เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 295 มรรคาจารย์มาแล้ว
ในสมรภูมิเจียงเยี่ยแผพลังปราณสีดำล้อมฝ่ามือ
ร่างเคลื่อนไหวรวดเร็วประหนึ่งภูตผีพุ่งผ่านศัตรูพลางฟาดฝ่ามือไม่หยุด
เงาฝ่ามือสีดำแต่ละสายพุ่งใส่นักรบเผ่าเฉียงเหลียงที่ขวางทาง
ช่วยเหล่าทหารกดโทสะของศัตรูไว้ได้ไม่น้อย
ระดับขั้นของเจียงเยี่ยยังต่ำเกินไปบนสมรภูมิ หน้าที่ของเขามีเพียงเท่านี้
ไม่ใช่แค่เขา ผู้ฝึกยุทธ์ที่ต่ำกว่าขั้นถ้ำสวรรค์ล้วนเป็นเช่นเดียวกัน
หากไม่อาศัยค่ายกลทัพโชคชะตา ก็ได้แต่หันเหความสนใจของนักรบเผ่าเฉียงเหลียง
แม้เผ่าเฉียงเหลียงจะแกร่งกล้า แต่เกือบทั้งหมดล้วนต้องเผชิญศึกหนึ่งต่อพัน หรือแม้กระทั่งหนึ่งต่อหมื่น
ศัตรูบุกเข้าใส่จากทุกทิศทำให้พวกมันอดระบายโทสะไม่ได้
แม้ดูเหมือนศึกจะยังทรงๆ อยู่ แต่แท้จริงแล้วเผ่ามนุษย์กลับบาดเจ็บล้มตายไปมาก
ต้องสละชีวิตเข้าแลกในสงครามครั้งนี้อย่างแท้จริง
จีอู๋จวินถูกนักรบเผ่าเฉียงเหลียงห้าตนรุมโจมตี
นางถือทวนเงินวิญญาณมังกรไว้ในมือข้างเดียว
ลวดลายประหลาดปรากฏขึ้นที่ต้นคอ พลังปราณรวมตัวกันที่แผ่นหลังแปรเป็นกระแสน้ำวน
เงาเลือนรางมากมายพุ่งออกมารอบตัวเป็นดั่งร่างแยกของนาง
ใช้วิชายุทธ์ต่างกันออกไปรุมโจมตีนักรบเผ่าเฉียงเหลียงรอบทิศ
ตลอดหลายปีมานี้นางมิได้หยุดฝึกฝน ระดับขั้นได้ทะลวงไปถึงขั้นถ้ำสวรรค์แปดแล้ว
อีกทั้งพรสวรรค์ในการต่อสู้ก็โดดเด่นยิ่งนัก การกวาดล้างผู้ฝึกยุทธ์ขั้นถ้ำสวรรค์จึงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับนาง
การเคลื่อนไหวของนางดึงดูดสายตานักรบเผ่าเฉียงเหลียงนับไม่ถ้วน
ศัตรูจำนวนมากยิ่งขึ้นพากันพุ่งเข้ามาหานาง
เผ่าเฉียงเหลียงแข็งแกร่งโดยแท้จริง แม้แต่ผู้อ่อนแอที่สุดก็ยังเป็นขั้นถ้ำสวรรค์หนึ่ง
ทว่าเผ่าเฉียงเหลียงเคยชินกับการใช้ร่างกายเข้าต่อสู้ จึงง่ายต่อการถูกรบกวนด้วยวิชายุทธ์ของผู้ฝึกยุทธ์
ส่วนผู้ที่อยู่เหนือขั้นถ้ำสวรรค์เก้านั้นไม่เหมือนกัน
แม้จะไม่รู้วิชายุทธ์เช่นเดียวกัน แต่กลับควบคุมพรสวรรค์ในกายได้อย่างช่ำชองถึงขีดสุด
ตู้ม!
