เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 263 ความเป็นอมตะ
เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นในราชสำนักต่างเริ่มเอียงศีรษะกระซิบกระซาบกัน
“หากพูดเช่นนี้ มรรคาจารย์ก็อาจเป็นเทพเซียนจริงๆ”
“น่าจะใช่ มิเช่นนั้นจะอธิบายวิชาที่หลี่อี๋ได้รับมาได้อย่างไร เขาควบคุมอสนีบาตสวรรค์ได้จริงๆ เชียวนะ”
“ใช่แล้ว พลังของหลี่อี๋ก้าวข้ามระดับขั้นของเขาไปไกลมาก น่าเหลือเชื่อสุดๆ”
“หากต้าจิ่งมีเทพเซียนปกปักษ์อยู่ ไม่ว่าจริงหรือปลอม จิตใจของชาวประชาทั่วใต้หล้าย่อมเอนเอียงมาหาฝ่าบาท นี่เป็นผลดีกับการพัฒนาต้าจิ่งอย่างใหญ่หลวง”
“ฝ่าบาททรงพระปรีชา”
หลี่หยาได้ยินคำพูดของเหล่าขุนนางก็แย้มรอยยิ้มกว้างขึ้น
การปรากฏตัวของมหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญทำให้เหล่าขุนนางเลิกต่อต้านมรรคาจารย์
พวกคนที่คัดค้านล้วนกลัวว่ามรรคาจารย์จะเป็นเทพเซียนจริงๆ
ว่ากันว่าสามฉื่อเหนือศีรษะของทุกคนมีเทพเจ้าจับตาดูอยู่ หากพวกเขาว่าร้ายมรรคาจารย์แล้วถูกมรรคาจารย์รู้เข้าละก็…
เพียงคิดพวกเขาก็หวาดกลัวแล้ว
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง หลี่หยาก็แต่งตั้งหลี่อี๋เป็นเทพอัสนีแห่งต้าจิ่ง และประกาศให้ใต้หล้ารู้โดยทั่วกัน
ไม่เพียงราชอาณาจักรต้าจิ่งเท่านั้น ราชอาณาจักรอื่นก็ตกตะลึงกับมหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญเช่นเดียวกัน
นั่นมันเจ็ดจอมปีศาจเชียวนะ แต่กลับถูกเทพเซียนสังหารจนแม้แต่กายเนื้อก็ไม่เหลือ!
ทว่ากองกำลังของเผ่าปีศาจในแต่ละแดนสมุทรที่กำลังแตกฉานซ่านเซ็น ทำให้แต่ละอาณาจักรจำใจต้องเชื่อ
อีกด้านหนึ่ง นายท่านไป๋กำลังฟังรายงานจากลูกน้องของตนเองบนหน้าผา
บุรุษสวมหน้ากากรายงานเรื่องมหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญ แล้วก็รายงานเรื่องมหาจักรพรรดิอูเหรินด้วย
หลังจากมหาจักรพรรดิอูเหรินฟื้นคืนชีพก็ออกท่องใต้หล้า แต่เพราะเขาแข็งแกร่งเกินไปและชอบบุกตะลุยชนตรงๆ จึงทำให้เกิดคลื่นลมไม่น้อย
“คนผู้นั้นกำลังตามหามหาจักรพรรดิอูเหรินอยู่ นายท่าน จักรพรรดิยุทธ์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมา นับว่าเป็นจักรพรรดิยุทธ์ไม่ได้แล้วจริงๆ พวกเขากลายเป็นเผ่าพันธุ์ใหม่แล้ว หากพวกเขารวมกลุ่มกันได้ จะต้องโจมตีเผ่ามนุษย์ครั้งใหญ่แน่”
บุรุษสวมหน้ากากออกความเห็นเสียงขึงขัง เมื่อเอ่ยถึงคนผู้นั้นเขาก็โกรธแค้นอย่างยิ่ง
นายท่านไป๋สีหน้าซับซ้อน พึมพำถามขึ้นมา “ข้าผิดไปแล้วจริงๆ หรือ”
บุรุษผู้สวมหน้ากากทำใจกล้าเอ่ยออกมา “เกาะจักรพรรดิยุทธ์สังเวยผู้ฝึกยุทธ์ไปมากมายปานนั้น แต่กลับสูญเปล่า นายท่านอย่าได้เดินตามรอยเกาะจักรพรรดิยุทธ์อีกเลย ไม่คุ้มค่าหรอกขอรับ ท่านทำเพื่อเผ่ามนุษย์ได้มากกว่านั้น นอกจากพึ่งจักรพรรดิยุทธ์โบราณ เผ่ามนุษย์จะต้องมีหนทางอื่นอยู่อีกแน่!”
