เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 327 ความเป็นมาของเผ่ามนุษย์ กรรมนอกพิภพ
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 327 ความเป็นมาของเผ่ามนุษย์ กรรมนอกพิภพ
โครม!!
ร่างมหึมาร่างหนึ่งร่วงลงจากท้องฟ้า กระแทกเข้ากับภูเขาจนทำให้เกิดเศษหินนับไม่ถ้วนพุ่งกระจายไปทั่วฟ้าดิน และร่างนั้นก็พุ่งทะลุภูเขาไปหลายลูก ดูเป็นตี้หมิง แมลงกระดูกปราณโลหิตนั่นเอง เวลานี้กระดูกของเขาแหลกละเอียด เลือดอาบกาย สภาพสะบักสะบอมเหลือประมาณ เขาลืมตาขึ้นมองอย่างยากเย็น
เจียงฉางเชิงอยู่สูงขึ้นไปเบื้องบน หันหลังให้ดวงตะวันจ้า จึงราวกับมีรัศมีแผ่ออกนับหมื่นจั้งที่ข้างหลังเขา
“เจ้า… เป็นเทพจากที่ใดกัน… เจ้าไม่มีทางเป็นจักรพรรดิยุทธ์เป็นแน่…” ตี้หมิงพูดออกมาอย่างยากลำบาก ในน้ำเสียงเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและสิ้นหวัง
เขาผาดโผนในไทฮวงมาเกือบหมื่นปี เคยต่อสู้กับจักรพรรดิยุทธ์ของหลายเผ่ามาแล้ว ทว่าแต่ไหนแต่ไรมา ไม่เคยมีคู่ต่อสู้ที่ทำให้เขารู้สึกไร้เรี่ยวแรงเช่นนี้มาก่อน เขารู้สึกว่าพละกำลังของตนนั้นเล็กน้อยจนนับไม่ได้ พลังแตกต่างกันมากเกินไป อีกฝ่ายจะต้องอยู่เหนือกว่าขั้นจักรพรรดิยุทธ์เป็นแน่!
เจียงฉางเซิงเบิกดวงเนตรมหามรรคาขึ้น แสงสีทองสาดส่องลงมาปกคลุมตี้หมิงเอาไว้และอ่านความทรงจำของเขา ผ่านไปพักหนึ่งเจียงฉางเซิงก็เก็บแสงสีทองกลับไป ก่อนจะยิงพลังอาคมแสนรุนแรงออกไป เจาะหน้าผากของตี้หมิงทะลุเพื่อปลิดชีพเขา แต่ปล่อยดวงวิญญาณของเขาไป ชาวต่างเผ่าเหล่านี้เจียงฉางเซิงแค่ปลิดชีพแต่ไม่ทำลายดวงวิญญาณ เพื่อให้พวกเขามีโอกาสกลับชาติมาเกิด เนื่องด้วยทั้งสองฝ่ายก็ไม่นับว่ามีความแค้นลึกล้ำต่อกัน และตำหนักยมโลกก็ต้องการดวงวิญญาณมากขึ้นเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตนเองด้วย
[ปีเซียนหยวนที่ยี่สิบ เผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรง มารุกรานด้วยต้องการทำลายเผ่ามนุษย์และสังหารเจ้าผู้ที่พวกเขาเห็นว่าเป็นพวกผิดแผก เจ้าลงมือได้ทันกาล ตัดเคราะห์กรรมไปได้ ได้รับรางวัลรอดชีวิตเป็นสมบัติอาคม นามว่า ‘เสื้อคลุมหยินหยางขลิบทอง’]
ข้อความแจ้งเตือนบรรทัดหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าเจียงฉางเซิง เขาลืมตาขึ้นและรับรู้ได้ว่าร่างแยกจัดการกับศัตรูที่มีพลังรบแสนลำเลิศไปแล้ว “เผ่าจูหรง?”
