เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 341 สรรสร้างแดนสวรรค์ อานุภาพดาวสังหาร
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 341 สรรสร้างแดนสวรรค์ อานุภาพดาวสังหาร
“อืม เราจะตรวจสอบเอง”
เจียงฉางเซิงพยักหน้า ในใจเขาคำนวณตามไปด้วย นอกเหนือจากเขาแล้ว ผู้แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้มีพลังมากแค่ไหน
ผลปรากฏว่าตัวเลขแตะหนึ่งแสนห้าหมื่นล้าน แม้จะไม่เทียบเท่าท่านเทพไท่ฮวง แต่ก็ถือว่าเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งมากแล้ว
พูดคุยกับฉางเหยาหลิงอยู่พักหนึ่ง ฉางเหยาหลิงจึงลุกไป เจียงฉางเซิงมองแผ่นหลังของนาง ลังเลอยู่ว่าจะสถาปนานางเป็นเทพประจำดีหรือไม่
ตำแหน่งในบัญชีสถาปนาเทพมีจำกัด ใช้ไปหนึ่งตำแหน่งก็ลดลงหนึ่งตำแหน่ง สังเกตไปก่อนแล้วกัน
แม้จะเป็นผู้ศรัทธา แต่หากท่านเทพจื่อหวนร่วมมือกับเผ่าฉางกดดันเขา เขาก็ไม่แน่ว่านางจะยังอยู่ข้างเขาหรือไม่
อิทธิพลของความศรัทธานั้นยิ่งใหญ่แต่ก็ต้องดูว่าเทียบกับอะไร ตอนนี้เจียงฉางเซิงยังไม่เคยลองให้ผู้ศรัทธาต้องเผชิญหน้ากับครอบครัวของตนเอง
เขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็น ความเสี่ยงก็สูงแถมไม่มีความหมาย
เจียงฉางเซิงเพียงแค่ใช้ผู้ศรัทธาเพื่อเก็บแต้มเซ่นไหว้เท่านั้น ไม่ได้ใช้เพื่อการต่อสู้
จากนั้นเจียงฉางเซิงก็พบผู้อื่นต่อ ล้วนเป็นคนคุ้นเคยที่รู้จักกันมานาน เช่นตระกูลขุนนางประคองจันทร์ วัดพญามังกร จวนมังกรจำแลง และผู้สืบเชื้อสายเผาราชาเป็นต้น
การที่ตี้ชางมาสวามิภักดิ์ทำให้เจียงฉางเซิงดีใจมาก เทียนจิ่งแม้จะพัฒนาเร็วแต่ยังต้องใช้เวลา
ตี้ชางคือจักรพรรดิยุทธ์ตัวจริงเสียงจริง และไม่ใช่จักรพรรดิยุทธธรรมดา แค่มีตี้ชางคนเดียวก็สามารถกวาดล้างจักรพรรดิยุทธ์เก้าส่วนทั่วใต้หล้าได้แล้ว
เจียงฉางเซิงเองก็ไม่ตระหนี่ ประกาศแต่งตั้งตี้ชางเป็นแม่ทัพอย่างเปิดเผย ประกาศไปทั่วหล้า ชี้ชัดสถานะของเขาในฐานะจักรพรรดิยุทธ
ไม่ถึงหนึ่งเดือน ราชโองการนี้ก็แพร่กระจายไปทั่วเมืองต่างๆ ของเทียนจิ่ง ทำให้ผู้คนทั่วใต้หล้าตื่นเต้น
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายต่างก็รู้สึกกดดัน คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิยุทธ์คนที่สองของต้าจิ่งจะมาจากเผ่าอื่น นี่ถือเป็นแรงกระตุ้นอย่างหนึ่งอย่างแท้จริง
