เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 301 ดวงชะตาอาลัยสวรรค์
หลังจากทักทายกันตามธรรมเนียม ชายาองค์รัชทายาทรวบรวมความกล้ากล่าวเจตนารมณ์ของตนออกมา
“ข้าหวังให้ท่านอวยพรแก่เสวียนเหนียนและเสวียนเจิน ขอให้พวกเขาใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปตลอดชีวิตเจ้าค่ะ”
ชายาองค์รัชทายาทกล่าวอย่างระมัดระวัง เมื่อได้ยินดังนั้น เจียงฉางเชิงก็อดหัวเราะเบาๆ ไม่ได้ เขาเอ่ยว่า
“คนเราล้วนมีชะตากรรม แต่หากทำดี ฟ้าก็ย่อมเมตตา”
คำพูดนี้มิใช่เพียงวาทะลอยๆ ในตำหนักยมโลกจะตรวจสอบความดีและพลังกรรมของดวงวิญญาณ หากคุณความดีมากพอ แม้ตายไปก็จะมีทางเลือกและจุดจบที่ดีกว่า หากพลังกรรมลึกล้ำก็ต้องชดใช้ในตำหนักยมโลก ภายหลังจะไม่ได้ไปเกิดอีก เว้นเสียแต่จะสั่งสมคุณงามความดีไว้
รอบบริเวณตำหนักยมโลกเริ่มปรากฏ น้ำพุเหลือง แล้ว น้ำพุเหลืองบรรจุพลังแห่งสังสารวัฏ หากถือกำเนิดขึ้นสำเร็จ ดวงวิญญาณในตำหนักยมโลกจะได้ไปเกิดใหม่ จากมหาอาณาจักรเทียนจิ่งแผ่รัศมีออกไปยังทั่วโลกแห่งวิถียุทธ์ จนกระทั่งควบคุมสังสารวัฏได้ ความดีและพลังกรรมเป็นตัวตัดสินจุดจบ นี่คือสิ่งที่เจียงฉางเชิงเป็นผู้กำหนด
ตำหนักยมโลกก็เป็นเพียงสมบัติอาคมที่สามารถสอดส่องวิญญาณผู้ล่วงลับ ความดีความชั่วย่อมมีผลตอบแทน นี่คือสิ่งที่เจียงฉางเชิงเห็นว่าเหมาะสม และยังสามารถลดความคับแค้นในโลกมนุษย์ลงได้
ชายาองค์รัชทายาทถอนหายใจ กล่าวว่า “ตั้งแตศึกกับเผ่าเฉียงเหลียง กระแสน้ำวนของซุนเทียนพลันปั่นป่วน ราชอำนาจยิ่งถูกจำกัดมากขึ้น ข้ากังวลว่า…”
เจียงฉางเซิงฟังออกถึงนัยในคำพูดของนางจึงกล่าวว่า “การเกิดในราชวงศ์นั้นไม่ง่ายนัก ฟ้ายุติธรรมอยู่แล้ว พวกเจ้าเกิดมาเหนือกวาราษฎร ย่อมต้องเผชิญภัยมากกว่า จงสั่งสอนเขาให้ดี ยึดชะตาของตนให้มั่น อีกประการ จื๋ออวี๋เคยกล่าวไว้ ห้ามญาติร่วมสายเลือดฆ่าฟันกันเอง”
ชายาองค์รัชทายาทเผยรอยยิ้มออกมาแต่ยังคงเป็นกังวล นางเอ่ยว่า “หากเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นมาจริง ต่อให้อีกฝ่ายได้รับผลตอบแทน แต่ลูกทั้งสองของข้า…”
เจียงฉางเชิงดึงเส้นผมสามเส้นจากบนศีรษะ “ให้พวกเขาพกติดตัวไว้ ยามคับขันจะรักษาชีวิตของพวกเขาไว้ได้ เจ้าก็พกไว้หนึ่งเส้นเช่นกัน”
ตลอดหลายปีมานี้ มีเพียงชายาองค์รัชทายาทที่พาบุตรชายสองคนมาเยี่ยมเขา ในฐานะผู้อาวุโสย่อมต้องมีท่าทีบางอย่างกลับไป ชายาองค์รัชทายาทดีใจอย่างยิ่ง รีบรับเส้นผมทั้งสามเส้นไปแล้วคุกเข่าคำนับเจียงฉางเชิง คราวนี้เจียงฉางเชิงไม่ได้ขัดขวางนาง
ขณะนั้นเอง นายท่านไปเปล่งเสียงประหลาดใจว่า “โชคชะตาของเด็กคนนี้ไม่ธรรมดาเลย”
ทุกคนต่างหันไปมอง เห็นเพียงเขายืนอยู่ข้างมูหลิงลั่ว มองเจียงเสวียนเจินในอ้อมแขนของนาง เจียงเทียนมิ่งกับเจียงเสวียนเหนียนก็หันไปมองนายท่านไปเช่นกัน ไปฉีถามอย่างอยากรู้ว่า “ไม่ธรรมดาอย่างไรหรือ?”
