เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 274: ปีเหยียนหยวน ตำนานแห่งมหาสมุทร
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 274: ปีเหยียนหยวน ตำนานแห่งมหาสมุทร
ภายใต้สายตาของเจียงฉางเซิง ดวงวิญญาณของเจียงซิ่งลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งห่างจากพื้นดินไปทุกที เห็นได้ชัดว่ามีพลังลี้ลับบางอย่างกำลังฉุดเขาขึ้นไป
.
จนกระทั่งเจียงซิ่งเหินขึ้นไปถึงระดับที่แม้แต่ทะเลเมฆยังเอื้อมไม่ถึง เจียงซิ่งก็พลันหายวับไป ดวงจิตของเจียงฉางเซิงก็ไม่อาจสัมผัสถึงเขา น่าเสียดาย เจียงฉางเซิงถอนสายตากลับมา ได้แต่ปล่อยวาง
.
ยังคงแข็งแกร่งไม่พอ ไม่อาจเข้าใจกฎแห่งฟ้าดินได้เลย เมื่อบรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบ ก็คงจะเริ่มเข้าใจกฎแห่งฟ้าดินได้
.
วันต่อมา โอรสสวรรค์มีราชโองการประกาศทั่วหล้า โอรสสวรรค์ชางเลอสวรรคต ได้รับสมญานามหลังสิ้นพระชนม์ว่า ฮ่องเต้เจ้าเลอ และในหน้าประวัติศาสตร์เรียกขานว่า จิ่งเจ้าตี้
.
ราชสำนักประกาศไว้ทุกข์เป็นเวลาสามเดือน ทั่วทั้งมหาอาณาจักรเทียนจิ่งต่างร้องไห้อาลัย แม้จะอยู่ในช่วงไว้ทุกข์ การเคลื่อนไหวของโอรสสวรรค์เจียงหลิวกลับไม่ได้หยุดลง เขาแต่งตั้งขุนนางหนุ่มแน่นจำนวนมาก
.
เมื่อเทียบกับโอรสสวรรค์องค์ก่อน เขามีความทะเยอทะยานมากกว่าหลายเท่า เพียงแต่วิธีลงมือนั้นตรงไปตรงมาเกินไป ทำให้ขัดใจเหล่าตระกูลใหญ่หลายฝ่าย ในต้าจิ่งยุคปัจจุบัน หากจะหวังให้โอรสสวรรค์รัชสมัยใหม่มีขุนนางใหม่ทั้งหมดนั้นยากยิ่งนัก ไม่ถึงครึ่งปีเจียงหลิวก็เงียบลง
.
บนดินแดนสีเลือด เจียงเจี่ยน หลินเฮ่าเทียน ผิงอัน และหลิงเฟิง กำลังเดินทางไปข้างหน้า หลิงเฟิงมองกองโครงกระดูกรอบตัว รู้สึกตึงเครียดอย่างถึงที่สุด
.
โครงกระดูกเหล่านี้มีต้นกำเนิดจากหลายเผ่าพันธุ์ แต่ตอนนี้ยังไม่พบของเผ่ามนุษย์
.
“น่าจะเป็นทิศทางนี้ จะไปจริงๆ หรือ”
.
เจียงเจี่ยนเปิดปากถาม ยิ่งเดินหน้าไปเขาก็ยิ่งรู้สึกถึงภัยคุกคาม
.
หลินเฮ่าเทียนเอ่ยว่า “ไม่เข้าถ้ำเสือไหนเลยจะได้ลูกเสือ ถ้าเรายังอยู่ที่นี่ต่อจะยิ่งอันตราย ข้าสงสัยว่าสถานที่นี้คือยุ้งฉางของตัวตนบางคนที่แข็งแกร่งมาก โครงกระดูกมากมายขนาดนี้ต้องถูกโยนเข้ามาแน่นอน ตอนนี้เรายังไม่เจอตัวเขา แสดงว่าเขายังไม่กลับมา เราต้องรีบหนีออกไปก่อนที่เขาจะมา”
.
