เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 292 ปีแห่งตี้หวง เส้นทางแห่งจักรพรรดิปีศาจ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 292 ปีแห่งตี้หวง เส้นทางแห่งจักรพรรดิปีศาจ
ปีเหยียนหยวนที่สามสิบสอง ต้นเดือนสี่ โอรสสวรรค์ประกาศแต่งตั้งอ่องผู้ครองรัฐ แต่งตั้งพระโอรสทั้งสิบสองพระองค์เป็นอ่อง รวมถึงองค์ชายเจ็ดเจียงเยี่ยที่หายสาบสูญไปนานก็ได้รับแต่งตั้งเป็นจิ้นอ่อง ทั่วหล้ามีอ่องผู้ครองรัฐเพิ่มขึ้นมาอีกสิบสองพระองค์ ล้วนเข้าพำนักในเฟิ่งเทียน เฟิ่งเทียนมีสถานะพิเศษ แม้เป็นแคว้นประเทศราชแต่เนื้อที่กว้างใหญ่เกินไป จำต้องแบ่งแยก หลี่หยายอมรับเรื่องนี้ได้เช่นกัน แคว้นประเทศราชที่มีขนาดใหญ่เท่ากับต้าจิ่ง หากถือไว้ในกำมือคนเดียวก็อดหวั่นมิได้ว่าสักวันจะโดนดาบของโอรสสวรรค์ฟาดฟันลงมา
วันนี้เอง เจียงหลิวเรียกประชุมเช้าอย่างหาได้ยาก ขุนนางฝ่ายบู๊และบุ๋นต่างพากันเข้าร่วม ท้องพระโรงอันโอ่อ่าเต็มไปด้วยความคึกคัก ทุกคนล้วนยิ้มแย้มชื่นบาน เมื่อเจียงหลิวยกคางคกวิเศษฟ้าดินขึ้นมา ท้องพระโรงจึงค่อยสงบลง คางคกวิเศษฟ้าดินยังอยู่ในหม้อใบเล็ก
เจียงหลิวนั่งลงบนบัลลังก์มังกรด้วยความช่วยเหลือจากขันที หลายปีที่ผ่านมาเขาทรุดโทรมลงรวดเร็วนัก จนขุนนางที่มิได้เห็นเขามานานถึงกับรู้สึกเสมือนอยู่คนละยุค เจียงหลิวเอ่ยช้าๆ ว่า
“วันนี้เราเรียกพวกเจ้ามาเพราะมีสองเรื่องใหญ่”
สายตาของเขากวาดมองทั่วท้องพระโรง องค์รัชทายาทเจียงหานก็อยู่ด้วยเช่นกัน
“หนึ่ง เราเตรียมจะสละตำแหน่งโอรสสวรรค์ในปีหน้า ให้องค์รัชทายาทเจียงหานขึ้นครองราชย์”
สิ้นวาจาบรรดาขุนนางก็ฮือฮาขึ้นพร้อมกัน ทว่ากลับไม่มีผู้ใดทูลทัดทาน เจียงหานเผยสีหน้ายินดี เรื่องนี้ทำให้เจียงหลิวรู้สึกไม่สบายใจนัก
‘บัดซบ! เรายังไม่ตายเสียหน่อย!’
เจียงหลิวก่นด่าในใจ แอบจดจำชื่อพวกที่เผยสีหน้าปีติไว้ ปีนี้จะถอดพวกเขาให้หมด!
