เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 273: ศึกพ่อลูกและการเลือกหลังความตาย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 273: ศึกพ่อลูกและการเลือกหลังความตาย
ฤดูกาลผันเปลี่ยน เวลาก้าวสู่ปีชางเลอที่สิบสอง
.
ทุกครั้งที่เจียงฉางเซิงฝึกพลัง เขามักเหลือจิตไว้เฝ้าติดตามสถานการณ์ของพวกเจียงเจี่ยน
.
ผิงอันฮึกเหิมไปอยู่ครึ่งค่อนปีถึงได้สงบลง เขาทะลวงไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์สองในอึดใจเดียว ลมปราณและโลหิตพุ่งสูงถึงขีดสุด บนหน้าอกยังปรากฏลวดลายเปลวเพลิงสีแดง
.
จนถึงตอนนี้พวกเจียงเจี่ยนยังไม่เข้าใจว่าลายเปลวเพลิงสีแดงมีประโยชน์อย่างไร ตระเวนอยู่ในดินแดนลี้ลับไร้ชีวิตแห่งนี้มานาน พวกเขาก็ยังไม่พบสิ่งมีชีวิตใดเลย แต่กลับเจอผลไม้และดอกไม้พิสดาร
.
อาศัยผลไม้และดอกไม้เหล่านี้เป็นอาหาร พลังพวกเขาจึงยังคงอยู่ในสภาวะเปี่ยมล้นตลอด น่าอัศจรรย์ยิ่งนัก ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ พวกเขาราวกับบุกเข้าสู่ดินแดนแห่งโชคพาสนา แต่เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น
.
เจียงฉางเซิงกลับรู้สึกตลอดว่าสถานที่นี้ซ่อนตัวตนที่น่าหวาดหวั่นบางอย่างไว้
.
ดอกไม้ผลไม้เหล่านั้นดูไม่ต่างจากสวนสมุนไพรที่มีใครบางคนปลูกไว้ และพอรวมกับซากกระดูกเหล่านั้น เขาจึงคาดเดาได้ว่าอีกฝ่ายต้องรอสิ่งมีชีวิตเข้ามาในที่แห่งนี้แน่นอน ทว่าในตอนนี้เจียงฉางเซิงยังไม่อาจช่วยอะไรพวกเขาได้ นอกจากเฝ้าสังเกตอย่างเงียบๆ
.
ต้นเดือนสอง เฉินหลี่มาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิง แจ้งข่าวว่าโอรสสวรรค์กำลังจะถึงวาระสุดท้าย ตอนนี้นอนติดเตียงลุกไม่ขึ้นแล้ว เพราะตลอดชีวิตเขาไม่เคยฝึกยุทธ์
.
เมื่อถ่ายทอดกําลังภายในขั้นจักรวาลให้กับว่าที่กษัตริย์ ก็ถ่ายทอดได้ถึงแค่ขั้นกายาทองคำเท่านั้น การถ่ายทอดพลังของราชามนุษย์ก็เป็นเช่นนี้ มิอาจถ่ายทอดพลังทั้งหมดได้
.
ก่อนหน้านั้นที่เขาได้รับพลังขั้นจักรวาล ยังต้องขอบคุณฮ่องเต้ซุนเทียนที่ทะลวงไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์ หากราชามนุษย์ทราบว่าการถ่ายทอดพลังนี้จะต้องร่อยหรอลงรุ่นต่อรุ่น ไม่รู้ว่าจะมีปฏิกิริยาอย่างไร
.
“รัชสมัยใหม่กำลังจะมาแล้ว”
.
เฉินหลี่เอ่ยอย่างทอดถอนใจ สำหรับโอรสสวรรค์ของราชวงศ์นี้ เขาไม่ได้รู้สึกอาลัยเป็นพิเศษ แน่นอนว่าก็ไม่ได้ต่อต้านเช่นกัน เพียงแต่รู้สึกเศร้าใจที่โอรสสวรรค์ผู้สูงส่งควบคุมทุกสิ่งในแผ่นดินได้ กลับควบคุมชะตาชีวิตของตนเองไม่ได้เลย
.
