เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 286 มหันตภัยหมื่นเผ่า
ปีเหยียนหยวนที่ยี่สิบหก
หนึ่งปีหลังจากฟ้าดินในห้วงฝันเปิดใช้อย่างเป็นทางการ ยามเที่ยงตรงเจียงฉางเซิงตรวจสอบแต้มเซ่นไหว้ตลอดปีที่ผ่านมา
แต้มเพิ่มขึ้นถึงห้าร้อยล้าน ส่วนจำนวนผู้ศรัทธาของเขามิได้พุ่งพรวด แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์นี้ล้วนมาจากผู้ศรัทธาเก่าเท่านั้น ย่อมสะท้อนถึงประสิทธิผลของฟ้าดินในห้วงฝัน
บัดนี้สรรพชีวิตในฟ้าดินในห้วงฝันมีมากมายจนเหลือคณานับ กระทั่งเริ่มมีผู้ศรัทธาจำนวนมากจมปลักอยู่ในนั้น อย่างไรผู้คนที่มีศรัทธาล้วนมีสิ่งที่ตนแสวงหา หรือมิอาจฝ่าฟันในชีวิตจริงได้ มีสถานที่เช่นนี้ให้หลีกหนี พวกเขาย่อมหลงใหลเป็นธรรมดา
เจียงฉางเซิงตั้งนามให้แดนแห่งนี้ว่า มหาพิภพจิตจร นามนี้ได้ฝังรากลงในใจของเหล่าผู้ศรัทธาโดยทั่วกัน
เขายังได้ตั้งเกาศิลาขนาดมหึมาไว้กลางนครลอยฟ้า แต่ละแผ่นสลักวิชายุทธ์ที่แตกต่างกันไป นับเป็นการตอบแทนเหล่าผู้ศรัทธาอีกทางด้วย
เหนือจากนั้นผู้ศรัทธายังสามารถแลกเปลี่ยนวิถียุทธ์กันได้ด้วย มีศรัทธาร่วมกันจึงทำให้พวกเขาสนิทสนมกันง่ายยิ่งนัก
เจียงเจี่ยนและหลินเฮาเทียนก็เคยมาเยือนมหาพิภพจิตจรเช่นกัน ทว่าทั้งสองอยู่ลึกในไท่ฮวงจึงไม่กล้าจมปลักจนเกินควร
การปรากฏตัวของมหาพิภพจิตจรทำให้ลานเรือนไม่มีชีวิตชีวาเช่นแต่ก่อน หลังจากทุกคนฝึกวิชาเสร็จแล้วก็มักจะหมกมุ่นอยู่ภายในห้วงฝัน จนเจียงฉางเซิงรู้สึกจนใจอยู่บ้าง แต่ไม่ว่าจะประการใด มหาพิภพจิตจรช่วยเร่งอัตราเพิ่มของแต้มเซ่นไหว้ได้ ถือเป็นเรื่องดี
แต้มเซ่นไหว้นั้นเกี่ยวข้องโดยตรงกับการฝ่าด่านเคราะห์สวรรค์ของเขา ยิ่งมีมากก็ยิ่งดี เคราะห์สวรรค์แห่งการบำเพ็ญเซียนนั้นน่าสะพรึงกลัว ยิ่งโชคยังดีที่มีแต้มเซ่นไหว้ช่วยพยุงไว้
เรื่องนี้ทำให้เจียงฉางเซิงนึกถึงมุกตลกที่เคยเห็นในโลกออนไลน์ชาติก่อนว่า การบำเพ็ญเซียนเป็นการฝืนชะตาฟ้าลิขิต จะตายระหว่างทางก็เป็นเรื่องปกติ
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น เริ่มพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดในเขตแดนต่างๆ ไม่นานนักเขาก็มีสีหน้าเปลี่ยนไป
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่รับรู้ มีมูลค่าถึงหกพันล้านแล้ว ส่วนพื้นที่รอบๆ มหาอาณาจักรเทียนจิ่ง ก็มีผู้แข็งแกร่งที่มีมูลค่าเหนือกว่าสี่พันล้านเช่นกัน
