เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 294 โชคชะตาแคว้นต้าจิ่ง สู้เดนตายอาบโลหิต
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 294 โชคชะตาแคว้นต้าจิ่ง สู้เดนตายอาบโลหิต
“เหตุใดเผ่าเฉียงเหลียงจึงใหญ่โตขนาดนี้กัน…”
เยี่ยสวินตี๋สีหน้าหม่นหมอง จ้องมองเงาร่างมหึมาสุดขอบฟ้าดิน สะท้านเย็นถึงแนวหลัง
จีอูจวิน เทพกระบี่ ฮวงชวน หลิงเชียว และคนอื่นๆ สีหน้าเคร่งเครียด
พวกเขาไม่อาจประมาณความสูงของเผ่าเฉียงเหลียงได้ แต่ก็ไม่เคยพบเห็นสิ่งมีชีวิตใดมโหฬารถึงเพียงนี้มาก่อน
นี่มันสูงเป็นหมื่นจั้งหรือไร ณ ขณะนั้นเหล่าทหารต้าจิ่งกับจอมยุทธ์ทั่วหล้าล้วนเงียบงัน
เผชิญหน้ากับศัตรูที่กำลังใกล้เข้ามาจากเบื้องหน้า ต่างก็ได้รับแรงกดดันที่ไม่เคยมีมาก่อน
ความกดดันนั้นถึงกับทำให้โลหิตทั่วร่างแทบหยุดเดิน
เผ่าเฉียงเหลียงกล่าวเพียงประโยคเดียว ไม่ได้เอ่ยอันใดอีก มีเพียงย่างเท้าเข้าหาต้าจิ่งไม่หยุด
แม้จะไม่รวดเร็ว แต่เพราะไม่ได้รวดเร็ว กลับยิ่งทำให้ทหารต้าจิ่งขวัญผวา
การได้เห็นความตายย่างกรายเข้ามาอย่างช้าๆ นั้นน่าหวาดกลัวอย่างที่สุด
ในขณะนั้นเอง!
ตม!
ณ ค่ายใหญ่แห่งทัพต้าจิ่ง พลันปะทุพลังอำนาจอันแข็งแกร่งออกมา
เหล่าทหารเรียงแถวล้อมหอสูง ตั้งค่ายกลขึ้นฉับพลัน
ขณะนั้นเองทุกคนรู้สึกได้ว่าโชคชะตาของตนถูกร้อยรัดเข้ากับโชคชะตาอันมหาศาล โชคชะตาแห่งแคว้นต้าจิ่ง!
“ศึกครั้งนี้คือศึกปกป้องมาตุภูมิ ศึกที่ไม่มีวันถอย ศึกล้างอัปยศแห่งเผ่ามนุษย์ ศึกแห่งเกียรติยศของต้าจิ่ง!”
เสียงหนึ่งดังกระหึ่มสะท้อนในใจของชาวต้าจิ่งทุกคน เป็นเสียงของสวีเทียนจี
เขาให้เหล่าทหารกรมโชคชะตารวบรวมโชคชะตาเชื่อมโยงใจไว้เป็นหนึ่ง ให้เสียงของตนส่งถึงใจผู้คน
น้ำเสียงหนักแน่นมอบความเชื่อมั่นให้ทุกคน
“เมื่อกาลก่อนแต่หนใดไม่มีใครบอกได้ เผ่ามนุษย์ของเราก็เคยถูกเผ่าเฉียงเหลียงผลักไสให้เร่ร่อนสู่มหาสมุทรไร้ขอบเขต บัดนี้ต้าจิ่งกลับถูกเผ่าปีศาจผลักไสจากมหาสมุทรมาสู่ไท่ฮวง หากแม้เผ่าเฉียงเหลียงไม่ให้ที่อยู่แก่เราอีก เช่นนั้นแล้วพวกเรายังจะหนีไปที่ใดได้อีก ไม่มีที่ให้หลบหนี! จะรบจนศัตรูถอย หรือจะยอมรับความตายกับความอัปยศ จงนึกถึงครอบครัวของพวกเจ้า นึกถึงเหตุผลที่เข้าร่วมทัพ นึกถึงแผ่นดินต้าจิ่งของพวกเจ้า!
