เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 326 ยาอายุวัฒนะ ท่านเทพจื่อหวน
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 326 ยาอายุวัฒนะ ท่านเทพจื่อหวน
“ว้ายยยยย!” (เสียงแตรศึก)
เสียงแตรศึกดังขึ้นจากเมืองต่างๆ รวมกันกึกก้องไปทั่วรัฐจวี้เฉียง เหล่าทหารที่กระจายอยู่เต็มภูเขาและป่าต่างลุกขึ้นพร้อมเพรียง ศึกใหญ่กำลังจะมาถึง! บรรยากาศตึงเครียดและน่าหวาดหวั่นแผขยายไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีใครแตกตื่น กองทัพจากแต่ละรัฐเตรียมพร้อมมานานแล้ว สวีเทียนจีใช้พลังโชคชะตาถ่ายทอดเสียงไปถึงทหารทุกนาย กองทัพจากทุกทิศมุ่งหน้าสู่เมืองชายแดนอย่างเกรียงไกร ทอดยาวดังมังกร
ผู้ที่สามารถมาร่วมศึกเช่นนี้ได้อย่างน้อยที่สุดก็เป็นขั้นเทวชน ดังนั้นกองทัพทั้งหมดจึงบินอยู่กลางอากาศ ส่วนทหารที่อยู่บนพื้นดินล้วนเป็นหน่วยสนับสนุน ทำหน้าที่ขนส่งเสบียงและยุทโธปกรณ์ต่างๆ
ณ สุดขอบฟ้า ร่างอันน่าสะพรึงกลัวจำนวนมากกำลังรวมตัวกัน ทั้งหมดเป็นแมลงกระดูกร่างมนุษย์ รูปร่างหน้าตาเช่นนั้นทำให้ทหารเทียนจิ่งเกิดแรงกดดันมหาศาล
บนกำแพงเมือง เจียงเทียนมิ่งจ้องมองศัตรูต่างเผ่าที่อยู่ไกลลิบด้วยสีหน้าตื่นเต้น เป็นการออกรบครั้งแรกของเขา ที่ผ่านมาเขามีแต่ประลองกับพวกเดียวกัน ไม่เคยรู้สึกฮึกเหิมได้เท่านี้ หยางโจวและสิบแปดกลุ่มดาวจากอารามมังกรผงาดกำลังอธิบายสถานการณ์ให้เขาฟัง หวังว่าเขาจะไม่ประมาท
บนกำแพงเมือง กองทัพกำลังตั้งขบวน แม้ศัตรูจะปรากฏตัวแล้วแต่กองทัพยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อย ไม่มีความโกลาหล พวกเขาทั้งหมดมีศรัทธา แม้จะเผชิญหน้ากับศัตรูที่ไม่รู้จัก ความศรัทธาทำให้ความหวาดกลัวสลายไปอย่างรวดเร็ว
“ข้าขอออกรบก่อนแล้วกัน!” เจียงเทียนมิ่งกล่าวจบก็กระโจนออกไปดังลูกธนู
หยางโจวตกใจรีบตามไปทันที เจ้าหนูนี้คือหลานชายสุดรักของมรรคาจารย์ เขาจำต้องปกป้องให้ดี สิบแปดกลุ่มดาวก็ตามไปในทันใด เหตุการณ์นี้ถูกกองทัพแต่ละกองเห็นเข้า เหล่าทหารพากันซุบซิบและไม่นานนักก็ได้รู้จักชื่อของเจียงเทียนมิ่ง หนึ่งในสามจอมราชันยุทธ์แห่งเทียนจิ่ง! เมื่อรู้ว่าเขาคือเจียงเทียนมิ่ง ขวัญกำลังใจของทั้งกองทัพก็พุ่งสูงขึ้นทันที!
ตูม!!
เสียงดังสนั่นจากขอบฟ้า พลังปราณของเจียงเทียนมิ่งมหาศาล ดวงตาแนวตั้งกลางหน้าผากยิงลำแสงสีเลือดออกมา กวาดศัตรู แมลงกระดูกร่างมนุษย์เหล่านั้นพุ่งเข้าโจมตีเขาพร้อมกัน ความวุ่นวายปะทุขึ้น หยางโจวและสิบแปดกลุ่มดาวรีบกระโจนเข้าสู่สมรภูมิทันที แมลงกระดูกร่างมนุษย์เหล่านี้มีร่างขนาดมหึมา สามารถก่อให้เกิดลมและพายุทรายขึ้นได้
การต่อสู้เริ่มขึ้นได้ไม่นาน สุดขอบฟ้าเต็มไปด้วยทรายสีเหลืองราวกับพายุฝุ่นกำลังถาโถมมา เป็นภาพที่ยิ่งใหญ่ตระการตานัก ศึกแรกของเทียนจิ่งหลังสถาปนาเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว!
