เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 306 ใต้หล้าเป็นหมาก
“กบฏหรือ เหตุใดถึงก่อกบฏ เราปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ดีหรือ” โอรสสวรรค์ขมวดคิ้วถามด้วยเสียงต่ำ ดวงตาเผยความโกรธออกมา
อันฉางกล่าวอย่างจนใจว่า “ก็แค่ความแค้นที่สะสมมาแต่ก่อน ฝ่าบาทอย่าลืมว่าก่อนหน้านี้ก็เกิดเรื่องแบบนี้บ่อยครั้ง”
โอรสสวรรค์พอได้ยินก็ถอนหายใจโดยไม่รู้ตัว ปัญหาแบบนี้มีมานานแล้ว แม้จะมาถึงไทฮวง ทรัพยากรทางยุทธจะมากมายเพียงใด แต่พวกตระกูลยุทธและขุนนางก็ล้วนหาวิธีกดขี่ราษฎร
หากทุกคนฝึกยุทธได้อิสระเสมอกัน ใครเล่าจะยังยอมทำงานให้ขุนนาง ใครจะยังยอมทำหน้าที่ขับเคลื่อนแผ่นดินต้าจิ่ง
นี่คือปัญหาที่ยากจะแก้ไข หากชีวิตประชาชนไม่อาจดีขึ้นเรื่อยๆ ก็ยากจะทำให้พวกเขาพึงพอใจ
พอถึงจุดหนึ่ง สงครามก็จะอุบัติขึ้น โอรสสวรรค์ไม่อาจยอมให้สงครามเกิดขึ้นได้ เพราะผลจากสงครามจะเป็นประโยชน์ต่อชนชั้นล่างที่ต้องการล้มล้างขุนนาง สำหรับเขาแล้วนั่นคือเรื่องอันตรายที่สุด
โอรสสวรรค์ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัว คิดถึงเสด็จพ่อ คิดถึงอันจง สุดท้ายถอนหายใจยาว
“ฝ่าบาทอย่าทรงกังวลเลยพะยะคะ กระหม่อมกลับคิดว่าสามารถใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้ได้” อันฉางพูดเสียงเบาทำให้โอรสสวรรค์อดหันมามองเขาไม่ได้
อันฉางกล่าวว่า “กระหม่อมขอเสนออย่างอาจหาญ มิสู้ปล่อยให้การกบฏครั้งนี้ลุกลามใหญ่โตดีกว่าหรือพะยะคะ แผ่นดินนี้มิใช่ของฝ่าบาทเพียงผู้เดียว ตั้งแต่โบราณมาราชวงศ์ผลัดเปลี่ยน ตระกูลขุนนางไม่เคยหายไป นั่นก็เพราะมันคือชนชั้น ความจริงตระกูลขุนนางก็ปรับเปลี่ยนตามรัชสมัยใหม่”
“การใช้การกบฏครั้งนี้บีบให้พวกขุนนางที่อยู่สุขสบายต้องออกมาลงสนามเอง ก็ถือเป็นบทเรียนให้ประชาชนลิ้มรสความทุกข์ จะได้ซาบซึ้งในพระเมตตาของฝ่าบาท ฝ่าบาท คำพูดนี้ของกระหม่อมอาจจะใหญ่หลวงนัก ผิดต่อฟ้าดินนัก แต่เพื่อประโยชน์ในการควบคุมบ้านเมืองของฝ่าบาทในอนาคต การฉวยโอกาสตอนที่เผ่าเฉียงเหลียงไม่กล้าบุกโจมตีนี่แหละคือโอกาสดีที่สุดของพวกเราพะยะคะ หากแผ่นดินลุกเป็นไฟ คนที่ร้อนรนมิใช่มีแต่ฝ่าบาท”