เจียงฉางเซิงไม่ตอบอะไร แต่ไป๋ฉีกลับพูดคุยกับเฉินหลี่อย่างออกรส องค์รัชทายาทคนปัจจุบันยังไม่เคยผ่านบททดสอบสำคัญ ยังไม่รู้จักการบริหารราชกิจ แต่ก็เรียนกับเฉินหลี่มาหลายปี ถือได้ว่าเป็นศิษย์ของเขาโดยตรง
.
เฉินหลี่ต้องสนับสนุนโอรสสวรรค์อีกยุคสมัยแล้ว อำนาจของเขาถือว่าเป็นขุนนางที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในราชสำนักต้าจิ่ง หลังสนทนาอยู่พักใหญ่ เฉินหลี่ก็ลาจากไป
.
ไป๋ฉีเดินมาหาเจียงฉางเซิงพลางพูดว่า “นายท่าน จู่ๆ ข้าก็รู้สึกว่าเขาเหมือนเฉินหลี่ตัวจริงมากเลย”
.
ที่เฉินหลี่มีวันนี้ได้ก็เป็นเพราะเจียงฉางเซิงระลึกถึงสหายเก่าจึงยื่นมือสนับสนุนเขา เจียงฉางเซิงยิ้ม “คล้ายจริงๆ นั่นแหละ”
.
ไป๋ฉีเริ่มพูดคุยถึงความหลังกับเจียงฉางเซิง หากผู้คนในอดีตได้เห็นใต้หล้าในปัจจุบันจะประหลาดใจหรือไม่ เจียงฉางเซิงเองก็พลอยรู้สึกตื่นเต้นไปด้วย พูดถึงคนในอดีต ฮ่องเต้ในราชสกุลเจียงก็ยังไม่ได้กลับชาติมาเกิดจนถึงตอนนี้ ดูจะแปลกเกินไปหน่อยแล้ว
.
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้ว่าตราประทับสังสารวัฏของพวกเขายังคงอยู่ เพียงแต่ไม่อาจระบุตำแหน่งได้ คาดว่าน่าจะถูกกฎสังสารวัฏของฟ้าดินควบคุมเอาไว้
.
ข่าวเรื่องโอรสสวรรค์ใกล้สิ้นพระชนม์แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว และกระจายสู่ทั่วทั้งใต้หล้า โอรสสวรรค์รัชสมัยนี้มีอำนาจควบคุมแผ่นดินด้อยกว่าโอรสสวรรค์ไท่เหอมากนัก ทำให้บรรดาอ๋องผู้ครองรัฐ ขุนนางใหญ่ และแม่ทัพทั้งหลายผู้ทะเยอทะยานเริ่มขยับเขยื้อนในเงามืด และถึงขั้นติดต่อกันหลายครั้ง
.
ทว่าแม้จนถึงวันที่โอรสสวรรค์ประกาศสละราชสมบัติ ยังไม่มีใครกล้าเคลื่อนไหว พระราชโองการนี้ออกในเดือนสิบ ตั้งแต่ต้นปีหน้าองค์รัชทายาทเจียงหลิวขึ้นครองราชย์
.
ทั่วหล้าเกิดความวุ่นวาย รัชสมัยชางเลอดำรงอยู่เพียงสิบสองปีก็จะสิ้นสุดลงเสียแล้ว ทำให้ผู้คนหวนคิดถึงฮ่องเต้จิ่งเหรินจง ฮ่องเต้จิ่งเหรินจงก็ครองราชย์เพียงสิบสี่ปีเช่นกัน
.
เพราะโอรสสวรรค์ของรัชสมัยก่อนหน้านั้นครองราชย์ยาวนานเกินไป ในหมู่ชาวบ้านเริ่มมีคำพูดล้อเลียนว่ามีพระโอรสเร็วเกินไปก็ใช่จะเป็นเรื่องดี
.
