เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 287 พยากรณ์อนาคต
ในสวนดอกไม้ หลี่หยาและหลีอี๋นั่งประจันหน้ากัน
ไม่มีบุคคลที่สามอยู่ในสวน ทั้งสองเพียงดื่มสุราด้วยกันเงียบๆ
หลีอี๋ไม่ได้กล่าวสิ่งใด เพียงนั่งเคียงข้างคอยรินสุราให้หลี่หยา
ผ่านไปเนิ่นนาน เมื่อหลี่หยาเริ่มมีอาการมึนเมา จึงเอ่ยออกมาว่า
“ในใจเราระทมทุกข์นัก ซากปรักหักพังแห่งเฟิ่งเทียนนี้จะให้จัดการเช่นไรเล่า”
หลีอี๋ไม่ได้เอ่ยตอบ เพราะราชกิจหาใช่สิ่งที่เขาควรกล่าวแทรก
สิ่งที่เขาควรทำคือเป็นผู้รับฟัง หลี่หยาเริ่มระบายความในใจ
นับแต่เขารับช่วงดูแลเฟิ่งเทียนมา เฟิ่งเทียนก็ถูกรังแกเรื่อยมา
เขาเพิ่งจะเข้าใจวิถียุทธ์แห่งโชคชะตาได้ไม่นาน เฟิ่งเทียนก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้น
ทว่ากลับถูกตาก่วงเทียนจ้องเล่นงาน ทำให้เขารู้สึกอัดอั้นถึงที่สุด
ต่อให้เป็นวิถียุทธ์ที่ดีเพียงใด ก็จำเป็นต้องมีทรัพยากรและเวลาในการพัฒนา
ทว่าเฟิ่งเทียนขาดทั้งสองสิ่ง รอบด้านมีแต่ศัตรูแข็งแกร่ง
เฟิ่งเทียนไม่มีช่องทางให้ขยายตนเองอีกแล้ว
หลีอี๋ฟังแล้วรู้สึกเจ็บใจนัก เป็นเทพอัสนีมาหลายปี
เขาคอยปกป้องเฟิ่งเทียนมาตลอด แน่นอนว่าย่อมไม่อยากเห็นเฟิ่งเทียนล่มสลาย
“เมื่อเทียบกับเกียรติยศหรือความอัปยศแห่งราชอาณาจักร เรากลับเป็นห่วงความอยู่รอดของราษฎรยิ่งกว่า
ตาก่วงเทียนกดขี่ราชอาณาจักรที่ยอมจำนน แบ่งชนชั้นราษฎรออกเป็นหลายหลั่น เป็นความอัปยศสิ้นดี
เราไม่อยากเห็นสตรีเฟิ่งเทียนถูกย่ำยี ไม่อยากเห็นบุรุษเฟิ่งเทียนตกเป็นทาสไปชั่วชีวิต”
ขณะที่หลี่หยากล่าวเช่นนี้ออกมาก็ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
หลีอี๋ได้ยินถึงตรงนี้ก็เอ่ยเสียงหนักแน่นว่า
“ฝ่าบาท ไม่ว่าท่านจะทรงตัดสินใจเช่นไร ข้าก็จะติดตามไปทุกที่พะยะค่ะ!”