ด้วยกาลเวลาที่ผ่านไป ระบบก็สามารถสำรวจไท่ฮวงได้กว้างขวางยิ่งขึ้น ไท่ฮวงกว้างใหญ่กว่ามหาสมุทรไร้ขอบเขตอย่างที่คิดไว้ เรื่องนี้ยังบ่งชี้ว่าเผ่ามนุษย์เริ่มเป็นที่จับตามองของเผ่าอื่นๆ ในไท่ฮวง วิกฤตนั้นคงจะมาถึงในไม่ช้า
เจียงฉางเซิงจึงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตเริ่มสอดส่องพื้นที่โดยรอบมหาอาณาจักรเทียนจิ่ง
สารทฤดูมาเยือน ป่าเขาแห่งไท่ฮวงอันเวิ้งวางก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นภาพเงียบเหงา
เจียงเยี่ยที่เติบใหญ่ขึ้นยังคงยืนย่อเขาท่าขี่ม้าอยู่ริมแม่น้ำหินสีม่วง
บนร่างเขาดูมีสีเข้มขึ้นแต่ขนาดมิได้เปลี่ยนไป ถึงเหงื่อจะไหลชุ่มทั่วร่างแต่เขาก็มิได้ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความมุ่งมั่นหนักแน่น
เบื้องหลังเขา ราชันมารเก้าขุมนรกนั่งดื่มอยู่ใต้ต้นไม้กับชายชราชุดคลุมเหลืองผู้หนึ่ง
ชายชราชุดคลุมเหลืองเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “เผ่ามนุษย์สมเป็นเผ่าในยุคก่อน แม้โดยคุณสมบัติจะแพ้เผ่าอื่น แต่พวกเขาเกิดมาก็มีรูปลักษณ์ที่หมื่นเผ่าพันธุ์ปรารถนา หากมีโชควาสนามากพอก็สามารถทดแทนพรสวรรค์ที่ขาดได้”
ราชันมารเก้าขุมนรกกล่าว “เผ่ามนุษย์อ่อนแอก็เพราะถือกำเนิดภายในสิบเดือน แม้กายเนื้ออาจด้อย ทว่าหากพูดถึงปัญญากลับเทียบได้กับเผ่าราชา นี่คือเหตุผลที่ในอดีตเผ่าราชาไล่สังหารเผ่ามนุษย์ แม้บัดนี้เผ่าราชาจะดับสูญไปแล้ว แต่เผ่ามนุษย์ก็กลับมาจากมหาสมุทร บางทีนี่อาจเป็นลิขิตสวรรค์ก็เป็นได้ บนโลกนี้หาได้มีเผ่าใดที่แข็งแกร่งตลอดกาล”
ชายชราชุดคลุมเหลืองถามด้วยความแปลกใจ “เจ้าคิดว่าเผ่ามนุษย์จะกลายเป็นเผ่าราชาได้หรือ”
ราชันมารเก้าขุมนรกตอบ “ใครจะรู้เล่า เมื่อเทียบกับผู้นั้นที่พยายามฟื้นคืนเผ่าราชา ข้าว่ารอเผ่าราชาใหม่ถือกำเนิดยังจะมีความหวังยิ่งกว่า”
“แม้จะกำเนิดเผ่าราชาใหม่ ก็ต้องใช้เวลาฟูมฟัก อีกนานกว่าจะต้านทานคงคาลี้ลับนอกพิภพได้”
“คงคาลี้ลับนอกพิภพนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ เจ้ากับข้ารู้แน่หรือ”
เผชิญกับคำถามของราชันมารเก้าขุมนรก ชายชราชุดคลุมเหลืองกลับนิ่งเงียบไป
