เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 288 เฟิ่งเทียนมีชะตาฟ้าลิขิตแล้ว
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 288 เฟิ่งเทียนมีชะตาฟ้าลิขิตแล้ว
เหนือมหาสมุทร มีวาฬยักษ์ตัวยาวสุดจะประมาณแหวกว่ายอยู่ใต้ทะเลเมฆ
ร่างใหญ่ของมันมีเกล็ดสีน้ำเงินเข้มดังเปลือกไม้ติดอยู่ทั่วลำตัว ครีบกระเพื่อมเบาๆ ก่อให้เกิดลมแรงพัดสะบัด
บนหลังวาฬยักษ์มีเมืองแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางแสงอาทิตย์ที่กำลังสาดส่อง
กำแพงเมืองทอประกายสีเงินอ่อนๆ ออกมา
กลางเมืองมีภูเขาเตี้ยลูกหนึ่ง บนยอดเขามีตำหนักตั้งตระหง่าน
ขณะนี้เบื้องหน้าประตูตำหนักมีหลายร่างยืนเรียงรายอยู่
เบื้องหน้าสุดคือบุรุษในอาภรณ์สีม่วงลายมังกร หน้าตาราวสี่สิบต้นๆ หล่อเหลาและสงางามยิ่ง
จากมุมของเขาสามารถทอดมองได้ทั่วเมือง และเห็นมหาสมุทรเบื้องล่างอันกว้างใหญ่ไพศาล
เขาก็คือผู้ก่อตั้งตาก่วงเทียน อดีตเทพสงครามแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ หลินหงเฉิน
หลินหงเฉินเอ่ยขึ้นว่า “มหาสมุทรผืนนี้กว้างใหญ่เพียงใด
พวกเจ้าว่าหากเรายึดครองราชอาณาจักรทั้งหมดในมหาสมุทรไร้ขอบเขตได้
จะเพียงพอให้ตาก่วงเทียนเลื่อนขั้นเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์หรือไม่”
ผู้คนที่ยืนอยู่เบื้องหลังเขาต่างสวมเสื้อเกราะทำศึก ท่าทางทรงอำนาจ
แม่ทัพผู้มีรอยแผลเป็นบนหน้าจากดาบเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า
“ได้แน่นอนขอรับ เจ้าแห่งฟ้า ท่านจะต้องนำตาก่วงเทียนก้าวล้ำหน้าอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ในอดีตอย่างแน่นอน”
เหล่าแม่ทัพที่เหลือต่างรีบประจบ เมื่อได้ยินรอยยิ้มก็ปรากฏบนใบหน้าของหลินหงเฉิน
หลินหงเฉินเพ่งมองไปยังเบื้องไกล “พักนี้โอรสสวรรค์อยู่ในโอวาทหรือไม่”
แม่ทัพวัยหนุ่มอีกคนตอบว่า “ตามรายงาน โอรสสวรรค์คิดจะสนับสนุนเชื้อพระวงศ์ ท่านว่าควรทำอย่างไรดีขอรับ”
หลินหงเฉินกล่าวอย่างสงบ “ฆ่าเชื้อพระวงศ์ทั้งหมดเสีย เหลือไว้เพียงสายเลือดของบุตรสาวข้า”
“รับบัญชาขอรับ!” แม่ทัพหนุ่มพลันหันกายไปส่งสารทันที
เหล่าแม่ทัพคนอื่นเริ่มเอ่ยวาจาสบถ
“โอรสสวรรค์ช่างกล้านัก เจ้าแห่งฟ้า การตักเตือนเพียงเท่านี้คงไม่พอ”
“นั่นสิ เขาเป็นเพียงหุ่นเชิดแท้ๆ คิดว่าตนเองคือโอรสสวรรค์จริงๆ อย่างนั้นหรือ
เจ้าแห่งฟ้าอยากให้ผู้ใดเป็นโอรสสวรรค์ก็เป็นได้ทั้งนั้น!”