ต้าจิ่งสถาปนามาสองร้อยเก้าสิบเอ็ดปี ฝ่าฟันพายุลมฝนมานับไม่ถ้วน รวบรวมราชวงศ์มากมายจนกลายเป็นพวกเราในวันนี้ ศึกครั้งนี้หาใช่เพื่อต้าจิ่งเท่านั้น หากแต่เป็นศึกของเผ่ามนุษย์ทั้งปวง เพราะเผ่ามนุษย์แห่งมหาสมุทรไร้ขอบเขตมิอาจต้านเผ่าปีศาจที่ล่มอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ได้ พวกเราจึงเร้นหลบจากเผ่าปีศาจ หากถึงเพียงนี้แล้วยังมีชีวิตอยู่ไม่ได้ เผ่ามนุษย์ยังจะมีหวังอันใดอีกเล่า!
จงกำอาวุธในมือให้แน่น เตรียมพร้อมตายเป็นตาย วันนี้หากไม่ชนะ แม่ทัพผู้นี้ก็จะขอตายร่วมกับพวกเจ้าที่นี่ ฆ่ามัน!”
คำพูดของสวีเทียนจีราวคมมีดทิ่มแทงใจทุกคน น้ำเสียงของเขากระตุ้นอารมณ์ของทุกคนให้ลุกโชนยิ่งขึ้นโดยเฉพาะในยามคับขันเช่นนี้
“ฆ่ามัน!”
ที่เบื้องหน้ากำแพงเมืองรัฐฮวง เสียงตะโกนโห่ร้องประสานดังกระหึ่มทั่วผืนดินนับหมื่นลี้ สะเทือนไปทั่วผืนฟ้า
พายุฝุ่นไกลโพ้นถึงกับสลายตัวไปบางส่วน ฮวงชวนมองดูเหล่าทหารที่ตาแดงก่ำด้วยความฮึกเหิมจากทั่วทุกทิศ แล้วกล่าวทอดถอนใจว่า
“เจ้าเฒ่านี่ยังปลุกขวัญทหารได้เก่งเหมือนเดิมเลยจริงๆ”
ตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ของทั้งกองทัพที่สวีเทียนจียึดครองไว้ได้หลายรัชสมัยไม่ได้อาศัยเพียงเส้นสาย
ตูม!
เงาร่างหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่ฟ้า แต่ละคนล้วนแผพลังอันแข็งกล้าออกมา ล้วนเป็นขั้นท้าสวรรค์ทั้งหมด
แม้แต่กวนทงโยวก็ยังปรากฏตัว เขาพุ่งทะยานออกหน้าไปยังแนวหน้าเป็นคนแรก
พอจีอูจวินเห็นดังนั้นก็ไม่พูดคำใด ถือทวนเงินวิญญาณมังกรทะยานตามไป
ในจวนเจ้าเมือง เจียงหานก็ฮึกเหิมตามสวีเทียนจี เขาตบมือพลางกล่าวด้วยความตื่นเต้นว่า
“สมแล้วที่เป็นแม่ทัพเจ็ดรัชสมัย ยอดเยี่ยมยิ่ง อย่างไรเสียศึกนี้ก็ต้องสู้!”
ขุนนางที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้ยังตึงเครียด แต่ในแววตาก็เผยความคาดหวังออกมา
แม้ศัตรูจะน่าหวาดหวั่น แต่ต้าจิ่งในยามนี้ก็ไม่ใช่ต้าจิ่งในอดีตอีกต่อไป!
กวนทงโยวทะยานพุ่งดังสายฟ้าโอบผ่านเหนือศีรษะเหล่าทหารนายกองทั้งหลาย
ดึงดูดสายตานับไม่ถ้วนให้แหงนมอง บ้างจำเขาได้แต่ก็มีอีกมากที่ไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร
ทว่าเพียงเขากล้าทะยานไปเบื้องหน้าศึก ก็เพียงพอจะยืนยันความแข็งแกร่งของเขา และสร้างศรัทธาให้กับทหารต้าจิ่งได้
ต้าจิ่งไม่ได้ขาดยอดฝีมือผู้ยิ่งใหญ่!