นายท่านไป๋ถอนหายใจ
บุรุษสวมหน้ากากเอ่ยต่อว่า “จักรพรรดิยุทธ์ที่ฟื้นคืนชีพขึ้นมามีลูกหลานไม่ได้ คนของพวกเราสืบเรื่องของคนผู้นั้นแล้ว เขาลองหาสตรีเผ่ามนุษย์มาสืบทอดทายาทแต่ก็ล้มเหลว นี่จึงเป็นสาเหตุที่เขาจำใจต้องตามหามหาจักรพรรดิอูเหริน ในเมื่อพวกเขามีลูกไม่ได้แล้ว และไม่คิดจะปกป้องเผ่ามนุษย์ ไยต้องไปตามหาพวกเขาด้วยเล่า”
นายท่านไป๋เอ่ยออกมา “ดูท่าสวรรค์ช่างยุติธรรมนัก มอบกายเนื้อที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งให้พวกเขา แต่กลับตัดความสามารถในการสร้างเผ่าพันธุ์ของพวกเขาไป”
เขาส่ายหัวแล้วหันมาถามว่า “หลังจากนี้ข้าจะไม่ไขว่คว้าหาพลังของจักรพรรดิยุทธ์โบราณอีก ต่อจากนี้เริ่มตามหาต้าจิ่งเถิด”
ยามนี้คนทั้งใต้หล้าต่างกำลังถกเถียงกันเรื่องมหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญอยู่ หลังจากเกาะจักรพรรดิยุทธ์หายไป ก็ไม่มีผู้ใดสนใจต้าจิ่งอีก ยกเว้นก็แต่พวกเขา
ทุกคนทำราวกับว่าเผ่ามนุษย์ไม่มีอาณาจักรนามว่าต้าจิ่ง
“บนโลกใบนี้ไหนเลยจะมีเทพเซียนมากมายปานนั้น หากมีอยู่จริง เหตุไฉนก่อนหน้านี้จึงไม่ลงมือช่วยเหลือเผ่ามนุษย์เล่า ข้าคิดว่ามหาเทพผู้ขจัดทุกข์เข็ญคงเกี่ยวข้องกับมรรคาจารย์”
นายท่านไป๋เอ่ยอย่างมีเลศนัย “บางทีสาเหตุที่มรรคาจารย์ไม่ขึ้นครองราชย์ ดำรงตำแหน่งจักรพรรดิ อาจเพราะเขารู้สึกว่าตนเองยังไม่แข็งแกร่งพอ ด้วยเหตุนี้เขาจึงซุ่มซ่อนตัว แต่เขาก็ทนปล่อยให้เผ่ามนุษย์เผชิญภัยไม่ไหว จึงได้แต่ปิดบังตัวตนแล้วลงมือ”
ดวงตาของบุรุษสวมหน้ากากเบิกโต ทันใดนั้นเขาก็กระจ่างแจ้งบางสิ่ง เขาข่มกลั้นความตื่นเต้นแล้วเอ่ยว่า
“ความจริงก่อนหน้านี้ข้ายังงุนงงอยู่ว่า เหตุไฉนเผ่ามนุษย์จึงไม่ปรากฏผู้มีคุณสมบัติของจักรพรรดิยุทธ์เสียที แต่หากคนผู้นั้นคือมรรคาจารย์ ก็อธิบายได้แล้ว ทุกครั้งที่มรรคาจารย์ลงมือ มิวาศัตรูแข็งแกร่งมากเพียงใดก็สู้เขาไม่ได้ แล้วยังมีตำนานประหนึ่งท่านเซียนเรื่องแล้วเรื่องเล่าของเขานั่นอีก เขามีคุณสมบัติจะเป็นจักรพรรดิยุทธ์จริงๆ”