“การรวมตาก่วงเทียนก็ล้วนแต่เกิดจากบารมีของเจ้าแห่งฟ้า”
“เราจากตาก่วงเทียนมาเป็นสิบๆ ปี โอรสสวรรค์จะเหิมเกริมก็ไม่แปลก
นอกจากเชื้อพระวงศ์ก็ต้องตรวจสอบตระกูลขุนนางที่สนับสนุนลับๆ ด้วย”
ได้ยินคำเสนอแนะเหล่านั้น หลินหงเฉินหรี่ตาแล้วเอ่ยว่า
“ช้าๆ เถิด อย่างไรเขาก็คือโอรสสวรรค์ ไว้หน้าสักหน่อยเถอะ
หลังจากยึดสิบราชอาณาจักรถัดไปสำเร็จ พวกเราก็ควรกลับไปได้แล้ว”
เหล่าแม่ทัพได้ยินเช่นนั้นก็ไม่กล้าพูดอันใดอีก
ปีเหยียนหยวนที่ยี่สิบแปด
เนื่องจากโอรสสวรรค์เจียงหลิวเสพสุขเกินควร จึงเริ่มพึ่งโอสถบำรุงอยู่เนืองๆ
เรื่องนี้แพร่สะพัดไปในหมู่ราษฎร จนถึงกับมีคำร่ำลือว่าโอรสสวรรค์คงอยู่ได้อีกไม่เกินห้าปี
ข่าวเล่าลือสารพัดเกี่ยวกับโอรสสวรรค์ถูกผู้มีเจตนาเผยแพร่ในหมู่ประชาชนจนถึงขั้นใส่ร้ายป้ายสี
เจียงหลิวรู้ถึงข่าวลือเหล่านี้ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ รีบส่งองครักษ์ชุดขาวออกไปสืบค้นจับกุม แต่ยิ่งห้ามกลับยิ่งลุกลาม
เจียงหลิวแทบจะคลุ้มคลั่ง สุดท้ายจำต้องยุติการสืบเรื่องดังกล่าว
แล้วหันไปตั้งความหวังไว้ที่การมาถึงของเฟิ่งเทียน
นับแต่เขารู้ว่าเฟิ่งเทียนหันมาพึ่งใบบุญต้าจิ่ง ก็ล่วงเลยมาสิบเดือนแล้วแต่ยังไร้ซึ่งวี่แวว
เขาในยามนี้ยิ่งร้อนรนกว่าโอรสสวรรค์หลี่หยาเสียอีก
ในมุมมองของเขา หากกลืนกินเฟิ่งเทียนได้สำเร็จ ความดีความชอบในรัชสมัยนี้ของเขาก็ถือว่าเพียบพร้อม
คำเล่าลือต่างๆ ที่มีอยู่ในขณะนี้ก็จะสลายหายไปดังควันไฟ
อีกด้านหนึ่งบนเขามังกรผงาด เจียงฉางเซิงกลับมิได้เร่งร้อน
ปีนั้นที่ต้าจิ่งเตรียมการอพยพก็กินเวลาไม่น้อย
หากต้องรอนานขึ้นก็แสดงว่าหลี่หยายิ่งรักราษฎร
หวังให้ราษฎรและผู้ฝึกยุทธ์นอกแผ่นดินกลับคืนสู่มาตุภูมิได้มากยิ่งขึ้น
จนกระทั่งวันนี้เขาได้ยินเสียงของหลีอี๋
“แย่แล้วขอรับมรรคาจารย์ หลินหงเฉินแห่งตาก่วงเทียนบุกมาเอง
บีบคั้นฝ่าบาทอย่างหนัก ตอนนี้ท่านพอจะนำพาพวกเราออกไปได้หรือไม่ขอรับ”
น้ำเสียงของหลีอี๋ฟังดูร้อนรน เต็มไปด้วยความหวาดวิตก
เจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ลองคำนวณพลังของหลินหงเฉินเงียบๆ
มูลค่าของเขาขึ้นไปถึงหนึ่งร้อยสามสิบล้านแต้มเซ่นไหว้
และขุมกำลังที่เขานำมาก็มีมูลค่าสูงถึงห้าร้อยล้าน อานุภาพนี้สามารถล้มล้างราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนได้จริง
เขาลุกขึ้นยืน ทิ้งร่างแยกไว้หนึ่งร่างก่อนจากไป
ผู้คนในลานเรือนเห็นเขาจากไปก็รู้สึกใจสั่นไหว คิดถึงคำทำนายของเจียงเทียนมิ่ง
พวกเขารู้ดีว่าที่เจียงฉางเซิงทิ้งไว้นั้นคือร่างแยก และในสายตาพวกเขาร่างแยกมิอาจเทียบเท่าตัวจริงได้เลย
ไป๋ฉีหันไปมองเจียงเทียนมิ่ง เอ่ยถามอย่างกระวนกระวายว่า
“เทียนมิ่ง ช่วงนี้ฝันเห็นสิ่งใดหรือไม่”
นายท่านไป๋ไม่อยู่ เจียงเทียนมิ่งกำลังหลอมกายด้วยโอสถ
