เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 275 พญายักษ์ดึกดำบรรพ์ ภัยจากครรภ์ปีศาจ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 275 พญายักษ์ดึกดำบรรพ์ ภัยจากครรภ์ปีศาจ
เมื่อมองตามสายตาของพระสนมอวี้นี้ไป ก็เห็นเจียงเช่อยืนอยู่หน้าเตาหลอมโอสถที่แตกกระจาย
เขาเปลือยท่อนบน ทั้งร่างสั่นเทา บนกายามีอักขระโลหิตหน้าตาประหลาดผลุบโผล่ ทุกครั้งที่พวกมันโผล่ออกมาก็จะเปลี่ยนไปเป็นลักษณะใหม่เสมอ
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้…”
เจียงเช่อสีหน้าเคร่งเครียด ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ในตอนนี้เอง จู่ๆ เจียงฉางเซิงก็โผล่มาตรงหน้าเขา
เจียงเช่อเห็นเจียงฉางเซิงก็เหวี่ยงหมัดออกไปต่อยเขาตามสัญชาตญาณ
เปรี้ยง!
ทว่าเจียงฉางเซิงคว้าหมัดของเจียงเช่อเอาไว้ได้ เขาออกแรงเพียงเล็กน้อย เจียงเช่อก็เจ็บปวดจนต้องสูดลมหายใจดังเฮือก แล้วทรุดลงคุกเข่าเบื้องหน้าเขา
“เจ้าเป็นใคร…”
พระสนมอวี้มองแผ่นหลังของเจียงฉางเซิงแล้วร้องตะโกนด้วยความตกใจ แต่เจียงฉางเซิงไม่สนใจนาง เขาเริ่มสำรวจร่างกายของเจียงเช่อ
พระสนมอวี้สังเกตเห็นดวงตะวันน้อยด้านหลังศีรษะของเจียงฉางเซิง ทันใดนั้นนางก็นึกคำตอบออก นางจึงสงบลง ไม่กล้ารบกวนเจียงฉางเซิง
เจียงฉางเซิงใช้พลังอาคมของตนเองปรับเลือดลมในร่างเจียงเช่อพลางถามว่า “เจ้าฝึกอะไรอยู่กันแน่”
เจียงเช่อรู้สึกได้ว่าตนเองกลับมาควบคุมร่างกายได้แล้ว จึงยิ้มเจื่อนตอบว่า
“วิชาเทพลักสวรรค์ขอรับ ได้ยินมาว่าเป็นหนึ่งในสิบยอดวิชาเทพของเผ่าราชา ก่อนหน้านี้จู่ๆ เลือดลมก็ไหลย้อนกลับ ควบคุมลมปราณไม่ได้ ในสมองข้ามีภาพที่ไม่ปะติดปะต่อกันมากมาย เหมือนจะเป็นความทรงจำตอนยังมีชีวิตของอสูรเหล่านี้”
เจียงฉางเซิงสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า ในร่างของเจียงเช่อมีพลังแห่งเคราะห์กรรมอยู่สายหนึ่ง
พลังแห่งเคราะห์กรรมสายนี้เกี่ยวเนื่องกับโลหิตมากมายที่อยู่ในร่างของเขา
“วิชาเทพลักสวรรค์… น่าสนใจทีเดียว”
เจียงฉางเซิงฟังเจียงเช่อเล่าเกี่ยวกับวิชาเทพลักสวรรค์แล้วคิดในใจเงียบๆ
วิชาเทพลักสวรรค์ทำให้ขโมยพลังจากสายเลือดของเผ่าพันธุ์อื่นมาได้ มันระดับสูงยิ่งกว่าธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์
วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ทำได้เพียงขโมยความสามารถแต่กำเนิดของสัตว์อสูรมา ทว่าวิชาเทพลักสวรรค์พัฒนาสายเลือดในร่างกายตนเองได้โดยตรง เมื่อฝึกฝนสำเร็จก็เท่ากับช่วงชิงสายเลือดของสิ่งมีชีวิตอื่นมาครองได้ในเวลาสั้นๆ เร็วยิ่งกว่าวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์