เจียงเจี่ยนเห็นว่ามีเหตุผลจึงไม่เอ่ยถามอะไรอีก
.
“มีอะไรอยู่ตรงด้านหน้า!”
.
หลิงเฟิงเอ่ยขึ้นด้วยเสียงตื่นตระหนก เจียงเจี่ยนและหลินเฮ่าเทียนเพ่งมอง พบว่าจู่ๆ ปลายขอบฟ้าปรากฏภูเขาสูงลูกหนึ่ง สูงลิบจนทะลุทะลวงเมฆ แต่เนื่องจากไกลเกินไปพวกเขาจึงมองไม่ชัดว่ามันคืออะไรกันแน่
.
แต่ที่แน่ๆ ก่อนหลิงเฟิงจะพูด มันยังไม่เคยมีอยู่ตรงนั้น ไร้ซึ่งเสียงเคลื่อนไหว ปรากฏขึ้นลอยๆ…
.
เจียงเจี่ยนและหลินเฮ่าเทียนเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ ในขณะนั้นเอง! ภูเขาสูงที่ปลายขอบฟ้าหายไปในพริบตา เร็วจนสายตาของเจียงเจี่ยนกับหลินเฮ่าเทียนตามไม่ทัน
.
หลินเฮ่าเทียนขมวดคิ้ว ทันใดนั้นเขารู้สึกบางอย่าง รีบตะโกนว่า “หลบไป!”
.
เจียงเจี่ยนกับผิงอันรีบกระโดดแยกจากกัน ผิงอันยังคว้าตัวหลิงเฟิงไว้ด้วย ทั้งสามพุ่งแยกออกไปดังลูกศร ทันใดนั้นภูเขายักษ์ลูกมหึมาก็ร่วงหล่นจากฟ้ากระแทกลงมา!
.
ตูม!
.
คลื่นลมโหมกระหน่ำสะบัดกองกระดูกกระจายไปทั่ว แต่แผ่นดินกลับไม่สะเทือน เพราะฐานของภูเขานั้นยังไม่แตะพื้นเลย เจียงเจี่ยนเพ่งมองไปอดสะท้อนใจไม่ได้ นี่มันภูเขาตรงไหนกัน มันคือนิ้วมือหนึ่งนิ้วต่างหาก!
.
นิ้วที่ใหญ่โตเท่าภูผา แค่เส้นผ่านศูนย์กลางก็เกินหลายร้อยจั้ง ผิวหนังเป็นสีเข้มดูแข็งแกร่งราวกับภูเขา เจียงเจี่ยน หลินเฮ่าเทียน และหลิงเฟิงต่างตกตะลึง พากันเงยหน้ามองขึ้นไป พอได้เห็นพวกเขาก็แทบจะตกใจตายตรงนั้น
.
สายตาไล่ตามนิ้วยักษ์นั้นขึ้นไป เห็นได้ว่าทะเลเมฆเบื้องบนถูกเจาะทะลุราวกับฟ้าถูกเปิดรู ข้างในความมืดมิดมีดวงตาคู่หนึ่งมองตรงลงมาอย่างเย็นชา ม่านตาเป็นสีแดงหม่นดังพระจันทร์สีเลือดสองดวง พวกเจียงเจี่ยนทั้งสามคนหวาดกลัวสุดขีด ไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าสิ่งนั้นใหญ่โตขนาดไหน
.
“พญายักษ์ดึกดำบรรพ์…”
.
หลินเฮ่าเทียนสีหน้าเคร่งขรึมเอ่ยพึมพำ เขารีบตะโกนใส่เจียงเจี่ยนกับผิงอันว่า “รีบหลบไป!”
.
ทั้งสามกระโดดหลบอย่างรวดเร็ว นิ้วมหึมานั้นก็หายไปเช่นกัน ที่จริงไม่ใช่หายไปแต่หดกลับขึ้นฟ้าไปด้วยความเร็วสูงต่างหาก
.
