เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 285 ฟ้าดินมิทันเบิก ข้าอยู่มาก่อน เบิกปัญญาสรรพชีวิต บรรลุเซียน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 285 ฟ้าดินมิทันเบิก ข้าอยู่มาก่อน เบิกปัญญาสรรพชีวิต บรรลุเซียน
นายท่านไป๋ ให้เหล่าผู้ติดตามของตนพำนักอยู่ในเมืองจิงเฉิง ส่วนตนเองก็ขึ้นเขาทุกสามวันห้าวันเพื่อสั่งสอนเจียงเทียนมิ่ง
นอกจากฝึกยุทธ์แล้ว ในที่สุดเจียงเทียนมิ่งก็ได้เรียนวิชาภาษาและวรรณกรรมมากขึ้น ไม่เพียงฝึกวิชาโชคชะตาเท่านั้น ยังได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของเผ่ามนุษย์และประวัติศาสตร์อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ไปพร้อมกัน
มีเจียงฉางเซิงอยู่ข้างกาย นายท่านไป๋จึงไม่กล้าสรรเสริญอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์จนเกินงาม
ภายใต้คำชี้แนะของเหล่าอาจารย์ เจียงเทียนมิ่งก็ค่อยๆ เติบโตขึ้นอย่างมั่นคง พริบตาเดียวห้าปีก็ล่วงผ่านไป
ปีเหยียนหยวนที่ยี่สิบห้า!
ตลอดห้าปีที่ผ่านมาเกิดเรื่องใหญ่มากมายในต้าจิ่ง โอรสสวรรค์เจียงหลิวคล้ายว่าตื่นรู้สายเลือดของฮ่องเต้จิ่งไท่จงกับฮ่องเต้จิ่งเทียนจงขึ้น จึงเริ่มจัดระเบียบราชสำนักใหม่ ลงมือกวาดล้างตระกูลขุนนางใหญ่และราชวงศ์สายรองอย่างหนักหน่วง ส่งผลให้ขุนนางบู๊บุ๋นถูกปลดจากตำแหน่ง กระทั่งมีการถูกประหารยกตระกูลอยู่หลายครั้ง
แน่นอนว่าเจียงหลิวเองก็ถูกลอบสังหารหลายครั้งในเมืองซุ่นเทียน เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป เพียงแต่ทั้งหมดเป็นเรื่องในราชสำนัก หาได้เกี่ยวพันกับสามัญชนไม่
ยุทธภพเองก็เรืองรองขึ้น อัจฉริยะถือกำเนิดมากมาย ผู้แข็งแกร่งต่อสู้กันอย่างห้ำหั่น พิพากษาแค้นกันอย่างหาญกล้า ใต้หล้าของต้าจิ่งจึงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนประชาชนและผู้ฝึกยุทธ์มากมายเริ่มรู้สึกว่าต้าจิ่งก็คือสวรรค์
ห้าปีผ่านไป เจียงเทียนมิ่งก็เติบโตขึ้นเล็กน้อย ดูท่าทางเหมือนเด็กสองขวบกว่า แม้ร่างกายจะโตช้ากว่าปกติ แต่อย่างน้อยก็กำลังเติบโตอยู่ จึงทำให้เจียงฉางเซิงรู้สึกวางใจอยู่บ้าง
เจียงเทียนมิ่งในยามนี้อายุสิบสามแล้ว สติปัญญาเติบโตขึ้นไม่น้อย ไม่ใช่เด็กดื้อเหมือนสมัยเด็กอีกต่อไป ต้องยอมรับว่าการสั่งสอนของนายท่านไป๋นั้นได้ผลดีทีเดียว เจียงเทียนมิ่งมิได้วุ่นวายเช่นเมื่อก่อน ทุกครั้งที่ฟังเรื่องราวของเผ่ามนุษย์หรืออาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็จะใช้ความคิดใคร่ครวญ แม้ท่าทีของเด็กสองขวบเวลาขบคิดจะดูตลกอยู่บ้างก็ตาม
[ตรวจสอบพบว่าแต้มเซ่นไหว้ของเจ้าทะลุหนึ่งหมื่นล้านเป็นครั้งแรก เปิดฟังก์ชันเซ่นไหว้นามว่า “ฟ้าดินเซ่นไหว้”]
[ฟ้าดินเซ่นไหว้จะเปิดแดนในฝันให้แก่ผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเจ้า เหล่าผู้ศรัทธาสามารถเข้าสู่ฟ้าดินเซ่นไหว้ได้ในยามหลับฝัน ฟ้าดินเซ่นไหว้มีเพียงหนึ่งเดียว ผู้ศรัทธาทุกคนล้วนเข้าไปได้ในห้วงความฝัน ผู้ศรัทธาจะไม่สามารถทำร้ายกันได้ ได้แต่สนทนาแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ฟ้าดินเซ่นไหว้จะเป็นไปตามจินตนาการของเจ้า กฎเกณฑ์ล้วนกำหนดโดยเจ้า]
ในที่สุดแต้มเซ่นไหว้ก็ทะลุหนึ่งหมื่นล้านแล้ว!
