เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 302 โอรสสวรรค์พญามังกร เปิดทางถอย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 302 โอรสสวรรค์พญามังกร เปิดทางถอย
ปีตี้หวงที่สิบ โอรสสวรรค์มีราชโองการไปทั่วหล้า กล่าวโทษซีจินอ๋องในหลายข้อหา ถอดถอนตำแหน่งอ๋องผู้ครองรัฐของเขา ซีจินอ๋องไม่ยอมรับจึงระดมทัพหวังจะตั้งตัวเป็นอิสระ แต่กลับถูกเป่ยเจียงอ๋องและเจียงหลัวร่วมกันปราบปราม การศึกกินเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน ซีจิ้นอ๋องก็ถูกจับกุม เหตุการณ์นี้ก่อให้เกิดคลื่นกระเพื่อมใหญ่ไปทั่วแผ่นดิน ต้าจิ่งไม่ได้มีความปั่นป่วนภายในรุนแรงเช่นนี้มานานมากแล้ว
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวของโอรสสวรรค์ก็ยังไม่หยุด ปีตี้หวงที่สิบเอ็ด โอรสสวรรค์ถอดถอนอ๋องผู้ครองรัฐอีกสองราย ทำให้หลายรัฐในใต้หล้าเกิดความปั่นป่วน แม้โอรสสวรรค์จะยกข้อกล่าวหาออกมา แต่ผู้คนจำนวนมากเห็นว่าเป็นเพียงข้ออ้าง เนื่องจากอ๋องผู้ครองรัฐนั้นได้รับความรักใคร่จากราษฎรในพื้นที่ การกระทำของโอรสสวรรค์จึงสร้างความไม่พอใจให้ไม่น้อย
ช่วงครึ่งปีหลัง ตระกูลขุนนางทั้งเจ็ดถูกกวาดล้าง รวมถึงตระกูลวิถียุทธ์และตระกูลพ่อค้า
ปีตี้หวงที่สิบสอง ต้นเดือนหนึ่ง โอรสสวรรค์ถูกลอบสังหาร แม้คนร้ายจะถูกจับกุมและสอบสวนจนเผยตัวผู้อยู่เบื้องหลัง แต่โอรสสวรรค์ก็ต้องพักรักษาตัวหลายเดือน ส่วนตระกูลที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการลอบสังหารก็ถูกประหารทั้งเก้าชั่วโคตร ว่ากันว่าศีรษะมนุษย์ที่ถูกตัดนั้นกองพะเนินเท่าภูเขานอกเมือง
ปีนี้เจียงฉางเชิงอายุครบสามร้อยปีพอดี ไปฉีรู้ตัวตนที่แท้จริงของเจียงฉางเชิงแล้ว จึงชักชวนผู้คนมาจัดงานวันเกิดให้มรรคาจารย์ อายุของเขาจดจำได้ง่ายนัก ต้าจิ่งสถาปนาราชอาณาจักรมากี่ปีก็คืออายุของเขา และโอรสสวรรค์ก็กำลังเตรียมงานเฉลิมฉลองครบสามร้อยปีของราชอาณาจักรอยู่พอดี
เจียงฉางเชิงไม่เคยฉลองวันเกิดมาก่อน แต่ครานี้ไปฉีชวนมูหลิงลั่วมาด้วย มูหลิงลั่วร่าเริงเต็มที่เขาจึงได้แต่จำใจยอมตาม แม้จะเป็นวันเกิดแต่ที่จริงก็ไม่ได้จัดงานเอิกเกริก เพียงแค่อยู่ในลานเรือนเท่านั้น เฉินหลี่ก็มาด้วย แนนอนว่าไปฉีเป็นคนชวนมา พอเห็นว่าเขานำสุราและอาหารชั้นเลิศมาด้วย ไปฉีก็ยิ้มจนหน้าแทบแตก ชิงเอ๋อร์ก็มาด้วย ทำให้ลานเรือนครึกครื้นไม่น้อย