ภายในตำหนักอันกว้างขวาง เสาหินสีม่วงแต่ละต้นแขวนตะเกียงน้ำมันที่ลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีน้ำเงินอมเขียวไว้ ทำให้ทั่วทั้งตำหนักดูสลัว กดดัน และวังเวง เงาร่างสองคนกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้ มองลูกแก้วแสงที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งฉายภาพสถานการณ์ศึกของพวกเจียงเทียนมิ่งกับชนต่างเผ่า
“เรื่องในโลกยุทธ์ จะมีอะไรให้น่าดูหรือ?” ผู้พูดคือสตรีอาภรณ์สีม่วง ท่วงท่าสง่างาม รูปลักษณ์งดงาม เพียงแค่ขมวดคิ้วก็แผ่กลิ่นอายอำนาจที่ไม่อาจบรรยายได้ออกมา
ผู้ที่นั่งข้างนางเป็นบุรุษผู้หนึ่ง สวมชุดคลุมสีน้ำเงินลายม่วง สวมมงกุฎทอง เส้นผมสีดำสองเส้นแนบแก้ม ใบหน้าหล่อเหลา เพียงแต่นัยน์ตาเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว ให้ความรู้สึกเย็นเยียบราวพิษ เขาก็คือ ท่านเทพไทฮวง!
ท่านเทพไทฮวงกล่าวว่า “นี่คือโลกยุทธ์ของข้า ตอนนี้กำลังถูกสิ่งผิดแปลกรุกราน ข้าก็ไม่แน่ใจว่าเขามาจากพิภพแห่งใด แต่ทั้งๆ ที่เขามีตัวตน ข้ากลับจับสัมผัสโชคชะตาของเขาไม่ได้เลย อีกทั้งตอนที่เขาบรรลุขั้น ยังถูกกฎเกณฑ์ฟ้าดินต่อต้าน แสดงว่าภูมิหลังของเขาไม่ธรรมดาแน่นอน”
สตรีอาภรณ์สีม่วงเลิกคิ้ว “เอ้อ… เช่นนั้นแสดงว่าวิถียุทธ์ของเขาแตกต่างจากเจ้า เป็นเหตุให้โลกยุทธ์ของเจ้าปฏิเสธเขา แต่ว่าพวกเราซึ่งเป็นผู้ทะยานสู่เบื้องบน ไม่ควรแทรกแซงเรื่องของโลกยุทธ์ เจ้าแห่งเทพเองก็เริ่มไม่พอใจเจ้าแล้วด้วย” ระหว่างที่พูด นางก็ยังถูกการต่อสู้ในลูกแก้วแสงดึงดูดสายตาไปด้วย
“แปลกจริง พรสวรรค์ของเด็กคนนี้ไม่เลวเลย คิดไมถึงว่าในโลกยุทธ์ของเจ้า จะยังมีอัจฉริยะถึงเพียงนี้อยู่” สายตาของนางจ้องเจียงเทียนมิ่งแน่วแน่ ดวงตาเต็มไปด้วยความชื่นชม
ท่านเทพไทฮวงกล่าวอย่างจนใจ “เขาคือใต้บังคับบัญชาของสิ่งผิดแปลก หากปล่อยไว้ไม่สนใจ โลกยุทธ์ของข้าอาจถูกสิ่งผิดแปลกช่วงชิงไป”
สตรีอาภรณ์สีม่วงเอ่ย “เช่นนั้นเจ้าคิดจะดึงเขาเข้าพวกหรือไม่?”
ท่านเทพไทฮวงเงียบไป สตรีอาภรณ์สีม่วงเหลือบตามองเขาแวบหนึ่ง ไม่พูดอะไรอีก
ในเวลาเดียวกัน การต่อสู้ภายในลูกแก้วแสงก็เกิดความเปลี่ยนแปลง แมลงกระดูกร่างมนุษย์มามากขึ้นเรื่อยๆ บนฟ้ายังมีลูกไฟจำนวนนับไม่ถ้วนถาโถมลงมา ประหนึ่งหมู่ดาวจากนอกพิภพทะลักลงมา เสียงดังกึกก้อง… เผ่าจูหรงบุกแล้ว!
