เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 293 กำลังเผชิญหน้ากับอะไรกันแน่
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 293 กำลังเผชิญหน้ากับอะไรกันแน่
ในห้องทรงพระอักษร โอรสสวรรค์เจียงหานวางฎีกาลงก่อนถอนหายใจยาว แล้วกล่าวพึมพำว่า
“ช่างเป็นภาระอันยากเย็นนัก หานอ๋องกล่าวไว้ถูกแล้ว การเป็นโอรสสวรรค์หาใช่เรื่องดีเสมอไปไม่”
เขาหันไปมองกระถางสามขาเล็กบนโต๊ะพลางเอ่ย
“อีกนานเพียงใดกว่าเผ่าเฉียงเหลียงจะมาถึงรัฐฮวง”
“ไม่ถึงสามเดือน”
คางคกวิเศษฟ้าดินตอบกลับ ทำให้เจียงหานขมวดคิ้ว
คางคกวิเศษฟ้าดินสามารถหยั่งรู้สภาพฟ้าดินได้ แม้ไม่แม่นยำร้อยส่วน แต่ก็มักผิดเพี้ยนเพียงเล็กน้อย และนั่นก็ยิ่งแสดงว่าเผ่าเฉียงเหลียงใกล้เข้ามาเต็มทีแล้ว เจียงหานสูดลมหายใจลึก แววตาหนักแน่นกล่าวกับตนเองว่า
“ศึกครั้งนี้ต้องทำให้ท่านบรรพบุรุษของเราภาคภูมิใจให้จงได้ เผ่ามนุษย์สมควรเป็นที่รู้จักทั่วไท่ฮวง มิใช่เอาแต่หลบเร้นอยู่ตามชายแดนอีกต่อไป”
เขาลุกขึ้นประคองคางคกวิเศษฟ้าดินออกจากตำหนัก
ก่อนสิ้นพระชนม์ เจียงหลิวมอบของไว้ให้เขาสองสิ่ง หนึ่งคือคางคกวิเศษฟ้าดิน อีกหนึ่งคือความลับที่สามารถกอบกู้แผ่นดินต้าจิ่งได้
เพราะมีของสองสิ่งนี้ แม้เจียงหานจะหวั่นวิตกอยู่บ้าง แต่ก็เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
เผ่าเฉียงเหลียง ให้เราลิ้มรสพลังของเผ่าที่แข็งแกร่งแห่งไท่ฮวงดูเถิด!
เดือนเจ็ด โอรสสวรรค์มีพระราชโองการประกาศไปทั่วหล้า สงครามระหว่างเผ่าพันธุ์กำลังจะอุบัติขึ้น
นอกจากรัฐชายแดนแล้ว ทัพใหญ่ของแต่ละรัฐต่างถูกส่งมายังรัฐฮวงทันที เตรียมต้านศึกเผ่าเฉียงเหลียง ใต้หล้าต่างฮึกเหิม!