นายท่านไปส่ายหน้าเอ่ยว่า “พูดไม่ได้”
“พูดให้น่าสงสัยเข้าไว้สินะ” ไปฉีแค่นเสียงดูแคลน แต่ก็ไม่ได้ถามต่อ มันเดาว่าคงเพราะเกรงใจชายาองค์รัชทายาทและเจียงเสวียนเหนียน
ชายาองค์รัชทายาทลุกขึ้น สีหน้าคล้ายอยากพูดบางอย่างแต่ก็ไม่เอ่ยออกมา เจียงฉางเชิงเอ่ยว่า “เจ้ากลับไปเถิด น้ำใจของเจ้าข้ารับไว้แล้ว”
ชายาองค์รัชทายาทพยักหน้า ได้แต่เดินเข้าไปรับตัวเจียงเสวียนเจินมา แล้วพาเจียงเสวียนเหนียนจากไป
“เสวียนเหนียน ไว้ปีหน้าถ้าว่างก็มาเล่นกันอีกนะ!” เจียงเทียนมิ่งพูดอย่างอาลัยอาวรณ์ เจียงเสวียนเหนียนพยักหน้า สำหรับผู้อาวุโสตัวน้อยผู้มีตาสามข้างคนนี้ เขาเองก็รู้สึกดีด้วยไม่น้อย
เมื่อพวกชายาองค์รัชทายาทจากไป เทพกระบี่เอ่ยอย่างทอดถอนใจว่า “โอรสสวรรค์องค์รัชทายาทยังสู้สตรีคนหนึ่งไม่ได้เลย”
เยี่ยสวินตี่กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ก็ผู้ชายนี่นะ บางทีก็เกรงจะเสียหน้า ทั้งยังเป็นถึงโอรสสวรรค์อีก”
ทุกคนพากันหยอกล้อโอรสสวรรค์ แม้พวกชายาองค์รัชทายาทจะมาที่นี่เพียงระยะเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำให้ลานเรือนดูมีชีวิตชีวาขึ้น บรรยากาศคึกคักขึ้นมาก
“นายท่านไป องค์ชายเล็กนั่นคืออะไรกันแน่” จีอูจวินหันไปมองนายท่านไปพลางถาม
นายท่านไปกล่าวว่า “ดวงชะตาของเด็กคนนี้เหมือนกับ ฝ่าบาทอาลัยสวรรค์ แห่งอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์”
เมื่อได้ยินดังนั้น จีอูจวินก็เบิกตากว้าง พูดอย่างตื่นตระหนกว่า “จักรพรรดิยุทธ์อาลัยสวรรค์คือผู้ที่สืบต่ออาณาจักรศักดิ์สิทธิ์มาได้อีกสองพันปี เป็นยอดอัจฉริยะในรอบหมื่นปี เด็กคนนี้จะเทียบได้จริงหรือ?”
ทุกคนต่างก็พากันตกใจ ต้าจิ่งจะให้กำเนิดกษัตริย์ผู้ปรีชาจริงหรือ?