พวกเขารีบบินเข้าไปในหุบเขาแคบๆ ขณะเดียวกันนิ้วมหึมาก็ไม่ปรากฏขึ้นมาอีก และดวงตาน่าสะพรึงกลัวในฟ้าก็หายไปด้วยเช่นกัน ครึ่งชั่วโมงผ่านไป ทั้งสี่ซ่อนตัวอยู่บนหน้าผาในหุบเขา ยังคงหัวใจเต้นรัวไม่หาย
.
“เขาไม่ได้ลงมืออีก แสดงว่าแค่ไม่อยากให้พวกเราเดินหน้าต่อเท่านั้น”
.
เจียงเจี่ยนพูดด้วยสีหน้าหนักอึ้ง แค่นิ้วมือเมื่อครู่ก็เพียงพอจะทำให้พวกเขาสิ้นความกล้าทั้งหมดแล้ว
.
หลินเฮ่าเทียนสูดลมหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “อย่างน้อยเราก็แน่ใจแล้วว่าถ้าจะออกไปก็ต้องไปทางนั้น เจ้าคนเมื่อครู่น่าจะเป็นพญายักษ์ดึกดำบรรพ์ จากความทรงจำในมรดกที่ข้าได้รับมา จักรพรรดิยุทธ์เองก็เคยปะทะกับพญายักษ์ดึกดำบรรพ์มาก่อน ทุกครั้งที่พญายักษ์ดึกดำบรรพ์ปรากฏในสนามรบ ล้วนนำมาซึ่งการทำลายล้างฟ้าดิน ข้ามิดิได้พูดเกินจริงเลยนะ เป็นการทำลายล้างฟ้าดินจริงๆ เพียงแต่ไท่ฮวงกว้างใหญ่ไพศาล หากปล่อยอยู่บนทวีปใดๆ ในมหาสมุทรไร้ขอบเขตละก็ ถูกเขาสยบได้อย่างง่ายๆ เลย”
.
เจียงเจี่ยนขมวดคิ้ว “พญายักษ์ดึกดำบรรพ์หรือ นี่เป็นระดับขั้นหรือเป็นเผ่าพันธุ์กัน”
.
หลินเฮ่าเทียนส่ายหน้า “ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก แต่พญายักษ์ดึกดำบรรพ์ที่จักรพรรดิยุทธ์เคยพบเจอไม่ได้มีเพียงแค่คนเดียว แม้จะเป็นเขา แต่ก็ยากที่จะสยบพญายักษ์ดึกดำบรรพ์ได้”
.
แม้แต่จักรพรรดิยุทธ์ก็ยังยากจะจัดการ…
.
หัวใจของเจียงเจี่ยนร่วงหล่นถึงขีดต่ำสุด พวกเขามาที่สถานที่แบบไหนกันแน่ เขาถอนหายใจเบาๆ “ดูไปก่อนเถิด อย่างน้อยอีกฝ่ายยังไม่มีเจตนาจะฆ่าเรา ไม่เช่นนั้นคงไม่ยอมหยุดง่ายๆ แบบนี้”
.
หลินเฮ่าเทียนพยักหน้า หลิงเฟิงไม่ได้พูดอะไร นั่งเหม่อมองท้องฟ้าอยู่เงียบๆ ผิงอันลูบหน้าอกตัวเอง ฟันขบกันแน่น
.
ปีเหยียนหยวนที่สอง ทุกดินแดนล้วนมั่นคง ทั่วหล้าต่างยอมรับการมาถึงของรัชสมัยใหม่แล้ว หลังเจียงหลิวขึ้นครองราชย์ก็เริ่มขยายเมืองซุ่นเทียน ว่ากันว่าเขาคิดจะย้ายเมืองหลวง
.
ต้นเดือนสี่ หลี่หมิ่นมาเยี่ยมเยียนเพื่อแจ้งข่าวเรื่องนี้ หลี่หมิ่นหัวเราะฝืดๆ “โอรสสวรรค์องค์นี้ของเรามีความทะเยอทะยานจริงๆ แต่ก็มั่นใจในตัวเองเกินไป เขาอยากย้ายไปที่เมืองซุ่นเทียนซึ่งใกล้ไท่ฮวงมาก ทั้งยังสามารถสลัดพ้นจากอำนาจในเมืองหลวงและพันธนาการของสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาถึงขั้นอยากหลุดพ้นจากท่านด้วยซ้ำขอรับ”
.