ต้าจิ่งเก็บตัวเงียบเชียบมานานนับร้อยปี ทหารกล้าและอาชาศึกที่ฝึกฝนสั่งสมมาหลายปี ทำให้ประชาราษฎร์ทั่วหล้าต่างเฝ้ารอศึกครั้งนี้
นับตั้งแต่ต้าจิ่งย้ายมาไท่ฮวงก็เติบโตอย่างรวดเร็ว มีอัจฉริยะจำนวนมากถือกำเนิดทุกปี
แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่มีผู้ใดที่ครอบครองใต้หล้าไว้แต่เพียงผู้เดียว เพราะต้าจิ่งแข็งแกร่งมากพอ ผู้เยี่ยมยุทธ์ต่างปรากฏตัวไม่ขาดสาย ล้วนหมายใช้ศึกครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ตน
เขามังกรผงาด ภายในลานเรือน
มูหลิงลั้ว จีอูจวิน เยี่ยสวินตี๋ และเทพกระบี่ พากันลงจากเขา
มูหลิงลั้วจะไปนำตระกูลมู ส่วนพวกจีอูจวินทั้งสามนั้นมุ่งสู่รัฐฮวงเพื่อเข้าร่วมศึก
ไม่ใช่เพียงเพราะชื่นชอบการต่อสู้ พวกเขายังอยากได้ซากศพของเผ่าเฉียงเหลียงอีกด้วย
เจียงเทียนมิ่งยืนกอดอกอยู่ด้านหน้า ฮึดฮัดพลางกล่าวว่า
“ไม่พาข้าไปเล่นด้วย บัดซบ เผ่าเฉียงเหลียงจะโผล่มาเร็วเกินไปแล้ว ข้ายยังไม่ได้ทะลวงถึงขั้นจอมราชันยุทธ์เลย”
ไป๋ฉีกลอกตา “เจ้าคิดว่าเจ้าเป็นบุตรแห่งลิขิตสวรรค์หรือไร ใต้หล้าทั้งหมดต้องหมุนวนรอบเจ้าอย่างนั้นหรือ”
เจียงเทียนมิ่งเผยยิ้มกว้าง “ข้าไม่ใช่บุตรแห่งลิขิตสวรรค์ ข้านี่แหละคือลิขิตสวรรค์ (เทียนมิ่ง) เอง”
ไป๋ฉีไม่อยากต่อปากต่อคำอีก เพราะตอนนี้มันสู้เขาไม่ได้ ทำได้เพียงหลีกเลี่ยงคมดาบของเขาเท่านั้น
จินอูลงแตะพื้นถามขึ้นว่า “นายท่าน ถึงยามนั้นข้าจะออกไปลองดูได้หรือไม่”
นับแต่สายเลือดแปรเปลี่ยน มันก็ปรารถนาถึงการทำศึกมาโดยตลอด อยากรู้ว่าตนแข็งแกร่งเพียงใด
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ได้สิ ตามหลิงลั้วไปแล้วกัน ต่อไปก็ให้ร่วมรบเคียงข้างนาง”
จินอูดีใจยิ่งนัก มันลังเลมานานเพราะกลัวเจียงฉางเซิงปฏิเสธ พอได้ยินดังนั้นจึงโผบินลงจากเขาไล่ตามมูหลิงลั้วไปทันที
“นายท่านช่างดีต่อแม่นางมู่นัก หากต่อไปดีต่อบ่าวเช่นนี้ บ่าวจะยินยอมพลีชีพถวายชีวิตเลย”
ไป๋ฉีกล่าวอย่างน่าสงสาร เจียงฉางเซิงไม่ได้เอ่ยอะไรต่อ
เจียงเทียนมิ่งตะโกนว่า “เจ้าจะคู่ควรกับท่านปู่ทวดของข้าได้อย่างไร เจ้ายังแปลงกายไม่ได้ด้วยซ้ำ อย่ามัวฝันกลางวันให้มากไปนัก!”
ไป๋ฉีโกรธจนแทบคลั่งกล่าวว่า “เรื่องของเจ้าหรือไร!”