เจียงเช่ออาศัยวิชานี้ขโมยสายเลือดของสัตว์อสูรที่อายุยืนมาเพิ่มอายุขัย แต่จนใจที่เขาขโมยสายเลือดมามากเกินไปแล้ว ในนั้นมีอสูรโชคชะตาอยู่ไม่น้อย เขาจึงเข้าไปเกี่ยวพันกับเคราะห์กรรมมากเกินไป จนทำให้พลังแห่งเคราะห์กรรมปั่นป่วนอยู่ภายในร่าง
นี่ก็คือข้อด้อยของวิชาเทพลักสวรรค์ บางทีสมัยที่วิชานี้อยู่ในมือเผ่าราชาไท่ฮวง พวกเขาอาจขโมยแต่สายเลือดที่แข็งแกร่งเท่านั้น ไม่เหมือนเจียงเช่อที่ขโมยมั่วซั่ว
หลายปีที่ผ่านมา เจียงเช่อดูดซับสายเลือดไปเกือบจะร้อยเผ่าพันธุ์ น่าเหลือเชื่อจริงๆ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือกลิ่นอายของเขายังคงเหมือนเผามนุษย์ มีเพียงคุณสมบัติของกายเนื้อที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม
วิชาเทพลักสวรรค์ลักนภาเปลี่ยนตะวันโดยมิให้ลิขิตสวรรค์สอดส่องพบ
เจียงฉางเซิงใช้พลังอาคมของตนสะกดพลังแห่งเคราะห์กรรมเอาไว้ โชคดีที่เขาได้ตำหนักยมโลกมาครองแล้ว จึงเริ่มศึกษาพลังแห่งเคราะห์กรรมมาก่อนหน้านี้ มิเช่นนั้นยามนี้เขาคงสัมผัสการมีอยู่ของพลังแห่งเคราะห์กรรมไม่ได้
“หลังจากนี้ไม่ต้องฝึกต่อแล้ว มิเช่นนั้นเจ้าจะสูญเสียการควบคุมร่างกาย วิชาเทพลักสวรรค์ยอดเยี่ยมก็จริง แต่ข้อดีที่เหนือธรรมดาย่อมนำมาซึ่งผลเสียที่เหนือธรรมดาเช่นกัน เข้าใจหรือไม่”
เจียงฉางเซิงกำชับ เจียงเช่อพยักหน้ายิ้มจืดเจื่อน
หลังจากนั้นเจียงฉางเซิงก็ให้เขาหยิบวิชาเทพลักสวรรค์ออกมา เขาจึงให้พระสนมอวี้ไปหยิบทันที
วิชาเทพลักสวรรค์ถูกบันทึกอยู่บนกระดูกชิ้นหนึ่ง เจียงฉางเซิงรับแผ่นกระดูกมาแล้วสำรวจดูอย่างละเอียด ไม่นานเขาก็ค้นพบความผิดปกติ วิชาเทพลักสวรรค์ฉบับนี้เป็นเพียงฉบับที่ไม่สมบูรณ์เท่านั้น เขาบอกเรื่องที่ค้นพบกับเจียงเช่อ เจียงเช่อฟังจบก็นึกหวาดกลัวทันใด ฝ่ายพระสนมอวี้ก็ละอายใจนัก
เจียงฉางเซิงทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่งก่อนจากไป
“หากวิชานี้เป็นสิ่งที่เผ่าภูตมอบให้ เช่นนั้นพวกเจ้าคงต้องพิเคราะห์เจตนาของเผ่าภูตดูสักหน่อยแล้ว ลองสืบดูซิว่าเผ่าภูตมีผู้ใดฝึกวิชานี้หรือไม่”
พระสนมอวี้ยืนตะลึงอยู่กับที่ ส่วนเจียงเช่อขมวดคิ้วจนเป็นปม
พระสนมอวี้เห็นสายตาของเจียงเช่อก็กัดฟันเอ่ยว่า “ข้าไม่แน่ใจว่าในเผ่าภูตมีผู้ใดกำลังฝึกวิชานี้อยู่หรือไม่ ข้าจะให้คนกลับไปสืบ…”