เดิมทีเขาเป็นหัวหน้าองครักษ์ชุดขาว แต่บัดนี้ถูกเจียงหลิวปลดจากตำแหน่ง เขาเตรียมหวนคืนสู่ยุทธภพ และกำลังเบื่อหน่ายราชสำนักพอดี
.
ไป๋ฉีเบิกตากว้าง “เขาบ้าไปแล้วหรือไม่ ไม่มีการคุ้มครองจากนายท่าน เขาไม่กลัวตายหรือไร”
.
หลี่หมิ่นเอ่ยว่า “ทุกวันนี้องครักษ์ชุดขาวก็แข็งแกร่ง พวกยอดฝีมือในต้าจิ่งก็เกลื่อนเมือง เขาเองก็มีพลังขั้นกายาทองคำ หากย้ายเมืองหลวงได้สำเร็จ คาดว่าจะทะลุถึงขั้นจักรวาลได้ เขาคงคิดว่าสามารถป้องกันตัวเองได้กระมัง”
.
ไป๋ฉีส่ายหน้า ไม่อาจเข้าใจได้ เจียงฉางเซิงเพียงยิ้มบางๆ “ก็ปล่อยเขาไปเถิด คอยดูแล้วกันว่าเขาจะทำอะไรได้”
.
ต้าจิ่งในตอนนี้แข็งแกร่งจริง แข็งแกร่งจนบางคนเริ่มลืมความแข็งแกร่งของเขา แต่ต่อให้ย้ายเมืองหลวงก็ไม่น่ามีปัญหาในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ที่น่ากล่าวถึงคือจนบัดนี้เจียงหลิวยังไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว
.
เจียงฉางเซิงคาดไว้นานแล้วว่าวันนี้จะต้องมาถึง เมื่อสายเลือดยิ่งห่างไกลขึ้น ตอนที่ไม่มีศัตรูภายนอก ลูกหลานก็ย่อมหวาดเกรงความแข็งแกร่งของเขา
.
โดยเฉพาะโอรสสวรรค์ไม่เคยอยู่ร่วมกับเจียงฉางเซิง ไม่รู้ว่าเจียงฉางเซิงมีนิสัยเช่นไร ก็ย่อมหวั่นเกรงโดยธรรมชาติ ไม่ง่ายเลยกว่าจะปีนมาถึงตำแหน่งสูงสุดแล้วกลับพบว่าตนเองไม่ใช่คนที่มีอำนาจสูงสุดในใต้หล้า จะให้ยินยอมได้อย่างไร
.
แม้เจียงหลิวจะเกรงกลัวเจียงฉางเซิง ทว่ารู้ดีว่าเจียงฉางเซิงคือบรรพบุรุษของเขา จึงไม่กล้าคิดร้าย เพียงอยากอยู่ห่างๆ เจียงฉางเซิงเท่านั้น เมื่อไม่มีบรรพบุรุษอยู่ใกล้ๆ เขาก็ทำอะไรได้ตามใจ
.
เจียงฉางเซิงเคยได้ยินบทสนทนาลับระหว่างเขากับขันทียังแทบกลั้นหัวเราะไม่อยู่ ความกบฏเช่นนี้เหมือนเด็กที่ไม่อยากให้พ่อแม่คอยจ้ำจี้จำไชไม่มีผิด
.
หลี่หมิ่นเล่าข่าวอื่นๆ ต่อ ส่วนใหญ่คือการเปลี่ยนแปลงในราชสำนัก เฉินหลี่ก็ถูกลดอำนาจเช่นกัน แม้จะยังมีตำแหน่งอยู่แต่บารมีไม่เท่าแต่ก่อน เฉินหลี่เองกลับไม่ได้มาเอ่ยถึงเรื่องนี้ เขาก็ไม่กล้าพูดว่าถูกศิษย์ของตนลดอำนาจ น่าขายหน้าเกินไปจริงๆ
.