หลี่หยาเอ่ยว่า “เราคิดจะไปหามรรคาจารย์ เจ้าคิดว่าอย่างไร”
สีหน้าหลีอี๋แปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในความคิดของเขา
มรรคาจารย์คือบรรพจารย์แห่งเซียนทั้งปวง ปฏิบัติต่อสรรพชีวิตโดยเสมอกัน
การที่ประทานดวงชะตาเทพเซียนเพื่อคุ้มครองเฟิ่งเทียนก็ถือว่าเมตตาแล้ว
จะให้มรรคาจารย์ออกหน้าต่อต้านตาก่วงเทียนเพื่อเฟิ่งเทียนได้อย่างไร
ต้องรู้ว่าในตาก่วงเทียนเองก็มีผู้ศรัทธามรรคาจารย์อยู่
แม้สิ่งที่นับถือศรัทธาไม่ใช่มรรคาจารย์ หากแต่เป็นเทพเซียนในบริวารของมรรคาจารย์
แต่ดีชั่วก็นับว่าเป็นผู้ศรัทธาในมรรคาเดียวกัน ไฉนมรรคาจารย์จึงจะต้องต่อต้านตาก่วงเทียนเพื่อช่วยเฟิ่งเทียนเล่า
แม้แต่ภายในเฟิ่งเทียนก็ยังมีการแย่งชิงกันระหว่างเมือง
ยังไม่เคยเห็นโอรสสวรรค์องค์ใดใช้กำลังบีบเมืองหนึ่งเพื่ออีกเมืองเลย
หลี่หยาอ่านความคิดของเขาออกจึงกล่าวว่า
“เรามิได้คิดจะให้มรรคาจารย์ช่วยเฟิ่งเทียนโจมตีตาก่วงเทียน
แต่เพียงแค่ให้มรรคาจารย์รับเฟิ่งเทียนไว้ เฟิ่งเทียนยอมสวามิภักดิ์แก่ต้าจิ่ง”
หลีอี๋ตาพราวพรายขึ้นทันที “เช่นนั้นก็พอเป็นไปได้อยู่พะยะค่ะ
ตำนานที่มรรคาจารย์ย้ายทวีปชีพจรมังกรก็แพร่หลายมานานแล้ว
แม้เฟิ่งเทียนจะใหญ่กว่าทวีปชีพจรมังกร แต่ก็ใช่ว่ามรรคาจารย์จะทำไม่สำเร็จ”
หลี่หยาพยักหน้าทอดถอนใจแล้วกล่าวว่า
“เราเหนื่อยแล้ว คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปียินดีแบกรับบาปแห่งราชอาณาจักรที่ล่มสลายไว้”
หลีอี๋มีสีหน้าซับซ้อน “ฝ่าบาท ราษฎรแห่งเฟิ่งเทียนทั่วหล้าหาได้โทษท่านไม่
หากมิใช่เพราะท่านขวนขวายอย่างหนัก เฟิ่งเทียนคงพินาศไปนานแล้ว
และต้องล้มตายกันเป็นจำนวนมาก แต่ตอนนี้แม้มีภัยแผ่นดิน แต่อย่างน้อยราษฎรก็ยังพออิ่มหน้อยู่”
หลี่หยายิ้มขื่น ไม่ได้รู้สึกปลาบปลื้ม แต่ในใจก็คล้ายปลดปล่อยขึ้นมาบ้าง
ตราบใดยังมีผู้ยินยอมสนับสนุน เขาก็ไม่ต้องแบกภาระไว้เพียงลำพัง
“เรื่องนี้ต้องฝากเจ้าด้วย อย่างไรเจ้าก็เป็นเทวทูตของมรรคาจารย์ ย่อมมีสายสัมพันธ์ใกล้ชิดกว่า”
หลี่หยากล่าวดด้วยท่าทางจริงจัง
หลีอี๋พยักหน้า ตัดสินใจแน่วแน่ว่า เมื่อกลับไปแล้วจะคิดหาวิธีติดต่อกับมรรคาจารย์ยามดึกดื่น
“อืม ข้าตอบรับแล้ว เพียงแต่ก่อนหน้านั้นข้าต้องแจ้งโอรสสวรรค์แห่งต้าจิ่งให้ทราบล่วงหน้า
เตรียมรับพวกเจ้าเป็นแคว้นประเทศราช”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังขึ้นในใจของหลีอี๋
เขาอึ้งไปชั่วครู่ มิคาดว่ามรรคาจารย์สามารถรับฟังคำอธิษฐานในใจได้