นักรบเผ่าเฉียงเหลียงผู้หนึ่งซึ่งมีขนขาวทั่วร่างร่วงหล่นจากฟากฟ้า
เหวี่ยงแขนทั้งสองออก คมวายุพลันระเบิดออกจากตัวเขา
อิทธิฤทธิ์แผ่ผืนแผ่นดินพินาศ ตลบฝุ่นฟ้าดินขึ้นสู่เวหา
ทหารต้าจิ่งนับไม่ถ้วนถูกซัดปลิวกระเด็น หลายรายถึงกับถูกคมวายุสับจนร่างแหลกเป็นเนื้อเละในทันที
จูเทียนจื้อประมุขจวนมังกรจำแลงบุกเข้ามาพร้อมเหล่าผู้ฝึกยุทธ์จากจวนมังกรจำแลงอีกหลายสิบคน
พลังปราณรวมเป็นหนึ่งมีอานุภาพราวกับมังกรแห่งโชคชะตา
เมื่อเวลาผ่านไปความโกลาหลบนสมรภูมิก็รุนแรงยิ่งขึ้น
สวีเทียนจียืนอยู่บนหอสูง มองไกลไปยังสุดขอบฟ้าดิน
เงาที่อยู่ในม่านพายุฝุ่นยังมิได้เคลื่อนเข้าโจมตี
ที่ด้านหลังของพวกมันมีร่างเงาขนาดมหึมายิ่งกว่ายืนตระหง่านอยู่
เบื้องหน้ามัน เงารางยักษ์ทั้งหลายกลับดูราวกับเป็นเด็กน้อย
“พวกเขารออะไรอยู่”
สวีเทียนจีขมวดคิ้วกล่าวพึมพำกับตนเอง ไม่มีผู้ใดตอบเขา
เหล่าแม่ทัพโดยรอบมัวแต่บัญชาการศึกในแต่ละแนวรบ
ทหารบาดเจ็บจำนวนมากถูกลำเลียงกลับมา ขณะเดียวกันก็มีทหารจำนวนมากเดินหน้าสู่สนามรบ
ท้องนภาเริ่มถูกเมฆดำปกคลุมราวกับฝนใหญ่ใกล้เข้ามาโดยไม่รู้ตัว
เสียงฟ้าคำรามแว่วมาแต่ไกล
ภายในจวนเจ้าเมืองเมืองรัฐฮวง เจียงหานทอดมองด้วยความร้อนรน
แม้มองไม่เห็นภาพการรบโดยละเอียด แต่เห็นนักรบเผ่าเฉียงเหลียงจำนวนมากกระโจนขึ้นลงอยู่ไกลๆ
นั่นหมายความว่าสถานการณ์รบของเผ่ามนุษย์กำลังเสียเปรียบ
มือทั้งสองของเขาที่กำลังจับหม้อใบน้อยสั่นเบาๆ
เขาพยายามกลั้นใจไม่ถามคางคกวิเศษฟ้าดิน เพราะรู้ว่าศึกนี้หลีกเลี่ยงมิได้
ในเมื่อหลีกไม่พ้น เช่นนั้นก็ต้องสู้ จะถอยก่อนโดยไม่ได้รบก็มีแต่ตายอยู่ดี
เพราะศัตรูที่อยู่ตรงหน้าคือพวกต่างเผ่าพันธุ์ ไม่ใช่เพียงศึกของราชวงศ์แห่งโชคชะตาของเผ่ามนุษย์
แม้ไม่อาจเห็นสถานการณ์ศึกได้ชัด ทว่าเขาเป็นโอรสสวรรค์ย่อมไวต่อโชคชะตาแห่งต้าจิ่งยิ่งนัก
เขาสัมผัสได้ชัดว่าโชคชะตาของแคว้นลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว
ศึกครั้งนี้ต้าจิ่งระดมยอดฝีมือเกือบทั้งหมด การสูญเสียพวกเขาส่งผลร้ายแรงต่อโชคชะตาแคว้น
โชคชะตาแคว้นลดต่ำลงอย่างชัดเจนยิ่ง ชัดเจนเสียจนโอรสสวรรค์ยังหวาดหวั่น
ก่อนศึก เจียงหานเคยนั่งฝันถึงอนาคต ทว่าก็ไม่อาจคาดคิดว่าเผ่าเฉียงเหลียงจะแกร่งกล้าถึงเพียงนี้