คุยกันอยู่นานหลี่หมิ่นก็ขอลาจาก นี่เขาเตรียมจะออกไปท่องไท่ฮวง อาจจะใช้เวลาสิบปีกว่าจะกลับมาครั้งหนึ่ง เจียงฉางเซิงเคารพการตัดสินใจของเขา
.
ไป๋ฉีถอนหายใจ “คิดถึงจื่ออวิ๋น เจียงชิ่ว ซุนเทียนจริงๆ”
.
จื่ออวิ๋นกล่าว “มันก็เป็นเช่นนี้แหละ แม้มีสายเลือดเดียวกัน โอรสสวรรค์ก็ยังระแวงโอรสสวรรค์องค์ก่อนหน้า เพียงแค่เพราะติดตามมรรคาจารย์ตั้งแต่เล็กถึงได้วางใจ ในประวัติศาสตร์อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ เรื่องบิดากับบุตรในราชวงศ์เข่นฆ่ากันก็มีถมไป”
.
เจียงฉางเซิงกล่าวเรียบๆ “ก็ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติแบบนี้ก็ดีแล้ว”
.
ต้าจิ่งในตอนนี้เริ่มมีอำนาจแล้ว สามารถพึ่งตนเองได้ ต่อให้ฮ่องเต้มีปัญหา สกุลเจียงก็ยังมีคนมากพอจะพยุงต่อไป เชื้อสายที่เจียงจื่ออวิ๋นหลงเหลือไว้ แค่นับเฉพาะเพศชายก็เกินพันคนแล้ว
.
ทว่าถึงเขาไม่สนใจ ก็ยังมีคนที่ใส่ใจอยู่ดี เจียงเชอผู้พำนักอยู่ในตำหนักบรรพบุรุษมาตลอด พอได้ยินเรื่องนี้ก็รีบตรงไปที่วังหลวง ดุด่าเจียงหลิวอย่างรุนแรง เรื่องราวนี้แพร่หลายในหมู่ชาวบ้านและผู้ฝึกยุทธ์ กลายเป็นเรื่องซุบซิบกันสนุกปาก
.
ระหว่างมื้ออาหาร เหนือมหาสมุทรไร้ขอบเขต นายท่านไป๋ยืนอยู่บนดาดฟ้าของเรือทะเลขนาดใหญ่ เรืออีกกว่าสิบลำเคลื่อนไปสู่สี่ทิศแปดทาง ผู้ฝึกยุทธ์บนเรือล้วนสวมหน้ากากหลากรูปแบบ
.
บุรุษสวมหน้ากากที่เคยทำงานให้นายท่านไป๋มาโดยตลอด ปรากฏกายขึ้นเบื้องหลังเขาอย่างไร้ซุ่มเสียง แล้วคุกเข่าลงข้างหนึ่งพลางกล่าวว่า
.
“จากคำบอกเล่าของผู้คนตามเกาะต่างๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน มีผู้พบเห็นทวีปลอยขึ้นไปทางทิศเหนือจริงๆ ระหว่างที่เดินเรือก็มีหลายเกาะที่ยังเล่าขานตำนานนี้อยู่ ดูเหมือนจะเป็นความจริงขอรับ มรรคาจารย์แบกเอาทวีปชีพจรมังกรกับทะเลสวรรค์ไปทางเหนือจริงๆ”
.
นายท่านไป๋ฟังแล้วพยักหน้าเล็กน้อย พลางกล่าวอย่างอดไม่ได้ “พลังของมรรคาจารย์นั้นเกินกว่าจะจินตนาการได้ ตอนนี้ข้าเริ่มรู้สึกว่าการเอาจักรพรรดิยุทธ์มาเปรียบเทียบกับเขากลับกลายเป็นการลดเกียรติของเขาแทน”
.
