เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 328 ชนเผ่าหินคราม ผลมรรคาบำเพ็ญเพียร
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 328 ชนเผ่าหินคราม ผลมรรคาบำเพ็ญเพียร
“จริงเท็จแล้วเป็นเช่นใด สิ่งที่ต้องมาเจ้าหลบไม่พ้นหรอก เมื่อรู้ล่วงหน้าว่าจะมีภัยมา สิ่งที่เจ้าต้องทำก็คือ ต้องหมั่นเพียรฝึกวิชาให้มากขึ้น” เจียงฉางเชิงตอบด้วยรอยยิ้ม
ความฝันของเจียงเทียนมิ่งไม่เคยมีเขาอยู่ในนั้น เมื่อคงคาลึกลับนอกพิภพมาถึง เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่อยู่ หรือต่อให้หนีก็จะต้องพาเจียงเทียนมิ่งไปด้วย แสดงว่าอนาคตที่เจียงเทียนมิ่งรู้ล่วงหน้านี้ไม่มีเขา หากไม่มีเขาเช่นนั้นอนาคตก็เป็นภาพมายา ทว่าชะตากรรมที่จะมาก็ต้องมาอยู่ดี
เจียงเทียนมิ่งได้ฟังแล้วคิดว่ามีเหตุผลจึงพยักหน้า กล่าวว่า “ท่านพูดถูกต้อง ขอเพียงข้าแข็งแกร่งพอก็ไม่ต้องกลัววิกฤตใดๆ แล้ว”
“ทว่าหากภายหน้ายังฝันเห็นสิ่งใดอีก ให้รีบบอกข้าทันที”
“เข้าใจแล้วขอรับ” เจียงเทียนมิ่งเอ่ยทั้งหัวเราะ
คนเช่นเขาแทบไม่ฝันเลย เพราะพอเขานอนก็ไปยังมหาพิภพจิตจรแล้ว เมื่อเอ่ยจากนัยหนึ่ง การมีอยู่ของมหาพิภพจิตจรช่วยยืดอายุขัยให้ผู้ฝึกยุทธ์ ลำพังแค่ข้อนี้ผู้ศรัทธาทั้งหมดต่างก็ขอบคุณเขาแล้ว
คนทั้งสามสนทนากันอีกพักหนึ่ง และหัวข้อก็มาอยู่ที่ตัวเจียงจื่ออวี้ เจียงจื่ออวี้โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว จึงมีคนมาประจบประแจงเขามากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นที่มีตระกูลขุนนางเก่าแก่ไม่น้อยอยากสมรสเชื่อมสัมพันธ์กับเขา และเขาก็เป็นชายชาตรียากจะไมให้จิตใจหวั่นไหวได้ เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “หากพบคนที่ชอบก็จงรับไว้เถิด แต่ยังไม่ต้องแต่งตั้งฮองเฮา เจ้าไม่จำเป็นต้องกังวลมากเกินไป อย่างไรเวลานี้เสด็จพ่อของเจ้าก็เป็นคนตัดสินใจ”
เขามีมูหลิงลั่วเป็นสตรีเพียงคนเดียว แต่ก็เป็นแค่กับเขาคนเดียวเท่านั้น เขาเป็นผู้ฝึกเซียน จิตใจผ่องแผ้วไร้กิเลส มุ่งมั่นฝึกเซียน ทว่ามีบุรุษทั่วไปในโลกแห่งยุทธ์คนใดบ้างที่ไม่มีสามภรรยาสี่อนุ ที่นี่ไม่ใช่โลกสมัยใหม่ในดาวโลก โดยเฉพาะเมื่อเจียงจื่ออวี้เป็นองค์รัชทายาทด้วย จึงจะได้พบกับหญิงงามมากกว่าคนทั่วไป
“ขอบพระทัยเสด็จพ่อพะยะค่ะ” เจียงจื่ออวี้เอ่ยอย่างดีใจ เจียงเทียนมิ่งได้ฟังแล้วก็กระเซ้าเขา
เจียงเทียนมิ่งไม่ชอบสตรี และถึงขั้นต่อต้านด้วยซ้ำ อาจเป็นเพราะสายเลือดของเขา เขาจึงไม่ได้รู้สึกปักใจในสตรีมากมายนัก จนถึงขั้นที่มนุษย์และสัตว์อสูรกลับไม่ได้ต่างกันมากในสายตาของเขา เพียงแต่เผ่ามนุษย์มีความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเขามากกว่าเท่านั้น