“นี่เป็นเรื่องของสกุลเจียงของข้า ข้าย่อมมีสิทธิ์เอ่ยปากสอดได้บ้าง”
“เฮอะ เจ้ากล้าหือใส่ท่านปู่ทวดของเจ้ารือ”
“นั่นก็ไม่กล้า…”
เจียงเทียนมิ่งถึงกับสะอึก รีบเบือนหน้าหลบสายตาเจียงฉางเซิงด้วยท่าทีระแวดระวัง
พอประสานตาเข้ากับเขาก็ตกใจจนต้องรีบหมุนตัวกลับเริ่มท่องเคล็ดวิชาอย่างเร่งร้อน
เจียงฉางเซิงกล่าวเรียบๆ ว่า “ไป๋อี อย่าเอาแต่คิดฟุ้งซ่านทั้งวัน พยายามฝึกให้แกร่งขึ้นเถิด เจ้านะอ่อนแอเกินไปแล้ว”
ไป๋ฉีขยับเข้ามาอย่างแง่งอนเอ่ยเสียงเบา “บ่าวก็อยากเป็นเหมือนจินอูเหมือนกัน”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เจ้าไม่ได้มีจิตใจศรัทธาพอ”
กล่าวจบเขาก็หลับตาฝึกวิชา
ไป๋ฉีตกใจ ศรัทธาหรือ นี่หมายความว่าอย่างไร
ยามอาทิตย์อัสดง บนที่ราบไกลสุดสายตา ปรากฏเมืองยักษ์โอฬารตั้งตระหง่านอยู่หนึ่งแห่ง
บนท้องฟ้ามีผู้ฝึกยุทธ์เหินบินผ่านไปมาแบกอาวุธสารพัดชนิด ส่วนพื้นดินก็เต็มไปด้วยค่ายทหารเรียงรายสุดลูกหูลูกตา
เมืองรัฐฮวง นี่คือเมืองที่ใหญ่ที่สุดของต้าจิ่ง หนึ่งเมืองเทียบเท่าหนึ่งรัฐ
ภายในเมืองทุกถนนล้วนมีค่ายกลเคลื่อนย้ายประกายแสงราวกับหมู่ดาวบนฟากฟ้า
ค่ายกลเคลื่อนย้ายหนึ่งเริ่มทำงาน เจียงหลัวในชุดเกราะเต็มยศนำทหารรักษาการณ์กลุ่มหนึ่งก้าวออกมา
บัดนี้เขาดูราวกับชายวัยสี่สิบปลายๆ ดูมีอำนาจเปล่งรัศมี
สายตาของผู้ฝึกยุทธ์ที่ผ่านไปมาต่างจับจ้องเขาด้วยความสนใจ
“นั่นมิใช่หานอ๋องหรอกหรือ”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้น เจียงหลัวหันไปมองแล้วเผยรอยยิ้มตอบทันที
เห็นเพียงสวีเทียนจีนำแม่ทัพเดินตรงมา เขามาจากเขามังกรผงาด เคยฝึกยุทธ์อยู่ใต้มรรคาจารย์
นับแต่รัชสมัยไท่จงก็ถวายชีวิตรับใช้ต้าจิ่งจนถึงบัดนี้
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ผู้กุมอำนาจสูงสุดแห่งต้าจิ่ง ยากจะหาใครเทียบได้ แม้แต่โอรสสวรรค์ก็ยังต้องให้เกียรติ
เจียงหลัวก้าวเข้าไปยิ้มพลางกล่าวว่า “แม่ทัพสวี ผ่านมาโดยบังเอิญหรือ”
สวีเทียนจีส่ายหน้ากล่าวว่า “ย่อมมารับเจ้าสิ อย่างไรเจ้าก็เป็นอ๋อง การมาถึงของเจ้าย่อมมิใช่เรื่องเล็ก เดินเถิด ไหนๆ ก็ได้พบสหายเก่า นับตั้งแตรบที่ทะเลตะวันตก เราสองคนก็ไม่ได้เจอกันหลายปีแล้ว”
เขาจับข้อมือเจียงหลัวด้วยความสนิทสนม ลากอีกฝ่ายเดินไปด้วยกัน
ไม่เพียงแต่เจียงหลัวเท่านั้น ผู้ทรงอำนาจเดินทางมาถึงเมืองนี้มากขึ้นเรื่อยๆ
เหล่าอ๋องผู้ครองรัฐต่างๆ ก็มาไม่น้อย คนสกุลเจียงล้วนฝึกยุทธ์
ไม่ว่าจะมีความทะเยอทะยานหรือไม่ ต่างก็หวังสร้างผลงานอันเกริกไกร อย่างไรนี่ก็คือใต้หล้าของสกุลเจียงโดยแท้
เจียงเยี่ยก็มาถึงแล้วเช่นกัน เบื้องหลังเขามีเพียงองครักษ์ติดตามไม่กี่คน