นางยกมือจับท้องน้อยของตนเองตามสัญชาตญาณ ความหวาดกลัวฟุ้งกระจายกลับมาในดวงตาใหม่ แต่เดิมเจียงเช่อคิดจะตั้งคำถาม แต่เมื่อเห็นท่าทางของนาง จู่ๆ เขาก็เงียบไป
จากนั้นเขาก็หวนนึกถึงคำพูดสมัยที่เจียงซิงยังมีชีวิตอยู่ หรือว่าเผ่าภูตจะมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่จริงๆ
แม้เผ่าภูตจะเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญา แต่พลังของพวกเขาอ่อนแอจนสู้ต้าจิ่งไม่ได้เสียด้วยซ้ำ เจียงฉางเซิงพยากรณ์ดูแล้ว เผ่าภูตเชิญตัวตนขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินให้มาลงมือไม่ได้ด้วยซ้ำไป เผ่าพันธุ์เช่นนี้เขาย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา
หลิงเฟิงที่พระสนมอวี้กับพวกหลินเฮ่าเทียนรู้จักนับว่าเป็นพวกใสซื่อ แต่ในเมื่อเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญา ในเผ่านั้นย่อมมีคนจิตใจทะเยอทะยานอยู่แล้ว ในหนึ่งเผ่าพันธุ์ย่อมมีทั้งคนดีและคนเลว
เจียงฉางเซิงคร้านจะสอดมือเข้าไปยุ่งด้วยตนเอง พอกลับถึงเรือนเขาก็เริ่มนั่งสมาธิฝึกวิชา
ครึ่งปีให้หลัง เจียงเช่อก็มาหา
“คนในเผ่าของพระสนมอวี้แจ้งว่า ในเผ่าภูตเกิดการเปลี่ยนแปลง มีบางคนคิดจะเล่นงานเผ่ามนุษย์จริงๆ วิชาเทพลักสวรรค์นั้นเป็นสิ่งที่เชื้อพระวงศ์องค์หนึ่งของเผ่าภูตได้มา…”
เจียงเช่อยิ้มขื่น ตนเองประมาทแล้วจริงๆ เหตุไฉนจึงไว้ใจเผ่าพันธุ์หนึ่งง่ายดายเช่นนั้น
เชื้อพระวงศ์หรือ น่าสนใจ แม้เผ่าภูตจะอ่อนแอแต่ระบบการปกครองพัฒนาได้สมบูรณ์ทีเดียว แม่นกกระจอกจะตัวเล็กแต่อวัยวะทั้งห้าก็มีครบสินะ
เจียงฉางเซิงเอ่ยขึ้นมาว่า “แม่นางจี เจ้าลองเดินทางไปเยือนสักหนสิ จะได้ฝึกวิชาด้วย”
ผู้แข็งแกร่งที่สุดของเผ่าภูตไม่ได้แข็งแกร่งกว่าจีอู่จวินสักเท่าใด จีอู่จวินได้ยินดังนั้นก็กลับเข้าไปสวมเกราะในห้องทันที
เจียงเช่อลังเลครู่หนึ่งก็ยอมพูดเรื่องที่พระสนมอวี้กำลังตั้งครรภ์ออกมา
“ไม่ว่าอย่างไรพระสนมอวี้ก็รักข้าอย่างลึกซึ้งจริงๆ ข้าไม่ต้องการขับไล่นาง อีกทั้งนางยังอุ้มท้องลูกของข้าอยู่ ข้าอยากให้นางคลอดเด็กออกมา เพียงแต่ว่าเด็กคนนี้สืบทอดสายเลือดในตอนนี้ของข้า เกรงว่าคงจะไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา ท่านเห็นว่า…”
เจียงเช่อเอ่ยอย่างลำบากใจ
เวลาผ่านไปครึ่งปีแล้ว ชีวิตของเด็กน้อยในท้องของพระสนมอวี้แข็งแกร่งขึ้นทุกวันจนแม้แต่เขายังตกใจ
เจียงฉางเซิงหลับตาลงแล้วตอบว่า “อืม หลังจากนี้ก็พาเขามาที่นี่เถอะ ข้าจะช่วยเจ้าเลี้ยงดูเขาเอง”