เจียงฉางเชิงเห็นพวกเขาต่อปากต่อคำกันแล้วอารมณ์ดีนัก นานๆ ครั้งได้นั่งสนทนาสัพเพเหระกับคนรุ่นหลังบ้างก็ไม่เลวเลย ทำให้จิตใจของเขายังคงความหนุ่มแน่นเอาไว้ได้
ข่าวเรื่องเผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงพ่ายแพ้ยับเยินแพร่ไปในไทฮวงอย่างรวดเร็ว ทว่าทั้งสองเผ่าแค่ส่งทัพใหญ่ออกไปสองทัพเท่านั้น ยังมีชาวเผ่าเหลืออยู่ หลังจากศึกครั้งนี้ก็นับได้ว่าพวกเขาผูกอาฆาตกับเผ่ามนุษย์อย่างเต็มที่แล้ว และกำลังแสวงหาผู้มาช่วยเหลืออยู่อย่างเต็มกำลังเพื่อจะได้ร่วมมือกันทำศึกกับเผ่ามนุษย์ พวกเขาตีข่าวออกไป ทำให้เวลานี้เผ่ามนุษย์ได้กลายเป็นมหันตภัยของเผ่าทั้งปวงไปแล้ว และโอรสสวรรค์แห่งเทียนจิ่งยิ่งถูกทำให้มีภาพลักษณ์ของปีศาจด้วย
ลึกลงไปในไทฮวง เมฆดำก้อนโตปิดแผ่นฟ้าบังตะวัน ภูเขาที่อยู่เบื้องล่างสูงต่ำไม่เท่ากัน ป่าไม้บนเขาโยกไหวตามสายลม กลายเป็นคลื่นทะเลสีเขียวเข้ม ท่ามกลางหมู่เขามีหอศิลาและสถูปศิลาอยู่เป็นจำนวนมาก ชายหญิงเผ่ามนุษย์จำนวนมากเดินกันขวักไขว่ ชายเพาะปลูก หญิงทอผ้า และมีคนกำลังนั่งสมาธิฝึกวิชาอยู่ด้วย
ภายในหอศิลาขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง ชายหญิงหลายสิบคนนั่งกันเป็นสองแถว เจียงเจี่ยนและหลินเฮาเทียนก็อยู่ในนั้นด้วย คนที่เป็นผู้นำเป็นผู้เฒ่าผมหงอกผู้หนึ่ง ร่างกายกำยำสูงใหญ่แข็งแรงกว่าทุกคนที่อยู่ในที่นั้นเสียอีก สายตาเฉียบคมของเขาจรดลงที่ตัวชายร่างผอมบางผู้หนึ่ง
“ได้ยินว่าในศึกระหว่างเผ่าทรายมรณะ เผ่าจูหรง กับเทียนจิ่ง ต้องสูญเสียจักรพรรดิยุทธ์ไปอย่างน้อยสิบคน และนี่ยังเป็นการประมาณอย่างน้อยด้วย ข้าเดาว่าจะต้องมีมากกว่านี้ ทั้งสองเผ่าล้วนไม่กล้ามาล้างแค้นเผ่ามนุษย์เทียนจิ่งโดยตรง ทำได้เพียงสร้างข่าวลือให้ร้ายเผ่ามนุษย์เทียนจิ่งเท่านั้น” ชายร่างผอมบางกำลังบอกเล่าถึงการต่อสู้ครั้งใหญ่ที่น่าตกตะลึงในหล้าที่เกิดขึ้นในไทฮวงในระยะนี้
หลังการต่อสู้ครานี้ ชื่อเสียงของเผ่ามนุษย์เทียนจิ่งก็เลื่องลือไปทั่วไทฮวง และเข้ามาอยู่ในสายตาของเผ่านานาอย่างเป็นทางการแล้ว พวกเขาคือ ชนเผ่าหินคราม [1] เป็นเผ่ามนุษย์ที่ถูกทิ้งเอาไว้ตอนที่เผ่ามนุษย์ไปจากไทฮวง หลังจากผ่านอุปสรรคมานับครั้งไม่ถ้วน จึงได้มีชีวิตรอดมาจนทุกวันนี้ และในตอนนี้ชนเผ่าหินครามก็นับได้ว่าแข็งแกร่งอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อเทียบกับเผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงก็ยังเทียบไม่ติดแต่อย่างใด