ราชันมารเก้าขุมนรกเหลือบมองแผ่นหลังของเจียงเยี่ยแล้วกล่าวว่า “โชคชะตาของฟ้าดินกำลังแปรเปลี่ยน หมื่นเผ่ากำลังจะผงาด ข้าไม่ห่วงคงคาลี้ลับนอกพิภพอันเลื่อนลอย แต่ห่วงมหันตภัยที่กำลังใกล้เข้ามามากกว่า เหล่าเผ่าทรงพลังในยุคบรรพกาลเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว ไม่กี่วันมานี้ข้าพบร่องรอยของพวกมันอยู่ใกล้เผ่ามนุษย์ อีกไม่นานศึกแรกแห่งมหันตภัยหมื่นเผ่าคงจะเปิดฉาก หากเผ่ามนุษย์สามารถฝ่าฟันก็อาจเป็นเผ่าราชาได้ หากทำไม่ได้ พวกเราค่อยว่ากันใหม่”
ชายชราชุดคลุมเหลืองพยักหน้า “เจ้ามารกำลังจะออกจากการปิดด่านแล้ว ถึงตอนนั้นเผ่ามารทั้งสิบแปดสายคงรวมตัวเป็นหนึ่ง เวลาที่เจ้าจะอยู่ดูแลเจ้าหนูคนนี้ก็เหลืออีกไม่มากแล้ว”
“อืม” ราชันมารเก้าขุมนรกขานรับเบาๆ
เจียงเยี่ยที่กำลังย่อเขาท่าขี่ม้ารู้สึกงุนงง สัมผัสของเขาเฉียบคมยิ่งนัก ทว่ากลับมิอาจได้ยินเสียงสนทนาระหว่างอาจารย์กับคนผู้นั้น
‘ท่านอาจารย์เป็นเผ่าไหนกันแน่ บนตัวพวกเขาไม่มีกลิ่นอายของผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์เลย’ เจียงเยี่ยแอบสงสัยในใจ แม้จะมาจากเผ่าอื่นแต่เขากลับมิได้ระวังราชันมารเก้าขุมนรกแต่อย่างใด เพราะหากไร้ราชันมารเก้าขุมนรกเขาคงสิ้นชีพไปนานแล้ว และยังสิ้นชีพด้วยน้ำมือของพี่น้องตนเอง พูดไปก็ช่างน่าขันจริงๆ
ไม่นานนักชายชราชุดคลุมเหลืองก็จากไป ราชันมารเก้าขุมนรกเดินเข้ามาใกล้แล้วเอ่ยว่า “ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป อาจารย์จะถ่ายทอดเคล็ดวิชาให้เจ้า นำพาเจ้าก้าวสู่วิถียุทธ์ที่แท้จริง”
เจียงเยี่ยได้ยินดังนั้นพลันเปี่ยมยินดี คิดจะเอ่ยตอบทว่ากลับถูกราชันมารเก้าขุมนรกขัดขึ้นเสียก่อน
“เมื่อเจ้าเรียนรู้เคล็ดวิชาแล้ว อาจารย์ก็จะจากไป เจ้าจงกลับต้าจิ่งเถิด ต้องหาทางรวบรวมขุมกำลังตนเอง และอย่าได้เอ่ยถึงการมีอยู่ของอาจารย์ เข้าใจหรือไม่” ราชันมารเก้าขุมนรกกล่าวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
เจียงเยี่ยได้ยินดังนั้นพลันตื่นตระหนกถามขึ้นว่า “ท่านอาจารย์ ท่านจะไปที่ใดหรือ”
ราชันมารเก้าขุมนรกกล่าว “มหันตภัยไท่ฮวงกำลังจะมาเยือน เผ่าของอาจารย์ก็จะพลอยได้รับผลกระทบ จำไว้เจ้ามีลิขิตสวรรค์อยู่กับตัว หากอยากให้เผ่ามนุษย์ฝ่าฟันมหันตภัยไปได้ เจ้าก็ต้องเป็นผู้นำแห่งเผ่ามนุษย์ให้จงได้”
เจียงเยี่ยเงียบไป คำพูดเหล่านี้เขาเคยได้ยินมาหลายคราแล้ว เขาไม่ได้เคลือบแคลงเลยแม้แต่น้อย สำคัญตรงที่ทั้งเสด็จพ่อและพี่ใหญ่ของเขาล้วนไม่ใช่ผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะแก่การเป็นกษัตริย์
