินไป
เขาตัดสินใจแล้วว่าวันหน้าห้ามทำเช่นนี้อีก แต่จะเข้าไปสังหารศัตรูที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็มอบให้เผ่ามนุษย์จัดการกันเอง หากต้องตายด้วยน้ำมือศัตรูก็เป็นเพราะพวกเขาไร้ความสามารถเอง แต่หากเขาพลั้งมือสังหารไปก็จะต้องมีคนจำนวนหนึ่งโทษเขาเป็นแน่
ไป๋ฉีถามด้วยอาการตื่นเต้นว่า
“จัดการได้แล้วหรือ เหตุใดจึงยิงลูกธนูตั้งมากมายเล่า”
จือจวิน หวงเทียนกับเฮยเทียนก็มองเจียงฉางเซิงด้วยเช่นกัน
เมื่อครูนี้มือขวาของเจียงฉางเซิงรัวเป็นระวิง ยิงลูกธนูอย่างบ้าคลั่ง ลูกธนูนับไม่ถ้วนยิงขึ้นไปบนฟ้าราวกับดอกไม้ไฟดวงใหญ่ ทำให้ชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธ์ในรัฐชื่อพูดถึงเรื่องนี้ และล้วนเดาได้ว่าเป็นฝีมือของมรรคาจารย์จึงไม่ได้ตื่นตระหนกกัน
เจียงฉางเซิงเดินมานั่งใต้ต้นวิญญาณปฐพี แล้วกล่าวว่า
“อืม ศัตรูมีค่อนข้างมากนะ”
จือจวินหันหน้าไปทางทิศใต้ด้วยสีหน้าสับสน “ดูท่าเผ่ามนุษย์ที่มหาสมุทรไร้ขอบเขตจะกำลังตกอยู่ในความลำบาก”
ใต้หล้ามีมรรคาจารย์แค่คนเดียว หากต้องไปพิทักษ์เผ่ามนุษย์ทั้งหมดจะนับเป็นเรื่องยากเพียงใด
ไป๋ฉีพูดอย่างไม่สนใจใดๆ ว่า
“แม้ว่าเผ่ามนุษย์ในมหาสมุทรไร้ขอบเขตตายกันจนหมด ไม่มีเผ่ามนุษย์อยู่แล้ว ต้าจิ่งก็จะกลายเป็นดินแดนซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเผ่ามนุษย์แห่งใหม่ นี่มิใช่วัฏจักรของประวัติศาสตร์หรอกหรือ”
ไม่บ่อยครั้งนักที่จือจวินจะเห็นด้วยกับมัน ในฐานะองค์หญิงแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ นางจึงเข้าใจประวัติศาสตร์ของเผ่ามนุษย์ดีเป็นที่สุด เหล่ามนุษย์เคยเผชิญหน้ากับอันตรายที่ทำให้สูญสิ้นเผ่าพันธุ์มาหลายครั้ง แต่คนที่มีชีวิตรอดมาก็สามารถขยายเผ่าพันธุ์จนมีคนมากขึ้นได้เสมอและกลายเป็นเผ่ามนุษย์ที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น นี่ก็คือเผ่ามนุษย์ สร้างความแข็งแกร่งให้ตนอย่างไม่ขาดสายและไม่มีวันยอมแพ้
อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ปล่อยให้ราชวงศ์แห่งโชคชะตาต่อสู้กันก็ด้วยพื้นฐานข้อนี้เอง แม้จะมีคนจำนวนมากล้มตาย แต่ขอเพียงอาณาจักรสักแห่งมีจักรพรรดิยุทธ์เกิดขึ้น เผ่ามนุษย์ก็จะยังมีความหวัง ซึ่งเวลานี้ต้าจิ่งก็คือความหวัง!