ในวันนี้เอง เจียงฉางเซิงบินมาถึงหน้าประตูสวรรค์ทิศใต้ เริ่มใช้วิชาเทพมหารังสรรค์ สร้างตำหนักสวรรค์
กวนทงโยวและตี้ชางยืนอยู่ด้านหลังเขา มองดูอภินิหารที่สร้างจากความว่างเปล่า ทั้งสองรู้สึกตะลึงจนไมอาจเอื้อนเอ่ยได้อยู่นานนัก
ตำหนักสว่างไสวผุดขึ้นมาเรื่อยๆ องอาจยิ่งใหญ่แผ่รัศมีแสงหลากสี ทั้งสามมาถึงสวรรค์ชั้นสอง เจียงฉางเซิงยังคงสร้างตำหนักต่อไป ยิ่งขึ้นสูงตำหนักก็ยิ่งน้อยลง แสดงถึงสถานะได้ชัดเจน
เมื่อสร้างตำหนักแดนสวรรค์เก้าชั้นเสร็จสิ้น เขาก็กล่าวว่า “หลังจากนี้แดนสวรรค์ถือกำเนิดขึ้น พวกเจ้าทั้งสองคือเทพพิทักษ์ทั้งสองแห่งแดนสวรรค์”
“หน้าที่ไม่เพียงคุ้มกันแดนสวรรค์ ยังต้องปกป้องสรรพชีวิตภายในแดนสวรรค์ด้วย”
กวนทงโยวถามอย่างสงสัยว่า “จะแบ่งเขตอย่างไรหรือ”
“โชคชะตาเราไม่อาจทำให้สรรพชีวิตร่มเย็นได้ทั่ว ได้แต่ทำให้ระเบียบที่อยู่ในอาณาเขตโชคชะตาของแดนสวรรค์มั่นคงที่สุด”
เจียงฉางเซิงตอบ จากนั้นกล่าวหน้าที่ของแดนสวรรค์ในอนาคตให้ฟังทีละข้อ
กวนทงโยวกับตี้ชางฟังแล้วหัวใจพลุ่งพล่าน โลกเซียน โลกมนุษย์ ตำหนักยมโลก!
แดนสวรรค์ปกครองทั้งสามภพ เชื่อมฟ้าดิน เข้าถึงสังสารวัฏ! ตี้ชางขยับลูกกระเดือกกล่าวว่า “ในโลกนี้มีสังสารวัฏจริงๆ หรือ”
เจียงฉางเซิงยิ้ม “ภายหน้าเจ้าก็จะเข้าใจเอง”
หลังใช้เวลาครึ่งวันสร้างแดนสวรรค์เสร็จเรียบร้อย เจียงฉางเซิงก็ให้กวนทงโยวกับตี้ชางเป็นผู้พิทักษ์แดนสวรรค์
อย่างไรผู้ฝึกยุทธก็บินได้ หากมีใครบินบุกเข้ามาก็ไม่งามนัก นี่คือปัญหาที่เจียงฉางเซิงต้องแก้ คือการทำให้แดนสวรรค์แยกออกจากโลกมนุษย์
เขาเคยคิดถึงโลกแห่งมรรคามาก่อน แต่เห็นว่ายังไม่ถึงเวลา ไม่ควรเปิดเผยการมีอยู่ของโลกแห่งมรรคา
โลกแห่งมรรคาเกี่ยวพันกับวรยุทธ์ของเขา ยิ่งวรยุทธ์แข็งแกร่ง โลกแห่งมรรคายิ่งกว้างใหญ่
ขณะนี้เขาต้องการให้โลกแห่งมรรคาดำรงอยู่อย่างเป็นเอกเทศ เช่นนี้ในภายหน้าไม่ว่าแดนสวรรค์หรือเทียนจิ่งจะถูกทำลาย โลกแห่งมรรคาก็ยังมีเพื่อผู้ศรัทธาของเขาได้
จำเป็นต้องมีทางหนีทีไล่ ไม่อาจเอาไข่ไก่มาวางไว้ในตะกร้าใบเดียวได้ แม้เขาจะพยายามอย่างสุดกำลังในการปกป้องแดนสวรรค์กับเทียนจิ่ง แต่ถ้าเกิดเรื่องขึ้นเล่า?
หลังจากสร้างแดนสวรรค์เสร็จ เจียงฉางเซิงก็กลับไปยังตำหนักเมฆาม่วงเพื่อฝึกฝนต่อ
เพิ่งจัดการท่านเทพไท่ฮวงไป เขายังมีแรงกดดันในใจอยู่ จึงต้องเร่งเวลาเพื่อแข็งแกร่งขึ้นอีก เร่งบรรลุขั้นต่อไปโดยเร็ว อย่าให้ศัตรูคาดเดาพลังของเขาได้
ตอนนี้เขาเปิดเผยออกมาแล้วว่าตนแข็งแกร่งกว่าท่านเทพไท่ฮวง ศัตรูจากนอกพิภพในคราวหน้าจะต้องแข็งแกร่งกว่าท่านเทพไท่ฮวงแน่นอน
ภายในเมืองชายฝั่งเมืองหนึ่ง ตามท้องถนนมีผู้ฝึกยุทธเดินกันขวักไขว่ สองฝั่งถนนร้านค้าครึกครื้น
มีหญิงงามร้องเพลงบรรเลง มีผู้ฝึกยุทธแสดงกระบวนทายุทธ
“แม้เผ่ามนุษย์ในโลกยุทธไทฮวงจะมีน้อย แต่ก็คึกคักดีทีเดียว” ผู้พูดคือสตรีในชุดสีครามคนหนึ่ง
รูปลักษณ์งดงาม อารมณ์สดใส ดวงตากลมโตมองซ้ายมองขวา เป็นคนขี้เล่น ฉลาดเฉลียว
บุรุษชุดดำที่ยืนอยู่ข้างนางใบหน้าไร้อารมณ์ กล่าวว่า “อย่างไรก็เป็นเผ่ามนุษย์ การพัฒนาทางวัฒนธรรมไม่ใช่เผ่าอื่นจะเทียบได้”
“เช่นนั้นก็เลือกราชวงศ์แห่งโชคชะตาแห่งนี้แล้วกัน” พอได้ยินบุรุษชุดดำพูดเช่นนี้ สตรีชุดสีครามก็หันไปมองเขาแล้วถามว่า “ตัดสินใจแล้วหรือ?”
บุรุษชุดดำกล่าวว่า “อืม แม้ราชวงศ์แห่งโชคชะตานี้จะอ่อนแอ แต่เพราะอ่อนแอจึงเหมาะแก่การลงมือ”
“ตอนนี้ท่านเทพไท่ฮวงตายแล้ว โลกยุทธไทฮวงต้องแต่งตั้งท่านเทพคนใหม่ เจ้าพวกนั้นไม่มีทางกล้าลงมาแส่เรื่องแน่”
“แค่พวกเราหลบซ่อนตัวสักพัก ก็หลุดพ้นจากเคราะห์ภัยได้แล้ว ค่อยคิดบัญชีแค้นต่อ”
พอพูดถึงการล้างแค้น ดวงตาเขาก็ลุกโชนด้วยไฟโทสะ สตรีชุดสีครามเบ้ปากกล่าวว่า “อยากล้างแค้นแค่พูดน่ะง่าย”
เขาไม่พูดต่อ ร่างก็หายวับไปจากที่เดิม สตรีชุดสีครามเห็นดังนั้นก็โมโหจนกระทืบเท้าแล้วหายตัวตามไป
เด็กชายที่นั่งอยู่หน้าร้านมองตะลึงจนฟองน้ำมูกหยดยังไม่รู้ตัว
เมืองจิงเฉิง ภายในโรงเตี๊ยม หลินเฮาเทียนมองคนในห้องแล้วกล่าวว่า “พวกเจ้าพักอยู่ที่นี่ก่อน”
“ข้าต้องไปเยี่ยมเยียนสหายเก่า ข้าจะให้คนเอาเงินมาให้ แล้วก็เอาเงินไปเที่ยวเล่นกันก่อน”
ผู้ฝึกยุทธจากชนเผ่าหินครามพยักหน้า ต่างคนต่างดูเกร็งกันเล็กน้อย
ก่อนที่จะมาพวกเขาหลายคนล้วนมีความสงสัยหรือดูแคลนเทียนจิ่งอยู่ในใจ คิดว่าเทียนจิ่งก็แค่มีมรรคาจารย์เหนือกว่าที่อื่นอยู่คนเดียว
