เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 300 เจียงเสวียนเหนียน เจียงเสวียนเจิน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 300 เจียงเสวียนเหนียน เจียงเสวียนเจิน
เจียงฉางเซิงถูกมู่หลิงลั่วกระตุ้นความทรงจำ จึงเริ่มเล่าถึงการพบกันระหว่างเขากับฮวาเจียนซิน
ในปีนั้นฮวาเจียนซินยังเป็นองครักษ์ชุดขาวผู้มีจิตใจยุติธรรม ถูกเฉินหลี่เรียกตัวออกมาจัดการพวกคนชั่ว แต่กลับต้องเจอกับแผนร้ายของราชสำนัก พูดขึ้นมาแล้วเรื่องนี้ยังเกี่ยวพันถึงหลี่กงกง ใครไหนเลยจะคิดว่าหลายปีให้หลังความแค้นกลับจางหาย พวกเขายังสามารถนั่งหัวเราะสนทนาอยู่ในลานเรือนเดียวกันได้
เมื่อนึกถึงเรื่องราวในอดีต ภาพเหตุการณ์ต่างๆ ก็ปรากฏขึ้นในความคิดของเจียงฉางเซิงฉากแล้วฉากเล่า สหายเก่าล้วนเวียนว่ายไปสู่การเกิดใหม่
มู่หลิงลั่วตั้งใจฟัง ตามที่ไป๋ฉีบอกเจียงฉางเซิงแทบไม่เคยลงจากเขา แต่เมื่อได้ยินเรื่องราวเหล่านี้แล้ว แม้เขาจะไม่ลงจากเขาก็ยังประสบกับเรื่องราวมากมาย บางทีอาจเป็นเพราะความทุกข์ยากเหล่านั้นที่บีบบังคับไม่ให้เขาลงจากเขาก็เป็นได้
พูดถึงเจียงจื่ออวี้ เจียงฉางเซิงยิ่งให้ความสนใจมากขึ้น น้ำเสียงแฝงไปด้วยความภูมิใจ ทำให้มู่หลิงลั่วได้เห็นอีกด้านของเขา
ขณะที่เจียงฉางเซิงนึกย้อนไปในอดีต โอรสสวรรค์ที่อยู่แสนไกล ณ เมืองซุนเทียน ก็กำลังปวดหัวอยู่ภายในห้องทรงพระอักษร
เจียงหานหน้ามืดด้วยโทสะ หยิบฎีกาขึ้นมาแล้วฉีกทิ้ง
เทพจอมโจรยืนอยู่หน้าโต๊ะเอ่ย “ฝ่าบาท โจวอ๋องยังรอคำตอบของพระองค์อยู่ เขาบอกว่าหากพระองค์ไม่ตอบกลับภายในหนึ่งวัน เขาจะปักหลักอยู่ที่เมืองซุนเทียนไม่ไปไหนพะยะค่ะ”
เจียงหานเอ่ยเสียงเรียบ “เขากำลังขู่เราหรือ”
เทพจอมโจรไม่ได้ตอบอะไร นี่เป็นความขัดแย้งระหว่างโอรสสวรรค์กับเชื้อพระวงศ์เขาไม่กล้าเอ่ยปาก ที่เขาสามารถอยู่มาได้จนถึงทุกวันนี้ นั่นเป็นเพราะเขารู้ขอบเขต
เจียงหานสูดหายใจเข้าลึก เปลี่ยนเป็นเอ่ยถามว่า “รัชทายาทเป็นอย่างไรบ้าง”
เทพจอมโจรตอบ “องค์รัชทายาทกำลังบำเพ็ญเซียนอยู่พะยะค่ะ”
“บำเพ็ญเซียนรึ”
เจียงหานชะงักไป สีหน้าดูประหลาดใจขึ้นมาทันที เทพจอมโจรไม่มีทางเลือกจึงเอ่ยตอบ
“พะยะค่ะ เป็นการบำเพ็ญเซียนภายในจวนของเขา มีนักพรตมากมายคอยศึกษาวิถีเซียนอยู่ หากไม่ใช่เพราะส่งคนไปจับตาดูเขา กระหม่อมคงคิดว่าเขาไปพบมรรคาจารย์แล้วพะยะค่ะ”
การที่เจียงหานจำกัดความเคลื่อนไหวขององค์รัชทายาททำให้หลายคนไม่เข้าใจ มีเพียงเขาที่ทราบดี
ในปีนั้นเขาอาศัยจังหวะที่เจียงเยี่ยแอบหนีออกไป ส่งคนไปลอบสังหารเจียงเยี่ย เพราะเขาเคยลงมือมาแล้วจึงเป็นกังวล
เจียงหานเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “การบำเพ็ญเซียนไม่ใช่เรื่องง่าย มรรคาจารย์มีความแข็งแกร่งเพียงพอกับคุณสมบัติของเขาแค่นั้นน่ะรึ แม้ไปหามรรคาจารย์ท่านก็คงไม่ยอมรับหรอก หากเขาเกิดมาพร้อมกับความสามารถเบิกเนตรเทพได้ ข้าก็คงส่งเขาไปที่เขามังกรผงาดนานแล้ว”