ก่อนนี้มีเผ่าเฉียงเหลียง ต่อมามีเผ่าจูหรง เขาเคยได้ยินสองชื่อนี้จากดาวโลกในชาติก่อนของเขา เป็นไปไม่ได้ที่จะบังเอิญเช่นนี้ ดาวโลกอาจมีความเชื่อมโยงกับโลกแห่งนี้ อาจมีวันหนึ่งเขายังสามารถกลับไปเยี่ยมชมดาวโลกได้ เจียงฉางเชิงไม่ได้ผูกพันกับดาวโลกมากนัก แต่หากสามารถกลับไปได้ เขาก็อยากไปดูว่าดาวโลกกำลังอยู่ในยุคสมัยใด
เขาเริ่มรับถ่ายทอดความทรงจำของเสื้อคลุมหยินหยางขลิบทอง สมบัติอาคมชนิดนี้เกิดจากการผนึกตัวของลมปราณก่อนกำเนิด มีเขตอาคมป้องกัน ไม่แปดเปื้อนกรรม ไม่ก้าวก่ายโชคชะตา สามารถช่วยให้ความตระหนักรู้ของเขาแข็งแกร่งขึ้น เมื่อเขารู้แจ้งในมรรคา เสื้อคลุมนี้จะเข้ามาปกป้องเขาเอง
“ไม่เลวเลยนี่” เจียงฉางเชิงหยิบเอาเสื้อคลุมหยินหยางขลิบทองออกมา ดูเหมือนจะเป็นแค่เสื้อคลุมนักพรตสีขาวธรรมดาที่มีเหลือบทองลางๆ รูปลักษณ์พื้นๆ แต่มีสงาราศีที่ไม่ธรรมดาเลย ในที่สุดก็มีเสื้อคลุมที่มาแทนที่เสื้อคลุมขนนกเทพกิเลนเสียที เสื้อผ้าชุดนี้ก็ใส่มาจนเบื่อเต็มทนแล้ว เขากำลังคิดว่าต้องสวมเสื้อคลุมที่เป็นสมบัติอาคมพร้อมกันหรือไม่ จะได้ปลอดภัยยิ่งขึ้น เจียงฉางเชิงเริ่มทลายอาคมเสื้อคลุมหยินหยางขลิบทอง เพื่อให้มันรู้ว่าตนเป็นนาย
เทียนจิ่งทำสงครามกับสองต่างเผ่า และได้ชัยชนะใหญ่หลวงทั้งหมด! ข่าวนี้แพร่ไปทั่วทุกรัฐของเทียนจิ่งอย่างรวดเร็ว ทำให้ราษฎรในใต้หล้าตื่นเต้นและยินดี สงครามครั้งนี้ทำให้ได้ร่างของเผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงมามากมาย เพียงพอสำหรับผู้ฝึกยุทธ์เทียนจิ่งได้เพิ่มความแข็งแกร่งเป็นเวลาหนึ่งปีทีเดียว ความสำคัญของวิชาธรรมยุทธสวรรค์วิวัฒน์ทำให้ผู้คนในหล้าต้องตกตะลึงอีกครั้ง หากกวนทงโยวมีแต้มเซ่นไหว้ คาดว่าจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมากทีเดียว
วันนี้ ร่างแยกกลับมาที่ตำหนักเมฆาม่วงและผสานกับร่างแท้ของเจียงฉางเชิง จากนั้นเขาก็ได้รับความทรงจำที่ร่างแยกได้รับมาในช่วงเวลานี้ด้วย เผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงต่างอาจติดต่อกับท่านเทพไทฮวง พวกเขาก็ลงมือตามคำสั่งเช่นกัน ทว่าเจียงฉางเชิงกลับพบสิ่งหนึ่งในความทรงจำของพวกเขา… ป้ายศิลาสร้างโลก!