กวนทงโยวถือหอกยาว สวมชุดรัดรูปสีขาว แผ่กลิ่นอายปรมาจารย์ยุทธ์
ดวงตาเฉียบคมดังพญาอินทรี จับจ้องเผ่าเฉียงเหลียงเบื้องหน้าแน่นิ่ง
ครั้นทะยานพ้นค่ายทัพต้าจิ่งเขาก็มิได้ชะลอ แต่กลับเร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก
ตุม!
พลังลมปราณปะทุพุ่ง เกิดเป็นไอพลังตระการตาล้อมรอบร่างเขา
เพียงชั่วพริบตามังกรน้ำสีขาวร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ยาวนับพันจั้ง เคียงข้างเขา พุ่งทะยานไปสังหารยังเบื้องหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
“ตั้งขบวนปลุกมังกรแห่งโชคชะตา!”
เสียงของสวีเทียนจีดังขึ้นอีกครั้ง เหล่าทหารต้าจิ่งทุกนายต่างพร้อมใจกันระดมพลังโชคชะตาของตน
ผู้ฝึกยุทธ์ที่มิใช่ทหารได้แต่ยืนมอง พวกเขาเห็นว่าร่างกายของทหารแต่ละคนแผกระแสพลังบางเบาออกมา ก่อนหลอมรวมกันกลางนภาเหนือทัพ
ภาพนั้นยิ่งใหญ่เหลือประมาณ ค่ายกลทัพโชคชะตา!
ราชอาณาจักรทั้งหมดสามารถควบคุมมันได้ เมื่อร้อยปีก่อนต้าจิ่งเคยพ่ายแพ้ให้ค่ายกลทัพโชคชะตาแห่งเฟิ่งเทียน
นับแต่นั้นมาบรรดาโอรสสวรรค์แห่งแต่ละรัชสมัยก็ให้ความสำคัญกับกรมโชคชะตายิ่งนัก
ให้ประสานกำลังกับทัพทั้งหลายฝึกฝนค่ายกลทัพโชคชะตาหลากหลายรูปแบบ
โชคชะตาของต้าจิ่งในวันนี้แข็งแกร่งอย่างหาที่เปรียบมิได้
เมื่อทหารทั้งกองรวมเป็นขบวน พลังที่ปลุกขึ้นมาก่อรูปเป็นมังกรแห่งโชคชะตาตัวยาวเหยียด ราวสายน้ำใหญ่แห่งใต้หล้า สถิตอยู่เหนือค่ายทัพต้าจิ่ง
“ไม่รู้จักประมาณตน!”
เสียงหยันเย็นเยียบจากเผ่าเฉียงเหลียงดังขึ้นอีกครา ดั่งค้อนเหล็กหนักกระแทกลงกลางใจของผู้คนทั้งฟ้าดิน
ตูม!
ม่านพายุฝุ่นถูกพลังทะลวงเปิดออก เงาร่างหนึ่งพุ่งนำเข้าโจมตีก่อน เป็นสิ่งมีชีวิตร่างคนหัวเสือสี่แขนยาวเรียว
ร่างกายปกคลุมด้วยขนสีแดงเข้ม พุ่งเข้าหากวนทงโยวด้วยความเร็วอันน่าอัศจรรย์!