พูดถึงเรื่องนี้เขารู้สึกจนใจมาก ทั้งเจียงเจี่ยนและบุตรชายในวัยชราของเจียงเซ่อต่างก็เปิดดวงตาที่สามแล้ว เรื่องราวของพวกเขาได้แพร่สะพัดไปทั่ว ผู้คนในโลกต่างก็พูดถึงด้วยความชื่นชม และยังทำให้อำนาจราชอำนาจมีความศักดิ์สิทธิ์มากขึ้น
เจียงหานเอ่ย “ส่งคนไปตรวจสอบนักพรตเหล่านั้นในจวนของเขา แล้วก็พาพระนัดดารัชทายาทมาหาข้า”
“พะยะค่ะ!” เทพจอมโจรคุกเข่าลงอย่างรวดเร็ว
เจียงหานถอนหายใจพลางบ่นพึมพำกับตัวเอง “เสด็จพ่อ เราเริ่มเข้าใจท่านแล้ว”
นับวันเขายิ่งเหนื่อยล้ามากขึ้นเรื่อยๆ แม้จะมีเพียงความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ แต่กลับไม่สามารถแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ เขารู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก แต่เขากับเจียงหลิวไม่เหมือนกัน เขาจะยอมแพ้ไม่ได้!
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป ก็มีเด็กชายผู้หนึ่งวิ่งเข้ามาในห้องทรงพระอักษรอย่างรวดเร็ว
“เสด็จปู่เรียกหลานมามีเรื่องอะไรหรือพะยะคะ!”
แม้ว่าเด็กชายจะยังเด็กอยู่ก็ตาม แต่หน้าตากลับหล่อเหลา อาภรณ์ที่สวมใส่ก็บรรจงประณีต พอเห็นเขาเจียงหานก็เผยรอยยิ้มออกมา เจียงหานกวักมือเรียกให้เด็กชายมายังข้างหน้าของตน แล้วอุ้มขึ้นมาไว้บนตักกว้าง
“วันนี้ตั้งใจฝึกหรือไม่”
เจียงหานเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม ทุกครั้งที่รู้สึกเบื่อเขามักจะเรียกหลานมาหา พอเห็นหน้าหลานอารมณ์ของเขาก็จะดีขึ้น เป็นเพราะการมีอยู่ของหลานเขาจึงยอมแพ้ไม่ได้ เขาไม่เพียงแค่พยายามเพื่อตัวเอง แต่ยังพยายามเพื่อหลานของเขาอีกด้วย
เจียงเสวียนเหนียนในวัยเยาว์กะพริบตาแล้วเอ่ยว่า “พะยะค่ะ หลานตั้งใจ”
เจียงหานยิ้ม “ดูแล้วเจ้าไม่เคยตั้งใจเลยนะ ทั้งยังแอบไปเล่นอีก ไปเล่นกับใครมาละ”
เจียงเสวียนเหนียนยื่นมือเล็กๆ ทั้งสองข้างออกมาแล้วทำท่ายักไหล
“อย่างที่คิด ข้าปิดเสด็จปู่ไม่ได้ เสวียนเจินน่ารักเกินไป หลานอดที่จะไปเล่นกับเขาไม่ได้จริงๆ พะยะค่ะ”
เจียงหานจนใจนัก “เสวียนเจินเพิ่งอายุได้ไม่กี่เดือน เจ้าต้องดูแลน้องชายให้ดีละ”
“ข้าจะดูแลเขาให้ดีอย่างแน่นอนพะยะค่ะเสด็จปู่ หลานมีเรื่องอยากขอร้องท่าน”
“เรื่องอะไรละ”
“เสด็จแม่ต้องการพาข้ากับเสวียนเจินไปขอพรที่อารามมังกรผงาด เสด็จปู่เห็นว่า…”
เจียงเสวียนเหนียนเอ่ยอย่างระวัง องค์รัชทายาทและชายาองค์รัชทายาทล้วนบอกเขาว่าให้ระวังคำพูด เพราะเสด็จปู่เหมือนจะไม่พอใจมรรคาจารย์
เนื่องจากเสด็จพ่อบำเพ็ญเซียนจึงทำให้เขาได้ยินผู้เป็นบิดากล่าวยกย่องมรรคาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก ดังนั้นเขาก็ปรารถนาที่จะไปพบกับมรรคาจารย์เช่นกัน