หลังดื่มกินสังสรรค์กันครู่หนึ่ง เฉินหลี่ก็เอ่ยถึงเรื่องในราชสำนักพลางถอนใจว่า “หลังจากฝ่าบาทได้เป่ยเจียงอ๋องกับหานอ๋องหนุนหลัง ก็ยิ่งย่ามใจมากขึ้น เกรงว่าคมดาบนี้จะไม่หยุดง่ายๆ แล้ว”
จีอูจวินกล่าวว่า “นั่นไม่ใช่เรื่องดีหรือ” แม้นายท่านไปจะไมอยู่ แต่จีอูจวิน เยี่ยสวินตี่ และเทพกระบี่ ต่างก็สนใจเรื่องในราชสำนัก พวกเขาจึงคุยกันได้เข้าขา
เฉินหลี่ส่ายหน้า กล่าวว่า “การกระทำรุนแรงเช่นนี้ จะต้องผลักให้อ๋องผู้ครองรัฐกับตระกูลใหญ่จับมือกันแน่ การลอบสังหารโอรสสวรรค์ก็คือสัญญาณชัดเจน อีกทั้งโอรสสวรรค์ยังยึดถือเจตจำนงของไท่จง ไม่กล้าฆ่าอ๋องผู้ครองรัฐ ทำเพียงถอดถอนออกเท่านั้น อ๋องผู้ครองรัฐเหล่านั้นคงเคียดแค้นและรอโอกาสล้างแค้น หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บ้านเมืองต้องปั่นป่วนแน่”
“เป็นความผิดโอรสสวรรค์องค์ก่อนทั้งนั้น ดึงดันจะย้ายเมืองหลวงให้ได้ ถ้ายังอยู่ที่เมืองหลวงเดิม เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร” เยี่ยสวินตี่ส่ายหน้ากล่าว
ทุกคนต่างเห็นด้วย ไม่ใช่เพราะจะประจบสอพลอ แต่ความจริงเป็นเช่นนั้น มีมรรคาจารย์ปกป้องอยู่ ใครจะกล้าลอบสังหารโอรสสวรรค์กัน
เฉินหลี่มองไปทางเจียงฉางเชิงพลางกล่าวว่า “มรรคาจารย์ ท่านอย่าได้ลงมือโดยเด็ดขาด ต้าจิ่งต้องการการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่พอดี ผู้คนในใต้หล้าก็ต้องการตระหนักถึงความสำคัญของท่านที่มีต่อต้าจิ่ง บางทีภายในหลายสิบปีนี้ ชาวต้าจิ่งอาจจะต้องลำบากมาก แต่สิ่งนี้ก็แลกมาซึ่งความรุ่งเรืองสามร้อยปีได้”
เจียงฉางเชิงไม่ได้ตอบอะไร เขาเองก็กำลังคิดถึงปัญหานี้เช่นกัน ปัญหาของแผ่นดินแท้จริงแล้วไม่ใช่แค่การเปลี่ยนโอรสสวรรค์คนใหม่ก็พอ มันเป็นเพียงการแก้ที่ปลายเหตุ ไม่ได้แตะต้นตอ ในขณะเดียวกันนั้น ในใจเขาก็มีความคาดหวังอยู่เล็กน้อย โอรสสวรรค์แห่งยุคหน้าจะสามารถพลิกสถานการณ์ที่ย่ำแย่นี้ได้หรือไม่!
ตั้งแต่สมัยเจียงเชอ ผู้คนก็ยิ่งประเมินโอรสสวรรค์ต่ำลงเรื่อยๆ แม้แต่คนในลานเรือนนี้ก็เป็นเช่นนั้น เขาทำทีว่าไม่ใส่ใจ แต่ในใจก็ไม่ค่อยสบายใจนัก อย่างไรนั่นก็คือเหล่าทายาทของเขา
“มีเพียงความโกลาหลครั้งใหญ่เท่านั้น ที่จะทำให้ต้าจิ่งปรากฏโฉมใหม่ มีกฎเกณฑ์ใหม่ และสามารถบีบให้โอรสสวรรค์พญามังกรปรากฏตัวออกมาได้” เฉินหลี่เอ่ยถึงตรงนี้สีหน้าก็เผยความคาดหวังออกมา
ไปฉีหัวเราะแล้วกล่าวว่า “ถ้าอย่างนั้นพวกเรามาเดิมพันกันเถอะ เดิมพันว่าจะบีบให้โอรสสวรรค์พญามังกรปรากฏตัวออกมาได้หรือไม่”
เยี่ยสวินตี่กล่าวว่า “ข้าขอเดิมพันว่าได้!”