โอรสสวรรค์ขมวดคิ้วแน่น จ้องมองอันฉางด้วยแววตาเย็นเยียบ อันฉางก้มหน้าลงไม่พูดอะไรอีก โอรสสวรรค์ถามว่า “หากตระกูลขุนนางเหล่านั้นสร้างผลงานมากมายจนไม่มีตำแหน่งจะมอบให้อีก เราควรทำอย่างไร”
อันฉางเงยหน้าขึ้นแล้วตอบว่า “กระหม่อมยินดีตายเพื่อคลายพระทัย กระหม่อมยินดีเป็นดาบของฝ่าบาท”
“หึ เจ้ารู้สึกยินดีจริงหรือ”
“แน่นอนว่าไม่ยินดีนัก เพียงแต่กระหม่อมเรียนรู้เคล็ดวิชาจากนักปราชญ์ฉีมาจนเชี่ยวชาญ สามารถแสร้งว่าตายแล้วเปลี่ยนชื่อแซ่เพื่อกลับมารับใช้ฝ่าบาทอีกครั้ง โดยเริ่มจากขุนนางชั้นผู้น้อยได้พะยะคะ”
“นั่นไม่ใช่การทำให้เจ้าต้องลำบากหรอกหรือ”
“ก็แค่ลำบากช่วงสั้นๆ แต่การได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาทตราบชั่วกาลต่างหาก จึงจะเป็นสิ่งที่กระหม่อมกระหายใคร่อยากได้จริงๆ”
เมื่อได้ฟังคำยกยอของอันฉาง โอรสสวรรค์ยังคงมีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นเดิม บรรยากาศในห้องทรงพระอักษรอึมครึมหนักอึ้ง ผ่านไปพักหนึ่ง โอรสสวรรค์จึงเอ่ยขึ้นช้าๆ ว่า “เรื่องนี้มอบให้เจ้า เจ้าจัดการตามเห็นสมควรแล้วกัน”
อันฉางเงยหน้าขึ้นกล่าวว่า “วางพระทัยได้พะยะคะ กระหม่อมจะเลือกคนของตระกูลใหญ่ให้จัดการ” โอรสสวรรค์โบกมือ อันฉางจึงรีบถอยออกไปทันที
หลังอันฉางจากไป โอรสสวรรค์เคาะโต๊ะเบาๆ ห้าครั้งติดต่อกัน เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าโต๊ะ เป็นเทพจอมโจรนั่นเอง
โอรสสวรรค์เอ่ยถามว่า “เจ้าจับจุดอ่อนของเขาได้มากแค่ไหน”
เทพจอมโจรตอบว่า “มากพอจะล้างเก้าชั่วโคตรของเขาได้ ไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีกเลยพะยะคะ”
โอรสสวรรค์แค่นหัวเราะ “เช่นนั้นก็จับตาดูเขาต่อไป อย่าให้ไก่ตื่น ไม่ต้องขัดขวางเรื่องที่เขาแทรกซึมไปในหน่วยองครักษ์ชุดขาว ขอแค่เราควบคุมหัวใจของกองกำลังไว้ได้ เราจะได้รู้เสียทีว่าเขาคือขุนนางผู้จงรักภักดีแต่ละโมบ หรือแท้จริงแล้วคือกังฉินที่ละโมบและชั่วช้าทั้งสองอย่างกันแน่”
“พะยะคะ!” เทพจอมโจรขานรับ
โอรสสวรรค์เปลี่ยนเรื่อง ถามว่า “แล้วนักปราชญ์กวนเล่า เขาว่าอย่างไร”
เทพจอมโจรตอบอย่างจนใจว่า “เขาไม่ประสงค์เข้าสู่ราชสำนัก หากมีศัตรูต่างเผ่าบุกรุกต้าจิ่งเขาจะออกมือเองพะยะคะ”