หน้ากำแพงเมือง ทหารทั้งหมดเงยหน้ามอง ล้วนรู้สึกสะท้านใจ มองออกไปไกลสุดลูกหูลูกตา แมลงกระดูกร่างมนุษย์และลูกไฟนับไม่ถ้วนปิดฟ้าบังตะวัน กรีดผ่านท้องฟ้า สง่าราศีนี้ประหนึ่งหายนะล้างโลก พาแรงกดดันที่เกินจะจินตนาการมาสู่เหล่าทหารเทียนจิ่ง
“เจ้าพวกมนุษย์ชั้นต่ำ! ตายเสียเถอะ!” เสียงตะโกนอย่างโอหังดังขึ้นกึกก้องฟ้าดินแสบแก้วหู เห็นเพียงเปลวไฟของลูกไฟขนาดมหึมาหดตัวลง เผยให้เห็นเงาของชายฉกรรจ์เพลิงแดงดังเทพมารเหาะมา กลิ่นอำนาจน่าน่าสะพรึงกลัวปกคลุมทั่วฟ้าดิน
“เฮอะ!” เสียงแค่นหัวเราะเสียงหนึ่งดังขึ้น ทำให้เหล่าทหารเทียนจิ่งสะท้านในใจทันที เสียงนี้พวกเขาคุ้นเคยยิ่งนัก… ฝ่าบาท! มรรคาจารย์!
พริบตานั้น กลางอากาศเหนือกำแพงเมือง ปรากฏเงากระบี่สีน้ำเงินเล่มหนึ่ง ยาวเป็นพันจั้ง เงากระบี่สั่นไหวอย่างรุนแรง แยกกลายเป็นเงากระบี่มากมายขนาดเท่ากันหมด ทั้งหมดชี้ตรงไปยังเผ่าจูหรงและกองทัพแมลงกระดูกร่างมนุษย์ เหล่าทหารเทียนจิ่งเงยหน้ามอง ต่างเห็นเงากระบี่สีน้ำเงินเต็มท้องฟาราวกับมหาสมุทรครอบคลุมเมือง เห็นแล้วทำให้เลือดลมพลุ่งพล่าน
“นั่นคือ…” สตรีอาภรณ์สีม่วงก็โน้มตัวไปด้านหน้าเล็กน้อย ดวงตางามหรี่ลง
สีหน้าท่านเทพไทฮวงเคร่งเครียด เอ่ยว่า “เจ้าผู้ผิดแผกนั่นลงมือแล้ว เขาควบคุมเผ่ามนุษย์ เท่ากับยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับข้า ข้าไม่มีทางปล่อยเขาไว้ เหล่าหมื่นเผ่าในโลกนี้ต้านเขาได้ยากยิ่ง จึงต้องช่วยข้ายื้อเวลาไว้ ท่านเทพจื่อหวน เจ้าต้องช่วยข้า คงคาสวรรค์ให้เจ้าเป็นผู้ควบคุม ข้าจำเป็นต้องให้เจ้าปลดปล่อยคงคาสวรรค์โดยเร็ว”
สตรีอาภรณ์สีม่วงที่ถูกเรียกว่า ท่านเทพจื่อหวน ไม่ได้ตอบในทันที แต่จ้องไปยังสถานการณ์ภายในลูกแก้วแสงอย่างแน่วแน่ กระบี่เทพจิตวิญญาณนับหมื่นนับพันรวมตัวขึ้น ประหนึ่งคลื่นน้ำหลากทำลายล้างโลกที่กวาดซัดออกไป ขยายใหญ่ขึ้นในลูกแก้วแสงนั้นอย่างรวดเร็ว
ทันใดนั้น ลูกแก้วแสงก็แตกกระจาย ฉากในนั้นถูกตัดขาดลง ท่านเทพจื่อหวนมีสีหน้าเปลี่ยนไป เอ่ยว่า “พลังของคนผู้นี้ ถึงกับกระทบมาถึงที่นี่ แข็งแกร่งถึงเพียงนี้ แต่กลับไม่ถูกพลังแห่งฟ้าดินขับไล่”
ท่านเทพไทฮวงสีหน้าอึมครึม “เขาเกิดในเผ่ามนุษย์ ยังไม่ยอมออกจากโลกยุทธ์ของข้า ย่อมต้องคิดหมายยึดครองโลกยุทธ์ของข้าแน่นอน”
ท่านเทพจื่อหวนนิ่งเงียบ ท่านเทพไทฮวงหันศีรษะไปมองนาง เอ่ยว่า “ตราบใดที่เจ้าช่วยข้า รอข้ากลั่นยาอายุวัฒนะสำเร็จ จะแบ่งให้เจ้าหนึ่งเม็ด”