วานรสวรรค์ไป๋หลิงยืนอยู่บนบ่ามองไปรอบทิศ
“เจ้าเยี่ยน้อย ข้าไม่คาดคิดเลยว่าเผ่ามนุษย์จะสามารถรวมตัวผู้แข็งแกร่งได้มากมายถึงเพียงนี้”
วานรสวรรค์ไป๋หลิงกล่าวด้วยความตื่นตะลึง
จำนวนผู้ฝึกตนขั้นท้าสวรรค์ในเมืองรัฐฮวงทะลุหลักพัน และยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
ในหมู่พวกเขามีอยู่ไม่น้อยที่แผ่พลังอำนาจรุนแรงเกินขั้นท้าสวรรค์
เจียงเยี่ยยิ้มพลางว่า “แห่งสิ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์วิถียุทธ์แห่งต้าจิ่งย่อมซ่อนผู้ฝึกยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่ไว้มากมาย”
วานรสวรรค์ไป๋หลิงบ่นพึมพำ “เสียดายที่ยังขาดยอดฝีมือผู้สามารถชี้ขาดชัยชนะในศึกเดียว”
เจียงเยี่ยแสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน ก้าวเดินต่อไป ชื่นชมทิวทัศน์ระหว่างทางด้วยกองทัพ สำนักยุทธ์ และตระกูลใหญ่หลั่งไหลสู่เมืองรัฐฮวง
ทำให้เริ่มมีตลาดท้องถิ่นเกิดขึ้นมากมาย เจ้าเมืองอนุญาตให้เป็นเช่นนี้ อย่างไรก็เป็นช่วงเวลาพิเศษ
หากผู้เข้าร่วมศึกได้อาวุธหรือเคล็ดวิชาที่เหมาะสมก็ถือเป็นเรื่องดี
ผู้คนแน่นขนัด เจียงเยี่ยเองก็อดตกตะลึงในความลึกซึ้งของต้าจิ่งไม่ได้
เขารู้ว่าต้าจิ่งนั้นแข็งแกร่งอยู่แล้ว แต่เมื่อพลังจากทั่วหล้าหลั่งไหลมาชุมนุมในสถานที่เดียว เขาจึงรู้สึกสะท้านใจอย่างแท้จริง
“นั่นไม่ใช่คนจากยอดเขาของมรรคาจารย์หรือ!”
วานรสวรรค์ไป๋หลิงร้องขึ้นกะทันหัน ก่อนยกมือชี้ไปยังทิศหนึ่ง
เจียงเยี่ยมองตามสายตาของมัน เห็นจีอูจวิน เยี่ยสวินตี๋ และเทพกระบี่ กำลังเดินเล่นอยู่บนถนน
เบื้องหลังยังมีเหล่าศิษย์จากเขามังกรผงาดติดตามอยู่ ศิษย์ทั้งสองของเจียงฉางเซิงอย่างฮวงชวนและหลิงเซียวก็อยู่ด้วย
พวกเขาล้วนมีพรสวรรค์ไม่น้อย ฝึกฝนวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ล่าสัตว์มาตลอดหลายปี บัดนี้ต่างบรรลุถึงขั้นท้าสวรรค์แล้ว
เจียงเยี่ยลังเลอยู่ชั่วครู่ ทว่าก็ยังตัดสินใจเดินเข้าไปทักทาย
ณ หน้าบันไดของจวนเจ้าเมือง โอรสสวรรค์เจียงหานยืนหยัดอยู่บนนั้น ทอดสายตาลงมองทั่วทั้งเมือง
ยืนอยู่ตรงนี้ทำให้ผู้คนเกิดความรู้สึกฮึกเหิมจากผู้ยิ่งใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด ซึ่งกล้าเผชิญหน้ากับดวงอาทิตย์ตกที่สุดขอบฟ้าดิน
เจ้าเมืองยืนอยู่เคียงข้างเจียงหาน กล่าวเตือนว่า
“ฝ่าบาท ท่านเสด็จกลับเถิด มิจำเป็นต้องเสด็จนำทัพด้วยพระองค์เอง ต่อให้ท่านไม่เข้าร่วมก็จะไม่ส่งผลกระทบต่อคุณงามความดีของพระองค์”
เจียงหานเอ่ยว่า “เราตัดสินใจแล้ว ไม่ต้องเอ่ยอีก ทั้งดื้อดึงก็อย่าหาว่าเราเมินเฉยต่อพระพักตร์อดีตฮ่องเต้”