บัดนี้เขาเริ่มจินตนาการถึงสภาพหลังความพ่ายแพ้
เขาเคยหวังว่าจะกลายเป็นจุดเปลี่ยนของต้าจิ่ง ช่วยให้ต้าจิ่งโผบินก่อเกิดอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์
ทว่าไม่คาดเลยว่าตนเองอาจกลายเป็นจุดหักเหแห่งความเสื่อมถอยของต้าจิ่ง
หากศึกนี้พ่ายแพ้ย่อยยับ แสนยานุภาพของชาติย่อมตกต่ำ
เหล่าขุนนางบันทึกประวัติศาสตร์จะกล่าวโทษเขาเช่นไร
เขาไม่เคยคิดว่าต้าจิ่งจะถึงคราวดับสูญ เพราะต้าจิ่งมีเทพเซียนอยู่
หากแคว้นจะล่มสลายจริง เทพเซียนผู้นั้นย่อมต้องเผยตน
ชั่วขณะนั้นเขาถึงกับคิดสิ่งหนึ่ง หากต้าจิ่งดับสูญไปเสียเลยคงจะดีกว่า…
เช่นนี้ก็จะไม่มีผู้ใดสาปแช่งเขาในหน้าประวัติศาสตร์ตลอดกาล
ทว่าความคิดเช่นนั้นผุดวาบขึ้นมาเพียงชั่วขณะ พริบตาถัดมาเขาก็รู้สึกละอายใจ
เขาคิดเช่นนี้จะยังเปรียบกับไท่จงและเทียนจงได้อย่างไร
เวลานั้นเขาจึงได้ตระหนักถึงความต่างระหว่างตนกับไท่จงและเทียนจงอย่างแท้จริง
อย่างน้อยฮ่องเต้ทั้งสองพระองค์ย่อมไม่มีความคิดเช่นนี้ พวกเขามีเพียงความมุ่งมั่นแน่วแนยิ่งกว่า
แท้จริงแล้วฮ่องเต้ก็มีความแตกต่างกัน แม้จะมีมรรคาจารย์คอยรองรับกันหมด
แต่ในยามเผชิญวิกฤต ความมั่นคงในใจต่างหากคือสิ่งสำคัญสูงสุด
เขาเจียงหานผู้นี้หากไม่กล่าวถึงสายเลือดสกุลเจียงแล้ว สุดท้ายก็เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่ง
เช่นเดียวกับเมื่อครั้งเยาว์วัยที่เขาเป็นห่วงน้องชายทั้งหลาย
เจียงหานสูดลมหายใจลึก ดวงตาแปรเปลี่ยนเป็นแน่วแน่
เขาตัดสินใจเชื่อมั่นในเหล่าทหารของตน ต้าจิ่งจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง!
ขณะนั้นองครักษ์ชุดขาวร่อนลงยังจวนเจ้าเมืองทีละคนเริ่มรายงานสถานการณ์
เจ้าเมืองและขุนนางทั้งหลายล้วนยืนอยู่เบื้องหลังเจียงหาน
ต่างยืนฟังรายงานจากองครักษ์ชุดขาว ฟังตัวเลขผู้บาดเจ็บล้มตายที่สั่นคลอนหัวใจทีละตัว
ขุนนางทุกคนล้วนเย็นเยียบไปทั้งร่าง เกิดความหวาดกลัวที่ไม่เคยมีมาก่อน
ศึกนี้จะทำให้ต้าจิ่งล่มสลายหรือไม่ ทุกคนอดหันไปมองเจียงหานไม่ได้
พบว่าเจียงหานสีหน้าไม่แปรเปลี่ยน ยังคงจ้องมองไปยังทิศเบื้องหน้า
ในใจพวกเขารู้สึกเคารพเลื่อมใส สมกับที่เป็นโอรสสวรรค์ผู้เปรียบตนกับไท่จงและเทียนจง
เพียงความมั่นคงแน่วแน่นี้ก็เพียงพอจะพิสูจน์ว่าเขาไม่ใช่กษัตริย์ไร้ความสามารถ
ตู้ม!