จากนั้นเขาก็กระแอมเบาๆ ขัดจังหวะเสียงวิจารณ์ทั่วท้องพระโรงแล้วเอ่ยว่า
“เรื่องที่สอง เผ่ามนุษย์กำลังจะเผชิญมหันตภัย มีเผ่าหนึ่งที่นามว่าเผ่าเฉียงเหลียงใกล้จะยกทัพมาแล้ว ในยุคบรรพกาลเผ่านี้ก็คือผู้ผลักไล่เผ่ามนุษย์ออกไปจากไทฮวง ส่วนข่าวกรองเกี่ยวกับเผ่าเฉียงเหลียงนั้น เราจะให้หน่วยองครักษ์ชุดขาวนำไปแจ้งต่อพวกเจ้า ส่วนเผ่านั้นจะมาเมื่อใดเราก็ไม่แน่ใจ พวกเจ้าทั้งหลายจงช่วยกันหนุนเสริมโอรสสวรรค์องค์ถัดไปให้ต่อต้านเผ่าเฉียงเหลียงให้จงได้”
เมื่อสิ้นคำ ท้องพระโรงก็สั่นสะเทือนอีกครา รอยยิ้มของเจียงหานพลันแข็งค้าง กลับกลายเป็นหม่นหมองหาใดเปรียบ เผ่าที่เคยขับไล่เผ่ามนุษย์ในอดีตต้องแข็งแกร่งเพียงใดกันเล่า เจียงหานแทบเดือดพล่านที่ตาเฒ่านี่จะสละราชบัลลังก์ก็เพราะกลัวแผ่นดินล่มสลายใต้เงื้อมมือเขา!
แต่เมื่อตำแหน่งโอรสสวรรค์มาอยู่ตรงหน้า เขาก็ไม่อาจปฏิเสธได้ หากเขาปฏิเสธย่อมมีโอรสองค์อื่นขึ้นแทน ไม่ใช่เรื่องที่เขาจะเลือกได้ เจียงหลิวยืดตัวลุกขึ้นเอ่ยว่า
“เอาละ ต่อจากนี้ให้เหล่าเสนาบดีช่วยกันสนับสนุนองค์รัชทายาทว่าราชการ เริ่มตั้งแต่วันนี้!”
เขาก้มกายจากไป ทิ้งให้เหล่าขุนนางบู๊บุ๋นยืนงงเต็มท้องพระโรง ง่ายดายถึงเพียงนี้เชียวหรือ
เฉินหลี่ส่ายหน้า เขาชินกับความเหลวไหลของโอรสสวรรค์ผู้นี้เสียแล้ว แต่เขาก็คิดว่ายังดีอยู่ แม้เจียงหลิวจะเพี้ยนแต่ก็ไม่เคยก่อความเดือดร้อนแก่ฟ้าดิน เคยมีความชอบอยู่บ้าง การสถาปนารัฐฮวงก็ถือว่ามีคุณูปการต่อการสำรวจไทฮวงของเผ่ามนุษย์ไม่น้อย ต่อไปนี่ก็ขึ้นอยู่กับโอรสสวรรค์องค์ใหม่แล้ว!
สายตาของเฉินหลี่หันไปมองเจียงหาน เจียงหานก็หันมามองเขา ทั้งสองสบตากันพอดี ปีนี้เองโอรสสวรรค์ปลดขุนนางจำนวนมาก ทำให้ต้าจิ่งเกิดความปั่นป่วนอย่างที่ไม่เคยมีมาร้อยปี แต่ความปั่นป่วนนี้เกิดจากราชสำนักเพียงด้านเดียว ความบ้าคลั่งครั้งสุดท้ายของเขากลับทำให้เหล่าขุนนางยิ่งเฝ้ารอการขึ้นครองราชย์ขององค์รัชทายาท
เจียงหานขึ้นครองราชย์ สรรพสิ่งราบรื่น เตรียมประกอบพิธีราชาภิเษกช่วงปลายปี ตั้งแต่ปีใหม่นี้จะใช้นามรัชสมัยว่า ตี้หวง ปีตี้หวงที่หนึ่ง เจียงหานขึ้นครองราชย์ อภัยโทษทั่วหล้า โดยเฉพาะขุนนางที่ถูกโอรสสวรรค์องค์ก่อนปลดออก เรื่องนี้ทำให้ราษฎรวิพากษ์กันไปต่างๆ นานา พ่อลูกในราชวงศ์ขัดแย้งกัน ช่างน่าขันนัก