ในไทฮวงนี้ นอกจากชนเผ่าหินครามแล้ว ก็ยังมีชนเผ่าต่างๆ ของเผ่ามนุษย์อยู่อีก แต่ชนเผ่าหินครามนับว่าเป็นชนเผ่าที่แข็งแกร่งอันดับต้นๆ แล้ว ส่วนชนเผ่าอื่นต่างต้องพยายามเพื่อใหมีชีวิตอยู่รอดได้ หรือไม่ก็กลายเป็นเหยื่อให้กับเผ่าที่แข็งแกร่ง
ก่อนที่พวกเจียงเจี่ยนทั้งสี่คนจะมาที่นี่ ชนเผ่าหินครามยังคงเห็นว่าเผ่ามนุษย์เป็นของตน และนึกว่าพวกตนได้รับเกียรติของเผ่ามนุษย์ ภายหลังจึงเพิ่งรู้ว่ามีเผ่ามนุษย์จำนวนมากกว่านี้อยู่ที่มหาสมุทรที่ห่างไกลออกไป แต่พวกเขาก็ยังไม่ได้ถือสาใดๆ เพราะพวกเขาเคยได้ยินว่าจักรพรรดิยุทธ์ของเผ่ามนุษย์ในมหาสมุทรล่มสลายไปแล้ว แม้หลินเฮาเทียนจะยกย่องเจียงฉางเซิงเพียงใด แต่ชนเผ่าหินครามก็ยังคงไม่คิดว่าสำคัญ จวบจนยามนี้…
เผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงแข็งแกร่งมากเพียงใด ชนเผ่าหินครามเคยได้พบกับเผ่าจูหรงมาก่อน และเนื่องจากเผ่าจูหรงเป็นเทพแห่งเพลิงในแดนมนุษย์ จึงทำให้พวกเขาหวาดกลัว เหยียนเตียน หัวหน้าชนเผ่าหินคราม มองเจียงเจี่ยนและหลินเฮาเทียน เขาถามว่า “เจี่ยนเออร์ โอรสสวรรค์แห่งเทียนจิ่งเป็นท่านปู่ของเจ้าหรือ?”
คนอื่นๆ ต่างหันไปมองเขา เจียงเจี่ยนกล่าวว่า “ถูกต้องขอรับ เขาคือผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในใต้แผ่นฟ้านี้ ต่อให้เผ่าทั้งปวงเข้ารุกรานเทียนจิ่ง ก็ยังไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของเขาได้” หลินเฮาเทียนพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง พวกเขาต่างสามารถเข้าไปในมหาพิภพจิตจร จึงรู้เรื่องการเปลี่ยนแปลงของเทียนจิ่งดีเป็นที่สุด
“ใช้ได้ทีเดียวเจียงเจี่ยน คิดไมถึงว่าพวกเจ้าจะไม่ได้คุยโว”
“แม้แต่เผ่าทรายมรณะและเผ่าจูหรงก็ไม่สามารถต่อกรกับเทียนจิ่ง เทียนจิ่งอาจช่วยแก้ปัญหาให้พวกเราได้”
“เผ่ามนุษย์เทียนจิ่งอยู่ห่างจากพวกเรามากนัก จะช่วยแก้ปัญหาให้ได้อย่างไร”
“ความจริงเผ่ามนุษย์เทียนจิ่งก็กำลังช่วยเราอยู่ เพราะความสนใจของเจ้าพวกนั้นหันเหทิศทางไปแล้ว”
“ระยะนี้มีอุกกาบาตจากนอกพิภพมากขึ้นเรื่อยๆ เห็นชัดว่าคงคาลึกลับนอกพิภพกำลังจะมาถึง นอกจากต้องเผชิญเคราะห์สวรรค์เช่นนี้แล้ว ไทฮวงก็ยังต้องเปิดศึกสงครามอีก เรียกได้ว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเสียจริงๆ”