เขาจับสัมผัสกลิ่นอายของเด็กคนนั้นได้ตั้งนานแล้ว ไม่ธรรมดาจริงๆ เพิ่งจะอยู่ในครรภ์เจ็ดเดือน พลังชีวิตก็แข็งแกร่งกว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วไปที่โตเป็นผู้ใหญ่แล้วเสียอีก
ก่อนหน้านี้เขาลองพยากรณ์หาว่าผู้มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดในต้าจิ่งอยู่ที่ใด ปรากฏว่าคนผู้นั้นอยู่ในครรภ์ของพระสนมอวี้
เจียงเช่อผสานสายเลือดของสัตว์อสูรเกือบร้อยชนิดเข้ากับตนเอง แม้ตัวเขาจะถูกผลร้ายสะท้อนกลับเพราะพลังแห่งเคราะห์กรรม แต่ไม่แน่ว่าลูกของเขาจะเป็นเช่นนั้น หากลูกของเขาสืบทอดสายเลือดนี้มาได้อย่างสมบูรณ์ เด็กคนนี้ย่อมเป็นคนที่คุ้มค่าให้ตั้งตาคอยอย่างแท้จริง
เจียงเช่อได้ยินก็ดีใจนัก เขารีบคารวะขอบคุณเจียงฉางเซิง
จีอู่จวินสวมเกราะทองเรียบร้อยแล้ว นางถือทวนเงินวิญญาณมังกรตามเจียงเช่อลงไปจากเขา นางต้องสอบถามรายละเอียดของสถานการณ์กับเจียงเช่อเสียก่อนไปพลางถามอย่างสงสัยใคร่รู้
“นายท่าน เหตุใดท่านจึงตกปากรับคำช่วยเขาเลี้ยงลูก หรือว่าท่านคิดถึงหลานๆ เสียแล้ว”
เจียงฉางเซิงมองมันแล้วเอ่ยว่า “ข้าย่อมไม่ว่าง หลังจากนี้เจ้าช่วยข้าดูแลเขาแล้วกัน”
ปีเหยียนหยวนที่สาม กลางเดือนเจ็ด
จีอู่จวินกลับมาแล้ว นางสังหารองค์ชายเผ่าภูตตนนั้น พร้อมกับช่วยให้พี่ใหญ่ของพระสนมอวี้แย่งชิงอำนาจมาสำเร็จ
ภายในเผ่าภูตมีตัวตนขั้นถ้ำสวรรค์เก้าอยู่ แต่พลังของเผ่าภูตเวลาใช้ต่อสู้กลับอ่อนแอเหลือเกิน เขาถูกจีอู่จวินข้ามระดับขั้นสังหาร
แน่นอนว่ากระบวนการระหว่างนั้นไม่ง่าย แต่จีอู่จวินไม่ผิดต่อภารกิจ นางประหารโจรกบฏได้สำเร็จ หลังนางกลับมาไป๋ฉีก็เข้าไปวอแวถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับนาง เจียงฉางเซิงก็ฟังด้วย
นางทำสำเร็จเพราะได้รับความช่วยเหลือจากบิดาของพระสนมอวี้ เชื้อพระวงศ์ตนนั้นมีใจทะเยอทะยานคิดกบฏมาตั้งแต่แรกแล้ว
หลังเรื่องนี้จบลง ฮ่องเต้ของเผ่าภูตหรือก็คือบิดาของพระสนมอวี้ ยินดีผูกมิตรกับเผ่ามนุษย์ สมบัติล้ำค่าจำนวนมากที่กำลังถูกส่งมาอยู่ระหว่างทาง
“เผ่าภูตอาศัยลึกอยู่ในภูเขา เป็นดินแดนอันสงบสุขตัดขาดกับโลกภายนอก พวกเขาคล้ายกับเผ่ามนุษย์ยิ่งนัก มีราชวงศ์ มีขุนนาง แล้วก็มีประชาชนชั้นล่าง แต่พวกเขาไม่ได้กลายเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตา พระสนมอวี้เดินทางมายังเผ่ามนุษย์ก็เพราะอยากศึกษาเผ่ามนุษย์…”
แม้เจียงฉางเซิงกำลังฟังอยู่ แต่สายตากลับมองไปทางตำหนักบรรพบุรุษ ลูกของพระสนมอวี้ยังไม่คลอด ทั้งที่กำหนดสิบเดือนผ่านไปนานแล้ว