เขาใกล้ถึงขั้นถ้ำสวรรค์สองแล้ว ความเร็วในการทะลวงของเขาเหนือความคาดหมายจนผู้คนต่างยอมรับกันแล้ว
เจียงเทียนมิ่งแช่อยู่ในเตาหลอมโอสถราวกับแช่น้ำพุร้อน เขายิ้มกว้างกล่าวว่า
“ข้าฝันว่าได้ลิ้มสุราศักดิ์สิทธิ์ของอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ รสเลิศนัก…”
ไป๋ฉีมุมปากกระตุก คนอื่นๆ ก็อดกลั้นขำไว้ไม่อยู่
เยี่ยสวินตี้กล่าวขึ้นว่า “พวกเจ้าว่ามรรคาจารย์ไปทำสิ่งใดหรือ”
มู่หลิงลั่วเอ่ย “ย่อมไปรับเฟิ่งเทียนน่ะสิ จะเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร”
“ไปรับเฟิ่งเทียนต้องรีบร้อนปานนี้เชียวหรือ หรือว่าเฟิ่งเทียนเกิดเหตุอันใดขึ้น
หรือว่าตาก่วงเทียนนั้นบุกมาแล้ว” เยี่ยสวินตี้กล่าวอย่างคาดหวัง
กี่ปีมาแล้ว เหตุใดยังไม่มีผู้ใดบังอาจมาท้าทายมรรคาจารย์เลย
เป็นเช่นนี้เขาก็จะได้ช่วยมรรคาจารย์รับมือบ้าง
จีอู๋จวินเอ่ยฮืดฮัดว่า “ตาก่วงเทียนหรือ หวังว่าเป็นหลินหงเฉินที่มาด้วยตนเอง ให้มรรคาจารย์ลงมือสั่งสอนสักหน!”
บรรยากาศในลานเรือนคึกคักขึ้น ทุกคนต่างคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียน
เหนือเมืองหลวง ผู้ฝึกยุทธ์นับไม่ถ้วนลอยอยู่กลางนภา ต่างพากันมองไปยังขอบฟ้าด้วยความหวาดหวั่น
วาฬยักษ์ตัวหนึ่งบดบังดวงตะวันตรงขอบฟ้า นัยน์ตาของทุกคนเบิกกว้างด้วยความตะลึง
ประชาชนในเมืองล้วนแสดงสีหน้าหวาดหวั่น เหล่าทหารเฝ้ากำแพงเมืองต่างก็สั่นสะท้าน
เผชิญหน้ากับสัตว์อสูรขนาดยักษ์เช่นนี้ ผู้คนแทบทั้งหมดต่างขวัญผวาและสิ้นหวัง
หลี่หยาก้าวขึ้นสู่ลานประลองของวังหลวงท่ามกลางการรายล้อมของขันที
เมื่อหันไปมองขอบฟ้าไกลๆ เขาก็อดตกตะลึงไม่ได้
“นั่นคือสัตว์ประหลาดใดกัน”
แม้หลี่หยาเคยเห็นโลกมามาก แต่ยังไม่เคยพบสัตว์อสูรขนาดมโหฬารเช่นนี้
ประหนึ่งอ้าปากคำเดียวก็กลืนเมืองทั้งเมืองได้
เมื่อเห็นด้วยตาเนื้อของตนเอง เขากลับมิอาจหาคำบรรยายใดมาถ่ายทอดความตระหนกและความกดดันอันมหาศาลนี้ได้เลย
“โอรสสวรรค์แห่งเฟิ่งเทียน รีบมาพบเจ้าแห่งฟ้าเสีย!”
เสียงหนึ่งดังกังวานทรงอำนาจ สะท้อนทั่วผืนฟ้าก่อให้เกิดความโกลาหลในเมืองหลวง
หลี่หยาหน้าหม่นหมอง กล่าวเสียงขรึม
“เกิดอะไรขึ้น สัตว์ประหลาดขนาดมหึมาเช่นนี้กลับบุกถึงเมืองหลวงตรงๆ เหตุใดจึงไร้ข่าวคราวระหว่างทาง”
ขุนนางฝ่ายในที่อยู่ด้านข้างเผยสีหน้ากระอักกระอ่วน เอ่ยว่า
“ไม่ได้มีข่าวแจ้งมาจริงๆ พะยะค่ะ อาจเป็นเพราะอีกฝ่ายบินมาเร็วยิ่งนัก”
หลีอี๋ลอยอยู่เหนือเมืองหลวง เคียงข้างแม่ทัพมากมาย ร่างกำยำดังพระอรหันต์ก็คำรามว่า
“เจ้าแห่งฟ้าอันใดกัน พวกเจ้าอยู่ในขุมอำนาจใดกันแน่”
เสียงของเขาดังราวฟ้าร้อง แต่บารมีที่แผออกมากลับด้อยกว่าอีกฝ่าย
แม้แต่ชาวบ้านธรรมดาก็สัมผัสได้ถึงความต่าง
เสียงทรงอำนาจดังอีกครั้ง
“พวกเจ้าไม่รู้จักเจ้าแห่งฟ้าหรือ เจ้าแห่งฟ้าก็คือเจ้าแห่งฟ้าของตาก่วงเทียนอย่างไรเล่า!”
