เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 304 หนทางช่วยต้าจิ่ง
“สุดท้ายแล้วราชวงศ์ก็แตกต่างจากครอบครัวของชาวบ้านทั่วไป เพราะเป็นผู้ควบคุมชีวิตของผู้คนทั่วใต้หล้า”
เมื่อพูดจบเจียงหานก็ก้มหน้าลง ไม่กล้ามองเจียงฉางเซิง
เขารู้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นผิดมหันต์ แต่หากเขาไม่พูดออกมาก็จะอัดอั้นตันใจ
ในขณะเดียวกันเขาก็ตกตะลึงอยู่ในใจเช่นกัน เขาตายไปแล้วแต่ยังถูกบรรพบุรุษดึงตัวมาที่นี่ได้ นี่คือวิธีการชนิดใดกัน
เจียงฉางเซิงไม่ได้พูดสิ่งใด แต่กำลังไตรตรองสิ่งที่เจียงหานพูด
เขาย่อมไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เอ่ยออกมา เพราะคนที่ทำให้เกิดภาวะที่เป็นอยู่นี้ไม่ใช่แค่เหล่าอ๋องผู้ครองรัฐเท่านั้น
หากจะพูดให้ถูกต้องก็คือเป็นความสามารถด้านยุทธที่ต่างกัน ซึ่งโดยหลักแล้วมาจากโชคชะตา
ต้าจิ่งรุ่งเรืองเพราะโชคชะตา และดำเนินไปสู่หายนะก็เพราะโชคชะตาเช่นกัน
ราชวงศ์แห่งโชคชะตาของเผ่ามนุษย์ล้วนเป็นดังนี้ทั้งสิ้น
เจียงฉางเซิงก็คิดถึงข้อสงสัยข้อหนึ่ง แท้จริงแล้วผู้ใดเป็นคนก่อตั้งราชวงศ์แห่งโชคชะตากันแน่
ราชวงศ์แห่งโชคชะตาเป็นดาบสองคมอย่างแน่นอน ผู้แข็งแกร่งจะทำให้แผ่นดินราบรื่นรุ่งเรือง ส่วนผู้ที่อ่อนแอจะล่มสลายไปอย่างรวดเร็ว
ยิ่งไปกว่านั้น การถือกำเนิดของราชวงศ์แห่งโชคชะตาได้วางรากฐานแบบแผนในการแบ่งแยกเผ่ามนุษย์
เพราะเมื่อใดที่ก่อตั้งราชวงศ์แห่งโชคชะตาขึ้น ราชวงศ์แห่งโชคชะตาก็จะก้าวหน้าขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
ทำให้มีตระกูลขุนนางและสำนักต่างๆ เป็นจำนวนมากมายหนุนให้ผู้คนก่อตั้งราชวงศ์ขึ้นมา
ดังเช่นสำนักหลังบัลลังก์เมื่อก่อนนี้ พวกเขาควบคุมราชวงศ์ต่างๆ แต่ไม่เป็นฮ่องเต้เพราะพวกเขาไม่ต้องการแบกรับข้อจำกัดเรื่องอายุขัยที่เกิดจากโชคชะตา
หากต้องการแก้ปัญหาของต้าจิ่ง ก็จะต้องทลายข้อจำกัดของโชคชะตาที่ส่งผลต่ออายุขัยของโอรสสวรรค์
เช่นนั้นแม้จะช่วยหนึ่งรัชสมัยเอาไว้ได้ แต่ปัญหาก็จะเกิดขึ้นมาอีก
โอรสสวรรค์ไม่ได้จำเป็นต้องสืบทอดบัลลังก์จากรุ่นสู่รุ่นเสมอไป แต่สามารถครองราชย์ได้หลายร้อยปีแล้วจากนั้นค่อยเลือกผู้สืบทอดตำแหน่งสักคน
แน่นอนว่าทำเช่นนี้ก็ยังมีอันตรายซุกซ่อนอยู่เช่นกัน เพราะถ้าโอรสสวรรค์เป็นคนโฉดชั่วก็จะกลายเป็นหายนะ
ไม่ว่าอย่างไรก็จะมีทั้งด้านดีและด้านเสีย
แผนการละทิ้งโชคชะตาของราชวงศ์แห่งโชคชะตานี้ เกรงว่าผู้คนทั่วใต้หล้าจะพากันต่อต้าน
เนื่องจากราชวงศ์แห่งโชคชะตามิได้จำกัดเฉพาะกับโอรสสวรรค์เท่านั้น
จำต้องพูดว่าผลของการเป็นราชวงศ์แห่งโชคชะตาคือการแบ่งแยกโอรสสวรรค์และผู้คนในหล้าออกเป็นสองฝักฝ่าย ทำให้ราชอำนาจของกษัตริย์ไมอาจอยู่ห่างจากโชคชะตาได้
เจียงหานไม่ได้ยินบรรพบุรุษพูดอะไรต่อจึงกระวนกระวายใจขึ้นมา แอบคิดว่าไม่เข้าทีที่เขาทำบรรพบุรุษโกรธเสียแล้ว เพราะฮ่องเต้ไทจงเป็นบุตรชายของบรรพบุรุษ
เฮ้อ!
เจียงหานรู้สึกขมขื่นในใจ บิดาของฮ่องเต้ไทจงดีงามเพียงนี้ แต่บิดาของเขานั้น…
เขาคิดว่าหากตนเองเป็นฮ่องเต้ไทจง จะต้องได้รับคุณูปการที่ดีกว่านี้แน่!
เจียงหานรวบรวมความกล้าถามไปว่า “ท่านบรรพบุรุษ ท่านอย่าเอาผิดโอรสสวรรค์องค์ปัจจุบันได้หรือไม่”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ข้าบอกเมื่อใดว่าข้าจะเอาผิด”
เจียงหานเงียบไป
“ต่อให้ต้าจิ่งล่มสลายแล้วจะส่งผลใดต่อข้า”
คำพูดนี้ทำให้เจียงหานต้องยิ้มเจื่อน สิ่งที่เขากลัวก็คือเรื่องนั้นเอง
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “แม้ว่าข้าจะไม่เห็นดีเห็นงามกับเจ้า แต่ก็เห็นด้วยกับการตัดสินใจของเจ้า เจ้าคู่ควรกับต้าจิ่ง”
คำพูดนี้มิใช่คำเท็จ เจียงหานสังหารคนมามากมายนัก แต่เขานำความผาสุกมาสู่ราษฎร
ทุกคราที่มีการยึดทรัพย์ ทรัพย์สินส่วนหนึ่งจะถูกนำมาแจกจ่ายให้กับราษฎรในที่ต่างๆ
บรรดาผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ในต้าจิ่งส่วนใหญ่ต่างยกย่องเจียงหาน แน่นอนว่าก็มีคนที่ด่าว่าเขาด้วยเช่นกัน แต่คนเหล่านั้นล้วนมีความเชื่อมโยงกับตระกูลสูงศักดิ์และขุนนาง
เมื่อเจียงหานได้ยินคำพูดนี้ ความรวดร้าวใจที่ไม่จบสิ้นก็พรั่งพรูเข้ามาในใจเขาในทันที
มือเขากุมดาบมาตลอดหลายปี แต่ชั่วอึดใจนี้เขากลับรู้สึกเหมือนเด็กเล็กที่รู้สึกคับข้องใจเมื่อกำลังอยู่ต่อหน้าญาติผู้ใหญ่ จึงอยากจะระบายออกมา
แม้แต่ตอนที่เขาอยู่ต่อหน้าบิดาก็ไม่เคยมีความรู้สึกเช่นนี้มาก่อน
ตลอดเวลาที่ผ่านมาไม่มีใครล่วงรู้ถึงความกดดันที่เขามี และเขาก็ไม่กล้าบอกกับใครด้วย
แต่เขาก็เข้าใจอีกเช่นกันว่าคำพูดครึ่งประโยคแรกของบรรพบุรุษนั้นหมายถึงสิ่งที่เขาทำต่อเจียงเยี่ยน้องเจ็ดของเขา
แต่เวลานั้นเป็นเพราะเขาไปเชื่อคำให้ร้ายของพระมารดาและคนรอบกาย หากเขาเกลียดเจียงเยี่ยจริงๆ ภายหลังเขาก็มีวิธีที่สามารถจัดการเจียงเยี่ยได้
เขาปลดอ๋องผู้ครองรัฐไปตั้งมากมาย แต่กลับไม่เคยแตะต้องเจียงเยี่ยเลยแม้แต่น้อย ก็เพราะเขารู้สึกผิดอยู่ในใจนั่นเอง
“ต้องการพูดสิ่งใดก็พูดมาเถิด ได้มาในแดนมนุษย์นี้สักคราก็นับว่าเจ้าและขามีวาสนาต่อกัน พูดจบแล้วข้าจะส่งเจ้าไปตำหนักยมโลกเพื่อไปเกิดใหม่”
น้ำเสียงของเจียงฉางเซิงเรียบเฉย ภายใต้รัศมีที่ส่องสว่าง เจียงหานไม่สามารถมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายได้ชัดเจน แต่เขากลับรู้สึกอบอุ่นในใจ
เวลานี้เจียงหานรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อยด้อยค่า เขาเคยคิดถึงความเป็นไปได้มากมาย แต่ไม่เคยคิดว่าตนเองจะมีโอกาสเช่นนี้
เขาเริ่มพูด ทุกเรื่องพูดเร็วมาก เห็นชัดว่าตื่นเต้นนัก
เจียงฉางเซิงฟังเรื่องราวของเจียงหาน รับฟังอย่างอดทน
ทุกคนมีหลายด้าน ซึ่งความซับซ้อนนี่เองคือลักษณะเฉพาะของมนุษย์ เขายินดีที่จะรู้จักเข้าใจเจียงหานให้มากขึ้น
เจียงหานเป็นคนจุดประกายให้เขาทบทวนธาตุแท้ของราชวงศ์แห่งโชคชะตาอย่างลึกซึ้ง
เขาคิดว่าโชคชะตาก็คือพลังแห่งฟ้าดินชนิดหนึ่ง หากเขาสามารถสร้างพลังแห่งฟ้าดินเช่นนี้ขึ้นมาได้ แต่เป็นพลังที่ไม่ไปจำกัดอายุขัยของโอรสสวรรค์ จะสามารถช่วยต้าจิ่งได้หรือไม่
เมื่อทำได้เช่นนี้แล้ว แม้ว่าอาจมีอันตรายซ่อนเร้นอยู่ในตัวโอรสสวรรค์ แต่ก็จะไม่ถึงกับส่งผลเสียมากมายนัก
เจียงหานไม่รู้ว่าบรรพบุรุษของเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ดังนั้นเขาจึงพรั่งพรูความรู้สึกนึกคิดทั้งหมดออกมา อย่างไรก็ตายแล้ว ไม่มีสิ่งใดต้องพะวงอีก
ผ่านไปเนิ่นนาน เมื่อพูดจบเจียงหานก็รู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ราวกับว่าได้กลับไปสู่วัยหนุ่มอีกครั้ง สิ่งที่เขาพูดส่วนใหญ่เป็นความรู้สึกในใจไม่ได้กล่าวโทษใครโดยเฉพาะ
“เอาละ เจ้าควรออกเดินทางแล้ว”
เจียงฉางเซิงสะบัดมือแล้วส่งเจียงหานไปยังโลกใต้พิภพ
กว่าเจียงหานจะตั้งตัวได้ เขาก็มาถึงน้ำพุเหลืองแล้ว
เมื่อมองไปยังดวงวิญญาณจำนวนมากที่ต่อแถวยาวเป็นมังกรตรงหน้าเขา เขาก็รู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา
แต่ความหดหู่มาเร็วก็จากไปเร็วเช่นกัน แม้ว่าไม่ได้กล่าวคำอำลาบรรพบุรุษอย่างเป็นทางการ แต่บรรพบุรุษยอมรับฟังสิ่งที่เขาพูดก็นับเป็นเรื่องโชคดีแล้ว ชีวิตนี้ไม่มีเรื่องให้เสียดายแล้ว!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เจียงหานก็เผยรอยยิ้มออกมา และเริ่มตั้งตารอการเกิดใหม่
เมื่อกลับมาที่เรือนพัก เจียงฉางเซิงเริ่มหลอมโอสถ หลังจากนั้นชั่วเวลาหนึ่ง เรื่องน่าตกตะลึงที่เมืองซุนเทียนก็มาถึงเมืองหลวงด้วย
ในวันนี้เจียงฉางเซิงใช้เนตรฟ้าดินไร้ขอบเขตสำรวจไทฮวงไปพลาง คอยฟังผู้คนคุยกันเรื่องในราชสำนักไปพลาง
การตายของเจียงหานทำให้โอรสสวรรค์กริ้วโกรธนัก เป็นเรื่องอื้อฉาวที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในต้าจิ่ง
เหล่าตระกูลขุนนางและสำนักทั้งหลายต่างเก็บตัวด้วยกลัวว่าจะกลายเป็นผู้ต้องสงสัย
โอรสสวรรค์จับกุมขุนนางจำนวนมากด้วยเรื่องนี้ แม้ไม่คิดจะสังหารแต่ก็รีบจัดหาคนใหม่มาแทนที่พวกเขาในระหว่างที่ถูกคุมขัง ซึ่งทำให้เกิดเสียงครหามากขึ้นเรื่อยๆ ว่าโอรสสวรรค์อ้างความกตัญญูเพื่อกุมอำนาจไว้ในมือ
เยี่ยสวินตี่กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ดูท่าโอรสสวรรค์ของพวกเราผู้นี้ก็มิได้โฉดชั่วแต่อย่างใด”
นายท่านไปลูบเคราของเขา เอ่ยยิ้มตอบว่า “โอรสสวรรค์รู้จักหาโอกาสจริงๆ แต่นั่นยังไม่พอ มารอดูกันต่อไปเถิด หากเขาสามารถแบกรับแผ่นดินต้าจิ่งได้ไหว เมื่อองค์ชายเสวียนเจินเติบใหญ่ ต้าจิ่งก็จะแข็งแกร่งขึ้นมา”
เขายังคงไม่อาจลืมเจียงเสวียนเจินได้ เขาคิดว่าเจียงเสวียนเจินอาจนำโอกาสพลิกโฉมหน้าใหม่มาสู่ต้าจิ่งได้
เฉินหลี่ส่ายหัวและเอ่ยว่า “ไร้ประโยชน์ เขาแค่เปลี่ยนตัวหมากรุกที่มองเห็นผิวเผินเท่านั้น แต่ยังไม่สามารถสั่นสะเทือนยักษ์ใหญ่ที่ซุกซ่อนอยู่ในความมืดได้”
เขายังคงมองอนาคตของต้าจิ่งในแง่ร้าย เพราะเขาอยู่ในราชสำนักมาสองร้อยปีแล้ว มีปัญหามากมายที่ใช่ว่าแค่มีปากก็จะพูดออกมาได้
“เมื่อเทียบกับเรื่องของราชสำนักแล้ว ข้ากลับสงสัยอีกเรื่องหนึ่งมากกว่า ระยะนี้มีผู้ฝึกยุทธจากมหาสมุทรไร้ขอบเขตเดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่รู้ว่าผู้ใดคอยผลักดันอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้” นายท่านไปพูดจบก็หันไปมองเจียงฉางเซิงที่อยู่บนต้นวิญญาณปฐพี
ไปฉียิ้มและกล่าวว่า “ตาเฒ่า อย่าสืบความส่งเดช น้ำที่นี่ลึกนัก”
พวกเขาลล้วนเป็นผู้ศรัทธาของเจียงฉางเซิง สามารถเข้าไปในมหาพิภพจิตจรจึงรู้ว่าเจียงฉางเซิงเป็นคนปล่อยข่าว แต่ไม่อาจบอกเรื่องนี้กับนายท่านไปได้
นายท่านไปไม่ใช่ผู้ศรัทธาแต้มเซ่นไหว้ของเจียงฉางเซิง แม้เขาจะเคารพยำเกรงเจียงฉางเซิงแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นเป็นผู้ศรัทธา ด้วยอายุและประสบการณ์ของเขาทำให้เขายากที่จะเลื่อมใสใครสักคน
เจียงเทียนมิ่งพยักหน้าและกล่าวว่า “ไม่ผิด ท่านอาจารย์ข้าขอแนะนำท่านว่าอย่าสอบถามให้มากเลย”
นายท่านไปชะงักไป จากนั้นก็ส่ายหน้าหัวเราะลั่น ปรากฏว่าเขาเดาไม่ผิดจริงๆ เป็นฝีมือของมรรคาจารย์
ในเมื่อเป็นฝีมือของมรรคาจารย์เช่นนั้นก็พิสูจน์ได้ว่ามรรคาจารย์จะไม่ละทิ้งต้าจิ่ง
เฉินหลี่ลุกขึ้นและกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ผู้ฝึกยุทธจากมหาสมุทรก็สามารถมารวมตัวกันได้เพื่อเฝ้ารอเวลาที่ต้าจิ่งจะพลิกโฉมหน้าใหม่”
เขาคารวะเจียงฉางเซิง จากนั้นก็หันหลังจากไป แม้เขาจะออกจากราชสำนักไปแล้วก็ตาม แต่หัวใจของเขายังคงอยู่ที่นั่น และเขายังมีหูตาจำนวนมากอยู่ในราชสำนัก
หลังจากเขากลับไปแล้ว นายท่านไปไม่ได้อยู่นานนักก็ลงเขาไป ไม่นานนักภายในลานเรือนจึงเงียบสงบลง บ้างก็ฝึกวิชา บ้างก็เข้าไปในมหาพิภพจิตจร
เจียงฉางเซิงที่กำลังนั่งอยู่บนต้นไม้มีท่าทีตกตะลึงอยู่น้อยๆ เขาหรี่ตาลง คล้ายมองเห็นบางสิ่ง
ท่ามกลางหมู่เขามีสัตว์อสูรมากมายรวมตัวกันอยู่ที่นี่ ตัวที่ใหญ่ที่สุดนั้นสูงกว่าภูเขาเสียอีก เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่
หวงเทียนและเฮยเทียนนอนอยู่บนยอดเขา ดื่มด่ำกับแสงแดดที่ส่องลงมา ในเวลาเดียวกันก็ฝึกวิชาให้ร่างกายแข็งแกร่ง เสริมสร้างร่างกายของพวกมันด้วย
เผ่าปีศาจของพวกมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาแล้ว แต่พวกที่พวกมันดึงตัวมาส่วนใหญ่แล้วเป็นลูกอสูร ไม่ก็เป็นตัวที่ถูกขับออกจากเผ่าของตัวเองหรือพเนจรอยู่เพียงลำพัง มีจำนวนมากกว่าห้าร้อยตัวแล้ว
เหมือนหวงเทียนจะสัมผัสได้ถึงบางอย่างจึงลืมตาและมองขึ้นไปยังขอบฟ้า เฮยเทียนลืมตาขึ้นตามมาและถามว่า “พี่ใหญ่ มีสิ่งใดหรือ”
หวงเทียนไม่ตอบ เฮยเทียนมองตามสายตาของมันและเห็นว่าทิวทัศน์ที่สุดขอบฟ้าดินนั้นงดงามน่าชมนัก ไม่มีสิ่งแปลกประหลาดใดๆ
เฮยเทียนกำลังจะซักไซ้ต่อ แต่ทันใดนั้นก็เห็นแสงสว่างจ้าปรากฏบนขอบฟ้า มันตกใจจนเบิกตากว้าง มองเห็นอุกกาบาตลูกหนึ่งที่ล้อมรอบด้วยเปลวเพลิงพุ่งเข้ามาและมีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
โครมคราม! แผ่นดินสั่นสะเทือนทำให้เหล่าอสูรที่ยึดครองพื้นที่แห่งนี้ต่างตื่นตกใจ พวกมันลืมตาและแหงนหน้ามองขึ้นไป
อุกกาบาตลูกนั้นโฉบผ่านท้องฟ้าเหนือหัวพวกมันไป รวดเร็วมาก เป็นพละกำลังที่มหาศาลพุ่งทะลุทะเลเมฆและหายลับไปยังสุดขอบฟ้าดินอย่างรวดเร็ว
เฮยเทียนโล่งอกและถามด้วยความใคร่รู้ว่า “พี่ใหญ่ เมื่อกี้คือสิ่งใดหรือ”
หวงเทียนนอนหมอบลงอีกครั้งและพูดอย่างเกียจคร้านว่า “ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจเป็นดวงดาวบนท้องฟ้าร่วงลงมาก็เป็นได้ แค่ไม่ร่วงทับพวกเราก็พอแล้ว”
แม้ว่ามันจะพูดเช่นนี้แต่ภายในใจกลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง อุกกาบาตลูกนั้นมีกลิ่นอายที่ทำให้หัวใจมันเต้นแรงแผ่ออกมา มันมีลางสังหรณ์อย่างหนึ่งว่ามีสิ่งมีชีวิตซ่อนอยู่ภายในอุกกาบาตลูกนั้น
ตั้งแต่มาที่ไทฮวง พวกมันก็พบเจอกับเรื่องแปลกๆ มามากมายเหลือเกิน หวงเทียนจึงไม่ได้คิดมาก ผ่านไปเนิ่นนาน เสียงระเบิดดังมาจากสุดขอบฟ้าดินซึ่งเป็นทิศทางที่อุกกาบาตตกลง ฟ้าดินสิ้นสีสัน
เฮยเทียนหันหน้าไปมอง แต่เพราะอยู่ไกลเกินไปมันจึงมองไม่เห็นสิ่งใดเลย เห็นแต่เพียงแสงสีขาวเปล่งประกายอยู่บนท้องฟ้าที่สุดขอบฟ้าดิน
หวงเทียนยังคงนอนหมอบอยู่ ไม่เงยหน้าขึ้นมามองอีก
ปีติ้งเหอที่สอง
ภายในตำหนักระฆังทอง วังหลวงเมืองซุนเทียน เป็นช่วงเวลาเช้าตรู่ โอรสสวรรค์ผู้น่าเกรงขามกวาดตามองเหล่าขุนนางในท้องพระโรง ไม่มีใครกล้าสบตากับเขา
อันฉางก้าวออกมาประสานมือคำนับแล้วกล่าวว่า “ทูลฝ่าบาท เรื่องของโอรสสวรรค์องค์ก่อนดำเนินมาเป็นเวลาหนึ่งปีแล้ว ผู้ที่ควรจะเอาโทษก็ลงทัณฑ์ไปแล้ว มิใช่ว่าควรหันมาให้ความสำคัญกับบ้านเมืองแล้วหรอกหรือพะยะคะ”
“ระยะนี้มีเผ่าต่างๆ มาปรากฏตัวในแถบใกล้มหาอาณาจักรเทียนจิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ บ้างก็มาผูกมิตรกับต้าจิ่ง บ้างก็มาสืบความ ประมาทไม่ได้แต่อย่างใดพะยะคะ”
เมื่อพูดออกไป เหล่าขุนนางต่างก็มองโอรสสวรรค์ด้วยสายตาเฝ้าคอย โอรสสวรรค์พระองค์นี้เพิ่งครองราชย์ได้เพียงปีเศษเท่านั้น แต่เปลี่ยนตัวขุนนางบุ๋นบู๊ไปมากมายเหลือเกิน ทำให้ในราชสำนักตกอยู่ในภาวะคับขัน
หากเป็นคนอื่นเสนอ พวกเขาก็จะคิดว่าเป็นการรนหาที่ตาย แต่เมื่ออันฉางเป็นคนพูด ก็จะต้องเป็นสิ่งที่ฝ่าบาทจัดเตรียมไว้แต่ให้อันฉางเป็นคนส่งบันไดให้เดินลง
โอรสสวรรค์ถอนหายใจและกล่าวว่า “ช่างเถิด เราก็ควรจะวางมือได้แล้ว มาพูดเรื่องของเผ่าเฉียงเหลียงกันก่อนดีกว่า”
เผ่าเฉียงเหลียงคือศัตรูที่ต้าจิ่งกลัวมากที่สุด ในศึกใหญ่ครั้งก่อนเผ่าเฉียงเหลียงส่งคนมาแค่กี่คนกัน หากเผ่าเฉียงเหลียงระดมพลทั้งหมดออกศึก ก็ยากจะจินตนาการว่าจะทรงพลังเช่นใด