นายท่านไปกล่าวว่า “ในบันทึกประวัติศาสตร์มีกล่าวถึงโชคชะตาและดวงชะตาของฝ่าบาทอาลัยสวรรค์ ข้าไม่ได้จำผิด แต่เด็กคนนี้จะกลายเป็นฝ่าบาทอาลัยสวรรค์องค์ที่สองได้หรือไม่ยังบอกไม่ได้ สภาพแวดล้อมและประสบการณ์ที่ต่างกันจะส่งผลต่อดวงชะตา”
มูหลิงลั่วหันไปมองเจียงฉางเชิงเอ่ยถามว่า “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจะเลี้ยงดูเขาหรือไม่”
เจียงฉางเชิงรินสุราให้ตัวเองหนึ่งจอก กล่าวว่า “ไม่มีแรงเหลือพอแล้ว เลี้ยงพวกเจ้านี้ก็เหนื่อยพอแล้ว”
เวลานี้จินอูเอ่ยขึ้นจากบนต้นไม้ “เทศกาลในเมืองกำลังจะเริ่มขึ้นแล้ว”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รีบลุกขึ้น เจียงฉางเชิงเองก็ลุกขึ้นยืนเช่นกัน ตั้งแต่เจียงชิ่งหรือจิงเจาจงเริ่มผลักดันวิถีแสนสำราญ เมืองจิงเฉิงก็สืบสานประเพณีนี้ต่อมา ในทุกคราที่ถึงเทศกาล บัณฑิต หญิงงาม ปัญญาชน นักประพันธ์ และพ่อค้า ต่างก็จะมารวมตัวกันที่เมืองจิงเฉิง
แม้ว่าเมืองจิงเฉิงจะไม่ใช่เมืองหลวงอีกต่อไปแล้ว แต่กลิ่นอายแห่งความสุขสำราญก็ยังไม่จางหาย เจียงฉางเชิงจึงมักหาเวลาไปเดินเล่นกับมูหลิงลั่วทุกๆ สองสามปี ตอนนี้ไม่มีใครจำเขาได้แล้ว จึงไม่ต้องกังวลเรื่องการเปิดเผยตัว
ภายในตำหนักที่สว่างไสว พื้นราวกับกระจกสะท้อนเสาเงินที่ฝังอัญมณีวิจิตรอยู่เรียงราย ในตำหนักมีบ่อน้ำอยู่หลายสิบแห่ง น้ำในแต่ละบ่อมีสีสันสดใสแตกต่างกันไป หลินหงเฉินนั่งขัดสมาธิอยู่ในบ่อหนึ่ง เหนือผิวน้ำเต็มไปด้วยไอร้อน ร่างท่อนบนของเขาแดงก่ำ เส้นเลือดนูนเด่นราวกับงูใหญ่เลื้อยพันตามผิวหนัง สั่นไหวไม่หยุด น่าหวาดเสียวยิ่งนัก
เสียงฝีเท้าดังเร่งรีบเข้ามา บุรุษในชุดเกราะเงินผู้หนึ่งรีบเดินเข้ามา เขาคือผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ของเจียงฉางเชิง ด้วยความเข้าใจในมรรคาจารย์อย่างลึกซึ้งทำให้ได้รับความไววางใจจากหลินหงเฉินจนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ
“เจ้าแห่งฟ้า มีซากจักรพรรดิยุทธ์อีกองค์หนึ่งถูกขโมยไป!” บุรุษชุดเกราะเงินกล่าวเสียงขรึม
หลินหงเฉินลืมตาขึ้น ถามพลางขมวดคิ้วว่า “ใครขโมยไป มนุษย์หรือปีศาจ?”
บุรุษชุดเกราะเงินตอบว่า “ไม่แน่ชัด พลังของอีกฝ่ายลึกล้ำจนผู้ใดก็จับไม่ได้ แต่มีอย่างหนึ่งที่แน่ชัด เขากำลังตามรอยพวกเราอยู่ หากพวกเรายังเดินหน้าต่อ ก็เท่ากับกำลังช่วยเขาทำงานแทน”
คิ้วของหลินหงเฉินขมวดแน่นยิ่งขึ้น เขาค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองไปยังบุรุษชุดเกราะเงินแล้วกล่าวว่า
“เรื่องนี้ให้พักไว้ก่อน จงให้คนเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่ที่ข้าเตรียมไว้ให้พร้อม ข้าจะไปเยือนเผ่าปีศาจด้วยตัวเองสักครั้งหนึ่ง”
“ขอรับ!” บุรุษชุดเกราะเงินรับคำพลางหมุนตัวเตรียมจะจากไป
“เดี๋ยวก่อน ร่องรอยของมรรคาจารย์ เจ้าสืบได้หรือยัง” หลินหงเฉินเรียกเขาไว้
บุรุษชุดเกราะเงินหันกลับมาตอบว่า “ยังติดตามไม่ได้ขอรับ แต่ช่วงนี้ผู้คนจากหลายราชวงศ์แห่งโชคชะตาต่างพากันอพยพขึ้นเหนือ ข้าน้อยส่งคนไปสืบมาแล้ว ทุกคนที่ถูกถามต่างก็พูดว่าต้องการไปตามหามรรคาจารย์ แสวงหาวิถีแห่งเซียน มรรคาจารย์อาจจะอยู่ทางเหนือ หากเจ้าแห่งฟ้าต้องการสืบ ข้าน้อยยินดีนำคนไปตามหามรรคาจารย์ทางเหนือด้วยตัวเอง”
แววตาของหลินหงเฉินเป็นประกาย “ดีมาก รอให้ข้าออกเดินทางแล้ว เจ้านำคนไปสืบข่าวทางเหนือเถอะ”
“รับบัญชา!” บุรุษชุดเกราะเงินรับคำอีกครั้งแล้วจึงหมุนตัวจากไป และครั้งนี้หลินหงเฉินไม่ได้เรียกเขาไว้อีก
หลินหงเฉินมองแผ่นหลังที่จากไปของเขา พอเขาออกจากตำหนักแล้วจึงพึมพำว่า “ทางเหนือ… มรรคาจารย์… ข้ายังไม่รู้เรื่องเหล่านี้ แล้วเหล่าผู้ศรัทธาทั้งหลายรู้ได้อย่างไร มรรคาจารย์กำลังคิดจะทำอะไรกันแน่”
นับตั้งแต่มรรคาจารย์เคลื่อนย้ายราชอาณาจักรเฟิงเทียน เขาก็รู้สึกว่ามรรคาจารย์ผู้นั้นหาได้ปล่อยวางลาภยศดังที่แสดงออกมา จำต้องมีแผนการอยู่เบื้องหลัง ก่อนหน้าเป็นต้าจิ่ง ตามมาด้วยเฟิงเทียน และตอนนี้ประชาชนจากหลายราชวงศ์ต่างก็แห่กันไปเข้าพึ่งพิง หรือว่ามรรคาจารย์คิดจะสร้างอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์?