กวนทงโยวถูกหมัดยักษ์ทุบใส่จนแผ่นดินแตกกระจาย
เขาพ่นเลือดสดออกมา ใบหน้าเผยแววทรมาน
“ผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์ ความเกรียงไกรก่อนหน้านี้ของเจ้าหายไปไหนหมดแล้วละ”
นักรบเผ่าเฉียงเหลียงร่างสูงเกือบสองพันจั้งตนหนึ่งทรุดเข่าข้างหนึ่งกับพื้น
มองร่างเล็กใต้หมัดด้วยสายตากดขี่ เสียงเจือความเยาะเย้ยเต็มเปี่ยม
ขนตามร่างกายของนักรบเผ่าเฉียงเหลียงผู้นี้เป็นสีแดงเลือดสด
บนหัวเสือมีเขายื่นออกมาสองข้าง รูปร่างของเขาน่าหวาดหวั่นยิ่งกว่านักรบเผ่าเฉียงเหลียงตนอื่น
เพียงแค่ดูจากร่างกายก็สัมผัสได้ถึงพลังทำลายล้างฟ้าดิน ผูยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน!
กวนทงโยวกัดฟันเคลื่อนไหวพลังปราณภายในร่างคิดจะผลักหมัดนี้ออกไป
แต่น่าเสียดายเขากลับผลักไม่ออกเลย
พรสวรรค์ด้านการต่อสู้ของเขาน่าหวาดหวั่นจริง ทว่าห่างชั้นจากจอมราชันยุทธ์และผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินยิ่งนัก
ไม่อาจก้าวข้ามไปได้เลย อย่างน้อยตัวเขาก็ไม่มีทางก้าวข้ามได้
“น่าชังนัก…”
นับตั้งแต่มายังไท่ฮวง กวนทงโยวก็ยังคงจนตรอกเช่นนี้
ที่สำคัญที่สุดคือเขารู้บทบาทของตนดี ในกองทัพต้าจิ่งเขาคือตัวตนเพียงหนึ่งเดียว ไม่มีใครเหมือนเขา
เขาไม่กลัวตาย แต่กลัวว่ากองทัพต้าจิ่งจะพินาศทั้งกอง
ในขณะนั้นเองผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงยืนขึ้น คลายหมัดยักษ์ออก
กวนทงโยวจึงฉวยโอกาสถอยทันที เร่งรีบถอยห่างจากเขาอย่างฉับไว
หากไม่ใช่เพราะกวนทงโยวใช้วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์หลอมความสามารถของสัตว์อสูรมากมายมาไว้กับตน
แม้แต่หมัดเดียวเขาก็คงไม่อาจต้านทานได้
เขาถอยห่างออกไปแล้วเงยหน้าขึ้นดูก็พบว่าผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงผู้นั้นไม่ได้ไล่ตาม
แต่กลับมองเขาด้วยแววตาหยอกล้อ
ด้านหลังของผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงผู้นั้นมีร่างเรียงแถวกันกำลังเดินย่างก้าวเข้ามา
ท่ามกลางฝุ่นคลุ้งที่ถูกเหยียบกระจายออก
เงาร่างแต่ละตนล้วนไม่แพ้ผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงเลยแม้แต่น้อย อานุภาพก็ล้วนทรงพลัง
“จ้าน เจาทำอะไรอยู่ เหตุใดไม่ตอยเขาให้ตายไปเลยเล่า”
“ละครตลกนี้ก็ควรจบได้แล้ว”
“คนเผ่าเราตายไปไม่น้อย พอดีเลยจะได้ไม่ต้องฟังคำพูดของพวกไร้ค่า”
“เผ่ามนุษย์นี้ทำอย่างไรถึงขู่ให้ราชันมารเก้าขุมนรกถอยได้กันนะ ข้าไม่เข้าใจจริงๆ”
“รอมาตั้งนานขนาดนี้ เผ่ามนุษย์ก็ยังไม่มีตัวตนที่แข็งแกร่งกว่านี้โผล่มาให้เห็น แสดงว่านี่แหละคือพลังของเผ่ามนุษย์แล้ว”