ท่านเทพจื่อหวนพูดแดกดันว่า “ยาอายุวัฒนะหรือ? มิน่าล่ะเจ้าจึงยังพะวงกับโลกยุทธ์ของเจ้า ที่แท้เป็นเพราะเรื่องนี้นี่เอง ข้าก็ว่าอยู่เหตุใดเจ้าจึงยึดติดกับอำนาจของโลกหนึ่งนัก คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะยังไม่เลิกความโลภ หากเรื่องนี้ถูกเปิดโปง…”
“เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูด แล้วใครจะรู้ ภายหลังหากเจ้าแห่งเทพรู้เข้า ข้าจะรับผิดแต่เพียงผู้เดียว”
“ยาอายุวัฒนะนั้นล้วนเป็นเรื่องลวง มหาค่ายกลเตาหลอมฟ้าดินที่เจ้าว่านั้น ยิ่งเป็นการขัดต่อฟ้าดินและหลักศีลธรรม…”
“เฮอะ จะเป็นเรื่องลวงหรือไม่ รอให้ข้ากลั่นสำเร็จเจ้าก็จะเข้าใจ อีกทั้งโลกยุทธ์ของข้าไม่ได้มีเผ่ามนุษย์เป็นหลัก เมื่อข้าลงไปยังแดนล่างกวาดล้างเผ่ามนุษย์ โลกยุทธ์แห่งนี้จะเป็นของเผ่าอื่นโดยสมบูรณ์ ถึงเรื่องจะถูกเปิดเผย เจ้าแห่งเทพก็แค่ไม่พอใจแต่จะไม่ลงโทษข้า มหาพิภพนิลเหลืองนั้นให้เผ่ามนุษย์เป็นใหญ่ การที่เผ่ามนุษย์ผงาดขึ้นมาก็เหยียบซากศพของหมื่นเผ่าเป็นทาง ข้าจะทำให้โลกของข้ากลายเป็นคุกสัตว์อสูร ก็ไม่นับว่าฆ่าฟันเผ่าเดียวกัน” น้ำเสียงของท่านเทพไทฮวงเย็นเยียบ แฝงไว้ด้วยความคลุ้มคลั่ง
เขาจ้องมองท่านเทพจื่อหวน เอ่ยต่อ “ถึงพวกเราจะเหินสวรรค์มาแล้ว อายุขัยยืนยาว แต่สุดท้ายก็มีวันสิ้นอายุ เจ้าจะไม่อยากเสี่ยงดูบ้างหรือ เมื่อเทียบกับสิ่งที่อาจได้มาแล้ว ราคาที่เจ้าต้องจ่ายนั้นนับว่าน้อยนิด”
แววตาท่านเทพจื่อหวนสั่นไหว ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ ผ่านไปพักใหญ่ ท่านเทพจื่อหวนค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า “ตกลง ข้าจะทำให้เจ้าเป็นกรณีพิเศษ”
ท่านเทพไทฮวงเผยรอยยิ้มบนใบหน้า จากนั้นล้วงเอากล่องไม้กล่องหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ เอ่ยว่า “ขอบคุณท่านเทพที่ช่วยเหลือ”
ตูม!! ตูม!! ตูม!!
ฟ้าดินสะเทือนเลื่อนลั่น ลมโหยหวนพัดกระโชก เหล่าทหารเทียนจิ่งหน้าเมืองรวบรวมค่ายกลทัพโชคชะตาต่อต้านคลื่นลมอันน่าสะพรึงที่ถาโถมจากขอบฟ้า ผู้ที่พลังแข็งแกร่งบางส่วนพอฝืนลืมตาขึ้นได้ ก็เห็นเงากระบี่สีน้ำเงินนับไม่ถ้วนระดมถล่มศัตรู แสงเจิดจ้าทำให้ฟ้าดินไร้ซึ่งสีสัน
เจียงเทียนมิ่ง หยางโจว และคนอื่นๆ รวมกลุ่มกันไม่กล้าขยับตัว “พวกเรายังไม่เป็นอะไรหรือ?”
“เหลวไหล การควบคุมพลังปราณของฝ่าบาท พวกเราจะจินตนาการได้หรือ?”