เรื่องนี้ถูกเจียงเช่อออกคำสั่งห้ามไม่ให้แพร่ออกไป เขากำลังกังวลว่าตนเองจะให้กำเนิดปีศาจออกมา
เจียงฉางเซิงเริ่มสงสัยใคร่รู้ว่าเด็กคนนี้จะเติบโตอยู่ในครรภ์นานเท่าใดกว่าจะถือกำเนิด
คงไม่ใช่ อย่างนาจา [1] ที่อยู่ในท้องแม่ตั้งสามปีหรอกกระมัง
พลังชีวิตในครรภ์แข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ แต่กลับทำให้พระสนมอวี้อ่อนแอลงทุกที เจียงฉางเซิงมอบโอสถไปให้ไม่น้อย นางจึงฝืนอดทนผ่านมาได้ เจียงเช่อเคยคิดจะละทิ้งเด็กคนนี้แต่ถูกพระสนมอวี้ปฏิเสธ
พระสนมอวี้บอกว่านางปรารถนาลูกคนนี้มานานแล้ว ไม่อยากทิ้งเขาไป ยิ่งไปกว่านั้นนางรู้สึกว่าลูกคนนี้จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของการสานไมตรีหมื่นปีให้แก่เผ่าภูตและเผ่ามนุษย์
เจียงเช่อได้ยินก็ทำได้แต่ปล่อยให้นางแบกรับเรื่องนี้ต่อไป
เพียงพริบตาเดียว เวลาสองปีก็ผ่านไป
ปีเหยียนหยวนที่ห้า เดือนห้า ลูกของพระสนมอวี้ยันไม่คลอด
ยามนี้นางทำได้เพียงนอนอยู่บนเตียง ขยับตัวยากอย่างยิ่ง ท้องของนางใหญ่กว่าสตรีตั้งครรภ์ปกติหลายเท่า แม้แต่นางกำนัลที่คอยปรนนิบัติก็หวาดกลัว
แม้แต่เจียงเช่อก็เริ่มกลัวเด็กคนนี้แล้วเช่นกัน ทว่าพระสนมอวี้ยืนกรานจะคลอดเขาออกมาให้ได้ ทั้งสองทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้ไปหนหนึ่ง นี่คือครั้งแรกที่พระสนมอวี้ทะเลาะกับเจียงเช่อ ในที่สุดเจียงเช่อก็ใจอ่อน
วันนี้เจียงฉางเซิงตรวจดูแต้มเซ่นไหว้
[แต้มเซ่นไหว้ปัจจุบัน: 7,268,098,882 แต้ม]
ห่างจากหนก่อนที่เลื่อนขั้นเพิ่งจะสี่สิบเก้าปีเท่านั้น แต่เขาสะสมแต้มเซ่นไหว้มาได้เจ็ดพันสองร้อยล้านแต้มแล้ว!
สองปีนี้แต้มเซ่นไหว้ของเขาเพิ่มพูนเร็วขึ้นอีกครั้ง
นั่นเพราะว่าเทวทูตแต้มเซ่นไหว้ทั้งหกเริ่มสำแดงเดชแล้ว
เทวทูตแต้มเซ่นไหว้คนที่หนึ่ง หลีอี๋ กลายเป็นเทพอัสนีแห่งราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนอย่างสมบูรณ์ เขาสร้างความดีความชอบครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนฝากความหวังมากมายเอาไว้กับเขา
เจียงฉางเซิงไม่สรรหาเทวทูตแต้มเซ่นไหว้ต่อแล้ว เขาอยากรอให้แต้มเซ่นไหว้ทะลุหมื่นล้านก่อนค่อยว่ากัน หากทะลุหมื่นล้านบางทีอาจเปิดฟังก์ชันใหม่ได้ อย่างน้อยดวงชะตาเทพเซียนที่เลือกได้ก็น่าจะระดับสูงขึ้น
“ยังไม่มากพอ เลื่อนขั้นหนก่อนใช้แต้มเซ่นไหว้ไปสี่พันล้านแต้ม เลื่อนขั้นหนหน้าอย่างน้อยก็ต้องสักสองหมื่นล้านหรืออาจมากกว่านั้น”
เจียงฉางเซิงคิดอยู่เงียบๆ แล้วตั้งเป้าหมายเอาไว้ที่ห้าหมื่นล้าน!