ภายในลานเรือน เจียงหลิวเอนกายบนเก้าอี้ ฟังรายงานจากขันทีชรา เอ่ยอย่างสบายอารมณ์ว่า
“เจ้าหนูนั่นรู้จักเหยียบเราเพื่อขึ้นสู่อำนาจจริงๆ ก็แล้วแต่เขาเถิด”
ขันทีชราทำท่าจะกล่าวบางสิ่ง ท้ายที่สุดก็เลือกจากไป ในลานเรือนเหลือเพียงเจียงหลิว เขาจ้องมองคางคกวิเศษฟ้าดินในมือ เอ่ยถามว่า
“เมื่อเราสิ้นชื่อ ของเราจะถูกบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์เช่นไร”
“มีคุณูปการในการบุกเบิกแผ่นดิน แต่เป็นกษัตริย์ที่ไร้คุณธรรม ก่อความวุ่นวายในราชสำนัก”
เจียงหลิวเบิกตากว้าง เกือบจะขว้างคางคกวิเศษฟ้าดินในมือทิ้ง เขาถอนใจเฮือกหนึ่งเอ่ยเสียงเบาว่า
“อย่างน้อยก็ยังมีความดีความชอบ”
เขาเงยหน้ามองฟากฟ้า กล่าวด้วยน้ำเสียงที่มีเพียงตนเข้าใจว่า
“ในโลกนี้จะมีราชวงศ์ที่ไม่ล่มสลายกระนั้นหรือ ท่านบรรพบุรุษ หากต้าจิ่งถึงกาลดับสูญ ท่านจะยืนมองเฉยๆ หรือแท้จริงแล้วท่านกำลังแสวงหาอะไรกันแน่…”
โอรสสวรรค์พระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ การยื้อยุดกับโอรสสวรรค์เหยียนหยวนกลายเป็นเรื่องเล่าขานยามดื่มน้ำชาของผู้คนทั่วหล้า แม้แต่เขามังกรผงาดยังเอ่ยถึงเรื่องนี้ ไป๋ฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า
“ฮ่าๆๆ เจียงหลิวเด็กน้อยผู้นั้น ไม่คับแค้นตายไปแล้วหรือ”
เยี่ยสวินตี๋ยิ้ม “หากเป็นข้าคงขาดใจตายแน่”
ทุกคนล้วนไม่ชอบเจียงหลิวสักเท่าไร กระทั่งถึงกับดูหมิ่น หากไม่ใชเพราะมรรคาจารย์ขัดขวาง เป่ยเจียงอ๋องใต้หล้านี้คงเปลี่ยนโอรสสวรรค์ไปแล้ว ทว่าจวบจนบัดนี้ โอรสสวรรค์องค์นั้นยังไม่เคยมาเยี่ยมเยียนเจียงฉางเซิงเลย
นายท่านไป๋ลูบเครา “ตาแก่ผู้นี้กลับเห็นว่านี่เป็นพระปรีชาของโอรสสวรรค์พระองค์ก่อน หากพระองค์โหดเหี้ยมจริง เหตุใดจึงเพียงคุมขังเหล่าขุนนางไว้ ไม่ได้สั่งประหารเล่า”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนตกสู่ภวังค์ครุ่นคิด โอรสสวรรค์ที่เหลวไหลผู้นั้นจะมีพระปรีชาเช่นนี้จริงหรือ
“ข้ากลับอยากรู้ว่าโอรสสวรรค์รัชสมัยนี้จะรับมือกับการรุกรานของเผ่าเฉียงเหลียงได้หรือไม่ เขาตั้งนามศักราชว่าตี้หวง ย่อมสะท้อนถึงปณิธานแล้ว”
จีอู๋จวินเอ่ยขึ้น น้ำเสียงแฝงด้วยความหวัง
เจียงเทียนมิ่งเอ่ยฮึดฮัด “ช่างเถิด ข้าจะลงมือเอง รอให้ข้าเติบใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเผ่าเฉียงเหลียงหรือเผ่ารัวเหลียง หากไม่ยอมจำนน ข้าจะปราบให้สิ้น!”