“แข็งแกร่งเหลือเกิน ศัตรูที่ดูเหมือนไม่อาจต้านได้ พริบตาเดียวก็กลายเป็นเถ้าธุลี”
“ข้าหวังว่าท่านปู่ทวดจะไว้ชีวิตไว้บ้าง ให้ข้าได้หัดมือเสียหน่อย”
ทุกคนพากันถกเถียง ทั่วทุกทิศมีแต่ภาพระเบิด เลือดเนื้อปลิวว่อน เปลวเพลิงกระจายดังดาวระยับ เจียงเทียนมิ่งเคยเห็นเจียงฉางเชิงลงมือมาก่อน จึงไม่ถึงกับตื่นตะลึง ตรงกันข้ามกลับรู้สึกรนราน กลัวว่าท่านปู่ทวดจะฆ่าศัตรูหมดก่อน
ชายฉกรรจ์เปลวเพลิงผู้เป็นผู้นำเผ่าจูหรงพุ่งฝ่าความสว่างจ้าออกมา ต่อยออกไปหมัดหนึ่ง พาเพลิงลุกโชนไร้สิ้นสุดที่แฝงไว้ด้วยพลังกลืนกินฟ้าดินพุ่งใส่เมืองเบื้องหน้า ทว่าชั่วพริบตา กระบี่เทพจิตวิญญาณก็พุ่งมาสลายทะเลเพลิงอย่างง่ายดาย แทงทะลุอกเขาในกระบี่เดียว เขาเบิกตากว้าง สีหน้าเผยแววไม่อยากเชื่อ
“เป็นไปได้อย่างไร… ข้าคือชั้นแปดเชียวนะ…” เขาพูดเสียงสั่น ร่างกายแข็งทื่อ ชีพจรภายในร่างกำลังขาดสะบั้น ทำให้เขาไม่อาจขยับตัวได้ ในดวงตาทั้งสองของเขา เงากระบี่สีน้ำเงินเล่มหนึ่งกำลังขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วเสียงตูมก็ดังขึ้น กระบี่เทพจิตวิญญาณอีกเล่มพุ่งมาระเบิดศีรษะเขาจนแหลก
‘จักรพรรดิยุทธ์ไม่อาจทำลายร่างได้’ นั่นก็แค่สำหรับผู้ฝึกยุทธ์เท่านั้น! ทว่าต่อหน้าพลังอาคมอันแข็งแกร่งของเจียงฉางเชิง จักรพรรดิยุทธ์ก็เป็นแค่แมลงที่แข็งหน่อยเท่านั้น
ไม่นานนัก กระบี่เทพจิตวิญญาณก็ไม่ยิงออกมาอีก เหล่าต่างเผ่าทั้งสองยังไม่ถูกฆ่าจนหมด ยังมีสิ่งมีชีวิตอีกมากที่ยืนค้างอยู่กับที่ ไม่กล้าขยับตัว ที่เคยคิดหนีก็ถูกฟันทันที พวกเขาพบว่าแค่ไม่ขยับก็จะไม่ถูกทำร้าย
“ฆ่า!” เสียงตะโกนของสวีเทียนจีดังก้องอยู่ในสมองของเหล่าทหารทุกนายแห่งเทียนจิ่ง แววตาของพวกเขาเปลี่ยนไปทันที พุ่งออกพร้อมกันดั่งลูกศรนับหมื่น ทั้งหมดพุ่งไปยังขอบฟ้าไล่ล่าชนต่างเผ่า ฉากนี้ช่างยิ่งใหญ่ สะท้อนให้เห็นจำนวนมนุษย์ได้อย่างเต็มเปี่ยม
ภายในตำหนักแห่งหนึ่งที่อยู่ห่างออกไป ร่างแยกของเจียงฉางเซิงลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วพึมพำว่า “ความรู้สึกเมื่อครู่ไม่ใช่ภาพลวงแน่ ต้องมีบางสิ่งกำลังแอบมอง” เขาเงยหน้าขึ้นช้าๆ สายตาทะลุผ่านตำหนักมองไปยังเวิ้งฟ้า
เขาเดาว่าเป็นท่านเทพไทฮวงนอกพิภพที่กำลังแอบมองเขาอยู่ นี่ไม่ดีแน่ คนจากนอกพิภพสามารถแอบมองเรื่องราวในใต้หล้าได้ และนั่นหมายความว่าเวลาที่คงคาลึกลับนอกพิภพจะมาถึงเร็วกว่ากำหนด เมื่อเห็นศึกนี้ ท่านเทพไทฮวงต้องไม่อาจนิ่งเฉยแน่นอน
เจียงฉางเชิงลุกขึ้นยืน เตรียมไปจัดการผู้แข็งแกร่งที่อยู่ด้านหลังของชนต่างเผ่าทั้งสอง ไม่ว่าใครที่อยู่เหนือขั้นถ้ำสวรรค์ เขาเตรียมจะกำจัดให้หมด แล้วปล่อยเหล่าต่างเผ่าที่เหลือไว้ให้ทหารเทียนจิ่งฝึกฝีมือ เขาหายวับไปจากในตำหนักอย่างเงียบเชียบทันที ไม่มีแม้เสียง