“ก็ดี เพียงแค่นั้นก็พอแล้ว อย่างน้อยคนอื่นก็ชักจูงเขาไม่ได้ และเกณฑ์ที่เขาจะลงมือก็สอดคล้องกับประโยชน์ของเรา” โอรสสวรรค์โบกมือเป็นสัญญาณให้เทพจอมโจรถอยออกไป เทพจอมโจรคารวะด้วยความเคารพแล้วหายตัวไปจากห้องทรงพระอักษร
ปลายเดือนสิบสอง รัฐเป่ยเสวียนเกณฑ์ทัพใหญ่ไปปราบกบฏแต่กลับพ่ายแพ้อย่างยับเยิน จำนวนทหารกบฏกลับยิ่งเพิ่มขึ้น พวกเขารุกโจมตีพื้นที่อย่างรวดเร็วและเข้ายึดที่ว่าการรัฐในช่วงสิ้นเดือน
ผู้นำกบฏชื่อว่า สวี่หมาง เขาเคยเป็นบัณฑิตสอบตกจากการสอบจอหงวน เพราะถูกตระกูลขุนนางในท้องถิ่นกดขี่ คนในครอบครัวทั้งสิบหกชีวิตตายเพราะไฟคลอก เขาหนีรอดเข้าไปในหุบเขา
เรื่องราวของเขาถูกเล่าขานไปทั่วรัฐเป่ยเสวียน ทำให้ประชาชนเห็นใจ สวี่หมางอ้างว่าได้รับมรดกวิชาเทพเซียนจากในหุบเขา ภายในเวลาอันสั้นก็สามารถขยายสาวกออกไปได้มาก เขาโปรยถั่วเสกทหารในที่ว่าการรัฐ พลิกสถานการณ์ สร้างความตื่นตะลึงไปทั่วใต้หล้า
“โปรยถั่วเสกทหาร” ไม่ใช่วิชาของมรรคาจารย์หรือ หรือว่าสวี่หมางได้รับมรดกตกทอดจากมรรคาจารย์หรือเทพเซียนองค์อื่น
เวลาล่วงมาถึงปลายเดือนหนึ่ง ปีติ้งเหอที่หก อารามมังกรผงาดออกแถลงการณ์ระบุว่า สวี่หมางไม่มีความเกี่ยวข้องกับอารามมังกรผงาด และไม่ใช่ศิษย์ของมรรคาจารย์ ถือเป็นการลบล้างความเข้าใจผิด อิทธิพลของอารามมังกรผงาดยังคงสูงมาก ขุมอำนาจใหญ่ๆ ทั้งหลายต่างช่วยกันกระจายข่าว ถือเป็นการแสดงไมตรีต่อมรรคาจารย์
เมื่อข่าวนี้แพร่สะพัดออกไป สวี่หมางก็ยึดครองเมืองต่างๆ ในรัฐเป่ยเสวียนไว้ได้ทั้งหมดแล้ว กองทัพใต้บัญชาของเขาเพิ่มขึ้นจนถึงหลักล้าน ส่วนจำนวนที่แท้จริงไม่มีใครทราบ แต่ตัวเลขที่เขาปล่อยออกมาทำให้คนทั่วหล้าต้องหันมามอง
เขายังกล่าววาทะหนึ่งออกมาทำให้ประชาชนทั่วไปใจสั่น “สวรรค์ละเลยราษฎร ขุนนางไม่เมตตาประชาชน เช่นนั้นก็ให้ราษฎรขึ้นเป็นเจ้าของแผ่นดินเสียเองเถิด!”
ทั่วแผ่นดินเริ่มปรากฏกระแสชาวบ้านหลั่งไหลไปยังรัฐเป่ยเสวียน วงการยุทธภพก็เกิดกระแสปั่นป่วนเช่นกัน
เดือนสอง อ๋องผู้ครองรัฐสองพระองค์ยกทัพมาโจมตีรัฐเป่ยเสวียนแต่ตีไม่สำเร็จ ถูกกองกำลังลึกลับโจมตีจนทัพแตกกระเจิง อ๋องผู้ครองรัฐทั้งสองทิ้งม้าหนีเอาตัวรอด สวี่หมางจึงโด่งดังไปทั่วหล้า
เดือนสาม โอรสสวรรค์ประกาศราชโองการ ผู้ใดสามารถตัดหัวสวี่หมางมาถวายได้ จะพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นอ๋อง!