กวนทงโยวแทงหอกยาวออกไป พลังปราณขาวมณีทั่วร่างแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีขาว
พุ่งทะยานข้ามฟ้า ปะทะกับนักรบเผ่าเฉียงเหลียงตรงหน้าอย่างจัง
นักรบเผ่าเฉียงเหลียงยกแขนทั้งสองขึ้นต้านรับ ลำแสงสีขาวกระแทกใส่ร่างมหึมานับพันจั้ง กระจายกลายเป็นกระแสคลื่นอากาศสีขาวเป็นสายๆ
แม้ไม่ถึงขั้นถูกสังหารในคราเดียว แต่ก็ถูกกดให้ล่าถอยติดต่อกัน
ภาพนี้ทำให้เหล่าทหารแนวหน้าฮึกเหิมขึ้นถ้วนหน้า
“พวกเขาดูไม่ได้ใหญ่โตจนรับมือไม่ได้เหมือนเมื่อครู่เลย!”
“ที่แท้ก็แค่ใช้กลอุบายหลอกตาเท่านั้นเอง!”
“แม้ในยามนี้ก็ยังน่าหวาดกลัวนัก แต่ก็ไม่ถึงขั้นก่อนหน้าที่ดูเหมือนสู้ไม่ได้เลย”
“เผ่ามนุษย์กล้าแกร่งสมกับเป็นนักปราชญ์กวนแห่งวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์!”
“เขาคือนักปราชญ์กวนอย่างนั้นหรือ สมกับที่ได้รับยกย่องว่าเป็นบรรพจารย์แห่งวิถียุทธ์!”
กวนทงโยวเป็นผู้คิดค้นวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์ ผลักดันการพัฒนาวิถียุทธ์แห่งต้าจิ่ง
จนได้รับการยกย่องจากคนรุ่นใหม่ให้เป็นบรรพจารย์ยุทธ์ แทบจะทัดเทียมกับมรรคาจารย์
อย่างไรก็ดีนักรบเผ่าเฉียงเหลียงที่ถูกผลักถอยก็กลับมาตั้งหลักได้อย่างรวดเร็ว
ที่ด้านหลังม่านพายุฝุ่น ปรากฏนักรบเผ่าเฉียงเหลียงอีกจำนวนมากทะยานออกมา
ส่วนใหญ่มีกายสูงพันจั้ง ล้วนมีหัวเป็นเสือรูปร่างเป็นมนุษย์ ประหนึ่งขุนเขาทั้งลูกพุ่งเข้าหาค่ายทัพต้าจิ่ง
ระหว่างทางก่อให้เกิดพายุแรงกล้า เขย่าผืนดิน สลายทะเลเมฆ
กวนทงโยวสะบัดหอกยาว พุ่งสู่กลุ่มนักรบเผ่าเฉียงเหลียง
วิชาท่าร่างของเขาว่องไวอย่างยิ่ง มือข้างหนึ่งตวัดหอก อีกข้างร่ายวิชาต่างๆ โดยหยิบยืมรูปแบบความสามารถของสัตว์อสูรทั้งหลายอย่างชำนาญ
ท่ามกลางวงล้อมของนักรบเผ่าเฉียงเหลียง กวนทงโยวประดุจมดหนึ่งตัวในกองทัพใหญ่
เผ่ามนุษย์รูปร่างต่างกันลิบลับ ทว่าพลังของเขากลับมิได้ด้อยไปกว่าแม้แต่น้อย
ทว่าต่อให้เขาแข็งแกร่งแค่ไหนก็ไม่อาจหยุดทั้งเผ่าเฉียงเหลียงได้
นักรบเผ่าเฉียงเหลียงบุกเข้ามามากขึ้นเรื่อยๆ ข้ามตัวเขาไปแล้วกรูไปยังค่ายทัพต้าจิ่ง
ที่สุดขอบฟ้าดินยังมีร่างเงาอันน่าหวาดหวั่นตนหนึ่งที่ยังไม่ก้าวออกจากม่านฝุ่น
เขาก้าวเดินอย่างเชื่องช้า แต่กลับแผแรงกดดันฟ้าดิน
“ฆ่ามัน!”