เมื่อได้ครอบครองป้ายศิลาสร้างโลก จะสามารถสร้างวิถีแห่งการบำเพ็ญเพียรขึ้นมาใหม่ และเปลี่ยนกฎแห่งฟ้าดินได้ แม้วาเผ่าทั้งปวงล้วนฝึกในวิถียุทธ์ แต่เพราะต่างเผ่ากันวิถียุทธ์จึงต่างกันไปด้วย หากปรับเปลี่ยนวิถียุทธ์แห่งฟ้าดินจะทำให้เผ่าจำนวนมากปรับตัวได้ยาก และก็จะช่วยให้เผ่าที่เป็นผู้ปรับเปลี่ยนปกครองฟ้าดินได้ง่ายดายยิ่งขึ้น เมื่อต้องการครอบครองป้ายศิลาสร้างโลก ก็จะต้องกลายเป็นเผาราชา เมื่อนั้นป้ายศิลาสร้างโลกก็จะปรากฏออกมาเอง
ไม่รู้เช่นกันว่าป้ายศิลาสร้างโลกจะสามารถบุกเบิกวิถีแห่งเซียน และทำให้โลกแห่งยุทธ์กลายเป็นโลกแห่งการฝึกเซียนได้หรือไม่ แต่ก็ลองดูได้ หากป้ายศิลาสร้างโลกทำไม่ได้ เขาก็ไม่ได้เสียหายใดๆ เพราะตัวเขาก็ต้องช่วยให้เผ่ามนุษย์กลายเป็นเผาราชาอยู่แล้ว หากสามารถทำได้ เขาก็สามารถทำให้ชาวเทียนจิ่งแข็งแกร่งขึ้นโดยเร็ว และเขาก็ไม่กลัวว่าชาวเทียนจิ่งจะก้าวล้ำหน้าเขา เพราะทั้งเทียนจิ่งได้ผสานเข้ากับโชคชะตาของเขาแล้ว ไม่มีใครสามารถล้ำหน้าเขาได้ ตรงกันข้าม เทียนจิ่งยิ่งแข็งแกร่ง โชคชะตาของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้นด้วย
หลักแห่งมรรคาจะมีต้นกำเนิดมาจากเขา และเขาก็จะกลายเป็นมรรคาจารย์อย่างแท้จริง ทว่ายากจะทำให้ได้สำเร็จ เพราะเขาสัมผัสได้ว่าไม่ใช่แค่โลกแห่งยุทธ์ที่ต่อต้านการฝึกเซียน ดินแดนทั้งสามพันก็เป็นดังนี้เช่นกัน อย่างมากที่สุด เขาสามารถสร้างวิถีการฝึกตนชนิดใหม่ที่อยู่ระหว่างวิถียุทธ์และวิถีแห่งเซียนได้เท่านั้น สามพันดินแดนต่อต้านการฝึกเซียนแน่นอนว่าต้องมีสาเหตุ ก่อนที่จะเข้าใจเรื่องนี้เขาไม่มีทางไปจากโลกแห่งยุทธ์แห่งนี้ เขาต้องเก็บซ่อนตัวอยู่ที่นี่และทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น เมื่อมีพลังอาคมที่สามารถปราบทั้งสามพันดินแดนได้แล้ว เขาค่อยออกไปเดินเล่นข้างนอกบ้าง
เจียงฉางเชิงไม่ได้คิดมากมายอีก และหันกลับมาตั้งใจฝึกวิชา
เผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงพ่ายแพ้ยับเยิน เทียนจิ่งจึงไม่ประสบกับเรื่องยุ่งยากใดๆ เป็นช่วงเวลาหนึ่ง ชาวเทียนจิ่งจึงอาศัยโอกาสนี้สร้างความแข็งแกร่งให้ตนเอง ช่วงเวลาหลังจากนั้น เลือดเนื้อของเผ่าทรายมรณะกับเผ่าจูหรงจำนวนมากถูกส่งกลับมาและกระจายไปยังรัฐต่างๆ ทางการจัดสรรเลือดและเนื้อเหล่านี้ออกไป ซึ่งเป็นความประสงค์ของเจียงฉางเชิงด้วย เมื่อชาวต้าจิ่งขอบคุณในเมตตาของโอรสสวรรค์ แต้มเซ่นไหว้ของเขาก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