ต้นเดือนสิบสอง เจียงซิ่งเดินทางมาถึงตำหนักบรรพบุรุษด้วยความช่วยเหลือจากขันทีสองคน พระสนมอวี้ถอยออกไปให้พ่อลูกได้พูดคุยกันตามลำพัง
.
หลังจากถ่ายทอดกำลังภายในให้กับเจียงหลิวแล้ว ร่างของเจียงซิ่งก็ซูบผอมราวกับโครงกระดูก ทั้งร่างอ่อนแรงสุดขีด
.
เจียงเชอลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมแล้วนั่งลงตรงข้ามกัน หากดูจากรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว คนเป็นพ่อนั้นกลับดูอ่อนเยาว์ยิ่งกว่าบุตรเสียอีก เจียงซิ่งนั่งงอตัวอยู่แทบลืมตาไม่ขึ้น เขาพูดอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า
.
“เสด็จพ่อ ท่านยังสบายดีหรือไม่…”
.
เจียงเชอในตอนนี้ยังคงกระปรี้กระเปร่าดูราวกับเป็นคนวัยห้าสิบต้นๆ เพียงแต่นัยน์ตาของเขาดูแปลกประหลาดขึ้นเรื่อยๆ เขายิ้มบางแล้วกล่าวว่า “ไม่เลวเลย”
.
“โอสถอายุวัฒนะคืบหน้าไปถึงไหนแล้วหรือขอรับ…”
.
“ยังห่างไกลนัก แต่ข้าได้ปรุงโอสถเสริมพลังปราณ โลหิต และอายุขัยไว้บางส่วน ก่อนกลับเจ้าควรเอาไปด้วยสักชุด”
.
“ขอบพระทัยพะยะค่ะเสด็จพ่อ”
.
“เจ้านี่นะ ตั้งแต่เล็กจนโตไม่รักฝึกยุทธ์ เอาแต่เอ้อระเหยลอยชาย ตอนนี้แก่แล้วกลับสายเกินไปเสียแล้ว”
.
เจียงเชอส่ายหน้า เสียงคล้ายตำหนิ หากน้ำเสียงกลับแฝงความอาลัย
.
เจียงซิ่งยิ้มบาง “ไม่ว่าอย่างไร ชีวิตของเราก็ไม่ใช่เปล่าประโยชน์ อย่างน้อยเราก็ได้ใช้ชีวิตอย่างเสรีมากว่าร้อยปี เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่มีอายุยืนหลายร้อยปี อาจไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างปล่อยใจเหมือนเรา พูดได้ว่าแสวงหาต่างกันเท่านั้น
.
ชีวิตเราในชาตินี้ถือว่าเพียงพอแล้ว มีเพียงความเสียใจเล็กน้อยอยากสะสางก่อนตาย”
.
เจียงเชอถาม “ความเสียใจอันใด”
.
เจียงซิ่งแปรเปลี่ยนน้ำเสียงทันที “พระสนมอวี้มิใช่คนเผ่ามนุษย์ใช่หรือไม่”
.
ทันทีที่พูดจบ รอยยิ้มของเจียงเชอก็จางหายไป เจียงซิ่งแค่นหัวเราะ “เสด็จพ่อ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ใต้หล้าจะมองราชวงศ์เจียงอย่างไร และบรรพบุรุษของพวกเราจะมองเช่นไร”
.
สีหน้าของเจียงเชอเย็นเยียบ
.
เจียงซิ่งเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เสด็จพ่อ เรื่องเดียวที่เราเสียใจคือพระสนมอวี้แย่งความรักของท่านไป ทำให้เสด็จแม่ของเราถูกทอดทิ้ง ท่านรู้หรือไม่คำสุดท้ายก่อนที่นางจะสิ้นใจคืออะไร นางฝากให้ข้ากตัญญูต่อท่าน อย่าให้เรื่องบ้านเมืองทำให้ลืมท่านไป”
.
สีหน้าของเจียงเชอยิ่งแย่ลงกว่าเดิม
.