เจียงฉางเซิงหลับตาลง จากนั้นก็เริ่มเลือกผู้ศรัทธาที่เหมาะสมเพื่อมอบหมายเทพให้แก่เขา ผู้ศรัทธาในฐานะของมรรคาจารย์กระจายอยู่เป็นพื้นที่กว้างมาก ไม่ใช่แค่ในต้าจิ่งเท่านั้น ในแดนสมุทรใกล้ทวีปชีพจรมังกรก่อนหน้านี้ต่างก็มีผู้ศรัทธาของเขาทั้งสิ้น ไม่นานนักเขาก็เล็งเป้าหมายไปที่ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน
ผู้ศรัทธามรรคาจารย์ในเฟิ่งเทียนมีจำนวนมากที่สุด และผู้ศรัทธาที่ภักดีเหนียวแน่นยิ่งมีจำนวนมากกว่าหลายหมื่นคน ซึ่งก็ถือว่ามีจำนวนมากแล้ว เพราะเขายังไม่เคยไปเฟิ่งเทียนด้วยตนเองสักหน และเฟิ่งเทียนก็ยังเคยเป็นศัตรูของต้าจิ่งด้วย จะเลือกเช่นใด ยังต้องอาศัยเสียงจากความคิดของพวกเขามาตัดสินด้วย เจียงฉางเซิงฝึกวิชาไปพลางและคัดเลือกอย่างอดทนไปพลาง
หลังจากนั้นหนึ่งวัน เขาก็หมายตาคนผู้หนึ่งเอาไว้ คนผู้นี้มีนามว่าหลีอี๋ เป็นหนึ่งในอัจฉริยะที่โอรสสวรรค์หลี่หยาบ่มเพาะมาอย่างลับๆ เนื่องจากได้ยินหลี่หยาเป่าหูมาแต่เด็กว่ามรรคาจารย์แข็งแกร่งนัก เขาจึงนับถือเลื่อมใสในตัวมรรคาจารย์อย่างเปี่ยมล้น คนผู้นี้สามารถตายแทนเจียงฉางเซิงได้ กอปรกับมีความใกล้ชิดกับหลี่หยาจึงยิ่งสามารถใช้ประโยชน์จากเขาได้มากยิ่งขึ้น
เจียงฉางเซิงไปเข้าฝันหลีอี๋
ในฝันเป็นป่าหลังวังหลวงเฟิ่งเทียน หลีอี๋นั่งขัดสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้ เขาดูอายุราวสิบกว่าปี คุณสมบัติของเขานับได้ว่าอยู่ในระดับยอดของเฟิ่งเทียน มิเช่นนั้นก็จะไม่ถูกหลี่หยาหมายตา หลีอี๋สวมชุดรัดรูปสีดำ ผมยาวม้วนเอาไว้ข้างบนศีรษะ เผยให้เห็นใบหน้าที่ทั้งหนุ่มแน่นและหล่อเหลา เขาคล้ายสัมผัสถึงบางสิ่งจึงลืมตาขึ้นและเห็นร่างหนึ่งกำลังเดินเข้ามาหา
เป็นเจียงฉางเซิงนั่นเอง แสงเทพสุดขอบตะวันที่เป็นเหมือนดวงอาทิตย์ดวงน้อยลอยอยู่ข้างหลังศีรษะของเขา ทำให้เขาดูคล้ายกับเทพเซียนลงมาจุติ คนทั่วไปไม่อาจลบหลู่ได้
หลีอี๋กลับไม่ได้คิดมาก เขาเคยได้ยินโอรสสวรรค์เอ่ยถึงภาพลักษณ์ของมรรคาจารย์มานานแล้ว และเคยฝันเห็นมรรคาจารย์มาหลายครั้งด้วย แต่นั่นล้วนเป็นจินตนาการของเขาเอง
“หลีอี๋ เจ้าจะยินดีปกป้องเฟิ่งเทียน ปกป้องเผ่ามนุษย์ที่อยู่ใกล้เคียงให้ข้าได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงหยุดเดินและถามไปเสียงเนิบ
หลีอี๋ตะลึงงันก่อนตอบว่า “ยินดีขอรับ”
แม้จะเป็นความฝัน แต่ด้วยอุปนิสัยของเขา ทำให้เขาไม่เหลาะแหละโลเล
“ข้าจะมอบดวงชะตาที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดาให้แก่เจ้า ให้เจ้าทำงานในนามของข้า ปกป้องพิทักษ์สรรพชีวิต เจ้าจะยินดียอมรับหรือไม่”
เมื่อได้ยินคำพูดของมรรคาจารย์ หลีอี๋ก็ตอบไปทันใดว่า “ยินดีขอรับ”
เขายังคงหนักแน่น แต่ไม่ได้คิดว่านี่เป็นเรื่องจริง
เจียงฉางเซิงเลือกจะมอบดวงชะตาเทพเซียนขั้นแปดให้หลีอี๋
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้หนึ่งร้อยล้านแต้ม ต้องการดำเนินการต่อหรือไม่]
หนึ่งร้อยล้าน? หัวใจของเจียงฉางเซิงบีบรัด เริ่มรู้สึกเสียใจขึ้นมาทันใด แต่เมื่อคิดไปอีกครั้งว่านี่เป็นการลงทุน คล้ายว่าให้ไปมากแต่ผลตอบแทนก็จะมากเช่นกัน ไม่เหมือนการประทานพรแต้มเซ่นไหว้ให้แก่คนข้างกายที่เป็นการให้ไปเพียงฝ่ายเดียว เจียงฉางเซิงก็เลือกดำเนินการต่อในทันที แต้มเซ่นไหว้ที่ต้องใช้เวลาสั่งสมมากกว่าครึ่งปีจึงหมดไปเช่นนี้
‘เจ้าตัวแสบ อย่าทำให้ข้าผิดหวังเชียว!’