คิดถึงตรงนี้หลินหงเฉินก็รู้สึกกดดันขึ้นมา มองดูทั่วหล้า เขาคิดว่าไม่มีราชวงศ์แห่งโชคชะตาใดจะเทียบกับตากวงเทียนได้ แต่กลับไม่รู้จักต้าจิ่งเลย เพราะเขาไม่สามารถสืบหาว่าต้าจิ่งตั้งอยู่ที่ใด หากเกาะจักรพรรดิยุทธ์ยังอยู่ เขายังสามารถตรวจดูโชคชะตาของต้าจิ่งเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจได้ หลินหงเฉินสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วลุกขึ้นจากบ่อน้ำอย่างช้าๆ
“หวานเอ๋อร์ ข้าก็ควรจะไปหาเจ้าบ้างแล้ว”
ที่เขตแดนต้าจิ่ง สงบสุขทั่วหล้า เจียงหานกำลังตรวจฎีกาอยู่ในห้องทรงพระอักษร เทพจอมโจรเดินเข้ามาแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาท กระหม่อมตรวจสอบแล้ว ช่วงนี้คนที่องค์รัชทายาทไว้วางใจมากที่สุดชื่ออันฉาง เป็นศิษย์ของนักปราชญ์ฉี ติดตามนักปราชญ์ฉีฝึกบำเพ็ญมากว่าร้อยปีแล้วพะยะค่ะ”
“นักปราชญ์ฉีหรือ? เช่นนั้นก็ดี อย่างน้อยก็มีภูมิหลังสะอาด เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาติดตามองค์รัชทายาทต่อไปก็แล้วกัน วันหน้าอาจจะพอพึ่งเขาระดมพลังของมรรคาจารย์ได้บ้าง”
เจียงหานยิ้มออกมา เขารู้ดีที่สุดว่าบุตรชายของตนไร้ความสามารถเพียงใด หากสามารถพึ่งพาอำนาจภายนอกได้ เขาย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง สำหรับตัวนักปราชญ์ฉีนั้นเขานับถือไม่น้อย ใครในใต้หล้าบ้างไม่รู้จักนักปราชญ์ฉีที่ท่องไปทั่วใต้หล้ามาสองร้อยปีเพื่อสร้างรูปเคารพให้มรรคาจารย์ ส่งเสริมแนวทางไร้การต่อสู้ วิถีบุ๋นบู๊ที่เขาสร้างขึ้นยังผลักดันความเจริญของเหล่าบัณฑิตอีกด้วย
ภายนอกราชสำนักต้าจิ่ง มรรคาจารย์ นักปราชญ์ฉี และนักปราชญ์กวน ถือเป็นบุคคลที่ทุกคนเคารพศรัทธา เรียกกันว่า หนึ่งอาจารย์สองนักปราชญ์ ทรงอิทธิพลเหนือยุทธภพ และสิ่งที่ผู้คนพูดถึงกันมากที่สุดก็คือนักปราชญ์ทั้งสองต่างก็นับถือมรรคาจารย์เช่นกัน
เทพจอมโจรลังเลครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า “นับตั้งแต่ฝ่าบาททรงประกาศกฎใหม่ พวกอ๋องผู้ครองรัฐต่างก็รับปากเรื่องการลดกำลังทหาร ทว่าทุกแห่งต่างก็ยืดเวลา ใช้เรื่องภาษีและการจัดสรรทรัพยากรเป็นข้ออ้าง หนึ่งปีผ่านไปแล้วก็ยังไม่มีอ๋องผู้ครองรัฐผู้ใดที่ลดกำลังทหารจริงๆ ฝ่าบาท เรื่องนี้ไม่ใช่ลางดีเลยพะยะค่ะ”
เจียงหานฟังจบ สีหน้าก็เย็นชาลงทันที ห้องทรงพระอักษรตกอยู่ในความเงียบ ผ่านไปเนิ่นนานเจียงหานจึงเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า “ถ้าพวกเราเริ่มลงดาบอ๋องผู้ครองรัฐสักคน เจ้าคิดว่าเป็นอย่างไร”
เทพจอมโจรกล่าวว่า “กระหม่อมกับองครักษ์ชุดขาวได้สืบหาความผิดของอ๋องผู้ครองรัฐแต่ละแห่งเรียบร้อยแล้ว หากฝ่าบาททรงตัดสินพระทัยลงมือ กระหม่อมจะคัดเลือกอ๋องผู้ครองรัฐที่เลวร้ายที่สุดออกมาเป็นตัวอย่าง แต่พวกเขาย่อมไม่ยอมจบเรื่องง่ายๆ แน่นอนพะยะค่ะ”
ในตอนนั้นเอง ขันทีคนหนึ่งรีบรุดเข้ามากล่าวว่า “ฝ่าบาท เป่ยเจียงอ๋องขอเข้าเฝ้าพะยะค่ะ”
“เป่ยเจียงอ๋องหรือ?” เจียงหานเลิกคิ้วแล้วกล่าวว่า “ให้เขาเข้ามาเถอะ”
เทพจอมโจรถอยไปยืนข้างๆ ก้มศีรษะรอเงียบๆ ไม่นานนักเป่ยเจียงอ๋องก็เดินเข้าห้องทรงพระอักษรอย่างรวดเร็ว เขามองเจียงหานแล้วยิ้มกว้าง “ฝ่าบาททรงขยันยิ่งกว่าอดีตฮ่องเต้เสียอีกพะยะค่ะ”
เจียงหานยิ้ม “ไม่ทราบเป่ยเจียงอ๋องฝ่าฟันมาหลายหมื่นลี้เพื่อมาหาเรา มีเหตุอันใดหรือ?”