เจ้าหนูผู้นี้แม้ดูเยาว์วัยแต่ก็มิใช่ไร้ความห้าวหาญ ท่าทีเช่นนี้ของเขาทําให้ผู้คนเย้าแหย่ มู่หลิงลั่วหันไปมองเจียงฉางเซิงถามด้วยความอยากรู้
“ถึงเวลานั้นท่านจะออกหน้าหรือไม่เจ้าคะ”
เจียงฉางเซิงไม่ลืมตา เพียงกล่าวว่า “ต้าจิ่งควรได้บทเรียนเสียบ้าง”
หากปรากฏศัตรูที่มีพลังเหนือสุดในใต้หล้า เขาย่อมออกมือขัดขวาง ทว่าสำหรับศัตรูในลำดับรองลงมา ควรปล่อยให้ต้าจิ่งเผชิญเอง บางทีอาจต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวงในเบื้องต้น แต่หากมองระยะยาวนั่นคือเรื่องดี ต้าจิ่งว่างเว้นจากศึกสงครามมานานเกินไปแล้ว จะต้านทานเผ่าทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นภายหน้าได้อย่างไร
จีอู๋จวินยิ้ม “พวกเราลงมือเองก็ได้ จะรบกวนมรรคาจารย์ได้อย่างไร”
คนอื่นต่างพักหน้าคล้อยตาม ส่วนมากล้วนตั้งตารอ วานรสวรรค์ไป๋หลิงกล่าวถึงเผ่าเฉียงเหลียงว่าแข็งแกร่งแต่ยังมิได้ระบุระดับขั้นพลังยุทธ์อย่างชัดเจน ผู้คนจึงยังไม่อาจประเมินความน่าสะพรึงกลัวของเผ่านี้ได้อย่างถ่องแท้
ทว่าเจียงฉางเซิงรู้ดี หากว่ากันโดยภาพรวมแล้ว เผ่ามนุษย์กับเผ่าเฉียงเหลียงมีความต่างชั้นกันมากโข ห่างชั้นกันเสียจนแทบไม่อาจต่อกรได้ แต่เผ่าเฉียงเหลียงย่อมไม่ยกพลทั้งเผามารุกราน อย่างไรก็ยังต้องเฝ้ารักษาแผ่นดินของเผ่าตนไว้อยู่ ในขณะที่พวกเขากำลังหารือถึงเผ่าเฉียงเหลียง โอรสสวรรค์เจียงหานก็ประชุมร่วมกับเสนาบดีและแม่ทัพทั้งหลาย
ครึ่งหลังของปีนี้ โอรสสวรรค์ประกาศเกณฑ์ทหาร บรรลุถึงขั้นเทวจิตจะได้เป็นทหารรบ ส่วนผู้ที่ระดับขั้นต่ำกว่านั้นจะจัดสรรเป็นทหารฝ่ายสนับสนุน ข่าวคราวเกี่ยวกับเผ่าเฉียงเหลียงแพร่สะพัดไปทั่วใต้หล้า แต่ละรัฐ แต่ละอำเภอ แต่ละเมือง ต่างติดประกาศไว้ทั่วแผ่นดิน ไทฮวงมีเพียงต้าจิ่งเป็นแกนหลัก แคว้นประเทศราชล้วนเป็นดินแดนในปกครองของต้าจิ่ง เทียบเท่ากับรัฐหนึ่ง
เมื่อเผชิญหน้ากับเผ่าเฉียงเหลียง พวกเขาย่อมไม่อาจหลบหลีกไปยังราชวงศ์แห่งโชคชะตาอื่นได้ มีแต่ต้องกัดฟันเผชิญหน้า ด้วยเหตุนี้เองโอรสสวรรค์จึงหาได้หวั่นไหวต่อความแตกตื่นของราษฎร ตรงกันข้ามเขาต้องการให้ทั่วแผ่นดินตระหนักถึงภัยใหญ่เบื้องหน้า โอรสสวรรค์ประกาศกร้าวว่าจะฟื้นฟูความหาญกล้าสมัยจิ่งไท่จงและจิ่งเทียนจงกลับคืนมา ลบล้างความอัปยศที่เผ่ามนุษย์ถูกขับไล่ออกจากไทฮวง วาจานี้เพียงประโยคเดียวก็ปลุกให้เลือดเนื้อผู้ฝึกยุทธ์พลุ่งพล่าน แม้โอรสสวรรค์ยังไม่ทันสร้างความดีความชอบยิ่งใหญ่ใดๆ แต่กลับทำให้ทั่วหล้ารอคอยด้วยความหวังแล้ว