ทั่วทุกแคว้นทั่วหล้าล้วนปั่นป่วน สวี่หมางกลายเป็นบุคคลที่ทั่วหล้าไม่มีผู้ใดไม่รู้จัก ไม่มีผู้ใดไม่กล่าวถึง
เดือนสี่ เดือนห้า เดือนหก สวี่หมางไม่ตั้งรับแต่กลับบุกโจมตี แผ่อำนาจยึดได้อีกหนึ่งรัฐ
ภายในลานเรือน เฉินหลี่กล่าวอย่างทอดถอนใจ “ผลงานใหญ่โตยิ่งนัก ข้าเริ่มสงสัยแล้วว่าสวี่หมางมีใครหนุนหลังอยู่กันแน่”
เยี่ยสวินตี่ลูบมือไปมา เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าเองก็อยากลองไปหาเรื่องเขาดู จะได้ลิ้มรสชาติของการได้เป็นอ๋องบ้าง”
มูหลิงลั่วกล่าว “ตระกูลมูส่งจดหมายมาบอกว่า จำนวนขั้นถ้ำสวรรค์ภายใต้สังกัดของสวี่หมางมีมากกว่าร้อยคนแล้ว บางส่วนมาจากแคว้นประเทศราช บางส่วนมาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่อาจวิเคราะห์ได้ว่าใครให้การสนับสนุน”
ไปฉีนอนฟุบอยู่บนอุ้งเท้า ถามว่า “หรือว่าจะเป็นโอรสสวรรค์”
เยี่ยสวินตี่กลอกตา “โอรสสวรรค์จะโง่ถึงขนาดยกหินมาทุบเท้าตัวเองหรือ”
จีอูจวินมองไปทางเฉินหลี่ ถามว่า “หลังจบความวุ่นวายของสวี่หมางแล้ว ต้าจิ่งจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่”
“ไม่ได้หรอก สวี่หมางก็แค่เป็นผู้เปิดม่านแห่งความวุ่นวาย หากอยากให้เกิดความปั่นป่วนอย่างแท้จริง ก็จะต้องให้แต่ละรัฐแต่ละขุมอำนาจลุกขึ้นมาต่อสู้กันเอง เช่นนี้จึงจะสามารถกัดกร่อนอำนาจของตระกูลใหญ่และสำนักได้อย่างเต็มที่”
เฉินหลี่ส่ายหน้า น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสะเทือนใจ
จีอูจวินทอดถอนใจ “หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าต้าจิ่งคงต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปีกว่าจะฟื้นตัวได้”
เฉินหลี่กล่าว “นี่คือเส้นทางที่ต้องผ่าน แตกต่างจากในอดีต แม้จะถูกหล่อหลอมขึ้นใหม่ แต่ก็สร้างขึ้นบนพื้นฐานของไทฮวง แน่นอนว่าต้องพัฒนาได้เร็วกว่าตอนต้าจิ่งเพิ่งสถาปนาแน่นอน”
ทุกคนยังคงพูดคุยเรื่องสวี่หมางต่อไป ประวัติของสวี่หมางนั้นน่าสะเทือนใจ เขาไม่ได้ก่อกบฏเพื่อผลประโยชน์หรือชื่อเสียง แต่เป็นเพราะจนหนทางถึงขีดสุด หากใครตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนั้น ถูกบีบให้บ้านแตกสาแหรกขาด ก็ย่อมมีวันเดินมาถึงจุดเดียวกันนี้