[เริ่มเลือกดวงชะตาเทพเซียนขั้นแปดให้แก่ผู้ศรัทธาหลีอี๋]
[ผู้ศรัทธาหลีอี๋ได้รับดวงชะตาเทพเซียนขั้นแปดสำเร็จ นามว่าอัสนีหาทิศ]
[อัสนีหาทิศสามารถนำสายฟ้าในฟ้าดินมาใช้เป็นพละกำลังของตนได้ สายฟ้ายิ่งแข็งแกร่ง พลังเทพจะยิ่งแข็งแกร่ง]
จากนั้นเจียงฉางเซิงก็หายวับไปต่อหน้าหลีอี๋ ทิ้งไว้เพียงเสียงสะท้อนก้องในห้วงความฝันว่า
“ในเมื่อเป็นดังนี้ ข้าจะมอบความสามารถในการควบคุมอสนีบาตให้เจ้า นับแตนี้ไป เจ้าเป็นเทวทูตของข้าในแดนมนุษย์แล้ว จงคอยช่วยพิทักษ์เผ่ามนุษย์ทั่วใต้หล้า”
หลีอี๋ตกตะลึงไปกับที่ ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยปาก ความฝันก็สลายไปทันใด เมื่อลืมตาขึ้นแล้วเขาก็พบว่าตนเองอยู่ภายในห้อง ดวงจันทร์สว่างข้างนอกหน้าต่างยังไม่ได้หายไป เขาพ่นลมหายใจยาวออกมาครั้งหนึ่ง ที่แท้ก็เป็นความฝัน
เปรี้ยง!
เกิดเสียงฟ้าฟาดดังสนั่นน่าตกใจกลัว หลีอี๋เงยหน้าขึ้นไปโดยไม่ตั้งใจ สายฟ้าน่าหวาดกลัวฟาดทะลุผ่านคานเรือนลงมาที่ตัวเขา
หนึ่งเดือนหลังจากนั้น
ด้านหลังวังหลวงเฟิ่งเทียน เมฆครึ้มหนาแน่นราวกับว่ากำลังจะมีพายุฝนเข้าถล่ม หลี่หยายืนอยู่ริมแม่น้ำ มีราชองครักษ์ติดตามอยู่เบื้องหลัง อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมเต็มที่ สายตาของทุกคนล้วนจรดอยู่เบื้องหน้า
กลางป่าเขา หลีอี๋ลอยอยู่กลางอากาศ มีสายฟ้าส่องแสงเรืองรองอยู่ในสองมือ เมฆดำบนท้องฟ้าพลันมีสายฟ้าฟาดลงบนตัวเขา ทว่าไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บแต่อย่างใด แต่กลับเข้าไปรวมอยู่ในฝ่ามือของเขามากขึ้นอีก หลี่หยาเห็นภาพนี้แล้วจำต้องตื่นเต้นนัก
“เป็นความจริง เป็นความจริง… มรรคาจารย์แสดงอิทธิฤทธิ์แล้ว”
หลี่หยารำพึงกับตนเอง หลีอี๋บอกเรื่องความฝันของตนให้เขารู้แล้ว ตอนแรกนั้นเขายังรู้สึกสงสัยอยู่บ้าง จวบจนวันนี้หลีอี๋ที่ควบคุมดวงชะตาได้สำเร็จแล้วจึงเริ่มควบคุมสายฟ้า นี่ไม่ใช่วิชายุทธ์ แต่เป็นสายฟ้าบนท้องฟ้าลงมาที่มือของเขา!
หลีอี๋ก็ตื่นเต้นเช่นกัน ผิดกับท่าทีสงบเยือกเย็นที่เขาเป็นในฝันก่อนหน้านี้
“พลังนี้… แข็งแกร่งเหลือเกิน… นี่ก็คือพลังเหนือมนุษย์ธรรมดาหรือ…”
เขายิ่งคิดก็ยิ่งตื่นเต้น รู้สึกเพียงว่าเลือดลมพลุ่งพล่านไปหมด เขาเงยหน้ามองท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆอัสนี เมื่อนั้นแววตาก็เด็ดเดี่ยวขึ้นมา “มรรคาจารย์ ข้าจะไม่ทำให้ท่านผิดหวังเป็นแน่ แดนมนุษย์แห่งนี้ข้าจะทุ่มเทปกป้องอย่างสุดกำลัง!”