หากมหันตภัยหมื่นเผ่ามาถึง ต้าจิ่งจะต้านทานได้หรือ จะหวังพึ่งมรรคาจารย์อย่างนั้นหรือ แต่มรรคาจารย์ก็ไม่เคยปรากฏตัวมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว
เขารู้ดีว่าเสด็จพ่อตั้งใจหลีกเลี่ยงมรรคาจารย์ ในสถานการณ์เช่นนี้มรรคาจารย์ก็จะยิ่งห่างไกลจากสกุลเจียงเข้าไปทุกที อย่างไรลูกศิษย์ของมรรคาจารย์ ฮ่องเต้จิ่งไท่จงเจียงจื่ออวิ๋นนั้นก็ได้สิ้นชีพไปนานหลายปีแล้ว โอรสสวรรค์สกุลเจียงห่างมากี่รุ่นแล้ว จะธำรงความผูกพันฉันศิษย์อาจารย์ไว้ได้นั้นยากยิ่งนัก
ราชันมารเก้าขุมนรกเงยหน้ามองอาทิตย์ที่ใกล้ลับฟ้าเอ่ยว่า “เจียงเยี่ย สรรพสิ่งในใต้หล้าเปรียบเสมือนตะวันตกดินได้ก็ลอยขึ้นได้ เป็นกฎเกณฑ์ชั่วนิจนิรันดร์ และยังเป็นหลักแห่งความเสมอภาคของสรรพชีวิต ไม่ว่าจะประสบกับภัยใด ห้ามละทิ้งความหวังเด็ดขาด หากฝ่าฟันความยากลำบากไปได้ วันหนึ่งเจ้าจักลอยขึ้นสูง กลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุด เหล่าสรรพชีวิตต้องเงยหน้าขึ้นมอง”
เจียงเยี่ยเงยหน้ามองท้องฟ้าตาม คลื่นอารมณ์ซัดสาดในใจ ดวงตาเต็มไปด้วยประกายมุ่งมั่น เขาจะต้องกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่สุดให้จงได้!
ปีเหยียนหยวนที่ยี่สิบเจ็ด เพิ่งพ้นปีใหม่
เจียงหลิวนั่งอยู่ในห้องทรงพระอักษร พลิกอ่านฎีกากองโตที่กองพะเนินบนโต๊ะ สีหน้าเต็มไปด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ
“นั่นก็ต้องใช้เงิน นี่ก็ต้องใช้เงิน พวกกินแล้วนอนพวกนี้ ไฉนไม่รู้จักหาวิธีหาเงินเข้าท้องพระคลังกันเล่า หรือว่าเราเป็นบิดาของพวกเขากัน” เจียงหลิวกล่าวด้วยความเดือดดาล ผลักฎีกาบนโต๊ะกระจัดกระจาย
เฉินหลี่ ยืนอยู่หน้าโต๊ะ ก้าวถอยหลังเล็กน้อยไม่ชนกับฎีกาที่ถูกผลักออก เขากล่าวว่า “ฝ่าบาท ทั่วหล้านี้มีแปดส่วนที่อยู่ในมือของอ๋องผู้ครองรัฐ ยากจะกล่าวโทษขุนนางเบื้องล่าง เป่ยเจียงอ๋องอาจดูสงบเสงี่ยมในระยะนี้ แต่เหล่าอ๋องผู้ครองรัฐที่สุมไฟทะเยอทะยานเช่นเขามีอยู่ไม่น้อย”
ทันทีที่ได้ยินคำว่าอ๋องผู้ครองรัฐ เจียงหลิวก็ปวดศีรษะทันที เขาเองก็อยากสั่งสอนสกุลเจียง ทว่าบรรดาผู้อาวุโสในราชวงศ์กลับพากันมาประณามเขา ทำให้เขารู้สึกอัดอั้นใจยิ่งนัก