เสียงตะโกนอันเกรี้ยวกราดของสวีเทียนจีดังกึกก้อง
มังกรแห่งโชคชะตาที่หลอมรวมจากพลทหารนับร้อยล้านคำรามเสียงยาว ก่อนพุ่งทะยานเข้าปะทะกับนักรบเผ่าเฉียงเหลียง
นักรบเผ่าเฉียงเหลียงที่พุ่งอยู่แถวหน้าที่สุดอ้าปากกว้าง ลิ้นกลับกลายเป็นงูยักษ์
งูนั้นอ้าปากตามแล้วพ่นลูกศรพิษสีเขียวเข้มออกมานับไม่ถ้วน ดั่งพายุฝนโหมกระหน่ำกระแทกใสมังกรแห่งโชคชะตา
แต่กลับถูกมังกรแห่งโชคชะตาสลายไปสิ้นในพริบตา
เสียงตูมสนั่นฟ้าดังขึ้น!
นักรบเผ่าเฉียงเหลียงถูกมังกรแห่งโชคชะตากวาดจนแตกกระเจิง
แปรเปลี่ยนเป็นหมอกโลหิตระเบิดกลางนภา เนื้อหนังหลั่งไหลตกลงมาดังฝน
ภาพเบื้องหน้าทำให้ทหารทั้งหลายต่างโห่ร้องด้วยความยินดี
เผ่าเฉียงเหลียงไม่ได้แข็งแกร่งดังที่เห็นก่อนหน้านี้
“หึ สิ่งนี้คือสิ่งที่เผ่ามนุษย์พึ่งพิงอยู่อย่างนั้นหรือ”
เสียงเย็นเยียบดังขึ้นอีกครั้ง เพียงจบคำม่านพายุฝุ่นพลันถูกเจาะทะลุ
หอกกระดูกขนาดยักษ์เล่มหนึ่งก็พุ่งออกมา พุ่งข้ามระยะนับหมื่นลี้ด้วยความเร็วเกินคาด ฟาดใสมังกรแห่งโชคชะตา!
มังกรแห่งโชคชะตาที่เพิ่งเผยอำนาจเหนือผู้ใด ถูกสลายลงทันทีในกระบวนท่าเดียว!
ทหารต้าจิ่งต่างเบิกตากว้างตะลึงงัน
ทว่าขณะนั้นเองเสียงบางอย่างก็กระทบจิตใจพวกเขา แต่ละคนแปรเปลี่ยนสีหน้าเป็นโหดเหี้ยม
ภายใต้การบัญชาของแม่ทัพทั้งหลาย แต่ละกองทัพก็แยกออกเป็นร้อยสายพุ่งเข้าสู่สนามรบ
ศึกใหญ่เริ่มต้นอย่างแท้จริง!
ศึกครั้งนี้ไม่ใช่สงครามของราชวงศ์แห่งโชคชะตา แต่เป็นสงครามแห่งเผ่าพันธุ์!
ในเขามังกรผงาด เจียงฉางเซิงกำลังหลอมโอสถอยู่
ร่างแยกของเขากลับมายังลานเรือน พร้อมส่งมอบคัมภีร์ภูผาสมุทรกับคันฉ่องฟ้าดินให้แก่เขา จากนั้นจึงหลอมรวมเข้ากับร่างจริง
เขาเริ่มเปิดอ่านคัมภีร์ภูผาสมุทร คัมภีร์เล่มนี้มีมากกว่าพันหน้าแล้ว
เขารับรู้ได้ถึงพลังมหาศาลที่แฝงอยู่ภายในคัมภีร์ ทำให้เขายแย้มยิ้มออกมา
ส่วนคันฉ่องฟ้าดิน มันต้องสะท้อนสรรพสิ่งทั่วฟ้าดิน จึงจะสามารถควบคุมโลกวิถียุทธ์นี้ได้
มันเติบโตช้ากว่าคัมภีร์ภูผาสมุทร แต่ขีดจำกัดย่อมสูงกว่าคัมภีร์ภูผาสมุทรแน่นอน
ไป๋อี้นอนหมอบอยู่ข้างกายเขา เอ่ยถามว่า “นายท่าน เมืองรัฐฮวงเปิดศึกแล้วหรือยัง”
แม้มันจะไม่ได้ร่วมรบ แต่จิตใจกลับไม่อาจวางเฉยจากศึกครั้งนี้ได้เลย