“เรากำลังจะตาย แต่อยากให้พระสนมอวี้ตายไปพร้อมกัน เพื่อที่ท่านจะได้ตั้งสมาธิไล่ล่าความเป็นอมตะได้อย่างเต็มที่”
.
เจียงซิ่งกล่าวอย่างสงบ “เสด็จพ่อ ตลอดชีวิตเราเคยขัดขืนท่านเพียงสองเรื่อง พระสนมอวี้เป็นคนต่างเผ่า ต่อให้นางหลงรักท่านอย่างจริงใจ แต่เผ่าพันธุ์เบื้องหลังของนางเล่า นางสามารถบัญชาให้เผ่าของตนออกตามหาสมุนไพรให้ท่านได้ แสดงว่าสถานะของนางไม่ธรรมดาแล้ว เหตุใดเผ่าของนางถึงอุทิศตนเพื่อท่านโดยไม่มีจุดประสงค์อื่นเลยเล่า”
.
เจียงเชอกล่าวเสียงต่ำ “นี่คือเรื่องของเรากับนาง เจ้าอย่าได้ยุ่งวุ่นวาย”
.
เจียงซิ่งเงยหน้าช้าๆ เผยรอยยิ้มดุดันที่สุดในชีวิต ดุจราชสีห์ชราที่ก้าวเข้าสู่ปลายทางของตน เขาพูดเสียงต่ำว่า
.
“เสด็จพ่อ เราจะฆ่านาง ขอดูหน่อยสิว่าท่านจะปกป้องนางได้อย่างไร ท่านจะเลือกฆ่าเราตอนนี้เลย ทำให้คนมองว่าพ่อลูกห้ำหั่นกัน และให้บรรพบุรุษโกรธเคือง หรือว่าท่านมีความสามารถทำให้คนในตำหนักบรรพบุรุษต้านทานองครักษ์ชุดขาวของข้าเล่า”
.
เขาลุกขึ้นแล้วหันหลังเดินจากไปด้วยท่าทางสั่นเทา เจียงเชอขมวดคิ้วแน่นจ้องแผ่นหลังของเขา ใจหนึ่งรู้สึกโกรธเคือง แต่อีกใจก็คล้ายโล่งใจเล็กน้อย
.
ในชั่วขณะนี้เจียงเชอพลันรู้สึกว่าตนสละอำนาจช้าเกินไป เมื่อเจียงซิ่งจากไป เจียงเชอก็พึมพำเบาๆ “เจ้าลูกสารเลว เจ้าวางหมากได้ดี แต่สายตาเจ้ามันยังตื้นเกินไป ไม่ต้องพึ่งบรรพบุรุษหรอก องครักษ์ชุดขาวของเจ้าก็ทำอะไรเราไม่ได้อยู่ดี”
.
ภายใต้ม่านรัตติกาล จื่ออวิ๋นกับไป๋ฉีเดินเข้ามาจากนอกลาน ไป๋ฉีรีบก้าวมาหาเจียงฉางเซิงแล้วรายงานว่า
.
“นายท่าน ตำหนักบรรพบุรุษเกิดเรื่องขึ้นแล้ว องครักษ์ชุดขาวบุกเข้าไปหวังจะสังหารพระสนมอวี้ แต่พวกนั้นกลับไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโอรสสวรรค์องค์ก่อนเลยสักคน เจ้านั่นแข็งแกร่งขนาดนี้ได้อย่างไรกัน”
.
จื่ออวิ๋นขมวดคิ้ว “คิดไม่ถึงว่าเขาจะถึงขั้นจักรวาลแล้ว พูดให้ถูกก็คือแม้จะเป็นขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่งก็ยังยากจะจัดการเขา อีกทั้งข้าสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของเขาผิดปกติมาก”
.
เจียงฉางเซิงยังคงหลับตา “ดูท่าเผ่าภูตจะมอบโชคพาสนาให้เขาไม่น้อย”
.
ไป๋ฉีถามต่อ “จะให้พวกเรายื่นมือเข้าไปหรือไม่”
.