เขารีบคุกเข่าต่อหน้าพระจันทร์ สำนึกในบุญคุณของมรรคาจารย์
รุ่งเช้าในวันถัดมา เจียงฉางเซิงให้เยี่ยสวินตี๋เป็นผู้แจ้งเรื่องนี้ต่อโอรสสวรรค์
เยี่ยสวินตี๋ก็รีบรุดออกเดินทางในทันที
ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนแสดงความประสงค์จะสวามิภักดิ์ เจียงฉางเซิงย่อมไม่ปฏิเสธ
ในไท่ฮวงจำนวนเผ่ามนุษย์ยังมีไม่มากนัก อีกทั้งในเฟิ่งเทียนยังมีผู้ศรัทธาเซ่นไหว้จำนวนไม่น้อย
นี่ก็เป็นเรื่องที่ผู้ศรัทธาในเฟิ่งเทียนต่างเฝ้ารอ
ทว่าเพื่อรับราชอาณาจักรใหญ่เช่นนี้ จำเป็นต้องให้ต้าจิ่งตระเตรียมล่วงหน้า
หากไม่เช่นนั้นจะเกิดความปั่นป่วนยากควบคุม
จีอู๋จวินยิ้มพลางกล่าวว่า
“ดูท่าต้าจิ่งไม่จำเป็นต้องออกศึกพิชิตแคว้นอื่นแล้ว ราชอาณาจักรแปดทิศต่างยอมมามอบตนเอง”
นายท่านไป๋ซึ่งกำลังฝึกเจียงเทียนมิ่งอยู่เอ่ยอย่างทอดถอนใจ
“นี่คือเส้นทางที่เกินจินตนาการของบรรพชน มีเพียงเทพเซียนเท่านั้นจึงจะทำได้”
เจียงฉางเซิงไม่ได้กล่าวสิ่งใด ยังคงฝึกฝนต่อไป
ไป๋ฉีหันไปมองเจียงเทียนมิ่ง “เจ้าตัวแสบ คิดอะไรเหม่อลอยอยู่”
เจียงเทียนมิ่งนั่งอยู่ตรงหน้านายท่านไป๋ สายตาเหม่อลอยไม่รู้กำลังครุ่นคิดเรื่องอันใด
แม้ได้ยินถ้อยคำของไป๋ฉีเขาก็ยังไม่มีปฏิกิริยาอะไร
นายท่านไป๋อดไม่ได้หยิบม้วนตำราในมือเคาะศีรษะเขาเบาๆ เจียงเทียนมิ่งถึงได้ราวกับตื่นจากฝัน
“เทียนมิ่ง เจ้าคิดอะไรอยู่” นายท่านไป๋เอ่ยถาม
อยู่ต่อหน้าเจียงเทียนมิ่งเขาย่อมมิกล้าดุด่า เพราะมรรคาจารย์ยังอยู่ข้างกาย
เจียงเทียนมิ่งขมวดคิ้ว บนใบหน้าที่เยาว์วัยเต็มไปด้วยความสับสน เขาเอ่ยว่า
“เมื่อครู่ข้ารู้สึกราวกับฝันไป ฝันเห็นเขามังกรผงาดถูกห้อมล้อม”
เมื่อถ้อยคำนั้นเอ่ยออกมา ทุกคนต่างหันมองเขา แม้แต่เจียงฉางเซิงก็ลืมตาขึ้น
“อะไรนะ ใครกล้าห้อมล้อมเขามังกรผงาด เสียสติไปแล้วหรือ” ไป๋ฉีเอ่ยด้วยความตกใจ
เจียงเทียนมิ่งเกาศีรษะ “มีทั้งคน ทั้งอสูร และยังมีปีศาจอีกมากมายเหลือเกิน
ทั้งบนฟ้าและใต้ดินเต็มไปหมด ทุกคนมองหน้าสบตากัน”
นายท่านไป๋ขมวดคิ้วแน่น จีอู๋จวินนึกถึงบางอย่างขึ้นมา
“เขาไม่ได้มีสายเลือดมากกว่าร้อยชนิดอยู่ในตัวหรอกหรือ
หรือในนั้นจะมีสายเลือดอสูรโชคชะตา ซึ่งสามารถพยากรณ์อนาคตได้อยู่กัน”
เจียงฉางเซิงยกมือขึ้นเรียก กระชากร่างเจียงเทียนมิ่งเข้ามาตรงหน้า
แล้วใช้เนตรเทวะลวงตาอ่านความทรงจำของเขา
ไม่นานนักเขาก็เห็นภาพเหตุการณ์ในความฝันของเจียงเทียนมิ่งก่อนหน้านี้