อัตราการเพิ่มพูนตลอดหลายปีนี้เริ่มเข้าสู่ภาวะทรงตัว ไม่พุ่งขึ้นรวดเร็วเหมือนแต่ก่อน เจียงฉางเซิงสงสัยว่าเป็นเพราะภัยจากเผ่าปีศาจลดลง ทำให้ผู้คนไม่ค่อยเซ่นไหว้เขาอีก เขาเองก็ไม่ได้ไม่พอใจ กลับรู้สึกพึงใจเสียด้วยซ้ำ เพิ่งผ่านมาหกสิบเก้าปีนับจากบรรลุขั้นคราก่อน เขาก็สะสมแต้มเซ่นไหว้ได้หนึ่งหมื่นล้าน ความเร็วเช่นนี้นับว่ารวดเร็วยิ่งแล้ว
เมื่อมีฟ้าดินเซ่นไหว้แล้ว เชื่อว่าแต้มเซ่นไหว้ของเขาจะพุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่เคยมีมาก่อน ฟังก์ชันนี้สามารถเชื่อมโยงเหล่าผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเขาเข้าด้วยกัน เพียงแต่เจียงฉางเซิงยังอดกังวลเรื่องการเปิดเผยฐานะของวิหคทมิฬและผานกูไม่ได้ แต่เมื่อลองใคร่ครวญกลับคิดว่าดีแล้ว
เขาต้องการปลูกฝังแนวคิดที่ว่าเทพเซียนไม่จำกัดเผ่าพันธุ์ ขอเพียงศรัทธาในเขา ไม่ว่าเป็นเผ่าพันธุ์ใดก็สามารถบรรลุเป็นเทพเซียนได้ ทั้งวิหคทมิฬและผานกูล้วนเป็นเทพเซียนใต้บัญชาของเขา ส่วนเขาคือเจ้าแห่งเซียนทั้งปวงที่อยู่เหนือกว่านั้น เป็นบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง
การสร้างแนวทางเทพเซียนในโลกวิถียุทธ์เช่นนี้นับว่าน่าตื่นเต้นนัก เพื่อปูทางในภายหน้า หากเจียงฉางเซิงสามารถทำลายกฎเกณฑ์แห่งโลกวิถียุทธ์ได้ ก็อาจนำพาผู้คนรอบกายและผู้ศรัทธาทั้งหลายบรรลุกลายเป็นเทพเซียนที่แท้จริง ก่อตั้งวิถีเซียน
อย่างไรโลกวิถียุทธ์นี้ก็กว้างใหญ่ไพศาล และนอกพิภพอาจจะมีโลกอื่นอยู่อีก หากคิดจะเป็นอมตะชั่วนิจนิรันดร์ ก็ต้องแข็งแกร่งถึงขั้นไร้ผู้ต่อต้าน!