เมื่อได้ยินดังนั้น เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ต่างสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างหนัก
หลีอี๋ก็เช่นกัน รีบร้องเรียกมรรคาจารย์ในใจ
ตาก่วงเทียนยิ่งใหญ่ปานใด ก่อตั้งโดยเทพสงครามแห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ กลืนกินราชอาณาจักรมากกว่าสามสิบแห่ง
ว่ากันว่าในตาก่วงเทียนยังมีผู้แข็งแกร่งที่น่าหวาดกลัวซึ่งเหนือกว่าขั้นถ้ำสวรรค์อยู่
หลีอี๋หันไปมองก็เห็นหลี่หยาก้าวขึ้นสู่เวหาด้วยตนเอง เขารีบเข้าไปขวาง
“ฝ่าบาท ไปไม่ได้พะยะค่ะ กระหม่อมอธิษฐานต่อมรรคาจารย์ไว้แล้ว
เชื่อว่าท่านย่อมสดับรู้และจะรีบมาโดยเร็ว”
หลี่หยายิ้มขมขื่น
“เรารู้แล้วว่าต้าจิ่งอยู่ที่ไทฮวง แต่ไทฮวงอยู่แห่งหนใดเราเองยังไม่รู้
คาดว่าคงอยู่ไกลยิ่ง ต่อให้มรรคาจารย์มาในยามนี้เกรงว่าก็คงไม่ทันกาลแล้ว”
เขาแอบรู้สึกไม่ยินยอม กระทั่งเสียใจเล็กน้อย
เขามีเมตตามากเกินไป รอคอยประชาชนนานเกินจนตาก่วงเทียนมาเยือน
เจ้าแห่งฟ้าของตาก่วงเทียนมาด้วยตนเอง วันนี้คงต้องมีคำอธิบายอย่างชัดเจน
คิดดังนั้นหลี่หยาก็แววตาแน่วแน่เอ่ยว่า
“เราจะไปพบเขาเอง ห้ามผู้ใดเคลื่อนไหวโดยพลการ ต้องรักษาความปลอดภัยให้ราษฎรในเมืองหลวงไว้!”
บรรดาแม่ทัพบนฟ้าต่างพากันทัดทานแต่เขาก็มิฟัง เดินตรงไปยังวาฬยักษ์เบื้องหน้า
อีกด้านหนึ่งบนหลังวาฬ หลินหงเฉินมองเหตุการณ์เบื้องหน้าจากที่ไกลๆ
เขาขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า “ราชอาณาจักรเฟิ่งเทียนตกต่ำถึงเพียงนี้แล้วหรือ โอรสสวรรค์ผู้นั้นก็อ่อนแอเกินไป”
แม่ทัพข้างกายเผยรอยยิ้ม
“ได้ยินว่าเมื่อร้อยปีก่อนพวกเขาเคยบุกโจมตีราชวงศ์แห่งโชคชะตาหนึ่งนามว่าต้าจิ่ง แต่พ่ายแพ้ย่อยยับ
จากนั้นก็เสื่อมถอยเรื่อยมา พูดถึงต้าจิ่ง เรื่องเล่าของต้าจิ่งช่างแปลกประหลาดนัก
ข้าน้อยได้ยินว่าต้าจิ่งมีท่านเซียนนามว่ามรรคาจารย์ลากทั้งทวีปมุ่งสู่ทางเหนือ ฮ่าๆๆ
เรื่องเหลวไหลชัดๆ แต่กลับมีคนโง่จำนวนไม่น้อยที่เชื่อ”
ลากทั้งทวีปมุ่งสู่ทางเหนือหรือ หลินหงเฉินฟังแล้วก็อดส่ายหน้าหัวเราะเบาๆ ไม่ได้
แม่ทัพคนอื่นต่างหัวเราะตาม มีเพียงหนึ่งเดียวที่ขมวดคิ้วแน่นคล้ายจะพูดอะไรบางอย่างแต่สุดท้ายกลับเลือกที่จะเงียบไว้
“เป็นดังคาด ยิ่งขึ้นเหนือราชอาณาจักรก็ยิ่งล้าหลัง เพราะอยู่ห่างไกลจากอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์
แนวความคิดที่ได้รับจึงย่อมล้าหลัง เฟิ่งเทียนอ่อนแอเกินไปทำให้ข้าผิดหวัง
ไม่ต้องพบโอรสสวรรค์แล้ว เตรียมลงมือยึดเฟิ่งเทียนได้เลย!”