ประสบการณ์เช่นนี้ของสวี่หมางไม่ได้หาได้ยากในต้าจิ่งเลย
ทั่วทุกรัฐในใต้หล้าล้วนมีหมด อำนาจของเจ้าเมือง อ๋องผู้ครองรัฐ และตระกูลใหญ่ยิ่งขยายตัว หลายเหตุการณ์จึงไม่สามารถส่งไปถึงหูของโอรสสวรรค์ได้ บางทีแม้จะส่งถึงแล้ว โอรสสวรรค์ก็อาจไม่สามารถลงมือได้ง่ายนัก
เห็นได้ชัดว่ามีอำนาจเบื้องหลังที่คอยผลักดันเรื่องของสวี่หมาง ใช้ประสบการณ์ของเขาปลุกระดมให้คนอื่นเข้าร่วมมากยิ่งขึ้น
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนั่งขัดสมาธิบนเบาะรองนั่ง ไม่สนใจการถกเถียงของคนด้านนอก ขณะนี้เขากำลังเฝ้าสังเกตโลกแห่งมรรคา
ใต้ต้นไม้เทพฟ้าเมฆา มีหญาวิญญาณต้นหนึ่งกำลังตั้งครรภจิตวิญญาณ เมื่อวรยุทธของเขาเพิ่มขึ้น โลกแห่งมรรคาก็ยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินก็ยิ่งสมบูรณ์ขึ้นเรื่อยๆ มองเผินๆ แทบไม่ต่างจากไทฮวงนัก แต่กลับไม่เคยกำเนิดสิ่งมีชีวิตท้องถิ่นเลย
ภายใต้สายตาของเจียงฉางเซิง หญาวิญญาณพลิ้วไหวเบาๆ ตามลม ดูเหมือนไม่ต่างจากพืชพันธุ์รอบข้าง เพียงแค่ผิวของมันใสวาวกว่าเล็กน้อย ราวกับเพิ่งผ่านพิธีชำระล้างด้วยหมอกยามเช้า
จิตวิญญาณภายในของหญาวิญญาณได้ถือกำเนิดขึ้นแล้ว อ่อนแอมาก ตอนนี้ก็แค่รอดูว่าจะทนต่อไปได้หรือไม่
หนึ่งชั่วโมงผ่านไป จิตวิญญาณของหญาวิญญาณยังไม่สลาย ทำให้เจียงฉางเซิงยิ่งคาดหวังมากขึ้น หรือว่าครั้งนี้จะสำเร็จจริงๆ เขาค่อยๆ ถอนสายตากลับมา ภายในโลกแห่งมรรคาไม่มีสัตว์อสูรตัวอื่นใกล้ต้นไม้เทพฟ้าเมฆา จึงไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีสัตว์อสูรทำลายหญาวิญญาณต้นนี้
เขาลืมตาขึ้น เริ่มพยากรณ์ถึงผู้แข็งแกร่งตามพื้นที่ต่างๆ ตามความเคยชิน
ในที่สุดจอมราชันเผ่าปีศาจก็มีมูลค่าแต้มเซ่นไหว้ถึงหกพันล้าน ขั้นจักรพรรดิฟ้าดินแห่งสวรรค์ชั้นหก ไม่แน่ใจว่าฟื้นฟูจากอาการบาดเจ็บแล้วหรือว่าเกิดการทะลวงด่านขึ้น
ผู้แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตที่รับรู้ได้ ยังคงเป็นแปดพันล้าน ผู้ลึกลับที่ซ่อนตัวอยู่แถวต้าจิ่งได้ถอนตัวไปแล้ว ตอนนี้ผู้แข็งแกร่งที่เหลืออยู่นอกเหนือจากเจียงฉางเซิง ต่างตกลงมาต่ำกว่าพันล้านทั้งสิ้น
จากสถานการณ์ปัจจุบัน ต้าจิ่งไม่น่าจะมีเรื่องลำบากในระยะสั้นๆ นี้