ให้เหล่าเทพเซียนใต้บัญชาคุ้มครองผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเขา ส่วนเขาก็สามารถฝึกตนได้อย่างสงบใจ นับเป็นผลดีทั้งสองฝ่ายได้ประโยชน์ร่วมกัน หากสำเร็จวิถีเซียนของเขาควรเรียกว่าอะไรดี แดนสวรรค์หรือลัทธิแห่งมหามรรคาหรือ?
เจียงฉางเซิงจมอยู่ในห้วงความคิดไร้จุดสิ้นสุด จากนั้นก็เริ่มจินตนาการถึงฟ้าดินเซ่นไหว้ว่าจะต้องไม่เหมือนโลกมนุษย์สามัญ ต้องมีความสง่างามอย่างเซียนให้ได้ อย่างน้อยที่สุดต้องทำให้เหล่าผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ปรารถนา
ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน เทพอัสนีหลีอี้ได้พักผ่อนอย่างหาโอกาสได้ยาก เขาเตรียมตัวจะนอนหลับสนิทสักครั้ง ผู้ฝึกยุทธ์ไม่เหมือนผู้บำเพ็ญเซียน การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็น
ไม่นานนักเขาก็เข้าสู่ห้วงนิทรา ห้วงความฝันนั้นเป็นท้องนภาแสงสีแดงเรื่อ งดงามเหนือบรรยาย เขาเงยหน้าขึ้นมองแล้วพลันชะงักไป เห็นเพียงเกาะลอยล่องอยู่เบื้องบนทีละเกาะ แต่ละเกาะเปล่งประกายเรืองรอง ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เกาะซ้อนเกาะขึ้นไปเรื่อยๆ จนสุดปลายฟ้า ที่ทิศสูงสุดคือมหานครหนึ่งสว่างไสวเจิดจ้า แสงแผ่ไกลทั่วฟ้าดิน ทว่ากลับไม่อาจกลบความงามของท้องนภาแสงสีแดงเรื่อนี้ได้
เขาก้มหน้าลง พบว่าตนยืนอยู่เหนือเมฆ หาใช่บนผืนดินไม่
“ที่นี่คือที่ใดกัน” หลีอี้ขมวดคิ้วเอ่ยกับตนเอง
ในยามนั้นเอง เสียงกระหึ่มก็ดังขึ้นก้องกังวานทั่วฟ้าดิน
“ฟ้าดินมิทันเบิก ข้าอยู่มาก่อน สามพันมหามรรคา ข้าผู้เดียวปกครอง สถิตทวารวิเศษ สวรรค์ชั้นเก้า เบิกปัญญาสรรพชีวิต บรรลุเซียน แดนนี้คือแดนที่ข้าเปิดไว้เพื่อผู้ศรัทธาในมหามรรคาแห่งข้า มรรคาสวรรค์ในห้วงฝัน สถานแห่งโชควาสนา ทุกสิบปีข้าจะบรรยายวิถียุทธ์มหามรรคาบนสวรรค์ชั้นเก้า หากผู้ใดมีศรัทธาต่อมหามรรคาของข้า อีกทั้งมีปัญญาเข้าใจ ก็จักได้รับดวงชะตาเทพเซียนไป หากผู้ใดเปิดเผยแดนแห่งนี้ต่อภายนอก จะถูกมหามรรคาขับไล่ชั่วนิจนิรันดร์ ไม่อาจหลุดพ้นจากสังสารวัฏตลอดกาล”
เสียงนั้นคือ… มรรคาจารย์!
