เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 264 เผ่าพันธุ์ในไท่ฮวง สุราสองจอก
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 264 เผ่าพันธุ์ในไท่ฮวง สุราสองจอก
“เต่าบกโลหิตมังกรแข็งแกร่งมากเท่าใดกัน” เจียงเช่อไม่ลืมตาแต่ถามอย่างเกียจคร้าน
พระสนมอวี้เอ่ยตอบ “พวกมันเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีขนาดใหญ่โต หากส่งผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์เจ็ดไป ก็น่าจะจับมาได้สักตนเพคะ”
เจียงเช่อลืมตา แววตาหม่นลงเล็กน้อย เอ่ยว่า “พระสนมที่รักของเรา เราจะไปหาผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์เจ็ดมาจากที่ใด นักปราชญ์กวนออกเดินทางไปเสาะแสวงหาศาสตร์แห่งยุทธ์เป็นสิบปีแล้วยังมิกลับมาเลย”
“ฝ่าบาทยังมีเขามังกรผงาดอย่างไรเล่าเพคะ”
ได้ยินคำนี้ เจียงเช่อก็ผุดลุกขึ้นมานั่งทันที
พระสนมอวี้รีบลงไปคุกเข่าแนบหน้าผากกับขอบสระ
เจียงเช่อแค่นเสียงดังเหอะ “เราเคยบอกแล้วว่าอย่าเอ่ยถึงเขามังกรผงาด เราไม่ต้องการให้มรรคาจารย์เข้าใจผิด แม้แต่มรรคาจารย์ก็หลอมโอสถอายุวัฒนะออกมาไม่ได้”
“หม่อมฉันสมควรตาย หม่อมฉันจะไม่เอ่ยถึงอีกเพคะ”
พระสนมอวี้หวาดหวั่นขวัญผวา แต่แล้วเมื่อเจียงเช่อหันกลับมามองนางก็ใจอ่อน เขาถอนหายใจแล้วประคองนางขึ้นมา เจียงเช่อบอกเสียงอ่อนโยน
“พระสนมที่รัก ตัวตนของเจ้าพิเศษ ปิดบังผู้คนทั้งวังหลวงได้ แต่มิอาจปิดบังมรรคาจารย์ได้ หากเราฟังคำพูดเจ้าแล้วไปหามรรคาจารย์ มรรคาจารย์ต้องสงสัยเจ้าแน่ เจ้าคิดว่าวิชาแปลงกายของเจ้าปิดบังมรรคาจารย์ได้จริงหรือ เขาต้องมองทะลุตัวตนของเจ้าได้อย่างแน่นอน สาเหตุที่ไม่ลงมือก็เพราะเจ้าอยู่อย่างสงบเสงี่ยม เรื่องบางเรื่องมิอาจก้าวข้ามเส้นได้อย่างเด็ดขาด มิเช่นนั้นเราก็ปกป้องเจ้าไม่ได้”
พระสนมอวี้เงยหน้าขึ้นตอบหน้าเศร้า “หม่อมฉันทราบแล้วเพคะ หม่อมฉันคิดไม่รอบคอบเอง”
เจียงเช่อก้าวออกมาจากสระน้ำแล้วบอกว่า “ถอดอาภรณ์ให้เราเถิด เราอยากดูซิว่าเจ้าตัวไร้ประโยชน์พวกนั้น ปกติตั้งอกตั้งใจหลอมโอสถให้เราจริงหรือไม่ ใช้พลังของเจ้าแล้วพวกเราแอบออกไปกัน”
“หม่อมฉันรับบัญชาเพคะ”
พระสนมอวี้รีบลุกขึ้นเดินเข้าไปรับอาภรณ์มังกร
หลายวันหลังจากนั้น นักพรตที่คอยหลอมโอสถยี่สิบสามคนก็ถูกตัดหัวประจาน ทำให้ชาวบ้านพากันวิพากษ์วิจารณ์ แต่เหล่าขุนนางกลับรู้สึกสาแก่ใจ ในสายตาของพวกเขา ฝ่าบาททรงเลอะเลือนก็เพราะนักพรตกลุ่มนี้
ทว่าเดือนต่อมาก็มีนักพรตกับหลวงจีนจำนวนมากจากหลากหลายสถานที่เข้ามาในเมืองหลวงอีก ทำให้ขุนนางทั้งหลายหมดคำจะพูดอย่างยิ่ง คนไม่กลัวตายมีอยู่เสมอจริงๆ
ในทะเลทรายกว้างสุดลูกหูลูกตา เม็ดทรายสีเหลืองลอยฟุ้งทั่วท้องนภา เงาดำมหึมาร่างหนึ่งใหญ่โตจนมิอาจถูกพายุทรายกลบฝังมิด
มันเป็นหนอนตัวยาวสีดำที่ใหญ่โตประหนึ่งเทือกเขา ส่วนหัวของมันดูเหมือนจระเข้โหดเหี้ยมน่ากลัว เวลานี้สัตว์อสูรตนนี้หมดสติไปแล้ว เจียงฉางเซิงกำลังเก็บดวงวิญญาณของมัน
สำหรับสัตว์อสูรที่ไม่มีความแค้นเคืองต่อกัน หลังจากเก็บวิญญาณเสร็จ เจียงฉางเซิงก็จะปล่อยพวกมันให้มีชีวิตต่อไป หากวันหน้าได้พานพบกัน ไม่แน่พวกมันอาจกลายมาเป็นกำลังให้เขาได้
ไม่ว่าสิ่งใดที่ถูกคัมภีร์ภูผาสมุทรเก็บดวงวิญญาณครึ่งหนึ่งเข้าไป ร่างของมันจะถูกเขาคุมอยู่ในกำมือ ดังนั้นสัตว์อสูรที่เคยถูกคัมภีร์ภูผาสมุทรบันทึกไปก่อนหน้านี้ล้วนยังมีชีวิตอยู่ พวกมันแยกย้ายอยู่ตามที่ต่างๆ ของไท่ฮวง
เจียงฉางเซิงปิดคัมภีร์ภูผาสมุทรอย่างเนิบช้า ดวงวิญญาณที่เหลืออีกครึ่งดวงมุดกลับเข้าไปในร่างของสัตว์อสูรใหม่
ตอนนั้นเองเขาก็เอ่ยว่า “ออกมาเถิด”
สิ่งมีชีวิตที่กล้าแอบดูเขาระหว่างต่อสู้มีไม่มากนัก ก่อนหน้านี้คือทงเทียนตี้ที่มีมูลค่าเท่ากับสองร้อยล้านแต้มเซ่นไหว้
ส่วนครั้งนี้เป็นฝูงสิ่งมีชีวิตฝูงหนึ่งที่ทุกตนอ่อนแอมาก ตนที่แข็งแกร่งที่สุดเพิ่งจะมีมูลค่าสิบล้านต้นๆ เท่านั้น
สิ้นเสียงเขา ผืนทรายก็ยุบจมลงไป ร่างแล้วร่างเล่าโผล่ขึ้นมาอย่างเชื่องช้า พวกมันเป็นแมลงที่มีหน้าเป็นมนุษย์ฝูงหนึ่ง ร่างแมลงดูคล้ายแมลงเต่าทองแต่ขนาดของพวกมันใหญ่โตยิ่งกว่าหอสูงหลังหนึ่ง แมลงหน้าคนที่เป็นหัวหน้ามีใบหน้าที่แก่ชราแล้ว เขาเอ่ยอย่างนอบน้อม
“พวกข้ามิดได้มีเจตนาร้าย แต่เดิมเผ่าของข้าอาศัยอยู่ในทะเลทรายแถบนี้อยู่แล้ว ขอท่านโปรดอย่าเข้าใจผิด”
เจียงฉางเซิงสังเกตเห็นทันทีว่าพวกเขามีสติปัญญาระดับสูง ยามสื่อสารไม่แตกต่างจากเผ่ามนุษย์ นี่เป็นสิ่งที่แตกต่างจากเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรอื่นๆ ในไท่ฮวง
ดินแดนแถวนี้อยู่ลึกเข้ามาในไท่ฮวงแล้ว มันอยู่ห่างจากมหาอาณาจักรเทียนจิงพอๆ กับระยะห่างจากทวีปชีพจรมังกรไปถึงทวีปเทพโบราณเลยทีเดียว
เจียงฉางเซิงถามว่า “พวกเจ้าคือเผ่าพันธุ์ใด อยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว”
“พวกเราคือเผ่าทราย ถือกำเนิดในดินแดนแห่งทราย เผ่าพันธุ์ถือกำเนิดขึ้นมาได้ห้าหมื่นปีแล้ว”
เจียงฉางเซิงถามต่ออีกหลายคำถามจนทำให้เขาค้นพบเรื่องหนึ่ง นั่นก็คือแนวคิดเกี่ยวกับเวลาของเผ่าทรายเหมือนกับเผ่ามนุษย์ แม้แต่ภาษาก็เหมือนกัน
ไม่มีทางบังเอิญเช่นนั้นแน่ เขาเกิดข้อสันนิษฐานที่ใจกล้าประการหนึ่ง หรือว่าในอดีตไท่ฮวงเคยมีเผ่าพันธุ์อันยิ่งใหญ่ที่รวมทุกเผ่าพันธุ์เป็นหนึ่งได้ จากนั้นจึงถ่ายทอดวัฒนธรรมให้แก่เผ่าอื่นๆ เผ่ามนุษย์ก็คือหนึ่งในเผ่าพันธุ์เหล่านั้น แม้ว่าเผ่ามนุษย์จะเดินทางไปจากไท่ฮวงแล้ว ก็ยังสืบทอดวัฒนธรรมและความคิดเหล่านั้นต่อไป
เจียงฉางเซิงถามว่า “ถ้าเช่นนั้น เจ้าเคยพบสิ่งมีชีวิตเช่นข้าหรือไม่”
ผู้เฒ่าเผ่าทรายส่ายหน้าตอบว่า “ไม่เคยเห็นกับตามาก่อน แต่ในซากวังของเผาราชา เคยเห็นสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับท่าน”
เจียงฉางเซิงสอบถามเรื่องราวเกี่ยวกับเผาราชาไท่ฮวงต่อ ผู้เฒ่าเผ่าทรายก็ตอบตามจริง เผ่าทรายใสซื่ออย่างยิ่ง อย่างน้อยก็เหลี่ยมจัดสู้เผ่ามนุษย์ไม่ได้อย่างแน่นอน เขาตอบคำถามของเจียงฉางเซิงอย่างจริงใจ สิ่งใดรู้ก็ตอบทั้งหมด สิ่งใดไม่รู้ก็ไม่พูดอ้อมค้อม
หากถามสิ่งใดแล้วเขาตอบได้ทุกอย่าง เจียงฉางเซิงคงจะไม่เชื่อถือ เผาราชาไท่ฮวงเคยปกครองดินแดนส่วนใหญ่ของไท่ฮวงจริงๆ แต่นั่นเป็นเรื่องนมนานกาเลมาแล้ว พวกเขาหายสาบสูญไปตั้งแต่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อน
หนึ่งแสนปีที่ว่านี้เป็นแค่การประมาณการณ์ของเผ่าทรายเอง แท้จริงแล้วพวกเขาหายไปนานเท่าใดแล้วก็ไม่มีเผ่าพันธุ์ใดรู้แน่ชัด กระทั่งแต่ละเผ่าในไท่ฮวงก็ลืมเลือนตัวตนของเผ่าพันธุ์อื่นๆ ในไท่ฮวงไปแล้ว
ไท่ฮวงกว้างใหญ่ไพศาล ในเมื่อให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ทรงสติปัญญาเช่นเผ่ามนุษย์ได้ มันก็ย่อมให้กำเนิดเผ่าพันธุ์ทรงสติปัญญาเผ่าอื่นได้เช่นเดียวกัน เผ่าทรายก็เป็นหนึ่งในนั้น พวกเขามีสติปัญญามากกว่าสัตว์อสูรมาตั้งแต่เกิด แต่คุณสมบัติกายเนื้อของพวกเขาสู้สัตว์อสูรที่โง่เขลาเหล่านั้นมิได้ แม้เป็นเช่นนี้ พวกเขาก็ยังอาศัยสติปัญญาของตนมีชีวิตรอดอยู่ในไท่ฮวงได้
หลังจากสนทนากันครู่หนึ่ง เจียงฉางเซิงก็ประทับใจเผ่าทรายในแง่ดีไม่น้อย ก่อนจากไปเขาตัดเนื้อก้อนใหญ่จากตัวสัตว์อสูรให้เผ่าทราย หลังจากนั้นก็ขนสัตว์อสูรไปที่อื่นเพื่อให้แน่ใจว่าสัตว์อสูรจะรอดชีวิต แล้วก็เป็นการตอบแทนเผ่าทรายด้วย
ผู้เฒ่าเผ่าทรายดีใจมาก เขาคารวะขอบคุณเจียงฉางเซิงแล้วสัญญาว่า “หลังจากนี้หากพบสหายร่วมเผ่าพันธุ์ของท่าน พวกเราจะต้อนรับเป็นอย่างดี”
เจียงฉางเซิงส่ายหน้าแล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “จงจำไว้ ข้าคือเผ่ามนุษย์ หากพบมนุษย์คนอื่น พวกเจ้าต้องระวังตัวไว้ให้มาก พยายามอย่าปรากฏตัวออกมา มิใช่ว่ามนุษย์ทุกคนจะเป็นเช่นข้า บางคนก็เป็นเช่นสัตว์อสูร ยึดถือคติผู้แข็งแกร่งกินผู้อ่อนแอ”
กล่าวจบเจียงฉางเซิงก็หมุนตัวจากไป
สิ่งมีชีวิตเผ่าทรายทั้งหลายสุมหัวคุยกันเรื่องเผ่ามนุษย์ พวกเขาเพิ่งจะเคยได้ยินคำว่าเผ่ามนุษย์เป็นครั้งแรก
หลายปีต่อจากนั้น เจียงฉางเซิงก็ทยอยพบเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาเผ่าอื่นๆ ลักษณะเด่นของเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาคือถนัดในการซ่อนตัว ปกติยากจะสังเกตพบพวกเขา อย่างไรกายเนื้อของพวกเขาก็อ่อนแอกว่าเผ่าพันธุ์อื่น จึงทำได้แต่หลบซ่อน
ในหมู่เผ่าพันธุ์เหล่านั้น มีอยู่เผ่าพันธุ์หนึ่งที่เจียงฉางเซิงค่อนข้างสนใจ พวกเขามีนามว่าเผ่าภูต เผ่าภูตมีขนาดเล็กจ้อย ร่างกายคล้ายน้ำเปลี่ยนรูปลักษณ์ได้หลากหลายแบบ ผู้นั้นที่อยู่ในวังหลวงก็เป็นสิ่งมีชีวิตจากเผ่าภูต กลิ่นอายใกล้เคียงกัน คุณสมบัติของกายเนื้อก็เหมือนกันด้วย
เผ่าภูตเห็นเจียงฉางเซิงก็หลบทันที เพราะกลัวว่าจะถูกเขาหมายตาเข้า
จนกระทั่งใช้พลังอาคมใกล้หมดแล้ว เจียงฉางเซิงก็เดินทางกลับ เขาเป็นเพียงร่างแยกร่างหนึ่งเท่านั้น
ปีไท่เหอที่หกสิบเอ็ด เวลาผ่านไปอีกห้าปี เจ็ดจอมปีศาจดับสูญไปสิบสามปีแล้ว ต้าจิ่งยังคงฝนตกต้องตามฤดูกาลและไม่มีศัตรูจากข้างนอก เจียงฉางเซิงผสานร่างแยกกลับมาจนได้รับประสบการณ์และความทรงจำของร่างแยกในช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด จากนั้นเขาก็สร้างร่างแยกอีกร่างหนึ่งแล้วส่งมันเดินทางออกไปข้างนอกอีกหน
หลังจากร่างแยกจากไปแล้ว เจียงฉางเซิงก็เอ่ยขึ้นว่า
“เรียกเขาเข้ามาเถอะ”
ได้ยินคำนี้ ไป๋ฉีที่มองสีหน้าของเจียงฉางเซิงอยู่ตลอดก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
ผ่านไปครู่หนึ่ง ไป๋ฉีก็พาเจียงชิ่งเข้ามา
เจียงชิ่งยังเป็นองค์รัชทายาทอยู่ เขาอายุเกินเก้าสิบปีแล้ว ความหยิ่งผยองกับความเอ้อระเหยลอยชายสมัยวัยหนุ่มของเขาลดน้อยถอยลง เขาเป็นองค์รัชทายาทที่อายุมากที่สุดเท่าที่เคยมี จนถึงป่านนี้เขายังคงเป็นองค์รัชทายาท
เมื่อเห็นเขาดูค่อนข้างแก่ชรา เจียงฉางเซิงก็นึกถึงเจียงชิ่วกับโอรสสวรรค์สมัยนี้อย่างไม่มีสาเหตุ ทั้งสองคนต่างก็เคยกังวลว่าตนเองจะได้เป็นองค์รัชทายาทไปชั่วชีวิตเหมือนกัน ทว่าพวกเขาคงคิดไม่ถึงว่าจะมีลูกหลานที่ครองตำแหน่งองค์รัชทายาทนานยิ่งกว่าพวกเขาเสียอีก
“คารวะมรรคาจารย์”
เจียงชิ่งประสานมือเอ่ยทักทาย เขามองเจียงฉางเซิงด้วยแววตาซับซ้อนอย่างยิ่ง
เพื่อใหบริหารบ้านเมืองอย่างวางใจ เจียงเช่อจึงบอกความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างเจียงฉางเซิงกับสกุลเจียงให้เขารู้แล้ว เจตนาดั้งเดิมก็คือเพื่อให้เขาวางใจทำเรื่องต่างๆ อย่างกล้าหาญไม่ต้องกังวลเรื่องมรรคาจารย์ แต่กลับกลายเป็นว่าทำให้เขาเกิดความคิดอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาแทน
เขาจะมาขอความเป็นธรรมจากท่านบรรพบุรุษ!
เจียงชิ่งคุกเข่าดังตุบเบื้องหน้าเจียงฉางเซิง จืออู๋จวินลืมตาหันขวับมามองเขา หวงเทียนกับเฮยเทียนก็สะดุ้งโหยงด้วย
ระหว่างที่พวกนางกำลังมองด้วยสีหน้าแปลกใจ เจียงชิ่งก็เริ่มโขกศีรษะอย่างบ้าคลั่งจนหน้าผากแตก เจียงฉางเซิงถอนหายใจเอ่ยว่า “เอาละ พูดมาเถิดเจ้าต้องการสิ่งใด”
เจียงชิ่งเงยหน้าขึ้นกัดฟันเอ่ยว่า “ข้าต้องการราชบัลลังก์ขอรับ! เสด็จพ่อหมกมุ่นอยู่กับความเป็นอมตะและพระสนม ไม่สนใจราชสำนักมาสิบกว่าปีแล้ว เขาไม่คู่ควรเป็นโอรสสวรรค์ของต้าจิ่งแล้ว ขอมรรค… ท่านโปรดมอบความเป็นธรรมให้ข้าด้วย”
เขามองเจียงฉางเซิงด้วยดวงตาแดงก่ำ ปกติแล้วเขาไม่ใช่คนที่ชอบร้องไห้ ทว่าความอึดอัดคับข้องใจและความน้อยอกน้อยใจสะสมไร้หนทางให้ระบายออกมานานแล้ว
เจียงฉางเซิงถามว่า “เจ้าอยากให้ข้าบีบโอรสสวรรค์ให้สละตำแหน่งหรือ”
เจียงชิ่งพยักหน้าแล้วเอ่ยว่า “เพียงท่านเอ่ยประโยคเดียว ต้าจิ่งก็สามารถผลัดเปลี่ยนราชบัลลังก์ได้โดยไม่ต้องขยับกองทหารหรือศาสตราวุธ แม้ข้าอยากเป็นโอรสสวรรค์แต่ไม่ต้องการให้พอลูกเข่นฆ่ากัน ไท่จงเคยกล่าวว่า พ่อลูกสกุลเจียงจะไม่เข่นฆ่ากันอีก ข้าจดจำได้มาเสมอ”
เจ้าเด็กนี่…
เจียงฉางเซิงหรี่ตา เขารู้วาเจียงชิ่งจงใจเอาเจียงจื่ออวี้มากล่อมเขา พอได้ยินนามของเจียงจื่ออวี้ หัวใจของเขาก็สั่นไหวเบาๆ
ไป๋ฉีเอ่ยอย่างกล้าๆ กลัวๆ “นายท่าน ก็สมควรเป็นเช่นนั้นจริงๆ หลังจากสละราชบัลลังก์แล้ว เจียงเช่อก็ยังคงแสวงหาความอมตะได้ มิใช่ว่าเขาจะสิ้นใจทันทีเลยสักหน่อย”
มันรู้สึกดีกับเจียงชิ่งไม่น้อย เพราะทุกปีเจียงชิ่งมักส่งของขวัญมาที่อารามมังกรผงาดเสมอ แล้วยังคอยประจบพวกมันอีก ทุกครั้งที่มันพาหวงเทียนกับเฮยเทียนไปที่เมืองหลวง เจียงชิ่งชอบมาดูแลพวกมันเป็นพิเศษ
คำพูดของเจียงชิ่งที่บอกว่า ‘ท่านเป็นสัตว์เทพที่มรรคาจารย์รักที่สุด’ ตักตวงความรู้สึกดีๆ จากมันได้อย่างชะงัดนัก
เจียงฉางเซิงตกอยู่ในภวังค์ครู่หนึ่ง สมัยก่อนเจียงเช่อก็เคยมาหาเขาเช่นนี้ ยามนี้บุตรชายของเจียงเช่อก็เป็นฝ่ายมาหาเขาบ้าง กรรมใดใครก่อกรรมนั้นคืนสนองจริงๆ แต่เพราะเจียงชิ่งเอ่ยถึงเจียงจื่ออวี้ หนนี้เจียงฉางเซิงจึงหวั่นไหว
“เอาละ เจ้ากลับไปก่อนเถิด อีกสองสามวันข้าจะเรียกโอรสสวรรค์มาพบ แต่ข้าจะเกลี้ยกล่อมเขาเท่านั้น ไม่บีบบังคับ”
เจียงฉางเซิงกล่าวจบก็หลับตาลง
เจียงชิ่งดีอกดีใจแทบเสียสติ เขารีบคารวะขอบคุณ ก่อนไปก็ยังบอกลากับจืออู๋จวินและทั้งสามปีศาจในลานเรือนทีละคนจนครบ
หลายวันต่อมา เจียงเช่อเดินทางมาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิง เขายิ้มแย้มแจ่มใสสภาพดียิ่งนัก หลังจากเข้ามาในลานเรือนก็หยอกล้อกับพวกไป๋ฉีหลายประโยค หลังจากนั้นจึงเดินมาคารวะเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงลืมตาลุกขึ้นเดินมาหน้าโต๊ะหินแล้วเอ่ยว่า “มานั่งเถิด พวกเราปู่หลานมาสนทนากันดีๆ สักหน่อย”
ปู่กับหลาน!
พวกไป๋ฉีสามตนเบิกตาโต จืออู๋จวินก็ลอบคิดในใจว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ ด้วย ความจริงก่อนหน้านี้ไป๋ฉีก็เคยคาดเดาอยู่บ้างแต่คิดไม่ถึงว่ามันจะเป็นเรื่องจริง
รอยยิ้มของเจียงเช่อหุบลง เขาสัมผัสได้ว่าสถานการณ์ไม่ปกติ จึงรีบนั่งท่าทางเคารพนบนอบ ไม่สบายอกสบายใจเหมือนตอนที่เพิ่งเข้ามาในเรือนอีกแล้ว
เจียงฉางเซิงรินสุราด้วยตนเองสองจอกแล้วถามว่า
“หลายวันก่อนเบื่อหน่ายไม่มีสิ่งใดทำ จึงปรุงสุราขึ้นมาสองจอก จอกหนึ่งนาม ‘ห่วงสารทอนันต์’ ยามสัมผัสลิ้นมีรสขมข้นแต่กลับรสชาติล้ำลึกดื่มด่ำได้ไม่สิ้นสุด อีกจอกหนึ่งนาม ‘อำนาจราชัน’ รสสุราเข้มข้นมอมเมาผู้คนได้อย่างง่ายดาย เจ้าอยากดื่มจอกไหนเล่า”