เจ้าเมืองยิ้มเจื่อน เขาเป็นขุนนางเก่าจากสมัยจิ่งอันจง อาศัยความอาวุโสจึงกล้าตักเตือนไปบ้าง
แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าเจียงหานจะเด็ดขาดถึงเพียงนี้ เจียงหานประคองคางคกวิเศษฟ้าดินไว้ด้วยสองมือ
แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง เจ้าเมืองแอบเหลือบมองคางคกวิเศษฟ้าดิน ในใจเกิดความฉงนไม่น้อย
ของวิเศษที่เคยอยู่ในมือจิ่งอันจง บัดนี้ถูกส่งต่อมายังโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบัน
เขารักใคร่หลงใหลในวัตถุชิ้นนี้ไม่ยอมห่างกายเช่นบิดา เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วในหมู่ราษฎร
ต่างมีคำรำลือถึงขนาดที่มีผู้กล่าวว่า ในหม้อกระถางสามขาใบเล็กนั้นมีปีศาจร้าย มันควบคุมจิตใจของโอรสสวรรค์สองรัชสมัยไว้
ผู้อื่นบังอาจเอ่ยถามต่อหน้าพระพักตร์ย่อมไม่มีจุดจบที่ดี เจ้าเมืองได้แต่นิ่งเงียบ ฝืนกลบความอยากรู้ในใจไว้
“เราพลันเข้าใจแล้วว่าเหตุใดไท่จงกับเทียนจงจึงหลงใหลในการศึก หากมีใจกล้าเช่นนี้ เหตุใดจักไมยินดีครอบงำใต้หล้าได้”
เจียงหานกล่าวพร้อมรอยยิ้ม รอยยิ้มของเขาเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองและเชื่อมั่นในตนเอง
หว่างคิ้วปรากฏปานประหลาดราวกับเป็นดวงตาที่สาม ดูแล้วราวกับจะเปิดออกได้ทุกเมื่อ
จนเจ้าเมืองพลันรู้สึกมึนงงอยู่น้อยๆ โอรสสวรรค์ในอดีตไม่ได้มีความมุ่งมั่นเช่นนี้
หากศึกนี้ประสบความสำเร็จ ต้าจิ่งอาจได้เปิดหน้าประวัติศาสตร์ใหม่!
ความขัดแย้งภายในแคว้นก็อาจถูกโยกย้ายไปสู่ภายนอกแทน คิดถึงตรงนี้เจ้าเมืองพลันรู้สึกคลื่นอารมณ์พลุ่งพล่าน ประหนึ่งได้เป็นสักขีพยานในหน้าประวัติศาสตร์
วันแล้ววันเล่าผ่านไป จำนวนคนในเมืองรัฐฮวงยิ่งเพิ่มมากขึ้น
ถึงขั้นมีผู้ฝึกยุทธ์ในหมู่ชาวบ้านมาด้วยตนเอง สำหรับเรื่องนี้โอรสสวรรค์ยินดีเป็นอย่างยิ่ง
จึงบัญชาให้เจ้าเมืองช่วยบันทึกชื่อขึ้นทะเบียนไว้ แล้วจัดสรรให้เข้าประจำแต่ละกองทัพ
เวลาล่วงเข้าสู่เดือนเก้า อากาศเริ่มร้อนระอุ ลมทรายโหมกระหน่ำจากสุดขอบฟ้าดิน เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าศึกใหญ่ใกล้มาเยือนเต็มที
ข่าวจากแนวหน้าลอยมาถึงหูโอรสสวรรค์ โอรสสวรรค์จึงเริ่มเตรียมพร้อมลงศึก
แม่ทัพใหญ่ผู้บัญชาทัพทั้งหมดในครานี้คือสวีเทียนจี
ณ ค่ายใหญ่ของกองทัพ เขาสร้างหอคอยสูงนับร้อยจั้งขึ้นมา สามารถทอดสายตามองไกลสุดขอบฟ้า
อินทรีหมื่นลี้บินเข้าออกตัวแล้วตัวเล่า แม้กระทั่งเงาขององครักษ์ชุดขาวก็ปรากฏให้เห็น
แม้ศึกยังไม่เริ่ม แต่กองทัพต้าจิ่งก็ไม่อาจอยู่นิ่งได้อีก เหล่าทหารทั้งปวงต่างตั้งตารอศึกใหญ่ที่ใกล้เข้ามา
“หึ ไม่คาดคิดเลยว่าเผ่ามนุษย์จะกล้ารอพวกเราอยู่ที่นี่!”