หลีอี้ตื่นเต้นในบัดดล สัญชาตญาณของเขาทำให้เหินขึ้นสู่เบื้องบน ไม่นานนักเขาก็เห็นเงาของผู้คนจากทุกทิศต่างก็บินขึ้นไปยังมหานครเหนือเมฆ
เจียงฉางเซิงจ้องมองโลกแห่งความฝันนี้ด้วยจิตรับรู้ ของคนคาดว่ามีผู้ศรัทธาสองแสนกว่าคนเข้าสู่ห้วงความฝันในเวลาเดียวกัน เขาไม่ได้ชี้นำด้วยตนเองแต่ตั้งกฎเกณฑ์หนึ่งไว้ในโลกแห่งความฝันนี่ นั่นคือผู้ศรัทธาที่เข้าสู่ห้วงความฝันจะได้ยินคำกล่าวของเขาเมื่อครู่กันทุกคน การตั้งกฎเกณฑ์นั้นง่ายยิ่งนัก ขอแค่จินตนาการก็เพียงพอ เพราะโลกแห่งความฝันนี้เป็นสิ่งที่เขาจินตนาการขึ้นทั้งสิ้น
ไม่นานนักบรรดาผู้ศรัทธาก็เริ่มพบเจอกัน แรกเริ่มต่างก็ระวังตัวนัก แต่เมื่อรู้ว่าต่างก็เป็นผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์เช่นกัน ก็เริ่มสนิทสนมอย่างรวดเร็ว ยิ่งพูดยิ่งกระตือรือร้น ยิ่งพูดก็ยิ่งเคารพบูชามรรคาจารย์มากขึ้น
อยู่ที่นี่พวกเขามองระดับพลังยุทธ์ของกันและกันไม่ออก อีกทั้งไม่ต้องหวั่นเกรงอันตรายใดๆ สามารถข้ามลำดับฐานะและอำนาจสนทนาแลกเปลี่ยนได้อย่างอิสระเสรี นี่นับเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้สัมผัสกับโลกแห่งความฝันเช่นนี้ รู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก ตื่นเต้นยิ่งนัก!
ในความเข้าใจของเจียงฉางเซิงแล้ว ความรู้สึกนี้ก็เหมือนมนุษย์โลกท่องไปในโลกออนไลน์
เจียงฉางเซิงเพียงมองอยู่ครู่หนึ่งก็ดึงดวงจิตกลับมา ไม่ไปใส่ใจอีก ปล่อยให้เหล่าผู้ศรัทธาทั้งหลายได้แสดงออกกันอย่างอิสระ
เขาลืมตาขึ้นเห็นไป๋อีโน้มตัวเข้ามาด้วยความตื่นเต้น พลางเอ่ยว่า “นายท่าน ที่ข้าฝันเมื่อครู่เป็นเรื่องจริงหรือไม่”
เจียงฉางเซิงกล่าวเพียงว่า “จงจำวาจานั้นไว้”
ไป๋อีรู้สึกตื่นเต้นยิ่งนัก รีบพยักหน้ารับ คนอื่นต่างก็ใคร่รู้ ต่างก็พากันสอบถามไป๋อี ไป๋อีเอ่ยอย่างภาคภูมิ “ข้าบอกไม่ได้ หากพวกเจ้าฝันได้ก็ลองดูสิ”
มันรู้สึกตื้นตันในใจ เพียงเพราะวาจานั้นของเจียงฉางเซิงในโลกแห่งความฝัน
ฟ้าดินมิทันเบิก ข้าอยู่มาก่อน!
เบิกปัญญาสรรพชีวิต บรรลุเซียน!
นายท่านหาใช่เซียนทั่วไปไม่ หรือว่านามมรรคาจารย์หาใช่เพียงเสียงลือเสียงเล่าอ้างกัน ที่กอดอยู่นั้นไม่ใช่ต้นขาเทพเซียนธรรมดา แต่เป็นต้นขาของเทพเซียนที่หนาที่สุด!