สีหน้าไปฉีหม่นลง “ถ้าอย่างนั้นเดิมพันว่าจะใช้เวลากี่ปีถึงจะปรากฏ!”
“ข้าเดิมพันว่าภายในห้าสิบปีแล้วกัน”
“ข้าเดิมพันว่าสามสิบปี มีองค์ชายองค์เล็กผู้มีดวงชะตาอาลัยสวรรค์นั่นอยู่ไม่ใช่หรือ?”
“ต่อให้เขามีดวงชะตาแข็งกล้า แต่จะขึ้นครองบัลลังก์ก็ยังต้องรออีกนานมิใช่หรือ?”
ทุกคนถูกคำพูดของไปฉีดึงความสนใจ จึงพากันร่วมลงเดิมพัน มูหลิงลั่วสังเกตเห็นว่าเจียงฉางเชิงดื่มสุราอยู่ตลอด รู้สึกว่าเขาไม่ได้สงบนิ่งดังที่เห็นภายนอก
งานวันเกิดผ่านพ้นมา ราตรีก็นกคลุม เจียงฉางเชิงกลับไปยังตำหนักเมฆาม่วงเพื่อฝึกพลัง มูหลิงลั่วเดินตามเข้าไป หลังจากมูหลิงลั่วนั่งลงก็ถามว่า “พี่ฉางเชิง ท่านใจอ่อนใช่หรือไม่เจ้าคะ”
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า “นิดหน่อย แต่ข้าก็เข้าใจดีว่าสิ่งที่เฉินหลี่พูดนั้นมีเหตุผล แม้ข้าจะแข็งแกร่ง ก็เพียงควบคุมคนทั้งหมดในต้าจิ่งได้ แต่ข้าไม่ใช่โอรสสวรรค์ หากจะเปลี่ยนแปลงต้าจิ่งก็จำเป็นต้องใช้เวลา”
มูหลิงลั่วจับมือเขาแล้วกล่าวว่า “จริงๆ แล้วท่านไม่ต้องกังวลมากนักหรอก ข้ารู้ว่าท่านมิได้ห่วงแค่ทายาทสกุลเจียง แต่ยังห่วงประชาชนที่ศรัทธาในตัวท่านด้วย ความจริงผู้ที่ศรัทธาในตัวท่านล้วนไม่ใช่คนธรรมดาอีกต่อไป พวกเขาอาศัยยอดวิชาในมหาพิภพจิตจรมานานแล้ว แม้ความวุ่นวายครั้งใหญ่จะมาเยือน พวกเขาก็ยังมีพลังปกป้องตนเองอยู่ดี สำหรับประชาชนทั่วไป การจะสร้างความรุ่งเรืองให้พวกเขามือใช่หน้าที่ของท่าน แต่เป็นหน้าที่ของโอรสสวรรค์ ขุนนางท้องถิ่น และราชสำนักต้าจิ่งทั้งมวล ทุกวันนี้แม้จะดูเหมือนสงบสุข แท้จริงแล้วประชาชนลำบากมาก ช่องว่างที่เกิดจากวิถียุทธ์ยิ่งถ่างกว้างขึ้นทุกที ประชาชนได้กลายเป็นเพียงเครื่องมือรับใช้ของผู้ฝึกยุทธ์ ซึ่งแม้แต่ท่านก็ไม่อาจเปลี่ยนได้ ท่านคงไม่สามารถเสกทรัพย์สมบัติให้ทุกคนมีเสื้อผ้าอาหารพร้อมไปเสียหมดหรอกเจ้าค่ะ”
เจียงฉางเชิงส่ายหน้าเล็กน้อย เขาเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ดี เขาไม่ใช่คนใจอ่อนนัก เขาถอนใจแล้วกล่าวว่า “จนถึงตอนนี้เขาก็ยังไม่มาหาข้าเลย”
“เขาหรือเจ้าคะ?” มูหลิงลั่วชะงักไปเล็กน้อยแล้วก็พลันเข้าใจขึ้นมา เพิ่งรู้ว่าแท้จริงแล้วเจียงฉางเชิงใส่ใจเรื่องใด
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า “มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความขัดแย้ง ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งของการหลอมรวมจิตมรรค เจ้าไม่ต้องปลอบข้าหรอก ในทางกลับกัน ความขัดแย้งเหล่านี้ต่างหากที่ทำให้ข้าได้เข้าใจลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น”
เขาไม่ได้พูดไปเรื่อยเปื่อย ช่วงนี้เขารู้สึกเข้าใจสัจธรรมของโลกมากขึ้น เข้าใจในหนทางแห่งมรรคาลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ มรรคาไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องแน่นอน มีเพียงสิ่งที่เหมาะสมกับตนเท่านั้น เขาในตอนนี้ไม่ได้อยู่ในขั้นสะสมพลังอาคมอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นช่วงเวลาของการค้นหามรรคาตนเอง เพื่อให้ดวงจิตหลุดพ้นจากห้าธาตุและสามโลก เช่นนั้นจึงจะกลายเป็นเซียนที่เป็นอิสระโดยแท้จริง
มูหลิงลั่วพยักหน้ายิ้มพลางกล่าวว่า “หากพี่ฉางเชิงกลับคืนสู่ขั้นเทพเซียนเมื่อใด อาจนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่โลกใบนี้ นำความหวังอันยิ่งใหญ่มาด้วยก็เป็นได้”
ไม่เพียงแต่นางเท่านั้น ทุกคนรอบข้างต่างก็คิดว่าเขาคือเทพเซียนที่ลงมาใช้ชีวิตบนโลกมนุษย์ อันที่จริงเจียงฉางเซิงก็เพียงแต่ไล่ตามวิถีเซียน แน่นอนว่าทั้งสองวิถีแม้ดูต่างกันแต่แก่นแท้ก็ไม่ต่างกันเลย เจียงฉางเชิงหยิกแก้มนางเบาๆ จากนั้นจึงตั้งสมาธิฝึกฝนต่อ
ปีตี้หวงที่สิบสาม เมืองซุนเทียน ภายในวังหลวง
“พรูด!” เจียงหานที่นอนอยู่บนเตียงมังกรกระอักเลือดออกมา ทำให้บรรดานางกำนัลตกใจจนหน้าถอดสี ฮองเฮายิ่งร้อนรน สั่งเรียกหมอหลวงทันที
หลังจากเจียงหานขึ้นครองราชย์ก็ไม่ได้ฝึกยุทธ์อีกเลย พลังยุทธ์ของเขาจึงไม่สูงนัก การลอบสังหารเมื่อปีก่อนทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส ร่างกายย่ำแย่ลงเรื่อยๆ ทุกวัน
“เรียก… องค์รัชทายาท…” เจียงหานพูดด้วยความยากลำบาก สีหน้าเขาขาวซีดอย่างที่สุด ทรมานยิ่งนัก ฮองเฮาได้ยินก็สั่งให้คนไปตามองค์รัชทายาทมาทันที
ไม่นานนักหมอหลวงก็มาถึง ใช้เข็มฝังช่วยประคองพลังปราณและโลหิตของโอรสสวรรค์ให้คงที่ เมื่อองค์รัชทายาทมาถึง เจียงหานก็ไล่คนอื่นออกไปจนหมด เหลือเพียงพ่อลูกสองคนในตำหนักบรรทม
“เสด็จพ่อ ท่านอย่าตรากตรำอีกเลย พักรักษาตัวเถอะพะยะค่ะ” องค์รัชทายาทกล่าวด้วยความไม่พอใจ ตลอดหลายปีนี้ขุนนางและอ๋องผู้ครองรัฐไม่น้อยต่างมาขอให้เขาช่วยเหลือ ใครเลยจะรู้ว่าคมดาบของโอรสสวรรค์จะตกลงมาเมื่อใด แต่เขากลับไม่มีอำนาจแท้จริง ทำให้ปวดหัวเหลือทน
เจียงหานมองดูบุตรชายของตน ในดวงตาเต็มไปด้วยความจนปัญญา บุตรคนนี้ไม่มีสติปัญญาอันคู่ควรกับคำว่ากษัตริย์ผู้ปรีชา แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่น เจียงหานสูดลมหายใจลึกหนึ่งเฮือกแล้วกล่าวว่า “วันนี้เรียกเจ้ามาก็เพื่อจะบอกความลับใหญ่ที่สุดของสกุลเจียง ความลับนี้เกี่ยวข้องกับราชอำนาจในอนาคตของเจ้า”
เมื่อได้ยินดังนั้น องค์รัชทายาทก็รีบนั่งตัวตรง แสดงสีหน้าอยากรู้เต็มเปี่ยม เจียงหานค่อยๆ เล่า องค์รัชทายาทก็เผยสีหน้าตกใจอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นดีใจจนคลุ้มคลั่ง! มรรคาจารย์ที่เขานับถือมากที่สุดกลับเป็นบรรพบุรุษของเขา!
ไม่แปลกเลยที่มรรคาจารย์จะคอยคุ้มครองต้าจิ่งมาตลอด! ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง! ทั่วทั้งใต้หล้าล้วนสรรเสริญความสัมพันธ์ระหว่างมรรคาจารย์กับไท่จงว่าเป็นศิษย์อาจารย์อันแน่นแฟ้น แต่ก็มีผู้คนไม่น้อยที่สงสัย รู้สึกว่ามรรคาจารย์อาจมีเป้าหมายอื่นแอบแฝง ที่แท้เขากำลังคุ้มครองแผ่นดินของลูกหลานอยู่!
เห็นสีหน้าตื่นเต้นของเขา เจียงหานก็โกรธขึ้นมา กล่าวเสียงขรึมว่า “เก็บความคิดของเจ้าไปซะ นอกเสียจากแผ่นดินจะถึงคราววิบัติ ห้ามรบกวนบรรพบุรุษจากการฝึกบำเพ็ญโดยเด็ดขาด อีกอย่าง ลูกหลานสกุลเจียงจะไม่สามารถกุมอำนาจแผ่นดินได้ด้วยตัวเองเลยหรือ?”
องค์รัชทายาทกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “มรรคาจารย์คือบรรพบุรุษของพวกเรา เขาก็เป็นคนของสกุลเจียงไม่ใช่หรือพะยะค่ะ”
เจียงหานถอนหายใจแล้วกล่าว “ไม่เหมือนกัน มรรคาจารย์ไม่คิดครอบครองแผ่นดิน เขามีจิตใจจดจ่ออยู่แต่การฝึกฝนบนเขา อย่าฝากความหวังไว้ที่เขาตลอดไป ลองคิดถึงศึกใหญ่กับเผ่าเฉียงเหลียงก่อนหน้านี้ดูสิ ถ้ามรรคาจารย์ห่วงใยต้าจิ่งจริง เหตุใดจึงไม่ลงมือในทันที เหตุใดต้องรอจนทหารนับล้านล้มตายเสียก่อน นั่นก็เพราะใจของมรรคาจารย์ไม่เคยอยู่กับแผ่นดิน ที่เขายอมลงมือก็เพราะต้าจิ่งอ่อนแอเกินไป ไมอาจต้านทานความแข็งแกร่งของเผ่าเฉียงเหลียงได้ แต่หากต้าจิ่งเป็นเช่นนี้ มรรคาจารย์จะยังมีความอดทนอยู่หรือ?”
“ท่านเซียนผู้ไม่หลงในอำนาจ ไม่ใฝ่หาชื่อเสียงเช่นเขา ไม่มีทางช่วยต้าจิ่งไปได้ตลอด อีกทั้งความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ยังเป็นภัยเร้นแฝงต่อต้าจิ่ง หากวันหนึ่งมรรคาจารย์จากไป สกุลเจียงจะใช้สิ่งใดปราบปรามตระกูลใหญ่ สำนักต่างๆ และพวกต่างเผ่าพันธุ์อีกเล่า… เจ้าต้องพึ่งตนเอง… เจ้าต้องเป็นเช่นนี้ เสวียนเหนียนเองก็ต้องเป็นเช่นนี้… อย่าทำให้บรรพบุรุษดูแคลนเรา อย่าให้คนทั้งใต้หล้าคิดว่าสกุลเจียงพึ่งได้แค่มรรคาจารย์…”
เขายิ่งพูดก็ยิ่งตื่นเต้นจนเริ่มไอออกมา องค์รัชทายาทรู้สึกสะเทือนใจ เขาเคยได้ยินคำพูดทำนองนี้มาก่อน แต่เมื่อก่อนเขาไม่ใส่ใจ กลับยกย่องเซียนผู้เป็นมรรคาจารย์ ทว่าวันนี้เมื่อได้ยินคำของเสด็จพ่อ ทัศนคติของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไป ใช่แล้ว หากไม่มีมรรคาจารย์ สกุลเจียงจะยังรักษาใต้หล้านี้ไว้ได้หรือไม่
เจียงหานกัดฟันกล่าวว่า “เราฆ่าคนไปมากก็เพราะต้องการเปิดทางถอยให้เจ้า เจ้าต้องเลิกเพ้อฝันแล้วทำหน้าที่โอรสสวรรค์ให้ดี หากเจ้าหลงมัวเมากับการแสวงหาความเป็นอมตะต่อไป ตระกูลใหญ่กับอ๋องผู้ครองรัฐเหล่านั้น วันหนึ่งก็จะเอามีดมากดไว้ที่คอเจ้า เข้าใจหรือไม่”
องค์รัชทายาทเงียบไป คิ้วขมวดแน่น
“เราเลี้ยงดูเจ้ามาหลายปี เจ้าก็ควรเรียนรู้การเป็นโอรสสวรรค์เสียที มากสุดเราก็ช่วยเจ้าได้อีกไม่เกินสามปี หลังจากนั้นเจ้าต้องพึ่งตนเอง ต่อให้เจ้าไม่ได้มีชีวิตเพื่อตัวเอง ก็ต้องมีชีวิตเพื่อลูกทั้งสอง เสวียนเหนียนกับเสวียนเจิน หากมีใครโค่นตำแหน่งเจ้าได้ พวกเขาก็ต้องตาย เจ้าจงอย่าขอความช่วยเหลือจากมรรคาจารย์อีก หากเจ้าไร้ความดีความชอบ รู้จักแต่เสพสุข บางทีเขาอาจเลือกโอรสสวรรค์คนใหม่แทน… จะเลือกสร้างผลงานหรือให้ตระกูลของเจ้าโดนล้างทั้งสาย เจ้าไปคิดให้ดีเถิด”
เมื่อได้ยินเจียงหานเอ่ยถึงเจียงเสวียนเหนียนและเจียงเสวียนเจิน องค์รัชทายาทก็ไม่อาจสงบใจได้อีก เขาสูดลมหายใจลึก มองสบตาเจียงหานแล้วกล่าวว่า “เสด็จพ่อ ลูกจะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง และจะไม่ทำให้มรรคาจารย์ผิดหวังด้วย ขอท่านโปรดวางใจ ลูกจะทำให้ต้าจิ่งดียิ่งขึ้นแน่นอน!”