แม้จะเผชิญหน้ากับเผ่าเฉียงเหลียง แต่ผู้ฝึกยุทธ์ทั่วหล้าไม่ได้หวาดหวั่น ตรงกันข้ามยังกลับรู้สึกตั้งตารอ สงบสุขมายาวนานนัก ผู้คนส่วนใหญ่กลับตั้งตารอจะได้ทำศึก โดยเฉพาะผู้ฝึกยุทธ์ต่างเริ่มคาดหวังจะสร้างชื่อเสียงในศึกสงคราม
ใต้ท้องฟ้าแจ่มใส เหล่าขุนเขาใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่เหนือผืนแผ่นดิน ทุ่งหญ้าดอกไม้เตี้ยต่ำดุจพื้นราบ พืชพันธุ์บนเขามีน้อยนัก ส่วนใหญ่มีเพียงหินผาขนาดเล็กใหญ่ปะปนกันไป ยอดเขาบางแห่งยังคงปกคลุมด้วยหิมะขาวมิได้ละลายหมดสิ้น เหนือยอดเขามีปีศาจแมวสองตัวนอนหมอบอยู่ด้วยกัน
เฮยเทียนอ้าปากหาวพลางเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ท่านจะเริ่มรวบรวมไพร่พลเมื่อใดกันเล่า”
หวงเทียนนอนแนบพื้นดินดูคล้ายสิงโตตัวผู้ ร่างกายกำยำมั่นคง มันหลับตาแล้วเอ่ยว่า
“อดใจรออีกสักนิด รอข้าครอบครองความสามารถของเจ้าหมอนั่นได้ก่อน แล้วเราค่อยเริ่มเกณฑ์ปีศาจ”
ออกเดินทางมาหลายปีพวกมันก็เริ่มแปรเปลี่ยน อาศัยวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ พวกมันล้วนบรรลุถึงขั้นถ้ำสวรรค์แล้ว กำลังทะลวงสู่ขั้นถ้ำสวรรค์สอง ภายในไทฮวงก็ถือว่ามีคุณสมบัติพอจะท่องยุทธภพได้
เฮยเทียนกล่าวเสียงแผ่วเบา “เมื่อใดข้าจะได้เป็นจักรพรรดิปีศาจเสียทีนะ”
หวงเทียนไม่ได้กล่าวตอบ ขณะนั้นเอง ยอดเขาก็เริ่มสั่นสะเทือนทีละระลอกๆ รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หวงเทียนลืมตาขึ้น กวาดตามองทั่วทั้งสี่ทิศแปดด้านของฟ้าดิน เฮยเทียนยิ่งแลดูตื่นตระหนก ในไทฮวงนั้นมักพบเจอสัตว์อสูรน่าหวาดหวั่นซึ่งใหญ่โตเกินกว่าเทือกเขา ปกติแล้วยิ่งตัวใหญ่พลังก็ยิ่งแกร่ง สัตว์อสูรบางตัวแครูปร่างก็ทําให้พวกมันไม่กล้าแม้แต่จะมองตรงๆ แล้ว
สองแมวหันไปจ้องยังทิศทางสุดขอบแผ่นดินทิศเหนือ เห็นพายุฝุ่นตลบฟ้าทลายดิน กลืนกลบขุนเขาไปทีละลูก และในพายุนั้นก็ปรากฏเงายักษ์หลายตนย่างก้าวมารูปร่างคล้ายมนุษย์ ทว่าศีรษะหาใช่มนุษย์ ร่างเหล่านั้นมีแขนขายาวเรียว ภายใต้พายุทรายล้วนแผ่แรงกดดันอันน่าสะพรึงออกมา ขอบเขตพายุทรายทอดยาวจนสุดสายตา ประหนึ่งเทพแห่งแผ่นดินกำลังออกกวาดล้างสรรพสิ่ง