เมืองจิงเฉิงหม่นมัวด้วยควันเพลิงฟุ้งกระจาย ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆอัสนีหนาแน่น
เหล่าศิษย์แห่งเขามังกรผงาดต่างรายล้อมรอบเขา
ทั้งมู่หลิงลั่ว เจียงเทียนมิ่ง ไป๋ฉี จีอู๋จวิน ต่างก็อยู่ครบ
ยกเว้นเจียงฉางเซิงที่หาไม่เจอ เมื่อแหงนมองรอบทิศก็ล้วนเต็มไปด้วยศัตรู
มีทั้งผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์ สัตว์อสูร และเผ่าปีศาจ
แม้แต่สุดขอบฟ้าดินทั้งแปดทิศก็ยังมีเงายักษ์น่าสะพรึงกลัวกำลังใกล้เข้ามา
ฟ้าดินอึมครึม บรรยากาศหนักอึ้งราวกับวันสิ้นโลกกำลังมาเยือน
เจียงฉางเซิงสังเกตเห็นว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์แต่ละคนต่างมีแววตาแดงฉานคล้ายถูกปีศาจร้ายเข้าสิง
ขณะเดียวกันผู้คนในลานเรือนก็เริ่มสนทนาเรื่องนี้กัน
มู่หลิงลั่วขมวดคิ้วแล้วเอ่ยว่า “หากสิ่งนี้เป็นคำพยากรณ์จริง
ศัตรูประหลาดจากที่ใดกันจึงสามารถรุกรานมาจนถึงเขามังกรผงาดได้ เช่นนั้นต้าจิ่งก็คง…”
นายท่านไป๋กล่าวว่า “อสูรที่มีความสามารถพยากรณ์อนาคตมีอยู่ไม่น้อย
แม้แต่อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ก็เคยมีสัตว์เทวะเช่นนั้น
แต่การพยากรณ์มิได้แม่นยำเสมอไป สิ่งที่เห็นอาจเป็นเพียงแนวโน้มโดยรวม
เมื่อรู้อนาคตผู้คนย่อมคิดหาทางเปลี่ยนมัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไม่ได้ นั่นคือภัยพิบัติจะต้องมาถึงในที่สุด”
ไท่ซีถามอย่างประหลาดใจว่า “เป็นสิ่งใดกันเล่าที่ทำให้มนุษย์ สัตว์อสูร และเหล่าปีศาจร่วมมือกันได้”
นายท่านไป๋ส่ายศีรษะ เขาเองก็ไม่อาจล่วงรู้ได้เช่นกัน
เทพกระบี่เอ่ยว่า “อย่าเพิ่งตระหนก ฟังมรรคาจารย์ก่อนว่าคิดเห็นเช่นไร”
พอเทพกระบี่กล่าวจบ เจียงฉางเซิงก็ปิดเนตรเทวะลวงตาทันที
เจียงเทียนมิ่งสะท้านไปทั้งร่างแล้วก็ได้สติกลับคืนมา
“ท่านปู่ทวด ท่านดูดอะไรไปจากข้าน่ะ”
เจียงเทียนมิ่งขมวดคิ้วพลางถาม สีหน้าดูไม่สบอารมณ์
เจียงฉางเซิงโยนเขากลับไปแล้วกล่าวว่า
“เขาฝันเห็นจริงๆ ในความฝัน ผู้ฝึกยุทธ์เหล่านั้นน่าจะถูกควบคุม
ไม่เพียงแต่ผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น แม้แต่เผ่าปีศาจและสัตว์อสูรก็เช่นกัน
ส่วนจะเกิดขึ้นเมื่อใดนั้น ข้าเองก็ไม่อาจตัดสินได้
แต่ในฝันของเขาไม่ได้มีข้าอยู่ ตราบใดที่ข้าอยู่ เหตุการณ์เช่นนั้นย่อมไม่ควรเกิดขึ้น”
เมื่อทุกคนได้ยินต่างก็ถอนหายใจโล่งอกทันที
ที่แท้มรรคาจารย์ก็ไม่ได้อยู่ที่เขามังกรผงาด