มูหลิงลัว จีอูจวิน เยี่ยสวินตี๋ เทพกระบี่ ไท่วา ล้วนสบตากัน ก่อนจะฝืนใจเข้าสู่ห้วงนิทรา ครึ่งชั่วยามให้หลัง ภายในลานเรือนก็คึกคักขึ้นมา
วันนี้นายท่านไป๋ไม่ได้มา ทุกคนล้วนเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ ดังนั้นย่อมไม่มีผู้ใดรั่วไหลเรื่องราว ทุกคนต่างพูดคุยกันด้วยความตื่นเต้น แม้แต่เจียงเทียนมิ่งก็เข้าร่วมด้วย
ใช่แล้ว เจียงเทียนมิ่งก็กลายเป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิงเช่นกัน เขาอธิษฐานเพียงอยากได้ของกินอร่อยๆ ก่อนหน้านี้ทุกครั้งที่ฝันเขาก็จะอธิษฐานต่อท่านปู่ทวดให้เอาของอร่อยมาฝาก เพราะตั้งแต่เล็กก็รู้ว่าท่านปู่ทวดมรรคาจารย์ก็คือเทพเซียน เขารู้สึกว่าท่านปู่ทวดสามารถทำได้ทุกสิ่ง
เจียงฉางเซิงหลับตาฝึกวิชา ไม่มีใครกล้าเข้าไปถามไถ่ แต่เขากลับแอบสังเกตอยู่ การวาดฝันอย่างยิ่งใหญ่ช่วยเพิ่มแต้มเซ่นไหว้ได้จริงๆ เขาไม่เกรงกลัวว่าจะถูกเปิดโปง เพราะเขาสามารถแสดงวิชาดังเทพเซียนให้เห็นได้จริง ทำให้เหล่าผู้ศรัทธาไม่อาจเข้าใจได้แต่ต้องยกย่องบูชาเท่านั้น
จีอูจวินกล่าวทอดถอนใจว่า “ในที่สุดข้าก็ได้เข้าใจว่าเหตุใดมรรคาจารย์จึงไม่สนใจตำแหน่งโอรสสวรรค์”
คนอื่นต่างพยักหน้า ที่แท้มรรคาจารย์หาใช่เพียงเทพเซียน แต่ยังเป็นผู้ที่สามารถชี้นำให้ผู้อื่นบรรลุเป็นเทพเซียนได้อีกด้วย!
เห็นพวกเขายิ่งพูดยิ่งตื่นเต้น เจียงฉางเซิงกลัวพวกเขาจะเหลิง จึงกล่าวว่า “บัดนี้ข้ายังเป็นเพียงมนุษย์ปถุชน วิญญาณลงมาจุติเพื่อเรียนรู้โลกหล้า ด้วยพลังของร่างนี้ในโลกมนุษย์ก็ยังมิอาจกล่าวว่าไร้เทียมทาน ร่างนี้ของข้ายยังต้องฝึกฝนมิอาจหยุดยั้ง พวกเจ้าก็เช่นกัน ต้องพยายามฝึกฝนจนบรรลุจุดสูงสุดของวิถียุทธ์ จึงจะมีหวังแย่งชิงวิถีเทพเซียนได้”
คำกล่าวนี้ทำให้ทุกคนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
เยี่ยสวินตี๋ยิ้มแล้วเอ่ยว่า “มรรคาจารย์ ท่านวางใจเถิด การได้พบท่านคือโชควาสนาสูงสุดของพวกเราแล้ว เราไหนเลยจะกล้าพึ่งพาท่านทุกสิ่ง ท่านฝึกฝนอย่างสงบใจไปเถิด เราไม่มีวันทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน”
คนอื่นก็พากันรับปาก เกรงว่าเจียงฉางเซิงจะดูแคลนพวกเขา
ไป๋อีแอบไม่เชื่อ นายท่านเสแสร้งอีกแล้ว เขาย่อมไร้เทียมทานในใต้หล้าเป็นแน่ เพียงแต่ไม่อยากให้พวกเราไปรบกวน! แม้ไป๋อีจะไม่เชื่อ แต่ปากยังคงรับคำอย่างบ้าคลั่ง ในเมื่อมันคิดจะติดตามเจียงฉางเซิงตลอดก็ไม่มีวันเจอกับเรื่องอันตราย
“บรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง… ข้ายิ่งโลภเข้าไปใหญ่… นายท่านเมื่อไรท่านจะโปรดเมตตาบ่าวบ้าง…” สายตาไป๋อีที่มองเจียงฉางเซิงนั้นหวานเยิ้มจนแทบจะดึงออกมาเป็นเส้นได้ เจียงฉางเซิงอยากตีมันนัก เพราะเขาได้ยินความคิดต่ำช้าในใจของมัน เจ้าหมาบ้านี่ช่างต่ำทรามนัก… ช่างเถอะ! แกล้งทำเป็นไม่รู้ก็แล้วกัน!