หมอกหนาปกคลุมฟ้าดิน ร่างสองร่างเดินเคียงข้างกันอยู่ริมทะเลสาบใหญ่แห่งหนึ่ง หนึ่งในนั้นก็คือราชันมารเก้าขุมนรก อีกคนคือผู้เฒ่าชุดคลุมเหลืองนามว่าราชันมารน้ำพุเหลือง
ราชันมารน้ำพุเหลืองเอ่ยทั้งขมวดคิ้วว่า “แม้แต่เผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงก็ยังต้องพ่ายแพ้ ความแข็งแกร่งของมรรคาจารย์ช่างยากจะจินตนาการได้โดยแท้ เผ่ามนุษย์ช่างเหลือเชื่อนัก จำต้องมีผู้แข็งแกร่งทะลุฟ้าสะท้านดินเกิดขึ้น ครั้งบรรพกาลเผ่ามนุษย์ก็มีผู้แข็งแกร่งเช่นนี้ถือกำเนิดขึ้นเช่นกัน จึงปกป้องเผ่ามนุษย์ไม่ให้ถูกเผ่าเฉียงเหลียงสังหารจนสิ้นเผ่าพันธุ์ได้”
ราชันมารเก้าขุมนรกมีแววตาสับสนขณะจับจ้องผิวน้ำทะเลสาบ เขาเอ่ยช้าๆ “มรรคาจารย์ต่างกับจักรพรรดิยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่คนก่อนๆ ของเผ่ามนุษย์ เขาแข็งแกร่งยิ่งกว่า ข้าถึงกับสงสัยว่า ยังมีระดับขั้นที่เหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ์อีก”
ได้ยินเช่นนั้น ราชันมารน้ำพุเหลืองถึงกับตื่นตระหนก… “ระดับขั้นที่เหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ์?” ราชันมารน้ำพุเหลืองเริ่มหวาดกลัวมรรคาจารย์ขึ้นมา เขากล่าวอย่างอ่อนใจว่า “หากเป็นเช่นนั้น มนุษย์ก็จะกลายเป็นอุปสรรคที่ใหญ่โตที่สุดในการที่เผ่ามารจะเป็นเผ่าราชา”
ราชันมารเก้าขุมนรกสูดหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “ก็เป็นเช่นดั่งที่เจ้าว่า ดวงชะตาของเผ่ามนุษย์แปลกประหลาด มักมีผู้แข็งแกร่งที่สามารถพลิกฟ้าพลิกดินเกิดขึ้นมาในช่วงเวลาคับขันเสมอ จู่ๆ ข้าก็เกิดสงสัยขึ้นมาว่า เหตุที่เผ่าทั้งปวงเป็นปฏิปักษ์ต่อเผ่ามนุษย์ อาจเพราะเทพแห่งฟ้าดินเกิดความหวาดกลัว จึงได้อ้างเอาคำว่ามหันตภัยและพวกผิดแผกมาใช้กำจัดสิ่งที่คุกคามตน”
“ข้าถึงกับรู้สึกว่าเผ่ามนุษย์เคยเป็นเผาราชา หรือกระทั่งอาจเป็นไปได้ว่า เทพแห่งฟ้าดินก็คือเผ่ามนุษย์ และเพราะเขามาจากเผ่ามนุษย์นี้เอง จึงได้รู้ถึงความน่ากลัวของเผ่ามนุษย์ กลัวว่าจะมีคนมาสยบตน เมื่อยืนอยู่บนจุดสูงสุดจึงไม่ได้คำนึงถึงเผ่าพันธุ์ แต่เป็นห่วงแค่ตนเองเท่านั้น”
“คิดไปอีกที เผ่าทั้งปวงในไทฮวงยิ่งเหมือนเผ่ามนุษย์ก็จะยิ่งแข็งแกร่ง เผ่าทั้งปวงเปลี่ยนรูปร่างไปตามระดับขั้นที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และร่างกายที่เปลี่ยนไปในท้ายสุดก็คือร่างของเผ่ามนุษย์ เจ้าและข้าก็จะเป็นเช่นนี้ ร่างกายท่อนบนของเผาราชาในอดีตก็เหมือนกับเผ่ามนุษย์ไม่มีผิดเพี้ยน แสดงว่าเผาราชาที่ปรากฏในฟ้าดินตอนแรกสุดนั้น ก็คือเผ่ามนุษย์ ซึ่งเทพแห่งฟ้าดินก็คือผู้แข็งแกร่งที่สุดในเผ่ามนุษย์ยามนั้น เขาใช้ป้ายศิลาสร้างโลกสร้างวิถียุทธ์ขึ้นมา จึงส่งผลกระทบต่อเผ่าพันธุ์นานาที่เกิดขึ้นภายหลัง ทำให้ระหว่างที่เผ่านานาพัฒนาตนเองให้แข็งแกร่งขึ้น จึงยิ่งเหมือนกับเผ่ามนุษย์เข้าไปทุกที”