พวกเขายังคงสงสัยว่าเป็นศัตรูเช่นใดกันจึงกล้ารุกรานมาถึงประตูของมรรคาจารย์
ไป๋ฉีถามด้วยความประหลาดใจว่า “หรือว่าศัตรูจะใช้กลอุบายล่อเสือออกจากถ้ำกัน”
เจียงฉางเซิงไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำใด ปล่อยให้พวกเขาเสวนากันเอง ส่วนตนพยากรณ์อยู่เงียบๆ
‘ข้าต้องการรู้ว่าผู้อยู่เบื้องหลังภาพนิมิตของเจียงเทียนมิ่งนั้นแข็งแกร่งเพียงใด’
[เกี่ยวพันถึงกฎแห่งเวรกรรมและกาลเวลา ตอนนี้ยังไม่อยู่ในขอบเขตการรับรู้ของระบบ]
เจียงฉางเซิงเห็นผลลัพธ์ดังกล่าวก็ไม่ได้ผิดหวัง
หากแต่มั่นใจยิ่งขึ้น เรื่องราวนี้มาจากภายภาคหน้า จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!
ภายในไทฮวงซ่อนเร้นสิ่งใดไว้อยู่กันแน่ เจียงฉางเซิงแอบไตร่ตรอง
ต่อให้ตนจากต้าจิ่งไปก็ยังต้องทิ้งร่างแยกไว้ ไม่มีทางหนีไปคนเดียวได้
ตกลงเหตุการณ์ในภายภาคหน้าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
เขาพยากรณ์หาผู้แข็งแกร่งที่สุดรอบๆ ตัวตนลึกลับที่มีมูลค่ากว่าสี่พันล้านแต้มยังไม่ได้จากไป
หรือว่าอีกฝ่ายจะมาสอดแนมล่วงหน้า เจียงฉางเซิงหลับตาลงเริ่มรับฟังเสียงในใจของผู้ศรัทธาในต้าจิ่ง
ดูว่าจะสามารถพบเบาะแสบางประการหรือไม่
อาศัยเพียงเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตก็ยังไม่อาจสืบเสาะถึงอีกฝ่าย
เขาท้อใจเสียสี่พันกว่าล้านแต้มเซ่นไหว้เพื่อคำนวณเรื่องนี้ไม่ได้ ช่างฟุ่มเฟือยนัก
วังหลวง สวนดอกซิ่ง
“ฝ่าบาท หม่อมฉันอยู่ทางนี้เพคะ”
“ฝ่าบาท เมื่อครูนี้พระองค์ทรงแตะต้องตัวหม่อมฉันนะเพคะ…”
“ฝ่าบาท ฝ่าบาท เสด็จทางนี้เพคะ”
“พวกสาวน้อยทั้งหลาย หากเราจับได้ละก็…”
เจียงหลิวใช้ผ้าไหมปิดดวงตาไว้ วิ่งไล่ตามนางกำนัลในลาน
รอยยิ้มและเสียงหัวเราะมิได้ขาดสาย กระทั่งเกิดฉากไม่เหมาะสมแก่สายตาด้วยซ้ำ
เทพจอมโจรก้าวฉับเข้ามาในสวน ครั้นเห็นฉากเบื้องหน้าเขาก็ขมวดคิ้ว
รีบสาวเท้าเข้าหาเจียงหลิวพลางกล่าวว่า
“ฝ่าบาท อัครเสนาบดีเฉินขอให้ฝ่าบาทเปิดการประชุม
มรรคาจารย์ส่งเยี่ยสวินตี๋มาแจ้งว่าราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนยอมสวามิภักดิ์แก่ต้าจิ่ง
มรรคาจารย์ให้ท่านเตรียมการแต่เนิ่นๆ พะยะค่ะ”
เจียงหลิวได้ยินเสียงเทพจอมโจร เดิมทีตั้งใจจะพิโรธ แต่ครั้นได้ยินถ้อยคำต่อมาก็อุดผ้าไหมออกทันที
เอ่ยอย่างยินดีว่า “จริงหรือ”
“กระหม่อมจะบังอาจลวงพระองค์ได้อย่างไรเล่า…”
“ดีๆๆ เราจะไปเดี๋ยวนี้ เจ้าให้ขุนนางเฉินรีบไปเรียกเสนาบดีทั้งเจ็ดกรมมาพบก่อนเถิด!”