“เราต้องหนีหรือไม่” เฮยเทียนถามขึ้นด้วยเสียงประหม่า
หวงเทียนกวาดตามองพลางกล่าวหนักแน่น
“จะหนีได้อย่างไร ดูท่าแล้วหากไม่เร็วยิ่งกว่าพวกมันก็ยากจะรอด พวกมันกินพื้นที่กว้างขวางเกินไป หลีกก็ไม่ทัน ควรหลบอยู่ในเขาเสียจะดีกว่า”
มันโดดลงจากยอดเขาทันที เฮยเทียนก็รีบตามลงไปติดๆ แมวสองตัวมุดเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่งแล้วใช้ดินโคลนปิดปากถ้ำ ไม่นานนักทรายไร้จุดสิ้นสุดก็ถาโถมเข้ามา ขุนเขาใหญ่สูงสง่าแต่ละลูกถูกกลืนกินกลายเป็นเพียงกองดินเล็กๆ ระหว่างฟ้าและดินไม่รู้เวลาผ่านไปเนิ่นนานเพียงใด เมื่อแผ่นดินสงบราบเรียบแล้ว หวงเทียนจึงค่อยๆ เขี่ยโคลนออกอย่างระมัดระวัง ชะโงกศีรษะออกไปดู
ทันใดนั้นก็ต้องชะงัก ร่างแน่นิ่ง เห็นเพียงภูผารอบด้านมีโครงกระดูกนับไม่ถ้วนแขวนห้อยอยู่ บางชิ้นทะลุทะลวงตัวภูเขาขึ้นไปถึงชั้นเมฆ สะท้านใจยิ่งนัก เมื่อกวาดตามองไปก็เห็นว่าทั่วทั้งแผ่นดินล้วนเป็นเพียงกองซากกระดูก ราวกับเป็นลานซากศพที่เหล่าทวยเทพทอดทิ้งไว้
หวงเทียนจ้องไปยังสุดปลายแผ่นดินที่พายุฝุ่นจากไปพลางพึมพำว่า “ทิศนั้นคือ…”
ปีตี้หวงที่สาม โอรสสวรรค์เหยียนหยวนเจียงหลิวสิ้นพระชนม์ ครองราชย์มาได้สามสิบสองปี ศาลบูรพกษัตริย์สมัญญานามคืออันจง หลังจากโอรสสวรรค์กับอัครมหาเสนาบดีหารือกันอยู่นาน สุดท้ายก็ตัดสินใจส่งเจียงหลิวเข้าสู่ศาลบูรพกษัตริย์เพื่อเป็นเครื่องแสดงความกตัญญูของโอรสสวรรค์และสยบข่าวลือในหมู่ราษฎร
แท้จริงแล้วในรัชสมัยของเจียงหลิว แคว้นต้าจิ่งมีอาณาเขตกว้างขึ้นเท่าตัว เพียงแค่ความดีความชอบนี้ก็นับว่าคู่ควรจะได้เข้าสู่ศาลบูรพกษัตริย์แล้ว เพียงแต่เขาใช้ชีวิตอย่างแปลกประหลาดจึงก่อให้เกิดข้อถกเถียงได้ง่าย ปีเดียวกัน เจียงหานก่อตั้งกองทัพยุทธ์ขึ้น กองทัพนี้มีจำนวนถึงสิบล้านนาย แต่ละรัฐก็เริ่มเกณฑ์ทหารเช่นกัน เพียงแต่มิได้เคร่งครัดเท่ากองทัพยุทธ์ บัดนี้จำนวนทหารรวมของต้าจิ่งทะลุหลักพันล้านแล้ว พลังทหารรบมีมากกว่าสองร้อยล้านและยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รอบรัฐฮวงมีการตั้งค่ายทัพนับไม่ถ้วน กินบริเวณกว้างถึงแสนลี้และยังคงขยายตัวต่อไป จุดประสงค์เพื่อเตรียมรับมือการรุกรานของเผ่าเฉียงเหลียง เจียงหานเตรียมรับศึกที่รัฐฮวง มิรอให้เผ่าเฉียงเหลียงบุกถึงมหาอาณาจักร