เขาเชยตาขึ้นมองหมอกหนาที่ปกคลุมแผ่นฟ้าด้วยแววตาล่องลอย ราชันมารน้ำพุเหลืองกล่าวทั้งขมวดคิ้ว “สิ่งที่เจ้าพูดมานี้ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ทว่าหากเป็นดังที่เจ้าพูด แม้แต่เทพแห่งฟ้าดินก็ยังต้องการกำราบเผ่ามนุษย์ เผ่ามนุษย์ก็จะไม่มีทางกลายเป็นเผาราชา เช่นนั้นเผ่ามารของพวกเราก็ยังมีโอกาส”
เขาเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปว่า “ดูท่าเจ้าคงถูกศิษย์เผ่ามนุษย์นั่นปฏิเสธมาสินะ ท่าทางจึงได้ขุ่นข้องหมองใจนัก”
ราชันมารเก้าขุมนรกพยักหน้า “ขุ่นข้องหมองใจจริงๆ ที่ข้ารับเขาเป็นศิษย์ก็ด้วยต้องการปูทางในเผ่ามนุษย์ แม้เวลานั้นเขาจะเลื่อมใสมรรคาจารย์แล้ว แต่ก็แค่เลื่อมใสในความเป็นผู้แข็งแกร่งเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าเมื่อเผชิญหน้ากับมหันตภัยจากเผ่าทั้งปวง เขากลับปฏิเสธข้าแล้วหันไปเชื่อถือในบรรพบุรุษของเขาแทน ตัวตนของมรรคาจารย์เป็นเช่นใดกันแน่ ข้าอยากรู้เหลือเกิน แต่ในเวลาเดียวกันก็กลับไม่กล้าเสียอีก”
หัวข้อสนทนากลับมาที่ตัวมรรคาจารย์อีกครั้งจนได้ ทำเอาราชันมารน้ำพุเหลืองต้องขมวดคิ้ว ราชันมารทั้งสองเข้าสู่ความเงียบงัน ผ่านไปพักหนึ่ง ไอสีดำกลุ่มหนึ่งก็ลอยมาหาอย่างรวดเร็ว และหยุดอยู่ข้างหลังพวกเขาก่อนจับตัวกันกลายเป็นร่างเงาสีดำ เอ่ยเสียงหนักว่า
“ราชันมารทั้งสอง ท่านเผ่าเก้าหยิน [1] บูชายัญวิญญาณแห่งเก้าหยินแล้ว พวกเราไม่อาจสยบได้!”
ราชันมารเก้าขุมนรกและราชันมารน้ำพุเหลืองได้ยินเช่นนั้นก็หันมา และกลายร่างเป็นลมสีดำสองวูบก่อนหมุนม้วนออกไป และพาร่างเงาสีดำไปด้วย
สามปีผ่านไป ปีเซียนหยวนที่ยี่สิบสาม เทียนจิ่งยังจัดการผลศึกกับเผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงไม่เสร็จสิ้น ภายใต้ราชโองการของเจียงฉางเชิง เทียนจิ่งยังไม่ได้ขยายอาณาเขต แต่จัดเตรียมทัพและฝึกยุทธ์ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ผู้อยู่ในขั้นถ้ำสวรรค์กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าก่อนมาก แต่ก็ยังไม่มีจอมราชันยุทธ์คนที่สี่ถือกำเนิดขึ้นเสียที