เสียงแค่นหัวเราะดังสะท้านฟ้าดิน ถึงกับทำให้กองทัพต้าจิ่งตื่นตระหนก
แม้แต่ผู้คนในเมืองรัฐฮวงต่างก็ได้ยินทั่วกัน โอรสสวรรค์รีบคว้าคางคกวิเศษฟ้าดินไว้ในมือแล้วก้าวออกจากท้องพระโรง
ทอดสายตาไปยังระยะไกล ต่อจากนั้นก็พลันหน้าเปลี่ยนสี
เมื่อมองตามสายตาของเขาไป เบื้องฟ้าไกลโพ้นถูกลมทรายบดบังงดงามยิ่งนัก
และภายใต้พายุทรายนั้น เงาร่างอันสูงตระหง่านก็แลเห็นรำไร
ที่นี่คือเมืองรัฐฮวง แม้โอรสสวรรค์จะประทับอยู่ภายในจวนเจ้าเมือง ก็ยังสามารถรับรู้ถึงแรงกดดันจากอีกฝ่ายได้ถึงเพียงนี้
นับประสาอะไรกับแนวหน้าซึ่งอยู่ห่างไกลนับหมื่นลี้
ภายใต้พายุทรายที่ปกคลุมไปทั่วฟ้า ไม่ได้มีเพียงเงาร่างมหึมาก้าวเดินอยู่
ยังมีเงายักษ์บินอยู่บนฟ้า แต่ละตนล้วนดูราวกับเทพมาร ไม่อาจประเมินได้เลยว่าพวกมันสูงใหญ่เพียงใด
จนทำให้ผู้คนรู้สึกว่าตนเองช่างเล็กจ้อยยิ่งนัก
“เผ่า…เผ่าเฉียงเหลียงหรือ”
เจียงหานใจสั่น เขาถึงกับหวั่นเกรงต่อเผ่าเฉียงเหลียง
เบื้องหน้ากระโจมแห่งหนึ่งของกองทัพ เจียงเยี่ยขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเบาว่า
“เหตุใดเผ่าเฉียงเหลียงจึงใหญ่โตนัก”
วานรสวรรค์ไป๋หลิงตัวสั่นเทิ้มกล่าวว่า
“แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า ข้าเคยบอกแล้วว่าเผ่าเฉียงเหลียงแข็งแกร่งมาก เพียงแต่ที่เห็นใหญ่โตถึงเพียงนี้อาจไม่ใช่ขนาดแท้จริง คงเป็นผลจากวิถียุทธ์ของพวกมัน ความจริงแล้วร่างจริงของพวกมันไม่ได้มหึมาเพียงนี้ นี่เป็นกลยุทธ์ข่มขวัญ พวกมันอาศัยภาพลวงตาเช่นนี้ ทำให้หลายเผ่าพันธุ์ยอมล่าถอยโดยไม่คิดสู้”
เจียงเยี่ยหันไปมอง ค่ายทหารแห่งนี้เงียบงันไร้เสียง
แม่ทัพทั้งหลายล้วนเบิกตากว้าง ตัวสั่นงันงกไม่เว้นแม้แต่คนเดียว
เงาร่างของศัตรูใหญ่โตมโหฬารถึงเพียงนี้ แม้แต่ทหารต้าจิ่งซึ่งเปี่ยมด้วยความมั่นใจ ก็ตกอยู่ในห่วงภวังค์หวาดหวั่น
ชั่วขณะนั้นในใจของเหล่าทหารต้าจิ่งล้วนเกิดความสงสัยประการเดียวกันขึ้นมา
พวกเขากำลังเผชิญหน้ากับอะไรกันแน่