“อืม ออกค้นหาร่องรอยของต้าจิ่งเต็มกำลัง เมื่อหาต้าจิ่งพบแล้วให้รายงานข้าทันที เรื่องอื่นปล่อยทิ้งไปให้หมด”
นายท่านไป๋กล่าวจบก็หลับตาลงฝึกวิชาต่อ
บุรุษสวมหน้ากากพรูลมหายใจออกมา ไม่ว่าอย่างไรขอเพียงนายท่านล้มเลิกแผนการฟื้นคืนชีพจักรพรรดิยุทธ์ก็พอแล้ว
การจากไปของสะบั้นเศียรทำให้เกิดการถกเถียงในหมู่ขุนนางบู๊บุ๋นของราชสำนักต้าจิ่ง
ขุนนางบู๊บุ๋นนับร้อยในราชสำนักต้าจิ่งหวาดกลัวสะบั้นเศียรกว่าเจียงเช่อ นั่นเพราะว่าเจียงเช่อเป็นกษัตริย์ผู้ปรีชา ขณะที่สะบั้นเศียรโหดเหี้ยม เขาคือผู้ที่คอยทำเรื่องสกปรกให้โอรสสวรรค์โดยเฉพาะ
ผู้คนพากันถกเถียงเรื่องนี้อยู่นานหลายเดือน ก่อนที่สะบั้นเศียรจะค่อยๆ ถูกผู้คนลืมเลือนไป
ปีใหม่มาเยือนอีกหนหนึ่งแล้ว ปีไท่เหอที่ห้าสิบเอ็ด
ภายในห้องทรงพระอักษร เจียงเช่อเงยหน้ามองทิวทัศน์วสันตฤดูที่อยู่นอกหน้าต่าง
เขาอายุหนึ่งร้อยหกปีแล้ว ทำลายสถิติอายุยืนที่สุดของฮ่องเต้ทุกสมัยของต้าจิ่งแล้ว เขายังหน้าตาเหมือนเพิ่งอายุห้าสิบหกสิบปีอีกด้วย
อายุอันยืนยาวของเขาทำให้ประชาชนต้าจิ่งคาดหวังกับอนาคตของต้าจิ่งมากขึ้น กษัตริย์ผู้ปรีชาอายุยืน ต้าจิ่งย่อมพุ่งทะยานต่อไปเรื่อยๆ
อพยพมาไท่ฮวงได้สามสิบแปดปีแล้ว ประชาชนทั้งหลายต่างคุ้นชินกับการมีอยู่ของสัตว์อสูรในไท่ฮวง คุ้นชินกับวิถียุทธ์ที่แข็งแกร่งขึ้นแล้ว ต้าจิ่งกำลังก้าวเดินไปอย่างมั่นคง
แต่เจียงเช่อกลับสับสน ใต้หล้ารวมเป็นหนึ่งแล้ว ภายนอกไร้ศัตรู บ้านเมืองมั่งคั่ง ประชาชนสงบสุข เขาพยายามอีกเท่าใดก็ไมอาจสร้างความสำเร็จที่สูงกว่านี้ได้ แต่เรื่องการเลื่อนขั้นเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์คงไม่ถือกำเนิดในยุคของโอรสสวรรค์คนนี้แน่ๆ
เจียงเช่อก็อยากพักผ่อน ยามนี้ใต้หล้าไม่มีทางเกิดกลียุค ในเมื่อตัวเขาเหน็ดเหนื่อยมาทั้งชีวิตแล้ว ก็สมควรได้อยู่อย่างสบายๆ เสียที
เมื่อหวนนึกถึงสะบั้นเศียร หัวใจของเจียงเช่อก็ไฟลุกท่วม หากเขาเป็นอมตะละก็ เขาอาจพยายามไขว่คว้าสถานะอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาครองได้
บรรลุเซียน!