ต้นเดือนสาม ภายในวังหลวง “ปักษารำบุปผากรุ่น” [2] เจียงฉางเชิงดื่มชาอยู่ภายในอุทยาน แม้แสงเทพสุดขอบตะวันไม่ได้ส่องรัศมีแรงกล้าและเผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงของเขา แต่เมื่อเขาสวมเสื้อคลุมหยินหยางขลิบทอง ก็มีราศีเช่นเทพแล้ว
เจียงจื่ออวี๋และเจียงเทียนมิ่งนั่งอยู่ตรงหน้าเขา คนทั้งสองต่างพูดด้วยท่าทีหวาดกลัวเมื่อเอ่ยถึงพลังของเผ่าจูหรง พวกเขาใช้วิชาธรรมยุทธสวรรค์วิวัฒน์เข้าควบคุมพลังเปลวเพลิงของเผ่าจูหรง เพียงแต่เปลวเพลิงของพวกเขาต่างกัน จึงกำลังเถียงกันว่าผู้ใดแข็งแกร่ง ผู้ใดด้อยกว่ากัน
เจียงฉางเชิงยิ้มมองพวกเขาราวกับกำลังมองพี่น้องคู่หนึ่ง “ใช่แล้วท่านปู่ทวด ระยะนี้ข้าฝันอีกแล้ว เป็นฝันต่อจากครั้งก่อน ไม่รู้ว่าจะนับเป็นลางบอกเหตุหรือไม่ เพราะฝันในครั้งก่อนไม่ได้เกิดขึ้นจริง” เจียงเทียนมิ่งก็เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
เจียงฉางเชิงได้ฟังแล้ววางถ้วยชาลง เจียงฉางเชิงเอ่ยอย่างไม่ได้กังวลใดๆ ว่า “ลองเล่ามาซิ”
เจียงเทียนมิ่งครุ่นคิดอยู่พักใหญ่จึงบอกว่า “ยังคงอยู่ที่เขามังกรผงาด ข้าฝันเห็นร่างเงาของสตรีนางหนึ่งที่สวมอาภรณ์สีม่วง มองใบหน้านางไม่ชัดเจน นางสนทนากับข้าสองสามประโยค จากนั้นก็ยกมือขึ้น พลันเกิดโพรงขนาดใหญ่บนท้องฟ้า มีน้ำทะลักไหลออกมาจากโพรงลงมาท่วมแดนมนุษย์ เมืองจิงเฉิงถูกท่วมจนหมด ภายหลังในความฝัน น้ำท่วมจนมิดยอดเขายุทธ์ ข้ามองจากบนฟ้า แดนมนุษย์ประหนึ่งท้องทะเลที่ไร้ขอบเขต…” เมื่อเอ่ยถึงท้องทะเลในตอนสุดท้าย เขาก็อดสั่นสะท้านไม่ได้
เจียงฉางเชิงฟังก็คิดถึงคงคาลึกลับนอกพิภพขึ้นมาทันใด เขาสอบถามอยู่ภายในใจว่า “สตรีที่เจียงเทียนมิ่งฝันเห็นนั้น แข็งแกร่งเพียงใด?”
[ไม่อาจพยากรณ์ได้ ตอนนี้ระบบไม่อาจพัวพันไปถึงกรรมนอกพิภพได้]
เจียงฉางเชิงหรี่ตาลง… กรรมนอกพิภพ! นับตั้งแต่เขาบรรลุขั้น ระบบก็แข็งแกร่งขึ้นมาก แต่ก็ยังแข็งแกร่งไม่เพียงพอ เรื่องของนอกพิภพสามารถพยากรณ์ได้แค่ท่านเทพไทฮวง และยังเป็นเพราะท่านเทพไทฮวงเคยมาปรากฏตัวด้วย แม้จะพยากรณ์ไม่ได้แต่การแจ้งเตือนนี้มีเนื้อความที่ยิ่งใหญ่
หนึ่งคือ ฝันของเจียงเทียนมิ่งอาจไม่ใช่เรื่องเท็จ เพียงแต่อาจไม่ได้เกิดขึ้นหรือถูกทำให้เปลี่ยนไป สองคือ เมื่อคงคาลึกลับนอกพิภพมาถึง ผู้อยู่นอกพิภพก็จะมาถึงด้วย
เมื่อเห็นเจียงฉางเชิงนิ่งเงียบ เจียงเทียนมิ่งก็ถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านปู่ทวด หรือว่าสิ่งที่ข้าฝันนั้นคือความจริงกันขอรับ?”
[1] เก้าหยิน แปลว่าพลังหยินทั้งเก้า เป็นชื่อเดียวกับคัมภีร์เก้าอิมในเรื่องมังกรหยก
[2] ปักษารำบุปผากรุ่น หมายถึงทิวทัศน์ที่งดงาม