เป่ยเจียงอ๋องมองเทพจอมโจรแวบหนึ่ง จากนั้นก็เดินหน้าเข้ามา ควักตราทหารออกมาจากแขนเสื้อวางลงบนโต๊ะแล้วกล่าวว่า “ลงมือเถิดพะยะค่ะ หากฝ่าบาทยังอยากรักษาความมั่นคงของแผ่นดิน การตัดอำนาจอ๋องผู้ครองรัฐคือหนทางที่ต้องผ่าน เมื่ออำนาจทหารของอ๋องผู้ครองรัฐถูกถอดถอน เหล่าตระกูลขุนนางย่อมสั่นสะเทือน ข้ายินดีสนับสนุนฝ่าบาทพะยะค่ะ”
เจียงหานสะท้านในใจ มองตราทหารนิ่งแล้วเอ่ยถามว่า “เราประหลาดใจนัก เจ้าก็เป็นอ๋องผู้ครองรัฐคนหนึ่ง เหตุใดจึงสนับสนุนเรา?”
เป่ยเจียงอ๋องยิ้มกว้าง “เพราะข้าเป็นคนสกุลเจียง ไม่อยากให้แผ่นดินปั่นป่วนพะยะค่ะ”
“เช่นนั้นเจ้ายินดีจริงๆ หรือ?”
“เมื่อก่อนข้าไม่ยินดี แต่ข้าเคยไปเขามังกรผงาดมาแล้ว ก็ละทิ้งมันไปได้ หากตอนนี้ฝ่าบาทตกอยู่ในสถานการณ์วิกฤต ข้าย่อมต้องออกหน้านำทัพ”
“มรรคาจารย์สั่งให้เจ้าช่วยเราหรือ?” เจียงหานถามอย่างประหลาดใจ แอบรู้สึกดีใจขึ้นมา บรรพบุรุษยังคงห่วงใยตนอยู่จริงๆ
เป่ยเจียงอ๋องไม่ตอบชัด กล่าวเพียงว่า “ข้าเห็นคนผู้หนึ่งในเรือนของมรรคาจารย์ เรื่องนี้ยังไม่มีใครรู้ เขาคือโอรสองค์เล็กของฮ่องเต้จิงหมิงจง เกิดมาก็อยู่ขั้นถ้ำสวรรค์ หากมรรคาจารย์ไม่ต้องการให้แผ่นดินปั่นป่วน บรรพบุรุษผู้นี้ก็จะกลายเป็นเสาหลักแห่งความมั่นคงของแผ่นดิน”
คำพูดนี้ทำให้สีหน้าเจียงหานแปรเปลี่ยนทันที บุตรชายของเจียงเชอถูกผู้คนเรียกว่าบุตรแห่งเทพ แต่เทพนั้นอยู่ที่ใดไม่มีผู้ใดรู้ กระทั่งหลายคนลืมตัวตนของบุตรแห่งเทพไปแล้ว รวมถึงเขาผู้เป็นโอรสสวรรค์ด้วย ไม่เคยนึกถึงเลยแม้แต่น้อย
“เกิดมาก็อยู่ขั้นถ้ำสวรรค์…” ในใจของเจียงหานพลันปรากฏความรู้สึกไร้พลังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน