เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 265 ปีชางเลอเกิดใหม่อีกครั้ง
ดีชั่วอย่างไรเจียงเชอก็เป็นฮ่องเต้มาหกสิบเอ็ดปีแล้ว ย่อมต้องเข้าใจความหมายของเจียงฉางเซิง
“เจ้าตัวแสบนั่น…”
เจียงเชอเดาได้ในพริบตาว่าเป็นฝีมือของเจียงซิ่ง เขาบังเกิดความเดือดดาลขึ้นมาด้วยสัญชาตญาณ แต่จากนั้นอารมณ์นี้ก็กลายเป็นความปลื้มใจอย่างรวดเร็ว
เขารอให้เจียงซิ่งทำเช่นนี้มาตลอด เขาหมกมุ่นอยู่กับการเป็นอมตะมาหลายปี เกือบทำให้เขาหลงลืมจุดเริ่มต้นดั้งเดิมนี้ไปแล้ว เขาก็เคยมีความทุกข์เช่นเดียวกันมาก่อน
เขาจึงปลื้มใจที่เจียงซิ่งทำเช่นนี้ อย่างน้อยก็บอกได้ชัดเจนว่าเจียงซิ่งมีความทะเยอทะยาน มีความคิดเป็นของตนเอง มิได้เป็นองค์รัชทายาทที่เอาแต่เที่ยวเล่นเช่นแต่แรกแล้ว
ทว่า! พอถึงเวลาที่เขาจะต้องวางมือจริงๆ กลับรู้สึกไม่ยินยอมขึ้นมา และเวลานี้เขาก็ได้เข้าใจความคิดของฮ่องเต้ซุนเทียนในตอนแรกด้วยเช่นกัน
สุดท้ายคนเราก็มักขัดแย้งในตนเอง มีคนจำนวนน้อยนักที่รู้แน่ชัดว่าที่แท้แล้วตนเองเป็นคนอย่างไร
เจียงเชอสูดหายใจลึกๆ ครั้งหนึ่งและมองไปยังจอกสุราทั้งสองที่อยู่ตรงหน้า เขารู้ว่าตนเองจำเป็นต้องเลือกแล้ว
จีอู๋จวิน ไป๋ฉี หวงเทียน และเฮยเทียนต่างจ้องมองเขาและสงสัยนักว่าเขาจะเลือกอย่างไร
เจียงเชอเอื้อมมือออกไปลูบจอกสุราที่มีนามว่า อำนาจราชัน แต่ตอนที่กำลังจะสัมผัส เขาก็ยังลังเลขึ้นมา ในที่สุดก็เคลื่อนมือไปจับ ห้วงสารทอนันต์
เขาช้อนตาขึ้นมองเจียงฉางเซิง กล่าวว่า
“ท่านผู้เฒ่า ให้เวลาข้าอีกห้าปีได้หรือไม่ ห้าปีหลังจากนี้ข้าค่อยสละบัลลังก์”
อย่างไรตำแหน่งโอรสสวรรค์กับพระราชชนกก็ต่างกันมากนัก เมื่อเขาไม่เป็นโอรสสวรรค์แล้ว ก็ย่อมต้องละวางพระราชอำนาจลง
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ตกลง”
ห้าปีเท่านั้น เชื่อว่าเจียงซิ่งรอได้ เจียงเชอราวกับได้วางภาระหนักอึ้งลง
เจียงฉางเซิงกล่าวต่อ
“การแสวงหาความเป็นอมตะนั้นไม่ผิด แม้ข้าไม่อาจช่วยเจ้าได้ ข้าก็จะไม่ขวางเจ้า เพียงแต่เจ้าเป็นโอรสสวรรค์ อย่าได้หลงลืมเหลาราษฎรและบ้านเมืองเล่า”
เจียงเชอดื่มห้วงสารทอนันต์จนหมดในอึกเดียว จากนั้นก็ชมว่า
“สุราดี สุรานี้ก็มิได้เผื่อนขมอย่างที่ท่านว่า”
เรื่องของราชอำนาจล้วนอยู่ในสุรา จากนั้นเจียงฉางเซิงก็ถามเรื่องความเป็นอมตะของเขา เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้เจียงเชอก็กระตือรือร้นขึ้นมากและพูดออกมาเป็นน้ำไหลไฟดับ เจียงฉางเซิงเองก็ฟังอย่างออกรสออกชาติทีเดียว
ไป๋ฉีทอดถอนใจอยู่เงียบๆ ผู้ใดจะคาดคิดว่าราชอำนาจแห่งต้าจิ่งจะถูกกำหนดอย่างง่ายดายเช่นนี้
จีอู๋จวินกลับคิดไปมากกว่านั้น มรรคาจารย์ไม่ใช่โอรสสวรรค์แต่กลับมีอำนาจและบารมีมากกว่าโอรสสวรรค์ ซึ่งมิใช่ว่าจะเป็นเช่นนี้ได้เพียงเพราะเรื่องพละกำลังอย่างเดียว
เชื่อว่าเมื่อใดที่มรรคาจารย์ออกปาก ชาวต้าจิ่งจะต้องยินยอมล้มล้างอำนาจการปกครองของเจียงเชอตามที่เขาสั่ง จุดนี้น่ากลัวที่สุด
เส้นทางที่มรรคาจารย์เดินนั้นเป็นเส้นทางที่จักรพรรดิยุทธ์ทุกสมัยที่ผ่านมาไม่เคยเดินมาก่อน ทั้งๆ ที่ไม่ได้รับผลจากโชคชะตาของโอรสสวรรค์แต่ก็ยังปกป้องราชวงศ์แห่งโชคชะตาได้
ทว่าก็มีเพียงมรรคาจารย์เท่านั้นที่ทำได้ หากเป็นจักรพรรดิยุทธ์คนอื่นๆ ที่สร้างวีรกรรมตั้งมากมาย ทั้งยังอยู่ในราชวงศ์แห่งโชคชะตามาเนิ่นนาน โชคชะตาของเขาจะต้องผสานเข้ากับราชวงศ์แห่งโชคชะตาไปนานแล้ว แต่มรรคาจารย์ที่มีอภินิหารมหาศาลกลับยังสามารถปฏิเสธโชคชะตาของราชวงศ์แห่งโชคชะตา
นางไม่อาจจินตนาการได้เลยว่ามรรคาจารย์ทำได้อย่างไร
หลังจากนั้นสองชั่วโมง เจียงเชอก็กลับวังหลวง เจียงซิ่งส่งคนไปจับตาดูเขาไว้ ส่วนตัวเขาก็คอยอยู่อย่างกระวนกระวาย แต่ก็ไม่เหมาะจะไปสอบถามมรรคาจารย์เพราะตนเองจะดูเสียมารยาทเกินไป
แต่จากปากคำของคนสนิทของเขา โอรสสวรรค์ดูคล้ายจะมีความสุขมาก เหตุใดจึงมีความสุข? หรือว่ามรรคาจารย์ใช้ยาอายุวัฒนะแลกเปลี่ยนกับราชอำนาจของเสด็จพ่อ?
เจียงซิ่งคิดฟุ้งซ่านไปหมด พอกลับมาภายในตำหนักบรรทม เจียงเชอก็บอกกับพระสนมอวิ๋นว่าเขาจะสละราชบัลลังก์ในอีกห้าปีข้างหน้า
พระสนมอวิ๋นตกใจจนหน้าซีด “เหตุใดต้องสละราชบัลลังก์เพคะ”
เจียงเชอเอ่ยว่า
“ก็สมควรจะต้องสละราชบัลลังก์แล้ว เราไม่มีความสนใจที่จะเป็นโอรสสวรรค์ต่อไป เวลานี้ก็เพียงครองตำแหน่งโอรสสวรรค์เพื่อความปรารถนาส่วนตนเท่านั้น”
“ทว่าพระองค์ทรงเป็นโอรสสวรรค์ เดิมทีต้าจิ่งก็ควรเป็นไปตามที่พระองค์กำหนดนี่เพคะ”
“เราเป็นโอรสสวรรค์แห่งต้าจิ่ง แต่ต้าจิ่งมิได้เป็นของโอรสสวรรค์”
เจียงเชอส่ายหน้าเอ่ยแล้วเดินเข้าไปในตำหนัก พระสนมอวิ๋นตะลึงงันพลางขบคิดถึงคำพูดประโยคนี้ จากนั้นนางก็มีสีหน้าเลื่อมใสขึ้นมาและตามเขาไปทันใด
หลังจากการเดินทางไปเขามังกรผงาด เจียงเชอก็ยิ่งคลุ้มคลั่งขึ้นกว่าเดิม เขาสั่งให้กองทัพทั้งหลายไปออกล่าสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งมาให้เขา และเขายังประกาศว่าจะให้รางวัลอย่างงาม
ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์ในใต้หล้าพากันกระตือรือร้นขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง ต้าจิ่งจึงเกิดกระแสออกล่าครั้งใหญ่ในไท่ฮวงอีกครั้ง เจียงฉางเซิงรู้เรื่องนี้ก็ได้แต่ยิ้มรับและดำเนินชีวิตอย่างผ่อนคลายของเขาต่อไป
เจียงซิ่งก็ได้รับคำมั่นจากปากเจียงเชอแล้ว เขาแค่ต้องรออีกห้าปี ด้วยเหตุนี้เขาจึงเริ่มช่วยงานเจียงเชอและถือว่าเป็นการแสดงความกตัญญูไปด้วย
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว พริบตาเดียวก็ผ่านไปแล้วสามปี
ปีไท่เหอที่หกสิบสี่ ในช่วงคาบเกี่ยวของวสันตฤดูและคิมหันตฤดู เจียงฉางเซิงกำลังฝึกวิชา ทันใดนั้นก็มีข้อความแจ้งเตือนปรากฏขึ้นมา
[ ปีไท่เหอที่หกสิบสี่ จางอิงผู้ถูกเจ้าทำเครื่องหมายเอาไว้กลับชาติมาเกิดได้สำเร็จ ถือกำเนิดในแคว้นอี ]
เหตุใดจางอิงจึงตายแล้ว? เจียงฉางเซิงแอบสงสัยอยู่ในใจ จางอิงหนุนให้หอการค้ายอดวาสนาและต้าจิ่งสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน ทำให้เขามีฐานะในหอการค้าโดดเด่นก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่ในราชสำนักเองเขาก็ยังมีฐานะที่มั่นคงและมีความสำคัญด้วย
แม้ว่าคุณสมบัติด้านยุทธ์ของเขาจะไม่นับว่าดี แต่อาศัยทรัพยากรตั้งมากมายเช่นนี้ก็ทำให้มีอายุยืนยาวได้ และปกติเวลาเขาไปไหนมาไหนก็มีผู้ฝึกยุทธ์ตั้งมากมายคอยคุ้มกันอยู่
เขาไม่ได้ให้แต้มเซ่นไหว้ประทานพรแก่จางอิง แม้ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจะไม่เลวแต่ก็ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ แล้วเขาก็ไม่ได้ติดค้างใดๆ ต่อจางอิง
เขาคิดสักพักจึงส่งกระแสจิตไปยังหลี่หมิ่นที่อยู่ในเมืองหลวง ว่าให้หลี่หมิ่นช่วยสืบให้สักหน่อย เวลานี้หลี่หมิ่นเป็นผู้บัญชาการองครักษ์ชุดขาวแล้ว มีอำนาจยิ่งใหญ่จึงสามารถสืบได้อย่างง่ายดาย
ไม่ถึงเจ็ดวัน หลี่หมิ่นก็มาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิง
“เมื่อสองเดือนก่อน หอการค้ายอดวาสนาสร้างสาขาย่อยอยู่ในไท่ฮวง ต้องการจะสร้างเมืองในไท่ฮวง เพื่อให้เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่กล้าเสี่ยงอันตรายได้อยู่อาศัย และจะทำการค้าขายนานาประเภท”
“แต่ระหว่างทางถูกสัตว์อสูรลึกลับเข้าจู่โจม ผู้ฝึกยุทธ์ของหอการค้ารวมทั้งตัวจางอิงพ่ายแพ้ย่อยยับ แต่เรื่องนี้ถูกองค์รัชทายาทปิดเอาไว้ เพื่อให้หอการค้ายยอดวาสนาตรวจสอบก่อนค่อยประกาศออกไปขอรับ”
หลี่หมิ่นเอ่ยถึงเรื่องนี้แล้วก็อดสะอื้นไห้ไม่ได้ เขามีความสัมพันธ์ที่ไม่เลวกับจางอิง ที่สำคัญคือจางอิงนิสัยดีและมีวาสนาเรื่องคนที่ดียิ่ง
“จะว่าไปแล้ว ระยะนี้สัตว์อสูรที่อยู่ในแถบใกล้ๆ ต้าจิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้เช่นกันว่าจะทำให้เกิดภัยใหญ่หลวงขึ้นหรือไม่ขอรับ”
หลี่หมิ่นกล่าวอย่างเป็นกังวลพร้อมกับมองเจียงฉางเซิงแวบหนึ่ง
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า
“เพราะอสูรเป็นเผ่าพันธุ์หนึ่ง มิใช่สัตว์ป่า เผ่ามนุษย์ไล่ล่าอสูรตั้งมากมาย ย่อมต้องชักนำเคราะห์กรรมมาหา นี่เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น วันหน้าก็จะเป็นเวลาที่พวกเจ้าต้องปวดหัวแล้ว”
ความหมายที่อยู่นอกเหนือคำพูดนี้ก็คือเขาจะไม่ยื่นมือเข้าไปก้าวก่าย แม้ว่าต้าจิ่งจะแข็งแกร่งแต่ก็ยังต้องการการฝึกฝน เมื่อใดมีภัยมาถึงแผ่นดินต้าจิ่งเขาค่อยยื่นมือเข้าช่วย
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ใจของหลี่หมิ่นก็รัดแน่นขึ้นมา ดูท่าจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ เสียแล้ว
สองคนสนทนาต่ออีกพักหนึ่ง หลี่หมิ่นก็กลับไป ไป๋ฉีทอดถอนใจว่า
“มิน่าเล่าจางอิงจึงไม่ได้มาส่งของกำนัลนานแล้ว ที่แท้ตายแล้วนี่เอง น่าเสียดายแท้ๆ”
มันคิดถึงบรรดาอาหารรสเลิศที่จางอิงนำมาส่งเหลือเกิน เจียงฉางเซิงกลับไม่ได้คิดมาก จากนั้นก็หลับตาลงต่อ
จากนั้นสองปี ปีไท่เหอที่หกสิบหก โอรสสวรรค์ประกาศทั่วใต้หล้าว่าเตรียมจะสละราชบัลลังก์ปีหน้า องค์รัชทายาทเจียงซิ่งจะขึ้นครองราชย์
เมื่อมีประกาศนี้ออกไปก็เกิดเสียงอื้ออึงในใต้หล้า ไม่มีใครคิดว่าโอรสสวรรค์จะสละราชบัลลังก์ ราชบัลลังก์ต้าจิ่งนับแต่โบราณมา ล้วนต้องถึงวันที่โอรสสวรรค์จะสวรรคตจึงจะสละราชบัลลังก์
แต่ร่างกายของโอรสสวรรค์ในเวลานี้ยังแข็งแรงดียิ่ง ให้มีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายสิบปีก็ไม่น่าจะมีปัญหาใด ทว่าเพราะความประพฤติขององค์รัชทายาทในหลายปีนี้ไม่เลวยิ่งนัก ทำให้ราษฎรและเหล่าขุนนางในแผ่นดินไม่มีความเห็นแย้ง แค่รู้สึกปลงอนิจจังเท่านั้น
หลายปีมานี้โอรสสวรรค์สร้างกลุ่มตำหนักในทิศเหนือ ซึ่งกินพื้นที่กว้างใหญ่มาก ภายในเมืองหลวงมีนามว่า ตำหนักบรรพบุรุษ ตำหนักนี้จะเป็นรองก็แต่วังหลวงเท่านั้น เขาเตรียมจะส่งพระชายาทั้งหมดของตนไปที่ตำหนักบรรพบุรุษแห่งนั้น หลังจากสละราชบัลลังก์แล้ว เขาย่อมไม่เหมาะที่จะอยู่ในวังหลวงอีกต่อไป
คนที่ดูแลเรื่องนี้ก็คือองค์รัชทายาทเจียงซิ่ง เจียงซิ่งตั้งใจอย่างมาก เขาสร้างตำหนักบรรพบุรุษอย่างวิจิตรงดงามหาใดเปรียบ สง่างามเป็นที่สุด ทำให้ชาวเมืองหลวงต่างชื่นชมในความกตัญญูของเขา
ปีต่อมา เจียงซิ่งขึ้นครองราชย์ เปลี่ยนนามปีรัชสมัยเป็น ชางเลอ
ปีชางเลอที่หนึ่ง โอรสสวรรค์องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ เจียงเชอนำฮองเฮาและพระสนมย้ายไปยังตำหนักบรรพบุรุษ เนื่องจากเจียงเชอยังมีชีวิตอยู่ในปีนี้ ทุกคนจึงมารวมกันฉลอง มิได้มีงานราชพิธีศพเหมือนที่เคยเป็นมา
ณ ตำหนักระฆังทอง เจียงซิ่งในชุดคลุมมังกรมองขุนนางบุ๋นบู๊เต็มท้องพระโรง ความยินดีปรีดาของเขาไม่อาจปิดบังไว้ได้แต่อย่างใด สองมือเขากุมที่พักแขนของบัลลังก์มังกร รู้สึกเพียงว่าช่างสบายเหลือเกิน
ขุนนางบุ๋นบู๊ทั้งท้องพระโรงต่างยิ้มมองเขา โดยมากแล้วล้วนเป็นคนที่เห็นเขาเติบโตมา จึงรู้สึกเปรมปรีดิ์กับวันนี้ของเขาอย่างยิ่ง จำต้องว่าแม้โอรสสวรรค์ไท่เหอในวัยบั้นปลายจะโฉดเขลา แต่ก็ยังเคี่ยวเข็ญกษัตริย์ทรงปรีชาออกมาได้ นี่ก็นับว่าเป็นเรื่องดีเรื่องหนึ่ง
เฉินหลี่หัวเราะเหอะๆ กล่าวว่า
“ทูลฝ่าบาท พระองค์ขึ้นครองตำแหน่งโอรสสวรรค์คราแรก ทรงมีพระดำริใดจะรับสั่งต่อพวกกระหม่อมหรือไม่พะยะค่ะ อย่างน้อยจะได้เป็นการชี้นำทางให้แก่พวกกระหม่อมพะยะค่ะ”
เหล่าขุนนางพยักหน้าและพากันกล่าวคำนานา บรรยากาศในตำหนักใหญ่เต็มไปด้วยความชื่นมื่น ซึ่งก็เป็นเพราะก่อนเจียงซิ่งจะขึ้นครองราชย์ พวกเขาต่างมีความสัมพันธ์เช่นสหายสนิทกันมาก่อน
เจียงซิ่งสูดหายใจลึกครั้งหนึ่ง ยิ้มออกมาและกล่าวว่า
“เรามีความคิดมานานแล้ว ขุนนางทุกท่าน ท่านคิดว่าเวลานี้ต้าจิ่งขาดแคลนสิ่งใดเป็นที่สุด”
ทันทีที่กล่าวออกไป เหล่าขุนนางต่างหันหน้ามามองกัน ขาดแคลนสิ่งใด? พวกเขาไม่สามารถพูดออกมาได้จริงๆ เพราะในสายตาของพวกเขาแล้ว ต้าจิ่งในเวลานี้เจริญรุ่งเรืองอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งด้านบู๊บุ๋นและการเงินการค้าล้วนดีทั้งสิ้น
คล้ายว่าเฉินหลี่คิดถึงบางสิ่งขึ้นมาจึงมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ต้าจิ่งไม่ขาดแคลนยุทธ์ วิถียุทธ์รุ่งเรือง ไม่ขาดแคลนบุ๋น วิถีบุ๋นรุ่งโรจน์ มีหอการค้ามากมายจึงทำให้ราษฎรไม่ขาดแคลนของกินของใช้ แต่ต้าจิ่งยังขาดอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญยิ่ง”
เจียงซิ่งกวาดตามองเหล่าขุนนางก่อนเอ่ยช้าๆ ว่า
“นั่นก็คือความสำราญ! ในสายตาของเราความสำราญนั้นไม่อาจขาดไปได้ ทว่านอกจากประชาต้าจิ่งจะทำงานหนัก ฝึกยุทธ์ และร่ำเรียนหนังสือแล้ว เราต้องการผลักดันวิถีแห่งความสำราญให้ผู้คนในแผ่นดินต้าจิ่ง”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ความสำราญธรรมดาทั่วไป เราจะสร้างให้ต้าจิ่งกลายเป็นอาณาจักรแสนสำราญที่ไม่เคยมีมาก่อน!”
เหล่าขุนนางได้ยินเช่นนั้นก็พากันหน้าเสีย หลายคนคิดในใจว่าแย่แล้ว เจียงซิ่งยิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้นดีใจ
สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกก็คือรวบรวมผู้มีความสามารถและคณิกาเลื่องชื่อจากทั่วใต้หล้ามายังเมืองหลวง และจัดงานชุมนุมกวีบทเพลงขึ้นเพื่อเป็นการฉลองศักราชใหม่ที่มาถึง
มีคนคัดค้านในทันทีแต่ก็ถูกเจียงซิ่งระงับไว้ เจียงซิ่งไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกแล้ว เวลานี้เขาเป็นโอรสสวรรค์ เมื่อเขามุ่งมั่นที่จะทำสิ่งใดก็ไม่มีใครขัดขวางได้
หลังจากนั้นช่วงเวลาหนึ่ง คำพูดของโอรสสวรรค์ก็แพร่ไปทั่วใต้หล้า ทำให้เกิดเสียงครหาไม่หยุดหย่อน มีทั้งคนสนับสนุนและมีทั้งคนที่รู้สึกว่าเลอะเลือน
ข่าวนี้แพร่ไปถึงหูของเจียงฉางเซิง เขาส่ายหน้าหัวเราะลั่นและไม่รู้สึกเหนือคาดแต่อย่างใด นิสัยของเจ้าหนุ่มนี่ก็เป็นเช่นนี้
อวี้เหยียนอี้แห่งตระกูลขุนนางประคองจันทร์อดถามไม่ได้
“มรรคาจารย์ ท่านไม่กังวลว่าพระองค์จะกลายเป็นกษัตริย์โฉดเขลาหรอกหรือเจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า
“แค่เรื่องนี้เรื่องเดียวจะนับเป็นกษัตริย์โฉดเขลาได้อย่างไร เขาปกครองอย่างไร้เหตุผล? เขาเล่นพรรคเล่นพวก? เขาปล่อยให้คนชั่วสร้างความวุ่นวายต่อราชสำนักหรือไร?”
อวี้เหยียนอี้ตะลึงงันไม่อาจโต้เถียงได้
ไป๋ฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ข้ากลับรู้สึกว่าดีทีเดียว อย่างน้อยเขาก็มีเป้าหมาย ผู้คนในแผ่นดินต่างมีความสุข นี่ไม่ใช่ยุคสมัยแห่งความสงบสุขหรอกหรือ”
จีอู๋จวินกล่าวว่า
“ไม่ผิด อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็เคยมีช่วงที่คล้ายกันอยู่สองช่วง ซึ่งช่วงเวลาเช่นนี้สามารถเพิ่มความประทับใจและความสำคัญของราชวงศ์แห่งโชคชะตาในใจของผู้คนได้”
อวี้เหยียนอี้เบะปากพูด “ในเมื่อมรรคาจารย์คิดว่าไม่มีปัญหา เช่นนั้นข้าก็จะตั้งตารอ”
เจียงฉางเซิงกำลังจะพูดบางอย่าง ทันใดนั้นก็มีการแจ้งเตือนปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา
[ ปีชางเลอที่หนึ่ง จางอิงผู้ถูกเจ้าทำเครื่องหมายเอาไวกลับชาติมาเกิดได้สำเร็จ ถือกำเนิดในไท่ฮวง ]
เหตุใดจึงไปเกิดอีกแล้วเล่า? มีชะตาชีวิตเช่นเดียวกับที่ปราชญ์แห่งสี่สมุทรเคยมีหรือไร?