‘ฝ่าบาท หากทรงกดสกุลเจียงลง แน่นอนว่าจะเปิดทางให้ตระกูลอื่นเรืองอำนาจ หากปล่อยไว้เช่นนี้ย่อมเกิดสถานการณ์เกินควบคุม พวกเราทั้งหมดก็ล้วนเป็นคนของสกุลเจียง เช่นนั้นจะคิดกบฏหรืออย่างไร แต่ตระกูลอื่นมิแน่ว่าจะเป็นเช่นนั้น!’ คำพูดของเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งยังคงดังก้องอยู่ในหู เจียงหลิว ถ้อยคำเหล่านั้นช่างยุยงนัก เขาไมอาจโต้แย้งได้เลย
ใช่แล้ว หากเป็นคนในตระกูลเดียวกันทะเลาะกันยังพอผ่อนหนักเบาได้ แต่หากเป็นการขัดแย้งกับคนนอก หากพ่ายแพ้ทั้งสกุลเจียงก็ต้องรับเคราะห์ทั้งหมด แต่หากปล่อยให้เชื้อพระวงศ์กอบโกยทรัพย์สินต่อไป ย่อมทำให้ราษฎรไม่พอใจแน่
เจียงหลิวติดอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก สภาพเช่นนี้ยังอึดอัดกว่าตอนเผชิญหน้ากับเป่ยเจียงอ๋องเสียอีก อย่างน้อยเป่ยเจียงอ๋องก็ยังแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา แต่เหล่าเชื้อพระวงศ์กลับเสแสร้งทำเป็นห่วงใยด้วยความหวังดี จนเขาไม่มีข้ออ้างจะลงมือจัดการ และเขาเองก็สู้เหล่าเชื้อพระวงศ์ไม่ได้จริงๆ!
เฉินหลี่กล่าวช้าๆ ว่า “ตั้งแต่อดีตมา ราชวงศ์ล้วนมีชะตากรรมของตนเอง หากมัวแต่รักษาทุกสิ่งไว้ไม่เปลี่ยนแปลง มีแต่ต้องพินาศ ฝ่าบาทหากไม่ทำลายของเก่าเพื่อสร้างสิ่งใหม่ ก็ต้องหาวิธีสร้างศัตรูภายนอกที่แข็งแกร่งขึ้นมา ให้อ๋องผู้ครองรัฐออกไปรบ หากแพ้ก็ถือโอกาสปรามเสีย ไม่ว่าจะเป็นทางเลือกไหนก็ล้วนอันตรายทั้งสิ้น”
เจียงหลิวฟังแล้วเดือดดาล ด่ากลับไปว่า “วุ่นวายก็วุ่นวายไปเถิด! เราไม่เชื่อว่าทางตันแห่งต้าจิ่งจะต้องรอให้เราไปทำลาย เราไม่สนแล้ว อย่างไรร่างกายเราก็ย่ำแย่ลงทุกวัน เช่นนั้นขออยู่เสวยสุขเสียยังจะดีกว่า!”
เฉินหลี่มิได้ตกใจ เพียงเผยสีหน้าจนใจออกมา
เจียงหลิวถามว่า “องค์รัชทายาทไปฝึกยุทธ์ที่จวนเจียงหลัวอ๋องมีข่าวคราวหรือไม่”
เจียงหลัวคือฝาแฝดของจิ่งเหรินจง ถือว่ามีอำนาจเป็นอันดับต้นๆ ในหมู่อ๋องผู้ครองรัฐ แต่เขามีอุปนิสัยถ่อมตน ไม่ปรากฏตัวออกมานานหลายสิบปี มัวแต่หมกมุ่นในวิถียุทธ์
เฉินหลี่กล่าวว่า “องค์รัชทายาทเคยส่งจดหมายกลับมาครั้งหนึ่ง กล่าวว่าหานอ๋องเต็มใจถ่ายทอดวิชาเทพให้ แต่ในสิบปีนี้ไม่อาจกลับสู่เมืองซุ่นเทียนได้”