หลินหงเฉินสั่งเสียงเบา ครั้นสิ้นคำก็หันหลังเตรียมจะจากไป
ได้ยินเช่นนั้น บรรดาแม่ทัพก็พากันยิ้มเหี้ยมเกรียม
ยึดครองทันทีย่อมมีผลประโยชน์มากมายแฝงอยู่
“ให้ข้าลงมือก่อนเถิด!” แม่ทัพร่างสูงใหญ่ที่สุดพูดพลางหมุนคอไปมา
รอยยิ้มเต็มไปด้วยจิตสังหาร ราวกับมองเห็นเหยื่ออยู่
ถูกต้องแล้ว เขาคิดจะกำราบเฟิ่งเทียนด้วยกำลังตนเพียงผู้เดียว!
หลี่หยาไม่ได้ยินบทสนทนาของพวกเขา ยามนี้เขากำลังก้าวเดินไปยังวาฬยักษ์เบื้องหน้า
ท่ามกลางสายตาของราษฎรและผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทั้งเมือง ความอัปยศซึ่งไม่เคยมีมาก่อนแล่นเข้าสู่หัวใจของชาวเฟิ่งเทียน
ข่าวเรื่องตาก่วงเทียนจะยึดครองเฟิ่งเทียนแพร่กระจายมานานแล้ว
คิดไม่ถึงว่าวันนี้จะมาถึงรวดเร็วปานนี้ เผชิญหน้ากับการข่มขวัญของอีกฝ่าย
เฟิ่งเทียนถึงกับไม่กล้าต่อต้าน ต้องปล่อยให้โอรสสวรรค์มุ่งหน้าไปเพียงลำพัง ช่างน่าอับอายเพียงใดกัน
หลี่หยาไม่ได้เดินเร็วนัก แม้เขาจะตัดสินใจแล้วแต่ก็ต้องการถ่วงเวลาไว้เพื่อไขว่คว้าความหวังอันริบหรี่
ในขณะนั้นเอง
“เจ้าแห่งฟ้ามีคำสั่ง ปวงประชาทั้งเมืองจงคุกเข่าทันที ผูใดขัดขืนตาย!”
เสียงทรงอำนาจดังขึ้นอีกครั้ง หลี่หยาเห็นเงาร่างหนึ่งที่แผ่กลิ่นอายน่าหวาดหวั่น
โดดพุ่งลงมาจากเมืองเหนือหลังปลาวาฬ พุ่งตรงมาสังหารตนด้วยอานุภาพที่ไม่มีใครต้านได้
เขาคิดจะหลบโดยสัญชาตญาณ แต่อีกฝ่ายนั้นเร็วเกินไป แย่แล้ว!
นัยน์ตาหลี่หยาขยายกว้าง ในใจรู้สึกสิ้นหวัง
“เฮอะ!”
เสียงเย็นเยียบดังสนั่น แม่ทัพร่างสูงใหญ่ราวกับถูกภูเขาชน
เขากระอักเลือดลอยกระเด็นกลับไป ตกลงตรงหน้าแม่ทัพตาก่วงเทียนพอดี
หลินหงเฉินซึ่งกำลังจะเดินเข้าตำหนักถึงกับหยุดฝีเท้าแล้วหันกลับมามอง
เห็นเพียงท้องฟ้าเหนือเมืองหลวงเฟิ่งเทียนเปลี่ยนสี ทะเลเมฆปั่นป่วน ลมกระโชกสะเทือนฟ้าดิน
“เฟิ่งเทียนมีชะตาฟ้าลิขิตแล้ว เชิญพวกเจ้ากลับไปเถิด!”
เสียงของเจียงฉางเซิงดังกึกก้องทั่วฟ้าดิน
เมฆหมุนรวมกันเป็นน้ำวนยักษ์ และภายในน้ำวนนั้นก็ปรากฏดวงตะวันอันเจิดจ้า
ส่องแสงกลบเงาร่างหนึ่งเอาไว้ ทำให้เขาดูราวกับเป็นเทพสวรรค์ลงมาจุติ