ผู้คนในชนเผ่าหินครามพากันวิพากษ์วิจารณ์ พวกเขาล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งของชนเผ่าหินคราม เมื่อพวกเจียงเจี่ยนอยู่ที่นี่ กลับกลายเป็นอ่อนด้อยที่สุดเสียอีก เหยียนเตียนหลับตาลง ไม่รู้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่ ผ่านไปพักใหญ่ เหยียนเตียนก็เอ่ยปากว่า “เจี่ยนเออร์ เจ้าพาคนไปเสาะหาเทียนจิ่งได้หรือไม่ ข้าอยากรู้ความเป็นไปของเทียนจิ่ง”
เจียงเจี่ยนได้ยินก็กำลังจะพูด แต่หลินเฮาเทียนกลับชิงพูดก่อนว่า “ให้ข้าไปเถิด เวลานี้เขาตัดใจไปจากบ้านหลังน้อยของเขาไม่ได้หรอก” ทันทีที่เอ่ยออกไป ทุกคนก็พากันหัวเราะลั่นแต่ก็โดยมากแล้วมาจากเจตนาที่ดี เจียงเจี่ยนมาที่นี่เป็นเวลานานแล้ว จึงได้รับการยอมรับจากชนเผ่าหินคราม
เจียงเจี่ยนมองหลินเฮาเทียน เขาอยากจะพูดแต่ถูกหลินเฮาเทียนส่ายหน้าใส่ เป็นการบอกว่าเขาอย่าพูดเสียดีกว่า เหยียนเตียนเอ่ยเสียงเคร่งขรึมว่า “ตกลง ข้าจะเลือกคนกลุ่มหนึ่งออกเดินทางไปสำรวจเทียนจิ่ง” ทุกคนไม่มีความเห็นอื่นใด ไม่มีใครสามารถเทียบเทียมบารมีของเหยียนเตียนในชนเผ่าหินครามได้
วันเวลาเฉกเช่นกระสวยผ้าแล่น วันคืนผ่านไปรวดเร็วนัก เมื่อขึ้นเป็นโอรสสวรรค์ของเทียนจิ่งแล้ว ชีวิตของเจียงฉางเซิงก็ยังคงเรียบง่าย เวลาส่วนใหญ่ยังคงอยู่กับการฝึกบำเพ็ญ ไม่แม้แต่จะเปิดการประชุมเช้า แตก็ไม่มีใครรู้สึกว่าเจียงฉางเชิงเลอะเลือน และแผ่นดินก็ไม่ได้มีความวุ่นวาย ตรงกันข้ามกลับเจริญรุ่งเรืองขึ้นทุกวันเสียอีก
เจียงฉางเชิงเคยพูดเอาไว้ในมหาพิภพจิตจรว่า หากกำจัดขุนนางที่มีความละโมบและกระทำผิดไปได้จะได้รับรางวัล เมื่อมีมหาพิภพจิตจร ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะใดก็สามารถมาถวายฎีกาบอกเล่าเหตุการณ์ต่อเขาได้ เมื่อเป็นเช่นนี้เหล่าขุนนางจึงต่างอยู่กันอย่างระมัดระวังตัว เจียงฉางเซิงใช้วิธีอย่างหนึ่งที่ผู้คนในโลกแห่งยุทธ์ยากจะเข้าใจได้ นั่นคือปกครองแผ่นดินด้วยกำลังเพียงน้อยนิดแต่ได้รับผลตอบรับที่มหาศาล
แน่นอนว่านอกจากการมีอยู่ของมหาพิภพจิตจรแล้ว ความแข็งแกร่งของดวงวิญญาณของเขาเองก็มีความสำคัญมากเช่นกัน เพราะทำให้เขาสามารถรับรู้ถึงความคิดของผูศรัทธาทุกคนได้ เทียนจิ่งกำลังจะได้ต้อนรับยุคทองแล้ว แม้ยังมีชนชั้นอยู่แต่ชาวบ้านที่อยู่ในชนชั้นล่างของสังคมก็ยังมีความหวัง
เพียงพริบตาเวลาสิบปีผ่านไป… ปีเซียนหยวนที่สามสิบสาม วสันตฤดูผันเปลี่ยนมาเป็นคิมหันตฤดู อากาศในเมืองจิงเฉิงช่างน่าอภิรมย์นัก
ภายในตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเชิงกำลังนั่งสมาธิฝึกวิชา ตั้งแต่บรรลุวิชามรรคาธรรมชาติขั้นที่สิบก็ผ่านมาแล้วสามสิบสี่ปี เขายังคงรักษากิจวัตรในการมุ่งมั่นฝึกวิชา ให้ดวงจิตที่เขาฝึกฝนนั้นเข้าสู่ระดับขั้นใหม่ต่อไป นั่นก็คือ บำเพ็ญผลแห่งมรรคา!
ร่างกายและจิตวิญญาณของเขาพลิกโฉมหน้ากลายเป็นเซียนโดยสิ้นเชิง ต่อแต่นี้ไปเป็นการฝึกฝนสำหรับผลแห่งมรรคา คล้ายว่าผลแห่งมรรคาจะแบ่งออกเป็นหลายระดับ ในเวลานี้เขายังไม่รู้ชัดว่าหลังจากบรรลุขั้นแล้วจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไร หลายปีมานี้เขาได้รู้จักและเข้าใจผลแห่งมรรคาลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ ผลแห่งมรรคาไม่ได้เก็บอยู่ภายในร่างกาย แต่เป็นเหมือนมิติชนิดหนึ่ง
ก็เหมือนกับดวงวิญญาณ ดวงวิญญาณอยู่ในร่างกายแต่ก็ยากจะหาพบได้ในร่างกาย การมีตัวตนอยู่ของผลแห่งมรรคาลึกซึ้ำยิ่งกว่าดวงวิญญาณเสียอีก โดยเฉพาะเมื่อการบำเพ็ญของเขาแก่กล้าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในความเข้าใจของเขา ผลแห่งมรรคาคล้ายกับกฎแห่งฟ้าดินที่ไร้รูปไร้ลักษณ์ ไร้เสียงไร้สี แต่กลับมีตัวตนอยู่จริงๆ
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมา พร้อมกับมีประกายสีทองอยู่ในดวงตา เขาเริ่มพยากรณ์หาผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในพื้นที่ต่างๆ สุดยอดผู้แข็งแกร่งในขอบเขตของใต้หล้าที่รับรู้ได้ มีมูลค่าถึงเก้าพันห้าร้อยล้านแต้มเซ่นไหว้ ใต้หล้านี้ครอบคลุมถึงไทฮวงด้วย ส่วนสุดยอดผู้แข็งแกร่งในที่อื่นๆ นอกเทียนจิ่ง ก็ยังคงเป็นทงเทียนตี้ที่มีมูลค่าเกือบสามร้อยล้านแต้ม จอมราชันเผ่าปีศาจยังคงมีมูลค่าหกพันกว่าล้านแต้มเซ่นไหว้ เมื่อมาถึงระดับขั้นเดียวกับเขาแล้ว หากต้องการบรรลุขั้นขึ้นไปอีก ก็นับว่ายากมาก
หากนับรวมสุดยอดผู้แข็งแกร่งที่ระบบตรวจสอบได้ ก็คือท่านเทพไทฮวงที่มีมูลค่าถึงสองแสนกว่าล้านแต้มเซ่นไหว้ เรียกว่าห่างไกลไม่ติดฝุ่น เมื่อเห็นดังนี้แล้ว เว้นเสียแต่มีการรุกรานจากนอกพิภพ เจียงฉางเชิงก็จะเป็นผู้ไร้เทียมทานในโลกแห่งยุทธ์แล้ว แต่เขาก็ยังคงระวังตัวเต็มที่ ไม่กล้าหละหลวมแม้แต่น้อย
หากเปลี่ยนเป็นเทียบกันในโลกแห่งยุทธ์ เป็นไปได้อย่างยิ่งว่าเขาและท่านเทพไทฮวงจะอยู่ในระดับขั้นเดียวกัน เพียงแต่เขาแข็งแกร่งกว่า สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกไม่ปลอดภัยอย่างยิ่ง จะต้องอยู่ในระดับที่สูงกว่าศัตรูที่ตนเองรู้จักให้มากเข้าไว้ เขาจึงจะวางใจได้ ตลอดเส้นทางที่ผ่านมา เขาก็อาศัยความเชื่อมั่นเช่นนี้เอาชนะศัตรูที่แข็งแกร่งมาได้
ในเมื่อมีนอกพิภพ ก็จะต้องยังมีผู้แข็งแกร่งอีกมากมายเป็นแน่ เจียงฉางเชิงเพิ่งได้เป็นเซียน เขาไม่คิดว่าตนเองใกล้เคียงกับคำว่าไร้เทียมทาน มีอีกหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกินที่เขายังทำไม่ได้ ซึ่งก็หมายความว่าเขายังห่างไกลอยู่มาก
เขาพยากรณ์ต่อไป ใช้คำถามรูปแบบต่างๆ เสาะหาสิ่งที่จะเป็นภัยสำหรับตัวเขา ในเวลาเดียวกันก็ใช้ดวงจิตเปิดประตูตำหนักเมฆาม่วง
เฉินหลี่เดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว คำนับอย่างนอบน้อมต่อหน้าเขาแล้วกล่าวว่า “ครึ่งเดือนก่อน ทัพที่ประจำอยู่นอกเมืองได้พบกับอุกกาบาตจากนอกพิภพ หลังจากตรวจสอบแล้ว เหล่าทหารพบว่าภายในมีแผ่นศิลาที่จารึกวิชายุทธ์เอาไว้แผ่นหนึ่งพะยะค่ะ”
เจียงฉางเชิงลืมตาขึ้นมองและฟังเขาพูดต่อ “ตามที่พวกเราได้ติดต่อสัมพันธ์กับต่างเผ่า พบว่าในหลายทศวรรษมานี้ มักมีอุกกาบาตจากนอกพิภพตกลงมา และภายในก็มีทั้งพลังยุทธ์ วิชายุทธ์ มีทั้งศาสตราเทวะและสมบัติมีค่า เรื่องนี้พิลึกพิลั่นนัก กระหม่อมสงสัยว่าเทพแห่งฟ้าดินกำลังหนุนหลังต่างเผ่า แม้จะมีอุกกาบาตบางส่วนถูกพวกเราเก็บได้ก็ตามที แต่อุกกาบาตส่วนใหญ่ล้วนถูกเผ่าอื่นๆ ค้นพบ ตั้งแต่โบราณมา เผ่าที่ได้รับการหนุนหลังจากนอกพิภพจะมีพลังมากขึ้นเรื่อยๆ พะยะค่ะ” เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ สีหน้าของเขาก็ย่ำแย่อย่างยิ่ง เนื่องจากยังไม่มีความรู้ใดเกี่ยวกับนอกพิภพ เขาย่อมมีความกลัวอยู่ส่วนหนึ่ง
เจียงฉางเชิงกล่าวว่า “ไม่เป็นไร ของมีค่าจากนอกพิภพจะมีมาอีกไม่นานหรอก คงมิใช่ว่าจะมีมาไม่จบไม่สิ้นกระมัง เทพแห่งฟ้าดินต้องการกำราบเผ่ามนุษย์ก็เพราะเกรงกลัวความแข็งแกร่งของเผ่ามนุษย์ ย่อมไม่มีทางสร้างเผ่ามนุษย์ที่สองออกมาเป็นแน่”
หลังจากไตรตรองแล้วเขาก็ได้ข้อสรุปเช่นนี้ เพราะท่านเทพไทฮวงมีคำสั่งให้เผ่าอื่นๆ กำจัดเผ่ามนุษย์ ไม่ใช่แค่กำจัดเขาเท่านั้น ถ้าเขาเป็นท่านเทพไทฮวงและมุ่งเป้าเฉพาะพวกผิดแปลกเท่านั้น ก็สามารถใช้การปลุกระดมให้เผ่ามนุษย์ก่อกบฏ และบีบให้เขาอยู่ในภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกได้อย่างแน่นอน
[1] หินคราม คือหินบลูสโตน (blue stone)