“เช่นนั้นก็ดีแล้ว ให้เขาเรียนรู้ให้เต็มที่ วันหน้าก็กลับมาเก็บกวาดแทนเราเถิด!” เจียงหลิวโบกแขนกล่าว แต่คำที่กล่าวออกมากลับเหลวไหลปานนั้น เฉินหลี่ถอนหายใจไร้แรงตักเตือนชี้แนะ ต่อให้ตักเตือนเขาก็เกรงว่าเจียงหลิวจะไม่ไปแม้แต่วาราชการยามเช้าด้วยซ้ำ
มหาสมุทรไร้ขอบเขต ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน
ภายในท้องพระโรง โอรสสวรรค์ หลี่หยา มีสีหน้าหม่นหมอง ฟังเสียงขุนนางทั้งหลายขัดแย้งกันไม่หยุด พลันรู้สึกรำคาญใจ
‘ตำแหน่งโอรสสวรรค์นี่ช่างเหน็ดเหนื่อยนัก เราอยากจะทิ้งไปเลยจริงๆ!’ หลี่หยาครุ่นคิดในใจด้วยความขัดเคือง โดยเฉพาะหลังจากได้พบกับนักปราชญ์จีในมหาพิภพจิตจร ได้สนทนาเรื่องโชคชะตาและวิถียุทธ์ร่วมกัน ยิ่งทำให้เขารังเกียจราชกิจนัก
อยากปลีกตัวไปหมกมุ่นในมหาพิภพจิตจร ร่วมสนทนากับนักปราชญ์จีตลอดวันคืน สิ่งที่เขาวางแผนอยู่ตอนนี้เป็นเพียงเรื่องในรัชสมัยเดียว แต่สิ่งที่นักปราชญ์จีวางแผนนั้นคือความรุ่งเรืองของเผ่ามนุษย์นับพันปี ทำให้เขาอิจฉายิ่งนัก
ขุนนางเฒ่าผู้หนึ่งก้าวออกมาจากแถวแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท มหาอาณาจักรตําก่วงเทียนอหังการนัก วันนี้หากเฟิ่งเทียนปฏิเสธ ไม่ว่าจะให้เหตุผลดีเพียงใด ตําก่วงเทียนก็จะใช้เรื่องอุดมการณ์เผ่ามนุษย์มาบีบบังคับแน่นอน ไม่เกินสิบปีกองทัพวิถียุทธ์แห่งตําก่วงเทียนย่อมเหยียบย่างลงมาจากฟากฟ้า ถึงตอนนั้นเฟิ่งเทียนจะต้องเผชิญกับการล่มสลาย หาใช่แค่การยอมจำนน”
ถ้อยคำนี้ได้รับเสียงเห็นชอบจากทั้งขุนนางฝ่ายบู๋บุ๋น ทว่าก็ยังมีบางคนที่เดือดดาลปรารถนาจะต้านตําก่วงเทียนให้ถึงที่สุด
หลี่หยาหน้าตาหม่นหมอง เอ่ยว่า “เรามิอาจยอมสยบแก่ตําก่วงเทียนได้ หากตําก่วงเทียนคิดจะใช้กำลังก็เตรียมรบเสียเถิด! หากพ่ายแพ้จริงๆ เราขอยอมศิโรราบต่อต้าจิ่งเสียยังจะดีกว่า!”
นับแต่พ่ายแพ้ต่อต้าจิ่ง เฟิ่งเทียนก็มิอาจฟื้นตัวมาได้ตลอดร้อยปี ถูกสามราชอาณาจักรล้อมรอบกดขี่ ซ้ำยังมีเจ็ดจอมปีศาจก่อความวุ่นวายในมหาสมุทร ผ่านมาได้ด้วยความยากลำบาก
จนกระทั่งหลี่หยามีจิตใจฮึกเหิมขึ้นอีกครั้ง ตําก่วงเทียนก็มาบีบคั้นอีก เพียงการพลาดก็ก้าวผิดซ้ำซ้อน เฟิ่งเทียนหมดโอกาสจะเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์แล้ว
เมื่อได้ยินโอรสสวรรค์ลั่นว่าจะรบ เหล่าขุนนางทั้งท้องพระโรงก็ต่างพากันฮือฮา
เทพอัสนีหลีอี้ก้าวออกมากล่าวด้วยน้ำเสียงทรงพลัง “กระหม่อมยินดีสู้ตายเพื่อฝ่าบาท จนกว่าชีวิตจะหาไม่!”