ทว่าความรุ่งเรืองของเทียนจิ่งทำให้พวกเขาตาโต โดยเฉพาะเมืองจิงเฉิงถึงกับมองตาค้าง
เผ่าหินครามตั้งอยู่ในไทฮวง มักย้ายถิ่นบ่อย ทุกคนล้วนดิ้นรนอยู่ระหว่างความเป็นตาย ไหนเลยจะมีโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมใดๆ
แม้ชาวเทียนจิ่งจะอ่อนแอ แต่ความรุ่งเรืองของเทียนจิ่งทำให้พวกเขารู้สึกตึงเครียด ทั้งรู้สึกละอายและใคร่รู้
หลังหลินเฮาเทียนออกจากโรงเตี๊ยม เขาก็มุ่งตรงไปยังเขามังกรผงาด แต่พบว่าในลานเหลือเพียงศิษย์อารามมังกรผงาดกำลังทำความสะอาดอยู่
ถามไถ่จึงรู้ว่าไปฉี เยี่ยสวินตี่ และคนอื่นๆ ล้วนไปยังภูเขาวิญญาณแล้ว เขาจึงจำต้องไปที่ภูเขาวิญญาณ
แต่กลับไม่มีสิทธิ์เข้าสู่เขาจึงโมโหหนัก ได้แต่เรียกหาผู้อาวุโสอยู่ในใจ
ไม่นานนักองครักษ์ชุดขาวก็มาถึง และพาขึ้นเขาไปด้วยตัวเอง
หลายวันต่อมา เฉินหลี่ออกจากตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงเผยยิ้มพลางพึมพำว่า “ชนเผ่าหินครามนับว่าเป็นหนทางที่ไม่เลว”
บริเวณลึกของไทฮวง มีชนเผ่ามนุษย์อยู่ไม่น้อย เพียงแต่กระจัดกระจายไปทั่ว แถมยังไม่ลงรอยกัน
หากสามารถรวบรวมได้ทั้งหมด ก็จะกลายเป็นพลังที่ไม่น้อย ทว่าเขายังไม่สนใจนัก จึงปล่อยให้เจียงจื๋ออวี้เก็บเป็นผลงานไป
พูดถึงเจียงจื๋ออวี้ เขาได้ทะลวงถึงขั้นจอมราชันยุทธ์แล้ว จอมราชันยุทธที่อายุต่ำกว่าร้อยปี ทำให้ผู้คนทั่วหล้าตกตะลึง
แม้แต่ตี้ชางยังอยากรับเขาเป็นศิษย์ ภายใต้คำสั่งของเจียงฉางเซิง เจียงจื๋ออวี้ได้เริ่มรวบรวมคนสนิทของตนเอง ไม่ได้หมกมุ่นฝึกยุทธ์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
เจียงฉางเซิงรอให้เขาทะลวงถึงขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน แล้วค่อยย้ายไปฝึกที่แดนสวรรค์ หลังจากนั้นเวลาที่เขาปิดด่านจะยาวนานขึ้น
เทียนจิ่งจะยกให้แดนสวรรค์คุ้มกัน เรื่องเกี่ยวกับมรรคาจารย์ที่สถาปนาเทพก็แพร่กระจายไปทั่วไทฮวง
เผ่าพันธุ์ที่เป็นมิตรกับเผ่ามนุษย์ต่างก็อยากมาแบ่งผลประโยชน์ ทำให้ภายในเทียนจิ่งมีผู้แข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อยๆ
โชคดีที่ผู้แข็งแกร่งเหล่านี้ไม่กล้าก่อปัญหา จากการทะลวงครั้งก่อนจนถึงตอนนี้ก็ล่วงเลยมาแปดสิบสองปีแล้ว
วรยุทธของเจียงฉางเซิงยิ่งแข็งแกร่งขึ้น มูลค่าแต้มเซ่นไหว้เพียงอย่างเดียวก็เกินแปดแสนล้าน
หลังกลายเป็นเซียน เขาไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นช้าลง กลับยิ่งเร็วขึ้น
เพราะทั้งใต้หล้ามีเพียงเขาผู้เดียวที่บำเพ็ญเซียน ปราณวิญญาณฟ้าดินจึงรวมศูนย์อยู่ที่เขา อีกทั้งยังมีเพียงเขาผู้เดียวที่เข้าใจในกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน
เจียงฉางเซิงเงยหน้ามอง เห็นว่าคงคาสวรรค์ได้ออกจากโลกยุทธไทฮวงแล้ว แม้แต่รอยแยกแห่งสวรรค์ก็ซ่อมแซมเสร็จเรียบร้อยแล้ว
คงคาสวรรค์ทำให้ปราณวิญญาณยุทธของโลกยุทธทั้งผองเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ภายในพันปีต่อจากนี้ ไทฮวงย่อมต้องเข้าสู่ยุคปราณวิญญาณยุทธระเบิดตัวเต็มที่
เขานึกขึ้นได้จุดหนึ่ง หรือว่าปราณวิญญาณยุทธนั้นกำเนิดจากคงคาสวรรค์?
ปราณวิญญาณยุทธกดทับปราณวิญญาณฟ้าดิน ทำให้ผู้ฝึกยุทธดูดซับได้เพียงปราณวิญญาณยุทธ
เมื่อสะสมเป็นเวลานาน ก็ทำให้สรรพชีวิตไม่สามารถดูดซับปราณวิญญาณฟ้าดินได้
หากเป็นเช่นนั้น คงคาสวรรค์ในแง่หนึ่งก็ถือเป็นการกดทับสายฝึกหลอมกายที่ไม่ใช่วิถียุทธ
เจียงฉางเซิงพลันเกิดความเข้าใจบางอย่าง หากเขาคิดจะเปิดเส้นทางบำเพ็ญเซียน เช่นนั้นก็สามารถสร้างคงคาสวรรค์อีกสายหนึ่งได้อยางนั้นหรือ?
เจียงฉางเซิงเข้าสู่ภาวะเข้าใจมรรคาอีกครั้ง ทบทวนพลังแห่งกฎเกณฑ์ของคงคาสวรรค์ แล้วเริ่มวาดภาพคงคาสวรรค์ที่เขาปรารถนา
กาลเวลาผันผ่าน ราวกับม้าขาวแล่นผ่านช่องว่าง อีกสิบปีผ่านไป
ปีเซียนหยวนที่เก้าสิบ ในสิบปีนี้จอมราชันยุทธที่ถือกำเนิดในเทียนจิ่งมีจำนวนมากกวาที่เคย
คงคาสวรรค์ประทานพร ไม่เพียงทำให้ปราณวิญญาณยุทธเพิ่มขึ้น แต่ยังทำให้สิ่งมีชีวิตหลากเผารู้แจ้งในวิถียุทธ์
เผ่ามนุษย์ยิ่งชัดเจนเป็นพิเศษ ปีนี้เข้าสู่สารทฤดู (ใบเมเปิล) ร่วงโรยพลิ้วไหวอยู่ในเมืองจิงเฉิง
ฉางเหยาหลิงกับเจียงฉางเซิงพบกันในอุทยาน นางหยิบก้อนหยกออกมาวางบนโต๊ะ เพื่อให้เจียงฉางเซิงได้สนทนากับท่านเทพจื่อหวน
“ข้าเข้าควบคุมโลกยุทธไทฮวงแล้ว แต่ผู้หนุนหลังของท่านเทพไท่ฮวงต้องการจะตรวจสอบโลกยุทธไทฮวง”
“และได้รับความเห็นชอบจากโลกเทพยุทธแล้ว ข้าจึงไมอาจขัดขวางได้” ท่านเทพจื่อหวนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