เสียงทรงพลังดังมาเป็นระลอก พวกเขาพูดคุยกันตามอารมณ์โดยไม่สนใจใยดีกวนทงโยวแม้แต่น้อย
กวนทงโยวหันไปมองเห็นศพเรียงรายเต็มทาง เลือดนองจนกลายเป็นแม่น้ำ
ทหารต้าจิ่งในระยะไกลยังคงสู้ไม่ถอย หากปล่อยให้พวกตัวต็น่ากลัวเหล่านี้พุ่งเข้าไปสังหาร
ผลลัพธ์ก็ยากจะจินตนาการ
คิดได้ดังนั้นกวนทงโยวก็หันกลับมามองผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียง
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก แววตาแน่วแน่ราวกับตอนที่เคยทำศึกกับเผ่าอีกาสวรรค์เพียงลำพัง
เขายกมือขึ้นเรียก หอกยาวที่ฝังอยู่ในกองหินก็พลันลอยกลับมาอยู่ในมือ
แววตาของเขาจับจ้องไปยังเงามหึมาน่าพรั่นพรึงที่อยู่ด้านหลังสุด
เมื่อเทียบกับเงามหึมานั้น แม้แต่พวกผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงก็ยังดูเล็กจ้อยไปถนัดตา
ขณะที่ฝุ่นทรายเปิดทาง เงาร่างน่าสะพรึงที่สูงห้าพันจั้งก็ปรากฏขึ้น เหลือบตามองทั่วแผ่นดิน
หัวเสือ ร่างคน เกราะกระดูกหุ้มทั้งตัว สี่แขนมีลักษณะแตกต่างจากนักรบเผ่าเฉียงเหลียงตนอื่นโดยสิ้นเชิง
ดูบึกบึนเกินธรรมดา ที่สำคัญคือเขาไม่มีขนแม้แต่น้อย
ดูเหมือนกับเผ่ามนุษย์ กล้ามเนื้อเป็นมัดแน่นราวหินผา
มือหนึ่งกำขวานหินยักษ์ราวกับกำภูเขาทั้งลูกไว้ในมือ
“มหาราชา จบได้หรือยังพะยะค่ะ”
ผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงหันศีรษะไปถาม น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเคารพ
สีหน้าของมหาราชาเผ่าเฉียงเหลียงเย็นชา ไม่ได้อ้าปาก
แต่เสียงของเขาดังกึกก้องไปทั่วฟ้าดิน “จบเถิด ฆ่าล้างเผ่ามนุษย์เสีย จะได้รีบกลับ”
คำพูดของเขาดังเข้าสู่หูของทหารทุกคนที่กำลังสู้รบ ไม่มีใครไม่หันกลับไปมอง
เมื่อได้เห็นร่างราวเทพมารของมหาราชาเผ่าเฉียงเหลียง ทุกคนต่างก็สิ้นหวัง
ผู้ฝึกยุทธ์ระดับขั้นสูงบางคนเห็นแผ่นหลังของกวนทงโยว เขาถูกขนานนามว่าเป็นบรรพจารย์ยุทธ์
แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าตัวตนน่าสะพรึงกลัวของเผ่าเฉียงเหลียงเหล่านี้ เขากลับดูเล็กจ้อยราวเม็ดทราย
เพียงลมหายใจเดียวของฝ่ายตรงข้ามก็สามารถเป่าจนตายได้
ผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงหันกลับมามองกวนทงโยว แสยะยิ้มกล่าวว่า
“ผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์ เจ้าคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว
วิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์นั้น เจ้าคงเป็นคนสร้างขึ้นมา
เจ้าตกลงจะสอนให้พวกข้า พวกข้าจะละเว้นชีวิตเจ้า ให้เจ้าเป็นคนเดียวที่รอดชีวิต!”