เจียงเทียนมิ่งร้องว่า “ข้าก็อยากเป็นเทพเซียน ข้าอยากเป็นจอมยุทธ์ที่บรรลุเซียน!”
เจียงฉางเซิงกล่าวยิ้มๆ “เช่นนั้นเจ้าก็อย่าได้เกียจคร้านเป็นอันขาด”
ทุกคนพลันหัวเราะออกมา ต่างคาดหวังต่ออนาคตของเจียงเทียนมิ่งอย่างเต็มเปี่ยม
จีอูจวินยิ้มพลางถามว่า “เทียนมิ่ง เจ้าคิดอยากเป็นโอรสสวรรค์หรือไม่ นำพาต้าจิ่งให้กลายเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนเงียบกริบ ต่างเหลือบตามองเจียงฉางเซิง พอเห็นเขาไม่ตอบโต้อะไร จึงหันไปมองเจียงเทียนมิ่งอีกครั้ง
จีอูจวินใจเต้นรัว นางกำลังลองหยั่งเชิงท่าทีของเจียงฉางเซิง โอรสสวรรค์แห่งต้าจิ่งนับวันยิ่งสู้รัชสมัยก่อนๆ ไม่ได้ หากปล่อยไว้เช่นนี้นางไม่เห็นความหวังเลยจริงๆ แต่หากเจียงเทียนมิ่งได้ขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ เช่นนั้นก็ย่อมแตกต่างออกไป
“โอรสสวรรค์หรือ เป็นไปไม่ได้! ข้าไม่อยากชีวิตสั้น เป็นโอรสสวรรค์มีอะไรดีบ้าง งานยุ่งแทบขาดใจ ท่านอาจารย์ไป๋ก็เคยบอกมิใช่หรือว่าฝ่าบาทแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ต่างไร้อิสระ ข้าจะไม่เป็นโอรสสวรรค์เด็ดขาด ตราบใดที่ข้าแข็งแกร่งพอ ข้าก็สามารถเสพสุขได้ดังโอรสสวรรค์ ไยต้องเป็นโอรสสวรรค์ด้วยเล่า”
เจียงเทียนมิ่งพูดเสียงใส แม้ดูเยาว์วัยแต่แท้จริงเขาอายุสิบสามแล้ว มีความคิดของตนชัดเจนมานานแล้ว
คำพูดนี้ทำให้จีอูจวินผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ยังรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆ เพราะนางเป็นอาจารย์ของเจียงเทียนมิ่ง ย่อมหวังให้เขามีชีวิตยืนยาว แต่ที่นางผิดหวังคือ หากเผ่ามนุษย์ไร้อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ จะมีวันฟื้นคืนรุ่งเรืองดังเดิมหรือไม่
คนอื่นต่างกล่าวยกย่องว่าเจียงเทียนมิ่งช่างมีความคิดที่ก้าวไกลนัก ส่วนใหญ่ผู้คลั่งไคล้ยุทธ์มักไม่สนใจอำนาจในราชสำนัก ถึงขั้นมีคำกล่าวในยุทธภพว่า มีเพียงผู้ไร้พรสวรรค์ในวิถียุทธ์เท่านั้นที่จะเข้ารับราชการในราชสำนัก
เจียงฉางเซิงไม่แสดงความเห็นใดๆ กับเจตนารมณ์ของเจียงเทียนมิ่ง เพียงมองเขาด้วยรอยยิ้มเท่านั้น