เมื่อได้ยินดังนั้นเจียงหานก็ขมวดคิ้ว เขาไม่ขัดที่หลานจะไปพบบรรพบุรุษสักครั้ง เพียงแต่กังวลว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นระหว่างเดินทาง
เห็นแววตาคาดหวังของเจียงเสวียนเหนียน เจียงหานก็ใจอ่อน
“เช่นนั้นก็ไปเถิด เราจะส่งคนไปอารักขาพวกเจ้าสามคนแม่ลูก”
“วิเศษนัก เสด็จปู่ดีต่อข้าที่สุดเลยพะยะค่ะ”
“เข้าใจแล้วก็ดี จากนี้เจ้าจะต้องขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ วันๆ ก็เล่นให้น้อยลงหน่อย เสวียนเจินเองก็มีคนคอยดูแลอยู่แล้ว”
เจียงหานพูดด้วยใบหน้าใจดี เจียงเสวียนเหนียนพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
หิมะตกหนักปกคลุมภูเขา ฉีหยวนผู้ได้รับการยกย่องเป็นนักปราชญ์เอกำลังนั่งสมาธิอยู่หน้าอาราม หิมะหนาวเย็นปกคลุมร่างกายของเขาดูราวกับประติมากรรมหิมะ แต่เขากลับไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย
เด็กชายสวมชุดสีเหลืองวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ถูมือทั้งสองข้างเพื่อคลายความหนาว พร้อมกับเอ่ยว่า
“ท่านอาจารย์ พวกเราจะออกเดินทางกันเมื่อใด หิมะตกหนักเยี่ยงนี้ช่างประหลาดยิ่งนัก ข้าผู้มีวรยุทธ์ระดับนี้ยังรู้สึกหนาวได้”
ฉีหยวนไม่ได้ขยับปากแต่กลับมีเสียงดังขึ้น
“รออีกสักสองสามปี ข้าไม่เคยบอกหรือว่าอย่าได้ย่างกรายเข้ามาในป่าแห่งนี้ ไม่ต้องเข้ามาเจ้ารู้สึกหนาวก็เป็นสิ่งที่เจ้าควรได้รับ”
เด็กชายชุดเหลืองยิ้มกว้าง “ศิษย์แค่เป็นห่วงอาจารย์ไม่ได้หรือ”
ฉีหยวนไม่ได้ต่อปากต่อคำ เด็กชายชุดเหลืองเป่าลมใส่ฝ่ามือเพื่อคลายหนาว เอ่ยว่า
“ท่านอาจารย์ ต่อไปท่านมีแผนอย่างไร ตอนนี้มีรูปเคารพของมรรคาจารย์อยู่ทุกหนทุกแห่ง ท่านควรกลับไปหามรรคาจารย์ที่อารามมังกรผงาดแล้วหรือไม่ขอรับ”
สิ้นคำพูด ฉีหยวนลืมตาขึ้นทันที หิมะที่ปกคลุมร่างกายพลันกลายเป็นหมอกห้อมล้อมกายเขา จากนั้นเริ่มละลายสลายไปอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาไม่ถึงห้าลมหายใจ หิมะที่ปกคลุมภูเขาก็ละลายกลายเป็นหมอกหนาร้อนกระจายทั่วป่า
เด็กชายชุดเหลืองรู้สึกกลัวและคุกเข่าลงในทันที ฉีหยวนจ้องเขาพร้อมกับเอ่ยว่า
“อันฉาง เหตุใดเจ้าจึงไม่ฟังที่ข้าพูด”
เด็กชายชุดเหลืองผู้มีนามว่าอันฉางรีบกล่าวด้วยความหวาดกลัว
“ศิษย์แค่เป็นห่วงอาจารย์ ท่านเดินทางโลกเผยแผ่คำสอนของมรรคาจารย์มาสองร้อยปีแล้ว เมื่อไรจะพักเสียที ข้าเป็นห่วงท่านยิ่งนัก”
ฉีหยวนขมวดคิ้ว “เจ้าเป็นห่วงข้าหรืออยากจะประจบมรรคาจารย์กันแน่”
อันฉางกระอักกระอ่วนไม่รู้จะตอบอย่างไร
“เจ้าเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์และปัญญามากที่สุดในสำนัก แต่ใจของเจ้ากลับนิ่งไม่ได้ มักใช้ปัญญาในทางที่ผิด ช่างเถอะเจ้าไปซะ ข้ากับเจ้าตัดขาดความเป็นอาจารย์และศิษย์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป!”
ฉีหยวนกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา ได้ยินดังนั้นอันฉางยิ่งรู้สึกกลัว รีบขอโทษอย่างร้อนรน อันฉางไม่คิดมาก่อนเลยว่าเพียงแค่ลองเชิงเล่นๆ กลับทำให้อาจารย์โกรธจนถึงขั้นไล่ออกจากสำนัก
“ไม่ต้องมากความ เห็นแก่ที่เจ้าอุทิศตนเพื่อคำสอนของมรรคาจารย์และยังดูแลข้า ข้าจะมอบถุงวิเศษนี้ให้แก่เจ้า ข้างในมีวิชาอาคมของมรรคาจารย์อยู่ จะช่วยให้เจ้าผ่านพ้นอุปสรรคไปได้”
ฉีหยวนโยนถุงวิเศษไปตรงหน้าอันฉาง อันฉางเงยหน้าสบตากับอาจารย์ เขารู้ว่าครั้งนี้อาจารย์ได้ตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้ว เขากัดฟัน “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ท่านจะเป็นอาจารย์ของข้าตลอดไป”
พูดจบเขาก็คุกเข่าคำนับเสียงดังสามครั้ง จากนั้นหยิบเอาถุงวิเศษแล้วเหาะหายลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็ว
ฉีหยวนมองไปยังทางที่เขาจากไปแล้วเอ่ยพึมพำ
“เจ้ามีความทะเยอทะยานมากเกินไป และคิดว่าปกปิดไว้ดีแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าโชคชะตาของเจ้ามีไม่พอ หากเจ้าสามารถยั้งมือได้ทัน ถุงวิเศษนั่นคือสิ่งที่จะช่วยชีวิตเจ้า แต่หากเจ้าหยุดมือไม่ได้ โลกแห่งสังสารวัฏย่อมมีที่ฝังร่างของเจ้าเสมอ”
เขาทอนหายใจแล้วค่อยๆ หลับตาลง หยั่งรู้โชคชะตา หยั่งรู้ฟ้าดินต่อไป นับตั้งแตสร้างวิถีบุ๋นและบู๊ขึ้นมา เขาไม่เพียงแต่ไม่หยุดพัก แต่ยังศึกษาศาสตร์แห่งยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เขารู้สึกว่าการต่อสู้ทั้งบุ๋นและบู๊เป็นเพียงแค่ศาสตร์พื้นฐานเท่านั้น ควรมีศาสตร์แห่งยุทธ์ที่สูงกว่านี้
ปีตี้หวงที่แปด ในวันปีใหม่ซิงเออร์มาเยี่ยมเยียน เจียงฉางเซิงกำลังเตรียมฉลองเทศกาลอยู่ภายในลาน
ซิงเออร์เดินมาตรงหน้าเขาแล้วเอ่ยขึ้นว่า
“มรรคาจารย์ ชายาองค์รัชทายาทพาพระนัดดารัชทายาทและพระโอรสมาหาท่าน พวกเขานำของขวัญล้ำค่ามาด้วย ท่านจะให้เข้าพบหรือไม่เจ้าคะ”
ไป๋ฉีตาเป็นประกายถามขึ้น “ของขวัญอันใด มีของกินหรือไม่”
ซิงเออร์กลอกตาเอ่ยตอบ “ข้าจะไปแกะดูก่อนได้รึ”
เจียงฉางเซิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง “ให้พวกเขาเข้ามา”
ซิงเออร์พยักหน้าแล้วหันหลังเดินออกไป ด้านนายท่านไป๋ก็กำลังสอนเจียงเทียนมิ่ง แต่ใจของเจียงเทียนมิ่งไม่ได้อยู่กับการฝึกวิชา เขาถามด้วยความสงสัย
“ท่านปู่ทวด พระนัดดาองค์รัชทายาทเป็นรุ่นเหลนของข้าใช่หรือไม่”
เจียงฉางเซิงเอ่ย “หลังจากที่พวกเขาเข้ามาแล้ว เจ้าก็เปลี่ยนมาเรียกข้าว่ามรรคาจารย์เถอะ”