เมื่อเขาสะบัดมือขวา สายฟ้าในมือก็พุ่งไปยังภูเขาที่อยู่ไกลออกไป ภูเขาสูงหนึ่งร้อยจั้งถูกทำลายจนราบในพริบตาเดียว ฝุ่นตลบอบอวล เศษหินปลิวกระจายและพัดโหมจนเป็นคลื่นลมหน้าตื่นกลัว หลีอี๋สูดหายใจเข้าลึก พยายามสงบจิตใจตน เขาเป็นแค่ขั้นเทวจิตเท่านั้น แต่หลังจากควบคุมสายฟ้าได้กลับมีพลังทำลายล้างได้ถึงเพียงนี้
หลี่หยารู้ระดับขั้นของเขาจึงยิ่งตื่นเต้นมากกว่า แอบคิดในใจว่า ‘ดูท่าสิ่งที่เราทำไปนั้นจะถูกต้องแล้ว’ ผ่านไปพักหนึ่ง หลีอี๋มาตรงหน้าหลี่หยา คุกเข่าลงข้างหนึ่งและถวายคำนับ
หลี่หยาประคองเขาลุกขึ้นมาแล้วถามว่า “เจ้าติดต่อกับมรรคาจารย์ได้หรือ”
หลีอี๋ส่ายหน้าตอบ “ไม่ได้พะยะค่ะ หลังจากนั้นกระหม่อมก็ไม่ฝันถึงมรรคาจารย์อีกเลยพะยะค่ะ”
เขารู้ว่าหลี่หยากำลังคิดสิ่งใดอยู่ อีกฝ่ายอยากให้มรรคาจารย์มอบพลังเทพเช่นนี้ให้แก่คนอื่นๆ อีก แต่เขาคิดว่าเป็นไปไม่ได้ เขารู้ดีเป็นที่สุดว่าดวงชะตาที่ตัวเขาได้รับมานั้นน่ากลัวเพียงใด ไม่ใช่แค่ควบคุมสายฟ้าในฟ้าดินเท่านั้น แต่เส้นเอ็นและกระดูกของเขาก็ราวกับเปลี่ยนใหม่จากการถูกสายฟ้าฟาดครั้งนั้นด้วย
เขาอดรนทนไม่ไหว อยากไปฝึกฝนให้แข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว จะได้รับมือกับกองทัพใหญ่ของสัตว์ปีศาจที่จะเข้ามาทำลายเผ่ามนุษย์ แม้หลี่หยาจะค่อนข้างผิดหวัง แต่ก็ยังดีใจ เขากล่าวว่า “ดีมาก เราจะเปิดคลังยุทธ์เฟิ่งเทียนให้เจ้า เจ้าต้องการร่ำเรียนสิ่งใดก็เรียนสิ่งนั้น ต้องการทรัพยากรใดก็จงบอกออกมา เราเชื่อสายตาของตนเองและเชื่อสายตาของมรรคาจารย์ อนาคตของเฟิ่งเทียนต้องอาศัยเจ้าแล้ว”
หลีอี๋ฟังคำพูดนี้แล้วเลือดลมพลุ่งพล่าน เกิดความเชื่อมั่นขึ้นมาอย่างรุนแรง ประหนึ่งว่าสามารถยินยอมพร้อมใจพลีชีพเพื่อผู้รู้ใจอย่างไรอย่างนั้น
“เป็นพระมหากรุณาพะยะค่ะ!”
‘ขอบคุณมรรคาจารย์!’ ประโยคหลังนั้นอยู่ในใจเขา เขารู้ดีว่ามรรคาจารย์เป็นผู้มอบฐานะเช่นนี้ให้แก่เขา หากไม่มีมรรคาจารย์ก็ยังมีอัจฉริยะอีกมากที่สามารถเข้ามาแทนตำแหน่งของเขาในใจของโอรสสวรรค์ได้
อีกด้านหนึ่ง เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ก่อนยกมือขึ้นรับใบไม้ใบหนึ่งมา เขารำพึงกับตัวเองเบาๆ
“เจ้าหนุ่มน้อย จงตั้งใจหมั่นเพียร อย่าให้ข้าผิดหวัง”
หวงเทียนที่อยู่ไม่ไกลออกไปถามขึ้นมาอย่างสงสัยว่า
“นายท่าน ข้ายังหมั่นเพียรไม่พออีกหรือ”