บุรุษสวมหน้ากากพยักหน้าเห็นพ้อง “นั่นสิขอรับ ในประวัติศาสตร์ของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ยังไม่เคยมีจักรพรรดิยุทธ์ผู้ใดที่มีพลังถึงเพียงนี้ เพียงแต่เขาแข็งแกร่งขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่คุ้มครองเผ่ามนุษย์เล่า”
.
นี่คือคำถามที่ค้างคาอยู่ในใจของบุรุษสวมหน้ากากมาโดยตลอด
.
นายท่านไป๋ส่ายหน้า “แล้วเหตุใดเขาต้องปกป้องเผ่ามนุษย์ การคุ้มครองต้าจิ่งยังไม่เพียงพอหรือ เผ่ามนุษย์ทั้งเผ่ามีอะไรเกี่ยวข้องกับเขากัน”
.
บุรุษสวมหน้ากากสะอึก ไม่รู้ว่าควรเถียงกลับอย่างไร
.
นายท่านไป๋กล่าวต่อ “จิตมนุษย์เดิมทีลำเอียง เขาที่เป็นท่านเซียนสามารถคุ้มครองต้าจิ่งเท่านี้ก็นับว่าเมตตาเผ่ามนุษย์มากพอแล้ว หากข้าเดาไม่ผิด การที่เจ็ดจอมปีศาจดับสูญก็เป็นฝีมือของเขานั่นแหละ การลงมือของเขามีส่วนให้เผ่ามนุษย์พอจะได้พักหายใจบ้าง
.
แต่ระดับที่เขายืนอยู่หาใช่สิ่งที่พวกเราจินตนาการได้ไม่ เรายังมัวแต่รบกับเผ่าปีศาจอยู่ บางทีเขาอาจจะมองเป็นหมื่นเผ่า เป็นทั้งใต้หล้า เผ่ามนุษย์แข็งแกร่งเพียงใดก็เป็นแค่เม็ดทรายในท้องทะเลของฟ้าดินนี้ เล็กน้อยเหลือเกิน หากมองจากภายนอกเผ่ามนุษย์แล้ว เผ่ามนุษย์ก็ไม่ได้มีความสำคัญมากนัก”
.
บุรุษสวมหน้ากากถึงกับสั่นสะท้านในใจ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่าสมเหตุสมผลอยู่ แต่เขายังคงสงสัยอยู่ลึกๆ เมื่อก่อนนายท่านไป๋ยึดถือเผ่ามนุษย์แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์เป็นที่หนึ่งแท้ๆ ไยจึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้
.
นายท่านไป๋กล่าวต่อ “สอบถามต่อไปเรื่อยๆ ตามหมู่เกาะตลอดเส้นทาง เป้าหมายยังคงเป็นการตามหาต้าจิ่งให้เจอ”
.
บุรุษสวมหน้ากากพยักหน้า ลุกขึ้นจากท่าคุกเข่าแล้วเดินจากไป นายท่านไป๋มองออกไปยังเส้นขอบฟ้าเหนือท้องทะเล สายตานิ่งสงบ
.
“ฝ่าบาท หรือว่าบนโลกนี้จะมีวิถีเทพเซียนอยู่จริง…”
.
ปีเหยียนหยวนที่สาม ปลายวสันตฤดู
.
เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถให้แก่จื่ออวิ๋น ไป๋ฉี หวงเทียน และเฮยเทียน อยู่ดีๆ ก็รับรู้ได้ถึงบางสิ่ง จึงหันหน้ากลับไปยังในเมือง สายตาจับจ้องไปที่ตำหนักบรรพบุรุษ
.
ทันใดนั้นเขาก็สร้างร่างแยกร่างหนึ่งให้เฝ้าอยู่ที่เดิม ส่วนตนเองมุ่งหน้าไปตรวจดู
.
เจียงเชอในตำหนักบรรทม พระสนมอวี้ล้มลงนั่งอยู่กับพื้น สีหน้าตื่นตระหนก สายตาที่มองตรงไปข้างหน้าเต็มไปด้วยความกังวล