“พะยะค่ะ!”
เทพจอมโจรพลันจากไปทันที
เจียงหลิวเท้าสะเอว ปาดรอยแป้งคราบชาดที่เปื้อนอยู่บนใบหน้าออก สีหน้าเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น
นางกำนัลผู้หนึ่งโน้มกายเข้ามาถามด้วยท่าทีออดอ้อนว่า “ฝ่าบาท พระองค์ไม่ได้ตั้งพระทัยจะเสวยสุขหรอกหรือเพคะ”
เจียงหลิวผลักนางออกไปแล้วเอ่ยเสียงฮืดฮัด
“เราอยากเสวยสุขก็จริง แต่ใช่ว่าจะปฏิเสธความสำเร็จที่วิ่งเข้ามาถึงที่ ฮ่าๆๆ
มีรัฐฮวง มีเฟิ่งเทียน เหล่าขุนนางจารึกประวัติศาสตร์ก็มิกล้าบิดเบือนเรื่องของเราอีก!”
เขาตื่นเต้นถึงขีดสุด รีบก้าวออกจากสวน เหล่าขันทีเร่งฝีเท้าตามไปติดๆ
หนึ่งเดือนถัดมา เยี่ยสวินตี๋กลับมาถึงเขามังกรผงาด
แจ้งว่าโอรสสวรรค์เตรียมพร้อมแล้ว สามารถรับเฟิ่งเทียนมาได้ทุกเมื่อ
เจียงฉางเซิงพยักหน้า
“เช่นนั้นก็ให้เขารอไปก่อน เฟิ่งเทียนกำลังรวบรวมราษฎรและชาวบู๊จากโพ้นทะเลกลับมา คาดว่าคงต้องใช้เวลาอีกสักระยะ”
เยี่ยสวินตี๋ยิ้มให้ “เฉินหลี่คาดการณ์ไว้แล้ว เขาบอกว่าพร้อมรอรับอภินิหารของท่านทุกเมื่อ”
เจียงฉางเซิงยิ้มบางๆ แล้วหันไปฝึกวิชาเช่นเดิม
เยี่ยสวินตี๋สัมผัสได้ถึงบรรยากาศอึมครึมในลานเรือน จึงตรงไปยังเทพกระบี่ก่อนกระซิบถาม
เทพกระบี่ไม่ได้ปิดบัง บอกเล่าถึงสิ่งที่เจียงเทียนมิ่งล่วงรู้
เยี่ยสวินตี๋ได้ฟังก็มิได้ตกใจ หากแต่ดวงตากลับลุกวาวขึ้น
“ศึกใหญ่สะท้านโลกเช่นนี้ ข้าจะต้องเข้ารวมเมื่อใดกัน คงไม่ได้มาพร้อมกับเฟิ่งเทียนกระมัง”
เยี่ยสวินตี๋เอ่ยถามด้วยความฮึกเหิม
เขามาถึงไทฮวงได้พักใหญ่ก็ยังไม่ได้ประมือศึกใหญ่ที่สะท้านถึงทรวงเสียที
ส่วนการล่าสัตว์อสูรก็ยังขาดอะไรบางอย่างอยู่ ไม่เร้าใจเท่ากับศึกใหญ่ระหว่างราชอาณาจักร