ความคิดนี้หยั่งรากงอกเงยในหัวใจของเจียงเช่ออย่างรวดเร็วและไมอาจหยุดยั้งได้
เงาร่างหนึ่งสาวเท้าเข้ามาในห้องทรงพระอักษรอย่างรวดเร็ว เขาก็คือเทพจอมโจรนั่นเอง
ยามนี้เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นกายาทองคำแล้ว อยู่ห่างจากขั้นจักรวาลไม่ไกล แต่เดิมเขาก็พรสวรรค์ไม่ย่ำแย่อยู่แล้ว ทั้งยังได้ครองตำแหน่งสูง ทรัพยากรที่ตักตวงได้จึงมากมายนับไม่ถ้วน ระดับขั้นจึงเลื่อนสูงขึ้นไม่หยุด
“ฝ่าบาท นักหลอมโอสถกลุ่มนั้นมาถึงแล้ว ท่านประสงค์จะให้มาเข้าเฝ้ายามใดพะยะค่ะ”
เทพจอมโจรถามอย่างนอบน้อม
เจียงเช่อลุกขึ้นแล้วเอ่ยว่า “ถ้าเช่นนั้นก็ไปพบเดี๋ยวนี้เลยเถิด”
เทพจอมโจรอยากพูดบางสิ่งแต่ก็เงียบไว้ เขาอยากถามมากว่าเหตุใดเจียงเช่อจึงไม่ไปหามรรคาจารย์ แต่เมื่อครุ่นคิดอีกที มรรคาจารย์ฐานะสูงส่งเหนือผู้ใด คงไม่มาทุ่มเทความคิดเพียงเพื่อช่วยเจียงเช่อหลอมโอสถหรอก
อีกอย่างสิ่งที่เจียงเช่อเสาะแสวงหาก็ไม่ใช่โอสถเพิ่มกำลังภายใน แต่เป็นโอสถที่ทำให้เป็นอมตะ!
กาลเวลาค่อยๆ ไหลผ่านไป เวลาห้าปีผ่านไปแล้ว
ร่างแยกของเจียงฉางเซิงกลับมาอีกหน จำนวนหน้าของคัมภีร์ภูผาสมุทรเพิ่มขึ้นมาจนมีหนึ่งร้อยสี่สิบห้าหน้า
ยิ่งเข้าไปลึกในไท่ฮวงก็ยิ่งพบสัตว์อสูรมาก กระทั่งอสูรโชคชะตาก็มากขึ้นด้วย
เขาแบ่งร่างแยกออกไปใหม่อีกครั้ง จากนั้นให้ร่างแยกพาสมบัติทั้งสองชิ้นจากไปอีกหน
สายตามองไปทางหยางโจวที่กำลังหล่อหลอมร่างกายอยู่ในลานเรือน เมื่อต้นปีมูหลิงลั่วกลับไปที่ตระกูลมู ส่วนเยี่ยสวินตี่กับเทพกระบี่ยังไม่กลับมา พวกเจียงเจี่ยนสามคนก็เช่นกัน
เจี่ยนกับหลินเฮาเทียนบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์สองแล้ว ส่วนผิงอันก็เลื่อนขั้นเป็นขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งอย่างราบรื่น
พวกไป๋ฉีสามตัวก็เริ่มเตรียมตัวจะเลื่อนขั้นไปสู่ขั้นจักรวาลแล้วเช่นกัน ทุกคนกำลังก้าวหน้า
แผ่นดินต้าจิ่งขยายใหญ่ขึ้นอย่างมั่นคง สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ปัจจุบันโอรสสวรรค์เริ่มไม่สนใจราชสำนักแล้ว องค์รัชทายาทผู้ไม่เป็นโล้เป็นพายคนนั้นถูกบีบจนไร้หนทาง จึงต้องเริ่มเข้ามาดูแลราชกิจ
อดีตคุณชายเสเพลแห่งเมืองหลวง กลายเป็นคนที่ตรากตรำทำงานจนหัวหมุน ช่วยไม่ได้พวกอัครมหาเสนาบดีไล่จี้เขา ส่วนตัวเขาเองก็ไม่ปรารถนาจะให้ต้าจิ่งพังทลาย จึงทำได้เพียงกัดฟันแล้วเริ่มยุ่งวุ่นวายกับงานเท่านั้น