ก่อนหน้านี้กวนทงโยวยังแปลกใจว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงไม่ลงมือสังหาร
ที่แท้ก็เพราะต้องการแย่งชิงวิชาธรรมยุทธ์สวรรค์วิวัฒน์นั่นเอง
เขาตะโกนลั่นว่า “เศษสวะต่างเผ่า พวกเจ้าคู่ควรกับวิถียุทธ์ของข้าด้วยหรือ อยากฆ่าข้าก็เข้ามาสิ!”
กวนทงโยวระเบิดพลัง เริ่มเผาไหม้ลมปราณและโลหิตของตน
ทำให้พลังของเขาพุ่งขึ้นถึงขีดสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เขาจะสู้จนตาย!
ได้ยินดังนั้นผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงชะงักไปเล็กน้อย จากนั้นก็เผยจิตสังหารออกมา
เขายกหมัดขึ้นฟาดผ่านอากาศไปยังกวนทงโยว
คลื่นพลังมหาศาลที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าสะท้านอากาศแล้วถาโถมใส่กวนทงโยว
ใบหน้าของกวนทงโยวถูกแรงลมหมัดพัดจนบิดเบี้ยว เขากำลังจะลงมือ
แสงสีน้ำเงินสายหนึ่งวาบขึ้น ทันใดนั้นเงากระบี่สีน้ำเงินก็พุ่งลงมาจากฟ้าทะลวงพื้นดิน
ปรากฏขึ้นเบื้องหน้ากวนทงโยว สกัดลมหมัดแทนเขา
เงากระบี่สีน้ำเงินเล่มนี้ไม่ได้เล็กไปกว่าผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียง กระทั่งอาจใหญ่กว่าด้วยซ้ำ
ผู้ยิ่งใหญ่เฉียงเหลียงตกใจถอยโดยไม่รู้ตัว เงยหน้ามองไปบนฟ้า
เมฆอัสนีม้วนตัวบดบัง ไม่อาจมองเห็นร่างใดๆ
มหาราชาเผ่าเฉียงเหลียงขมวดคิ้วเอ่ยขึ้นว่า “ในที่สุดเจ้าก็ยอมลงมือเสียที!”
“ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินมาแทรกแซงการต่อสู้ของผู้ที่อยู่ในระดับขั้นต่ำกว่า มันไม่ค่อยงามเท่าไร
เผ่ามนุษย์ไม่ใช่พวกเจ้าจะล้างเผ่าพันธุ์ได้ง่ายๆ หรอกนะ”
เสียงเย็นชาดังตามมา ทหารต้าจิ่งทุกคนล้วนได้ยิน แต่ส่วนใหญ่ไม่รู้จักว่าเป็นเสียงของใคร
“มรรคาจารย์มาแล้ว!”
มีบางคนอุทานขึ้น เสียงเช่นนี้เริ่มดังมากขึ้นเรื่อยๆ แผ่กระจายไปทั่วสนามรบ
ทำให้แม้แต่ทหารและผู้ฝึกยุทธ์ที่ไม่เคยได้ยินเสียงของมรรคาจารย์มาก่อนยังรู้สึกตื่นเต้น
เรื่องเล่าของมรรคาจารย์แพร่หลายไปทั่วต้าจิ่ง
ในใจของชาวต้าจิ่ง มรรคาจารย์คือผู้แข็งแกร่งที่สุดในใต้หล้า เพราะเขาคือเทพเซียนที่จุติลงมายังโลกมนุษย์!