“ถ้าอย่างนั้นก็ปล่อยพวกเจ้าวุ่นวายกันไปก่อนแล้วกัน หากสุดท้ายจบไม่สวยก็อย่ามาโทษว่าข้าไร้หัวใจ” เจียงฉางเซิงพึมพำกับตัวเอง
เขามีเนตรฟ้าดินไร้ขอบเขต รับรู้ได้ถึงเสียงในใจของเหล่าผู้ศรัทธา ทำให้เขามองเห็นได้กว้างไกลยิ่งกว่า
เบื้องหลังหมากกระดานที่ใช้สวี่หมางเป็นตัวเดินนี้ เกี่ยวพันถึงอำนาจและบุคคลมากมายเหลือคณานับ ตั้งแต่โอรสสวรรค์ไปจนถึงขุมอำนาจลึกลับในเงามืด กระทั่งมีคนคุ้นเคยหลายคนเอี่ยวอยู่ด้วย
หากมองโลกทั้งใบเป็นกระดานหมาก กลุ่มขั้วอำนาจตอนนี้ก็ไม่ได้มีเพียงสองฝ่ายอีกต่อไป
แม้จะมีผู้ศรัทธาเข้าร่วมมากมาย แต่ในมหาพิภพจิตจรยังไม่มีผู้ใดกล้าโน้มน้าวผู้ศรัทธาคนอื่นอย่างเปิดเผยแน่ชัด แต่ในโลกแห่งความจริงก็อาจไม่เป็นเช่นนั้น
ผู้ศรัทธาทั้งหลายแม้จะศรัทธาในตัวเจียงฉางเซิง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะจงรักภักดีต่อต้าจิ่งอย่างสิ้นเชิง ในหมู่พวกเขายังมีผู้ทะเยอทะยานอยู่ไม่น้อย
ภัยพิบัติต้าจิ่งครั้งนี้ ผู้ที่ทุกข์ที่สุดคือราษฎรผู้ไร้ศรัทธา ไร้ผู้หนุนหลัง พวกเขาส่วนใหญ่ไม่รู้ความเป็นไปของใต้หล้า มองเห็นเพียงชีวิตเฉพาะหน้า ใครให้ความหวังแก่พวกเขาได้ พวกเขาก็จะติดตามคนนั้น
อาศัยช่วงต้าจิ่งวุ่นวาย เจียงฉางเซิงเริ่มรู้แจ้งในมรรคาอย่างหมดหัวใจ บางทีหากเขาบรรลุขั้นต่อไปได้ ก็จะสามารถสร้างโชคชะตาที่เป็นของตนเอง ประทานพรให้ต้าจิ่งและไม่ต้องจำกัดอายุขัยของโอรสสวรรค์อีก
ความคิดนี้ได้แตกหน่อในใจเขานานแล้ว แรงบันดาลใจมาจากตำหนักยมโลก หากต้าจิ่งเหมือนตำหนักยมโลก คนในต้าจิ่งยิ่งมีมากโชคชะตาของแคว้นก็ยิ่งแข็งแกร่ง และพลังที่สะท้อนกลับมายังเจียงฉางเซิงก็จะยิ่งแข็งแกร่ง เขาอาจควบคุมพลังนี้ได้ด้วยซ้ำ!
ตอนนี้เป็นเพียงแนวคิด หากจะให้สำเร็จจริง เจียงฉางเซิงเองก็ยังไม่มั่นใจ
อีกด้านหนึ่ง มหาสมุทรไร้ขอบเขต ต้ากวงเทียน ในท้องพระโรงอันโอ่อ่าสว่างไสว โอรสสวรรค์แห่งต้ากวงเทียนนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร สีหน้าซีดเผือด เขามองเหล่าขุนนางในท้องพระโรง ถามว่า “เจ้าแห่งฟ้าไม่อยู่ เผ่าปีศาจรุกรานต้ากวงเทียน ควรทำอย่างไรพะยะคะ”
เขาเป็นเพียงโอรสสวรรค์หุ่นเชิด ไม่มีอำนาจแท้จริง แต่หากโชคชะตาของต้ากวงเทียนสลาย เขากับลูกหลานทั้งหมดก็ต้องตาย