เรื่องนี้เล่าลือไปทั่วในหมู่ประชาชน คนส่วนใหญ่คิดว่าเจียงชิ่งจะกลายเป็นกษัตริย์ที่โฉดเขลาเสียอีก คิดไม่ถึงว่าหลังจากโอรสสวรรค์ปล่อยปละละเลยราชกิจ องค์รัชทายาทกลับสำนึกได้
ส่วนการกระทำของเจียงเช่อ เจียงฉางเซิงก็ไม่สะดวกจะตำหนิ อย่างไรตัวเขาก็หลอมโอสถอายุวัฒนะไม่ได้จริงๆ แต่ต่อให้เขาบอกเจียงเช่อไป เจียงเช่อก็คงไม่ยอมแพ้
หากลองมองในมุมของเจียงเช่อ สิ่งเดียวที่เขายังต้องเสาะแสวงหาก็คืออายุขัยที่ยืนยาวจริงๆ
นอกเหนือจากเรื่องนี้ เจียงฉางเซิงก็มีความสุขกับชีวิตในตอนนี้มาก เวลาว่างหลอมโอสถ เที่ยวชมแผ่นดินอันกว้างใหญ่ไพศาล เป็นชีวิตที่ดีมากทีเดียว
จืออู๋จวินเห็นเขาลืมตาก็ขยับเข้ามาข้างเขาแล้วกระซิบเสียงเบา “มรรคาจารย์ ช่วงนี้ที่เมืองหลวงมีเรื่องผิดปกตินิดหน่อย ท่านรู้สึกหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างไม่กังวล “อืม ไม่ส่งผลมากหรอก”
จืออู๋จวินแปลกใจอย่างอดไม่ได้แล้วถามว่า “ท่านรู้แล้วหรือ เกิดเรื่องอันใดขึ้นกัน”
หนึ่งปีที่ผ่านมามีหลายคืนที่นางจับสัมผัสได้ว่าคลื่นพลังโชคชะตาในเมืองหลวงกำลังเคลื่อนไหว แต่เมื่อฟ้าสว่างมันก็กลับคืนสู่สภาพเดิม คลื่นสั่นไหวเช่นนี้ไม่รุนแรงนัก แต่เกิดขึ้นอยู่หลายครั้งจนทำให้นางอดกังวลใจไม่ได้
“ไม่มีอันใด ไม่ต้องสนใจ ขอเพียงไม่ทำร้ายประชาชนก็ไม่ต้องสนใจ อีกอย่างนี่ก็เป็นความปรารถนาของโอรสสวรรค์ด้วย”
เจียงฉางเซิงตอบอย่างไม่อินังขังขอบ แต่นั่นกลับทำให้จืออู๋จวินยิ่งแปลกใจ เกี่ยวข้องกับโอรสสวรรค์ด้วยหรือ
ไป๋ฉีเงยหน้าเอ่ยว่า “มิน่าเล่า มีหลายคืนที่ข้าไปเดินเที่ยวเล่นในเมืองหลวงแล้วได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางดังแว่วๆ มาจากวังหลวง ที่แท้เจ้าโอรสสวรรค์ก็กำลังทำเรื่องพิลึกอะไรอยู่นี่เอง เขาคงไม่ได้วิกลจริตเพราะอยากเป็นอมตะไปแล้วหรอกนะ”
เจียงฉางเซิงหลับตาลงใหม่อีกครั้งแล้วตอบว่า “ขอเพียงไม่ใช่เรื่องผิดต่อฟ้าดินก็ปล่อยเขาไปเถิด”
ต่อให้เขาห้ามปรามก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี จะบังคับให้เจียงเช่อเลิกแสวงหาความอมตะ แล้วสงบใจเป็นโอรสสวรรค์ไปเฉยๆ หากทำเช่นนั้นกลับจะได้ผลตรงกันข้ามมากกว่า เว้นเสียแต่ว่าเขาคิดจะปลดเจียงเช่อจากตำแหน่งโอรสสวรรค์ แต่หากทำเช่นนั้นย่อมไม่ยุติธรรมต่อเจียงเช่อ