เจียงฉางเซิงตอบ “ไม่ต้องหรอก อย่างไรมันก็เป็นเรื่องระว่างพ่อลูก ตั้งแต่ปีหน้าไป เรื่องวุ่นวายพวกนี้ก็จะจบลงเอง”
.
เจียงซิ่งมิได้ทำร้ายเจียงเชอ เพียงตั้งใจจะสังหารพระสนมอวี้อย่างเดียว ส่วนเจียงเชอเองก็แค่ป้องกันองครักษ์ชุดขาวไม่ได้ลงมือฆ่าใคร ความล้มเหลวครั้งนี้ทำให้พลังปราณของเจียงซิ่งโจมตีหัวใจ หมดสติไปในตำหนัก
.
สิ่งที่เจียงฉางเซิงใส่ใจยิ่งกว่าคือยอดเคล็ดวิชาของเจียงเชอเป็นยอดเคล็ดวิชาอะไรกันแน่ ถึงได้ทำให้เขาแข็งแกร่งถึงเพียงนี้ ปีหน้าคงต้องหาโอกาสถามดูสักหน่อย เจียงฉางเซิงตัดสินใจเงียบๆ ในใจ
.
เรื่องวุ่นวายนี้ถูกองครักษ์ชุดขาวปิดข่าวเอาไว้ไม่ได้แพร่ออกไป มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้แต่ก็ไม่มีใครกล้าเอ่ยถึง
.
ปีใหม่มาถึง องค์รัชทายาทเจียงหลิวขึ้นครองราชย์ เปลี่ยนชื่อเป็นรัชศกเหยียนหยวน ปีเหยียนหยวนที่หนึ่ง โอรสสวรรค์พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ เหล่าอ๋องผู้ครองรัฐและกษัตริย์แคว้นประเทศราชต่างหลั่งไหลกันมาถวายบังคม
.
เจียงหลิวมิใช่โอรสคนโตที่เกิดจากฮองเฮาปัจจุบัน ยังถือว่าอยู่ในวัยกัมยำ หลังขึ้นครองราชย์เขาก็ลงมือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทันที ดึงคนที่เคยอยู่ในจวนส่วนตัวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญ แทรกเข้าไปในกรมต่างๆ จนทำให้เมืองหลวงปั่นป่วนอยู่หลายเดือน
.
เดือนห้า ในตำหนักบรรทม โอรสสวรรค์มาพบเจียงซิ่งเป็นครั้งสุดท้าย เจียงซิ่งที่ไร้เรี่ยวแรงลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก มองโอรสสวรรค์ที่ตนเลือกไว้แล้วเอ่ยว่า
.
“หลิวเอ๋อร์… เจ้าต้องกำจัดพระสนมอวี้… นางกับเผ่าพันธุ์ของนาง… จะนำภัยพิบัติมาสู่ต้าจิ่ง…”
.
โอรสสวรรค์เจียงหลิวไม่ตอบอะไร เจียงซิ่งเริ่มพูดประโยคนี้ซ้ำไปมา สติเริ่มเลือนราง จนในที่สุดชีวิตของเขาก็สิ้นลงโดยสมบูรณ์
.
เจียงหลิวพึมพำเบาๆ “จะไปดิ้นรนทำไมกัน เราไม่มีเวลาจะไปสู้รบกับเสด็จปู่หรอก อย่างไรเสียหากในเมืองหลวงนี้ฟ้าจะถล่มลงมา ก็มีบรรพบุรุษรับไว้อยู่ดี”
.
ค่ำคืนมาเยือน เจียงซิ่งลืมตาขึ้น พบว่าตนล่องลอยอยู่ท่ามกลางภูผาทุ่งหญ้า มีแสงจันทร์ส่องลงมา เขาหันไปมองพลันเห็นเงาร่างผู้หนึ่งเข้า ทำเอาเขาสะดุ้งสุดตัว ก่อนจะรีบค้อมกายคารวะ “บรรพบุรุษ!”
.
เป็นเจียงฉางเซิงนั่นเอง หลังจากเจียงซิ่งสิ้นชีวิต เจียงฉางเซิงรีบย้ายดวงวิญญาณของเขาออกมา ก่อนที่จะสลายมาที่ป่าภูเขาอันไร้ผู้คน
.