เจียงเทียนมิ่งกับไทซีก็หันมามองเจียงฉางเซิง
ไท่วาไม่อยู่ในลานเรือน ขณะนี้กำลังเหม่อมองป่าไผ่เขียวกระดูกหยก ส่วนไป๋หลงยังคงหลับสนิท
เจียงฉางเซิงกล่าวเรียบๆ ว่า “เริ่มแล้ว”
พอไป๋อีได้ยินก็ตึงเครียดขึ้นมาทันที รีบถามว่า “ฝ่ายใดเป็นต่อหรือ”
“เผ่าเฉียงเหลียง”
“โถ่เอ๊ย”
แม้ไป๋ฉีจะคาดไว้ว่ามีโอกาสเป็นเช่นนี้ แต่ก็ยังอดตกใจ เพราะในสายตาของมัน ต้าจิ่งนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก
เจียงเทียนมิ่งขยับเข้ามาใกล้ เอ่ยถามว่า “ท่านปู่ทวด เช่นนั้นเราจะชนะได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงตอบว่า “ยากจะกล่าวนัก”
เขาลุกขึ้นยืน เริ่มขยับเขยื้อนกระดูกและเส้นเอ็น
“ท่านจะลงมือหรือ” ไป๋ฉีถามด้วยแววตาตื่นเต้น
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เผ่ามนุษย์ในตอนนี้ย่อมด้อยกว่าเผ่าเฉียงเหลียงโดยแท้ หากพลังทัดเทียมกัน ข้าย่อมไม่อยากลงมือให้เหนื่อยเปล่า แต่เจ้านั่นก็ใกล้จะทนไม่ไหวแล้ว”
“เจ้านั่นคือใครหรือ”
“พวกเจ้าจงเฝ้าลานเรือนให้ดีเถิด”
เจียงฉางเซิงกล่าวทิ้งท้ายพลางดำดิ่งลงใต้พื้นดิน หายลับไปไม่ทิ้งร่องรอย
เจียงเทียนมิ่งนอนหมอบลงทันที ลูบคลำผิวดินอย่างละเอียด แต่กลับไม่พบรูหรือช่องใด
เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าท่านปู่ทวดมุดลงไปได้อย่างไร
ผืนแผ่นดินแตกสลาย ภูเขาแม่น้ำย้อมสีชาด ซากศพเกลื่อนกลาดไปทั่ว
ทั้งร่างของเผ่ามนุษย์และร่างของเผ่าเฉียงเหลียงที่ใหญ่โตดังภูผา
ศึกระหว่างสองเผ่าเข้าสู่ภาวะตึงเครียด ทหารต้าจิ่งล้วนเข้าสู่ภาวะคลุ้มคลั่ง
ไม่มีใครนึกถึงความหวาดกลัว ล้วนพลีชีพฝ่าศึกโลหิตทั้งสิ้น
แม้เผ่าเฉียงเหลียงจะแข็งแกร่ง แต่ก็มิใช่ผู้ไร้เทียมทาน
และคราวนี้เผ่าเฉียงเหลียงยกพลมาเพียงไม่กี่หมื่น ทำให้เผ่ามนุษย์มองเห็นแสงแห่งความหวัง
มูหลิงลั้วอาบโลหิตทั่วกาย นางถือกระบี่จองจำสวรรค์เข้าสู่ภาวะจิตสงคราม
ดวงตาเย็นเยียบ เผชิญหน้านักรบเผ่าเฉียงเหลียงผู้หนึ่งอย่างโดดเดี่ยว ทว่าไม่ตกเป็นรอง
จินอูโบยบินเหนือท้องฟ้า เปลวเพลิงลุกโชนทั่วกาย
ร่างของมันขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว ปีกกางกว้างนับร้อยจั้ง
พ่นไฟสาดใส่นักรบเผ่าเฉียงเหลียงกลางสนามรบ เรียกสายตานับไม่ถ้วนให้จับจ้อง