เขาจะต้องรีบทำให้แต้มเซ่นไหว้บรรลุห้าหมื่นล้านก่อนการเลื่อนขั้น หลังจากแต้มเซ่นไหว้แตะถึงหมื่นล้าน เขาจะเลือกผู้ศรัทธาอีกสิบคนมาเป็นเทวทูตแต้มเซ่นไหว้ของตนเอง ยิ่งลงทุนมากผลตอบแทนก็ยิ่งสูง ตราบจนตอนนี้ยังไม่เคยมีกรณีที่ขาดทุนเพราะเทวทูตแต้มเซ่นไหว้จบชีวิตมาก่อน
อีกด้านหนึ่ง พวกเจียงเจี่ยนสี่คนยังอยู่ในดินแดนแห่งความเงียบสงัดแห่งนั้น พวกเขาอาศัยดอกไม้ใบหญ้าและผลไม้ในดินแดนแห่งนั้นทำให้เพิ่มลมปราณได้อย่างรวดเร็ว
แม้แต่เจียงฉางเซิงก็เริ่มสงสัยแล้วว่าพญายักษ์ดึกดำบรรพ์ตนนั้นตั้งใจขุนพวกเขาอยู่ รอให้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นแล้วค่อยกิน แต่ไม่ว่าอย่างไรเจียงฉางเซิงก็เตรียมพร้อมใช้ร่างของเจียงเจี่ยนต่อสู้กับพญายักษ์ดึกดำบรรพ์เสมอ
เวลาเคลื่อนผ่านไปทีละน้อย ปีเหยียนหยวนที่หก โอรสสวรรค์อดกลั้นไม่ไหว เขาเริ่มแผนการย้ายเมืองหลวงอีกครั้ง เจียงเช่อพะวงอยู่กับลูกในท้องของพระสนมอวี้จึงไม่มีใจไปขัดขวางโอรสสวรรค์ เขาเฝ้าอยู่ในตำหนักบรรพบุรุษทั้งวัน
ในที่สุดเรื่องที่พระสนมอวี้ตั้งครรภ์มาสี่ปีแต่ยังไม่คลอดก็รั่วออกไปจนได้ เจียงเช่อไม่แน่ใจว่าบ่าวคนใดเป็นคนปูดเรื่องออกไป เขาไม่มีเวลาสนใจอะไรมากขนาดนั้น
เมืองหลวงเกิดคลื่นลมขึ้นทันที ข่าวเรื่องพระสนมอวี้ตั้งครรภ์ปีศาจกระจายออกไปกว้างขึ้นเรื่อยๆ
ไม่รู้ว่าผู้ใดเอ่ยถึงฮ่องเต้พระองค์ก่อนขึ้นมา บอกว่าจิ่งเจาตี้เคยตรัสไว้ว่า พระสนมอวี้จะนำหายนะมาสู่ต้าจิ่ง ชั่วขณะนั้นจิตใจของผู้คนในเมืองหลวงต่างหวาดหวั่น
ข่าวลอยไปถึงพระกรรณของโอรสสวรรค์ เจียงหลิวตกตะลึงแต่ยังไม่กล้าบุกไปตำหนักบรรพบุรุษ เขาขมวดคิ้วถามว่า “ตั้งครรภ์มาสี่ปีแล้วแต่ยังไม่คลอดจริงหรือ”
องครักษ์ชุดขาวตอบเสียงจริงจัง “ถูกต้องแล้วพะยะค่ะ ไม่ใช่เรื่องลวงอย่างแน่นอน”
เจียงหลิวตวาดต่ำ “เสด็จพ่อตรัสไว้ถูกต้องจริงๆ ปีศาจ! เสด็จปู่หลงมัวเมากับปีศาจไปแล้วจริงๆ ไม่ได้ เราต้องรีบออกไปจากเมืองหลวง!”
[1] นาจา: เทพองค์หนึ่งตามความเชื่อของจีน มีรูปลักษณ์เป็นเด็กผู้ชายที่เหยียบกงล้อไฟเหาะเหินบนอากาศ พร้อมกับมีห่วงทองและทวนเป็นอาวุธ เล่ากันว่าสมัยที่เพิ่งถือกำเนิดบนโลกมนุษย์ เขาอยู่ในครรภ์มารดานานถึงสามปีกับอีกหกเดือน