เจียงฉางเซิงเอ่ย “เจ้าได้สิ้นอายุขัยแล้ว เห็นแก่สายเลือดระหว่างเราในชาตินี้ ข้าจะให้เจ้าสองทางเลือก หนึ่ง ปล่อยให้เป็นไปตามชะตาเข้าสู่สังสารวัฏรอการกลับชาติมาเกิด สอง กลายเป็นยมทูตของข้า มีหน้าที่ดูแลระเบียบของสังสารวัฏฝั่งหนึ่ง แต่ว่าจากนี้ไปเจ้าจะไม่มีวันกลายเป็นมนุษย์ได้อีกตลอดกาล เป็นเพียงยมทูตเท่านั้น”
.
ได้ยินเช่นนั้น เจียงซิ่งเบิกตากว้าง สงสัยว่าตัวเองหูฝาดไป เขาก้มมองร่างวิญญาณของตนเองก่อน เมื่อแน่ใจว่าเป็นจริงจึงเริ่มตกอยู่ในสภาวะตัดสินใจ เขาถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านบรรพบุรุษ… ขอถามได้หรือไม่ว่าทางไหนดีกว่ากัน”
.
เจียงฉางเซิงส่ายหน้า “ไม่มีทางไหนที่ดีกว่า ข้าเองก็ไม่บังคับเจ้า เลือกเอาเองเถิด แต่ว่าบรรดาโอรสสวรรค์ในอดีตจนถึงตอนนี้ ยังไม่มีใครได้กลับชาติมาเกิดเลย บางทีโอรสสวรรค์แห่งราชวงศ์โชคชะตาอาจจะต้องรอนานหน่อย”
.
แม้เจียงซิ่งจะมีความขัดแย้งกับเจียงเชอในวาระสุดท้าย ทว่าเขายังคงเคารพนับถือบรรพบุรุษอย่างเจียงฉางเซิงเสมอ เรื่องหนึ่งคือเรื่องหนึ่งไม่ปะปนกัน เจียงซิ่งเงียบไปอีกครั้ง
.
“ขอบพระคุณท่านบรรพบุรุษ ข้ายังคงเลือกกลับชาติมาเกิดแล้วกันขอรับ ข้านิสัยเกียจคร้านโดยกำเนิด หากต้องเป็นยมทูตตลอดไปคง…” เจียงซิ่งหัวเราะขื่นๆ แม้แต่ตอนเป็นโอรสสวรรค์เขายังครองราชย์แบบเรื่อยเปื่อย แล้วนับประสาอะไรกับการเป็นยมทูต หากไม่อาจไปเกิด ใครเล่าจะรู้ว่าต้องเป็นยมทูตไปอีกนานเท่าไร เมื่อคิดถึงประสบการณ์ที่เคยบริหารราชการแทนเจียงเชอ จิตวิญญาณก็สั่นสะท้าน
.
เจียงฉางเซิงพยักหน้า “เช่นนั้นขอให้ชาติหน้าเจ้าราบรื่นดังสายลมและธารา”
.
จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เข้าไปในตราประทับสังสารวัฏแล้วหายตัวไปจากที่เดิม เจียงซิ่งยืนงุนงงอยู่ที่เดิม ไม่รู้เพราะเหตุใดลึกๆ ในใจกลับรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง ทว่าก็รู้ดีว่าเลือกทางไหนก็ต้องเสียใจอยู่ดี
.
ทันใดนั้นพลังแปลกประหลาดกระแสหนึ่งก็ดึงเขาพุ่งสู่เวหา โดยที่เขาไม่อาจขัดขืนได้เลย ในอีกด้านหนึ่ง เจียงฉางเซิงที่ใต้ต้นวิญญาณปฐพีอันไกลโพ้น เริ่มสำรวจอยากดูว่าหลังจากที่โอรสสวรรค์ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาตายแล้ว ดวงวิญญาณจะไปที่ไหน