เจียงเทียนมิ่งพยักหน้า สายตามองไปยังประตูลานเรือน แววตาเต็มไปด้วยความคาดหวัง การฝึกวรยุทธ์น่าเบื่อมาก และไม่ง่ายเลยที่จะได้พบกับคนในครอบครัว เขาจึงย่อมตั้งตารอ
ตั้งแต่มีการย้ายเมืองหลวง เมืองจิงเฉิงก็ไม่มีคนของสกุลเจียงอยู่อีก หากไม่รู้ว่าท่านปู่ทวดคือญาติของตน เขาคงทนไม่ไหวและลงเขาออกตามหาคนสกุลเจียงไปนานแล้ว
ผ่านไปสักพัก ชายาองค์รัชทายาทก็อุ้มทารกคนหนึ่งเดินเข้ามา ด้านหลังมีเด็กชายคนหนึ่ง เป็นเจียงเสวียนเหนียนนั่นเอง
ครั้งแรกที่พบกับมรรคาจารย์ ชายาองค์รัชทายาทรู้สึกประหม่าเป็นอย่างมาก เจียงเสวียนเหนียนเองก็เช่นกัน ชายาองค์รัชทายาทมองเห็นหมาป่า อีกาเพลิง มนุษย์งู และมังกรขาวที่อยู่ในลานเรือน ก็รู้สึกกลัวจนใบหน้างดงามซีดเผือด แต่นางก็รวบรวมความกล้าเดินมายังเบื้องหน้าของเจียงฉางเซิง เตรียมที่จะคำนับ
“ไม่ต้องมากพิธี”
เจียงฉางเซิงเอ่ย พลังงานบางอย่างทำให้ชายาองค์รัชทายาทคุกเข่าลงไม่ได้
นางตกใจจนรีบเอ่ย “การมาเยี่ยมเยียนในครั้งนี้นอกจากพวกข้าสามแม่ลูกแล้ว ยังมาทำความเคารพแทนฝ่าบาทและองค์รัชทายาท ฝ่าบาทได้ฝากเหล่าผลไม้ในสมัยกษัตริย์องค์ก่อนซึ่งเป็นเครื่องดื่มที่ท่านชื่นชอบมาด้วยเจ้าค่ะ เสวียนเหนียนยังไม่รีบคุกเข่าคำนับมรรคาจารย์อีก”
ได้ยินคำสั่งของผู้เป็นมารดา เจียงเสวียนเหนียนจึงรีบคุกเข่าลงเหมือนกับเด็กที่รู้สัมมาคารวะ
เจียงเทียนมิ่งรีบเดินมาตรงหน้าเขา เขาก็กลัวจนตัวสั่น ด้านหน้าเจียงเสวียนเหนียนคือเจียงเทียนมิ่งที่เตี้ยกว่าเขามาก ดูราวกับเจียงเสวียนเหนียนเป็นพี่ชาย ใบหน้าของทั้งคู่มีบางส่วนที่คล้ายคลึงกัน โดยเฉพาะตรงรอยปาน
เจียงเทียนมิ่งยิ้มอย่างภูมิใจ “ข้าคือทวดของเจ้า ยังไม่รีบคํานับข้าอีกรึ”
เจียงเสวียนเหนียนชะงัก พูดอย่างไม่ยอมรับ “แต่เจ้าดูเด็กกว่าข้านะ เจ้าอย่ามาหลอกข้า”
ชายาองค์รัชทายาทครุ่นคิด สีหน้าเปลี่ยนไปแล้วกล่าวตำหนิผู้เป็นบุตร “เสวียนเหนียน ยังไม่รีบคํานับทวดของเจ้าอีก อย่าเสียมารยาท!”
เมื่อได้ยินดังนั้นเจียงเสวียนเหนียนก็อึ้งไป มองเจียงเทียนมิ่งด้วยความไม่อยากเชื่อ แต่ก็คุกเข่าลงอย่างเชื่อฟัง เจียงเทียนมิ่งยิ่งได้ใจ
ด้านเจียงฉางเซิงได้เห็นบรรดาลูกหลานหยอกล้อกันก็รู้สึกสนุก เขาเอ่ยว่า
“เทียนมิ่ง เจ้าพาเขาไปเล่นข้างๆ เถอะ มู่หลิงลั่วเจ้าช่วยดูแลหลานน้อยของข้าที”
มู่หลิงลั่วได้ยินก็เดินเข้าไปรับตัวเจียงเสวียนเจินที่ยังเป็นทารกไปทันที ชายาองค์รัชทายาทถอนหายใจโล่งอก มองไปทางเจียงฉางเซิงด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำขอบคุณ