เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 305 ยุทธการชางหลาง
โอรสสวรรค์กับโชคชะตา เดือนสี่ โอรสสวรรค์ออกพระราชโองการเตรียมจัดงานเลี้ยงเฉลิมฉลองไทฮวง เชิญผู้แทนจากเผ่าต่างๆ ที่ต้าจิ่งเคยติดต่อมาแล้วให้เดินทางมาถึงซุนเทียนก่อนเทศกาลปีใหม่
ข่าวนี้แพร่ออกไปทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้คนตื่นตระหนก เพราะส่วนใหญ่ยังมีอคติและความหวาดระแวงต่อชนต่างเผ่า ต่างคิดว่าโอรสสวรรค์กำลังชักจูงหมาป่าเข้าบ้าน!
แต่เมื่อโอรสสวรรค์ออกพระราชโองการแล้ว ก็เหมือนขอนไม้ลอยน้ำที่ผ่าครึ่งไปแล้ว เรื่องนี้ได้ถูกกำหนดไว้แล้ว
รัฐลัว หนึ่งในรัฐที่ร่ำรวยที่สุดของต้าจิ่ง ในจวนหลังหนึ่ง บุรุษผู้สวมหน้ากากเงินและชุดคลุมดำกำลังดื่มชาอยู่ หน้ากากนั้นปิดเพียงครึ่งหน้าบน เหลือจมูกและปากให้เห็น จากผิวหนังและเคราขาวของเขา คนผู้นี้เป็นคนชราแล้ว
เงาร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกะทันหัน คุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าเขาแล้วคารวะพลางกล่าวว่า “ท่านประมุข ชางหลางได้ถูกเลือกแล้ว”
ผู้ฝึกยุทธ์ผู้นั้นสวมชุดรัดรูป แววตาที่มองไปยังบุรุษชุดคลุมดำนั้นเต็มไปด้วยความคลั่งไคล้
บุรุษชุดคลุมดำตอบกลับว่า “อืม ข้ารู้แล้ว เฝ้าติดตามเขาให้ใกล้ชิด”
“ขอรับ!”
ผู้ฝึกยุทธผู้นั้นหายตัวไปทันทีราวกับไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
ประตูห้องด้านข้างถูกเปิดออก เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาเป็นนักพรตชราฝูหนิง หากเจียงฉางเซิงอยู่ที่นี่เขาย่อมจำได้ว่าคนผู้นี้คือผู้ก่อตั้งอารามมังกรผงาด นักพรตชิงชวี แม้เวลาจะผ่านไปกว่าสองร้อยปี เขาก็แทบไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย เพียงแตมีลวดลายสีดำประหลาดเพิ่มขึ้นบนหน้าผากเส้นหนึ่ง
นักพรตชิงชวีเดินไปนั่งลงตรงหน้าบุรุษชุดคลุมดำ รินชาให้ตนเองพลางถามว่า “ตอนนี้โอรสสวรรค์กำลังรวบอำนาจ ใต้หล้าสงบสุข เจ้าจะฝืนเปิดตัวชางหลางจริงหรือ”
บุรุษชุดคลุมดำพูดอย่างสงบว่า “ความสงบของใต้หล้าเป็นเพียงภาพลวงตา หงจงถูกลอบสังหาร แต่มรรคาจารย์กลับไม่ออกมาเคลื่อนไหว แสดงว่ามรรคาจารย์หมดศรัทธาในต้าจิ่งแล้ว ต้าจิ่งที่ไม่มีมรรคาจารย์คุ้มครองก็ไม่ต่างจากอาหารบนถาด รอเพียงผู้มีดวงชะตาฟ้าก้าวขึ้นมาแบ่งกินเท่านั้น”
เจียงหานจิ่งหงจงคือโอรสสวรรค์องค์แรกในรอบหลายรัชสมัยที่ถูกลอบสังหารสำเร็จ หลังย้ายเมืองหลวงก็เกิดเหตุพยายามลอบสังหารติดต่อกัน มรรคาจารย์กลับไม่ปรากฏตัว
เมื่อเจียงหานถูกลอบสังหารสำเร็จ ก็ยิ่งทำให้กระแสใต้ดินของทุกฝ่ายเริ่มเคลื่อนไหว ผู้คนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่าหลังย้ายเมืองหลวง มรรคาจารย์ได้ตัดขาดความสัมพันธ์กับสกุลเจียงไปแล้ว
ตอนที่เผ่าเฉียงเหลียงบุกมา มรรคาจารย์ออกตัวก็เพียงเพราะเห็นแก่ประชาชนใต้หล้าเท่านั้นเอง
“ชางหลางเหมาะจริงหรือ” นักพรตชิงชวีถาม
ดวงตาของบุรุษชุดคลุมดำเป็นประกายเย็นเยียบ กล่าวว่า “หากเป็นแค่ชางหลางเขาเหมาะสม แต่ก็เหมาะได้เพียงเท่านั้น”
นักพรตชิงชวีพยักหน้าเล็กน้อย “คอยดูการเคลื่อนไหวของชางหลางก่อน หากใต้หล้าปั่นป่วน แต่มรรคาจารย์ยังไม่ออกมา ถึงตอนนั้นพวกเราจึงจะลงมือจริงได้ ทั้งสำนักหลังบัลลังก์ก่อนหน้านี้และตระกูลใหญ่ในตอนนี้ ต่างก็รอดูท่าทีของมรรคาจารย์”
บุรุษชุดคลุมดำเอ่ยชาช้า พอพูดถึงมรรคาจารย์ แววตาเขาก็สั่นไหวไม่รู้คิดถึงเรื่องใดอยู่ เขามองนักพรตชิงชวีแล้วเอ่ยว่า “เตรียมตัวให้ดี เจ้ามีประโยชน์มากยิ่งกว่าชางหลางเสียอีก”
นักพรตชิงชวียิ้มออกมา “ข้าเตรียมตัวพร้อมมานานแล้ว”
มุมปากของบุรุษชุดคลุมดำยกขึ้นเล็กน้อย
ปีติ้งเหอที่สาม
วันขึ้นปีใหม่ แสงสว่างแห่งใต้หล้าล้วนส่องมายังเมืองซุนเทียน ว่ากันว่ามีเผ่าพันธุ์ที่มีสติปัญญาจากไทฮวงสิบเผาเดินทางมาเยือน หลายคนกังวลว่าเมืองหลวงจะเกิดเรื่อง
งานมหาไทฮวงดำเนินไปสิบวัน เผ่าทั้งหลายต่างแยกย้ายกลับ ไม่มีเหตุปั่นป่วนใดๆ ทุกอย่างราบรื่น ว่ากันว่าเผ่าทั้งหลายต่างถวายของล้ำค่า ให้ความเคารพต้าจิ่งอย่างสูง
ผู้คนทั่วหล้าจึงโล่งใจ เริ่มตั้งความหวังต่ออนาคตของต้าจิ่ง งานมหาไทฮวงครั้งนี้เป็นสัญลักษณ์ว่าต้าจิ่งได้หลอมรวมกับไทฮวงอย่างเป็นทางการ สมควรจารึกไว้ในประวัติศาสตร์
โอรสสวรรค์ปลื้มปีติ เลื่อนตำแหน่งอันฉาง ขุนนางกรมโชคชะตาซึ่งเป็นผู้จัดงานมหาไทฮวง ขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี เข้าร่วมสามสำนัก มีสิทธิ์เข้าร่วมตัดสินใจเรื่องราชการ
อันฉางเลื่อนขั้นเร็วเกินไปทำให้ราชสำนักปั่นปวน ขุนนางจำนวนมากไม่พอใจ หลายคนรับราชการมาหลายรัชสมัยยังไม่ได้เป็นอัครมหาเสนาบดี แต่อันฉางแค่จัดงานหนึ่งครั้งกลับได้ขึ้นตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี ช่างน่าขันนัก
ว่ากันว่าราชสำนักเช้าวันนั้นวุ่นวายมาก ขุนนางฝ่ายบุ๋นบู๊ต่างกดดัน แต่โอรสสวรรค์ยังคงยืนกรานทำตามเดิม
หลังจากอันฉางขึ้นเป็นอัครมหาเสนาบดี ก็รีบแต่งตั้งคนสนิทของตนเองอย่างรวดเร็ว ไม่ถึงครึ่งปี เสียงคัดค้านเขาทั้งหมดก็หายไป อย่างน้อยก็ไม่ได้ยินในท้องพระโรงอีก
ปีติ้งเหอที่สี่
ต้นเดือนเจ็ด ทางเหนือของต้าจิ่งเกิดภัยแล้งร้ายแรงที่หาได้ยาก ไม่ถึงสองเดือน ภัยแล้งลุกลามกลายเป็นความอดอยาก ประชาชนจำนวนมากเดือดร้อน ในเขามังกรผงาด
“ภัยแล้งหรือ น่าขัน จะต้องมีคนจากกรมโชคชะตาแอบเล่นแผลงๆ จึงทำให้พลังโชคชะตาในแถบนั้นลดลง มิเช่นนั้นด้วยโชคชะตาของต้าจิ่งจะเกิดภัยพิบัติถึงเพียงนี้ได้อย่างไร” เฉินหลี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
นายท่านไปส่ายหน้า กล่าวว่า “ดูท่าโอรสสวรรค์ในตอนนี้จะไม่เข้าใจหลักโชคชะตา ข้างกายก็ไม่มีขุนนางผู้ซื่อสัตย์ที่สามารถส่งเสียงแทนประชาราษฎร์”
เฉินหลี่เอ่ยว่า “นั่นก็เป็นสิ่งที่เขาเลือกเอง ตั้งแต่เขาไว้ใจอันฉางเขาก็ทำผิดแล้ว อันฉางคนนั้นได้ตัดขาดความสัมพันธ์อาจารย์ศิษย์กับนักปราชญ์ฉีไปนานแล้ว แต่ฝ่าบาทยังไววางใจเขาเช่นนี้ ย่อมถูกหลอกแน่ อันฉางผู้นี้มีเล่ห์กลสูงมาก ภายในหนึ่งปีเขากุมอำนาจทั่วราชสำนัก ดูท่าเบื้องหลังคงมีอำนาจหลายฝ่ายหนุนอยู่”
เขาหันไปมองเจียงฉางเซิงข้างเตาหลอมโอสถ แล้วกล่าวว่า “มรรคาจารย์ ท่านต้องอดทนไว้ให้ได้ นี่คือโอกาสครั้งสำคัญที่จะล้มแล้วสร้างใหม่”
เจียงฉางเซิงไม่ตอบอะไร ขณะที่ไปฉีซึ่งนอนข้างกายเขากลับกล่าวอย่างไม่พอใจว่า “นายท่านก็ส่งคนไปเรียกลมเรียกฝนแล้ว สุดท้ายยังถูกด่าอีก”
หลีอีคือเทพอัสนี สามารถเรียกสายฟ้าและรวมหมู่เมฆได้ แต่ปัญหาอยู่ที่โชคชะตา ด้วยพลังของเขาย่อมไม่สามารถเรียกลมฝนได้ทุกวัน
พอเขาช่วยภัยแล้งไม่สำเร็จ ชาวบ้านก็เริ่มสาปแช่งเขา เสียงสะท้อนเหล่านี้แพร่กระจายไปทั่วในแวดวงมหาพิภพจิตจรของต้าจิ่ง ทำให้ผู้ศรัทธารู้สึกไม่พอใจต่อชาวบ้านที่ไม่ยอมศรัทธาเหล่านั้นอย่างมาก
ชาวต้าจิ่งไม่ได้ลำบากมานานแล้ว อย่างน้อยภาวะอดอยากก็อยู่ห่างจากพวกเขามานาน เหล่าผู้ประสบภัยกลับสาปแช่งเทพอัสนี สาปแช่งมรรคาจารย์ สาปแช่งราชสำนัก ไม่มีความรู้สึกขอบคุณใดๆ ที่เทพอัสนีพยายามเรียกฝนให้ กลับโยนความโกรธใส่เขาว่าไร้ความสามารถ
เมื่อมีคนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ เริ่มตำหนิมรรคาจารย์ บรรดาผู้ศรัทธาของมรรคาจารย์ก็เริ่มไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ
เพราะการมีอยู่ของมหาพิภพจิตจร ทำให้ผู้ศรัทธาเหล่านี้รู้ว่าเป็นฝีมือของกรมโชคชะตา จึงไม่อาจตำหนิมรรคาจารย์ได้ ประชาชนไม่กล้าต่อต้านโอรสสวรรค์แต่กลับโยนความผิดให้มรรคาจารย์เช่นนี้ สมเหตุสมผลตรงไหน ดังนั้นต้าจิ่งจึงเริ่มเกิดการแบ่งขั้วทางความคิดเป็นสองฝ่าย
ถึงขั้นที่ผู้ศรัทธาบางคนถึงกับอยากลุกขึ้นก่อกบฏ โค่นล้มราชอำนาจสกุลเจียงแล้วให้มรรคาจารย์เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว
ผู้ศรัทธาในต้าจิ่งของเจียงฉางเซิง กระจายอยู่ในทุกระดับ ตั้งแต่ขุนนางในราชสำนักไปจนถึงชนชั้นล่างในยุทธภพ หากขุมอำนาจทั้งหมดนี้ถูกรวมเข้าไว้ด้วยกัน ก็พอจะโค่นล้มต้าจิ่งได้ ทว่าเจียงฉางเซิงกลับไม่ทำ
เพราะการปกครองแว่นแคว้นต้องใช้กำลังและแรงใจอย่างมาก เขาเองก็อยากดูว่าลูกหลานของสกุลเจียงจะสามารถกู้สถานการณ์กลับมาได้หรือไม่
“อยู่ดีนานเกินไปแล้ว นานจนผู้คนทั้งแผ่นดินลืมความยากลำบากในอดีต ลืมไปว่าใครคือผู้นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่ต้าจิ่ง” เยี่ยสวินตี่กล่าวเสียงเย็นชา เขาเองก็เป็นหนึ่งในผู้ศรัทธาที่ไม่พอใจ
จีอูจวินกล่าวว่า “นอกจากอันฉางก่อความวุ่นวาย ข้ารู้สึกว่าเบื้องหลังเรื่องนี้มีคนกำลังผลักดันอยู่ กรมโชคชะตาทำให้เกิดภัยแล้ง ยุยงให้ประชาชนไม่พอใจ นี่เพื่ออะไรกันแน่”
มูหลิงลั่วขมวดคิ้ว “เจ้าหมายความว่าอันฉางต้องการก่อกบฏ จงใจทำให้โอรสสวรรค์หมดความน่าเชื่อถือเสียก่อนหรือ”
จีอูจวินพยักหน้า “ทั้งกรมโชคชะตาล้วนเป็นคนของอันฉาง เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร”
มูหลิงลั่วอยากจะพูดว่า จะให้ตนไปสังหารอันฉางเสียดีหรือไม่ แต่พอนึกถึงแผนการใหญ่ของเฉินหลี่และการที่เจียงฉางเซิงมิได้ขัดขวาง นางก็เงียบไปอีกครั้ง
ตระกูลขุนนางและบรรดาอ๋องผู้ครองรัฐคอยจำกัดอำนาจราชวงศ์ต้าจิ่ง ความขัดแย้งยิ่งทวีความรุนแรงจนยากจะประนีประนอม แม้แต่ตระกูลมูก็ยังมีคนบ่นว่าจิ่งหงจงองค์ก่อนฟันดาบสะเปะสะบะ
“เบื้องหลังของอันฉางต้องมีคนจำนวนมาก หากลากทุกคนออกมาได้จริง เกรงว่าจะทำให้โอรสสวรรค์ตกใจจนแทบสิ้นสติ รอจนทั่วแผ่นดินปั่นป่วน พวกเขาก็จะฆ่ากันเองจนอำนาจแต่ละฝ่ายลดลง แล้วตอนนั้นมรรคาจารย์ค่อยหนุนหลังราชอำนาจสกุลเจียงขึ้นมาใหม่ โอรสสวรรค์ในเวลานั้นจะเป็นที่รักใคร่ของประชาชนทั้งแผ่นดิน จากนั้นจึงชำระล้างตระกูลขุนนางเสียใหม่ ทุกอย่างจะเป็นไปตามฟ้าประทานและเสียงของราษฎร”
เฉินหลี่ถอนหายใจ แม้สิ่งที่เขาพูดจะโหดร้าย แต่วาทุกคนก็ไม่อาจคัดค้านได้ ความจริงมันดูประชดประชันถึงเพียงนี้
เจียงฉางเซิงคำนวณอยู่ครู่หนึ่งก็พบว่า ในต้าจิ่งเวลานี้นอกจากเขาแล้ว ผู้แข็งแกร่งที่สุดยังคงเป็นทงเทียนตี้ ไม่มีใครที่เป็นภัยคุกคามได้ ไม่ว่าใครจะวางแผนอะไรอยู่ในความมืด เขาก็ไม่สนใจ เพราะไม่ว่าอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งเพียงใด ในสายตาของเขาก็เป็นเพียงแมลงตัวหนึ่งเท่านั้น
ในเดือนสิบ ภัยแล้งสิ้นสุด แต่เมื่อถึงสิ้นปี ทางตะวันออกของต้าจิ่งกลับเกิดภัยหนาว
ปีติ้งเหอที่ห้า
ต้นเดือนสาม ภายในห้องทรงพระอักษร โอรสสวรรค์นั่งขัดสมาธิบนเบาะ เอกสารราชการกองพะเนินอยู่บนโต๊ะข้างๆ เขาหันหน้าออกไปทางประตู มือทั้งสองขยับท่าราวกับฝึกวิชาอยู่
อันฉางเดินเข้ามา ตั้งใจเดินตามขอบประตูเพื่อไม่บดบังแสงอาทิตย์ โอรสสวรรค์ไม่ลืมตา ถามว่า “ตรวจพบความแปรปรวนของโชคชะตาแห่งต้าจิ่งหรือยัง”
เขาในฐานะโอรสสวรรค์แม้สามารถสัมผัสโชคชะตาของใต้หล้าได้ แต่ก็รับรู้ได้เพียงความแปรปรวน ไมอาจรู้แน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น
“ยังคงเป็นการเข่นฆ่ากันของสำนักยุทธภพ คนตายมีอยู่ไม่น้อยแต่ประชาชนปลอดภัย ฝ่าบาท ยุทธภพควรถูกจัดระเบียบ พวกเขาต่อสู้ตามอำเภอใจ ง่ายต่อการทำร้ายประชาชน อีกทั้งไม่เคารพกฎหมายแผ่นดิน เช่นนี้จะปล่อยไว้ได้อย่างไรพะยะคะ” อันฉางโน้มตัวกล่าว ท่าทางถ่อมตน ไม่เหมือนอัครมหาเสนาบดีแม้แต่น้อย
โอรสสวรรค์กล่าวต่อ “เช่นนั้นก็ปราบปรามเสีย เลือกประมุขพันธมิตรยุทธขึ้นมาสักคน เจ้าเป็นคนจัดการเรื่องนี้”
“รับพระบัญชาพะยะคะ!”
อันฉางกล่าวตอบแล้วหยิบกล่องไม้เล็กๆ กล่องหนึ่งออกจากแขนเสื้อ กล่าวว่า “ฝ่าบาท สิ่งนี้คือเม็ดยาเตากลั่นจากพลังปราณและโลหิตของเต่าดำหมื่นปี สามารถยืดอายุขัยได้พะยะคะ”
โอรสสวรรค์ลืมตาดูของมาแล้วกล่าวว่า “ไม่เลว เจ้ามีน้ำใจจริง”
อันฉางยิ้ม “ที่กระหม่อมได้ดีในวันนี้ ล้วนเป็นเพราะได้รับความไววางพระราชหฤทัยจากฝ่าบาท หากฝ่าบาทมีอายุหมื่นปี กระหม่อมก็จะได้สำราญหมื่นปี”
โอรสสวรรค์กล่าวอย่างหงุดหงิด “หมื่นปีหรือ เราอยู่ถึงสองร้อยปีก็เก่งแล้ว”
กษัตริย์กับขุนนางพูดคุยกันครู่หนึ่ง อันฉางก็ถอยออกไป โอรสสวรรค์ก็กลับไปบำเพ็ญต่อ
นับตั้งแตเปลี่ยนมาใช้คนสนิท เขาก็เริ่มชินกับการมอบอำนาจ ความสำเร็จของงานมหาไทฮวง รวมถึงท่าทีของเผ่าต่างๆ แสดงให้เห็นว่าต้าจิ่งกำลังจะโบยบิน สำหรับเขาภารกิจที่จิ่งหงจงมอบหมายก็ถือว่าเสร็จสิ้น ไม่จำเป็นต้องทุ่มเทสุดกำลังอีกต่อไป
เวลาส่วนมากแต่ละวันสามารถนำมาใช้ฝึกเซียนและหลอมยา รอให้เจียงเสวียนเหนียนบรรลุขั้นถ้ำสวรรค์ เขาก็จะมอบตำแหน่งให้ เช่นนี้เจียงเสวียนเหนียนก็จะสามารถควบคุมขุนนางทั้งมวล ไม่เกิดเหตุแบบโอรสสวรรค์ก่อนหน้านี้
โอรสสวรรค์เชื่อว่าทุกอย่างอยู่ในกำมือ หากโชคชะตาแผ่นดินแปรปรวนเขาย่อมจะลงมือด้วยตนเอง นี่แหละคือข้อดีของราชวงศ์แห่งโชคชะตา โชคชะตาก็มองเห็นใต้หล้า
แต่ทว่าโชคชะตาแปรปรวนเกิดขึ้นจริงและรวดเร็วกว่าที่คิด
เดือนสิบเอ็ด โอรสสวรรค์นั่งอยู่ในห้องทรงพระอักษร สีหน้ามืดมนยิ่งนัก อันฉางเดินก้าวเร็วเข้ามา กำลังจะคำนับแต่โอรสสวรรค์ขัดขึ้นว่า “รีบพูดมา เกิดอะไรขึ้นแน่”
อันฉางรีบตอบว่า “มีคนยุยงประชาชนในหนึ่งรัฐให้ก่อกบฏ จึงทำให้โชคชะตาแคว้นเกิดความแปรปรวน ฝ่าบาทไม่ต้องทรงเป็นห่วง กระหม่อมได้จัดคนไปปราบแล้ว อีกไม่นานก็จะคลี่คลายพะยะคะ”