จืออู๋จวินถอนหายใจ “ความเป็นอมตะ สิ่งนี้คือความปรารถนาของมนุษย์ทุกคน ต่อให้แข็งแกร่งเทียมเท่าจักรพรรดิยุทธ์ วันหนึ่งก็ต้องทอดกายพักผ่อนในสุสาน มีเพียงกายเนื้อที่ยังไม่สูญสลาย”
ไป๋ฉีติงว่า “ตั้งใจฝึกยุทธ์เพิ่มพูนอายุขัยจะได้ผลจริงมากกว่าหรือ”
จืออู๋จวินตอบว่า “แม้อายุขัยของโอรสสวรรค์ของราชอาณาจักรจะยืนยาวกว่าโอรสสวรรค์ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา แต่ก็ยังถูกผูกมัดไว้อยู่ดี พวกเขาไม่อาจมีชีวิตยืนยาวเกินขั้นจักรวาล อาจยืนยาวเท่าขั้นกายาทองคำไม่ได้เสียด้วยซ้ำ ต่อให้สละราชบัลลังก์ ชะตานี้ก็จะยังติดตามพวกเขาไป นี่ก็คือชะตาของโอรสสวรรค์ของราชวงศ์แห่งโชคชะตา ต่อให้กลายเป็นฝ่าบาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แล้ว ก็ยังจะถูกอายุขัยผูกมัดไว้อยู่ดี นอกจากจักรพรรดิยุทธ์ผู้ก่อตั้งอาณาจักรรุ่นแรก ฝ่าบาทของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์คนอื่นอยู่ได้นานที่สุดก็อายุขัยห้าร้อยปีเท่านั้น”
ไป๋ฉีแสยะยิ้ม “นี่สิถึงจะยุติธรรม สวรรค์ช่างยุติธรรมนัก”
จืออู๋จวินไม่โต้แย้ง สรรพสิ่งล้วนดำเนินไปตามกฎของมัน
อีกด้านหนึ่ง ในตำหนักบรรทมของโอรสสวรรค์
เจียงเช่อผู้สวมแต่อาภรณ์ตัวในนอนแช่อยู่ในสระน้ำ ดื่มด่ำกับการบำรุงจากยาสมุนไพร ศีรษะของเขาหนุนอยู่บนตักของสตรีนางหนึ่ง
สตรีนางนี้ก็คือพระสนมที่เจียงเช่อแต่งตั้งใหม่เมื่อสองปีก่อน นางมีนามว่าพระสนมอวี้ เรือนร่างอ้อนแอ้นอรชร โฉมหน้างามพิลาส นางกำลังนวดศีรษะให้เจียงเช่อ
“ฝ่าบาท โอสถของลัทธิเกาะลับแลน้อยได้ผลบ้างหรือไม่เพคะ”
พระสนมอวี้ถามแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงนุ่มละมุน
เจียงเช่อหลับตาลงแล้วตอบว่า “ไม่มี มีแต่พวกไร้ประโยชน์”
พระสนมอวี้กลอกตาไปมารอบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ฝ่าบาทมิสูส่งคนไปล่าเต่าบกโลหิตมังกรดีกว่าหรือไม่เพคะ เต่าบกโลหิตมังกรเป็นหนึ่งในสัตว์อสูรที่อายุยืนที่สุดในไท่ฮวง นำโลหิตของมันมาหลอมเป็นโอสถจะต้องเพิ่มอายุขัยของท่านได้แน่ ให้ท่านมีชีวิตพันปีหมื่นปี เช่นนั้นท่านก็จะมีเวลายาวนานยิ่งขึ้นเพื่อแสวงหาความอมตะอย่างไรเล่าเพคะ”