เจียงฉางเซิงได้ยินเช่นนั้นหรี่ตาลงแล้วเอ่ยถามว่า “หมายความว่าอย่างไร”
ท่านเทพจื่อหวนกล่าวว่า “ผ่านการไกล่เกลี่ยของข้าแล้ว อีกฝ่ายจะไม่ลงมาตรวจสอบด้วยตนเอง แต่จะส่งคนลงมาแทน”
“ตอนนั้นเจ้าก็แค่หลบไป ข้าจะหาเหตุผลสักอย่างบอกว่าเจ้าออกจากที่นี่ไปแล้ว”
“อีกทั้งกลิ่นอายพลังของเจ้าก็เลือนรางอยู่แล้ว ตอนนั้นให้ผู้หนุนหลังผู้นั้นสังเกตการณ์ไทฮวงจากนอกพิภพ เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าได้ออกไปแล้วจริงๆ”
เจียงฉางเซิงรู้สึกถึงปัญหา อีกฝ่ายส่งคนลงมายังโลกเบื้องล่างก็อาจก่อให้เกิดการปะทะได้ง่าย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเขาไม่แน่ใจในท่าทีของท่านเทพจื่อหวน
ท่านเทพจื่อหวนมองออกว่าเขาสงสัย จึงกล่าวอย่างจนปัญญาวา “ข้าเป็นเจ้าคงคาสวรรค์ อำนาจมากพออยู่แล้ว”
“บัดนี้ได้โลกยุทธ์มาอีกหนึ่งโลก เหล่าตระกูลใหญ่ทั้งหลายไม่พอใจอย่างยิ่ง หากมิใช่เพราะตระกูลของข้าแข็งแกร่ง ข้าย่อมไม่มีวันได้โลกยุทธ์ไทฮวงมา”
“ต้องอดทนหน่อย ผ่านเคราะห์นี้ไป โลกยุทธ์ไทฮวงจะทะยานขึ้นแน่นอน ข้ารับประกันได้”
“หลังจากนี้ หากผู้ฝึกยุทธจากเทียนจิ่งจะเหินขึ้นโลกเบื้องบน ข้าจะดูแลเป็นพิเศษ”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าตอบว่า “เช่นนั้นก็ต้องรบกวนท่านเทพแล้ว”
ท่านเทพจื่อหวนกล่าวว่า “จริงสิ พวกที่ลงมาโลกเบื้องล่างก่อนหน้านี้ ข้าสืบจนรู้แล้ว สองคนในนั้นชื่อ เยี่ยจ้าน กับ เยี่ยชิงจือ”
“เจ้าอย่าได้รับเข้ากลุ่มหรือดึงมาเป็นพวกโดยเด็ดขาด เผ่าเยี่ยแข็งแกร่งกว่าตระกูลข้า แต่กลับถูกตระกูลอื่นสังหารล้างเผ่า”
“แม้จะล่มสลายไปแล้ว แต่ไม่มีใครรู้ว่าเผ่าเยี่ยยังมีความแข็งแกร่งซ่อนตัวอยู่มากน้อยเพียงใด วันใดวันหนึ่งอาจกลับมาอีกครั้งก็เป็นได้”
“เจ้าอยู่โลกเบื้องล่างย่อมไม่รู้สถานการณ์ของโลกเบื้องบน เรื่องแบบนี้อย่าไปยุ่ง มิเช่นนั้นจะดึงดูดตัวตนอันน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าผู้หนุนหลังของท่านเทพไท่ฮวงมา”
“อีกอย่าง ดาวสังหารนิรันดรกาลถูกท่านเทพไท่ฮวงนำมายังไทฮวง เดิมทีเขาคิดจะหลอมมันให้กลายเป็นยาอายุวัฒนะ”
“บัดนี้เขาตายแล้ว เจ้าต้องสืบหาตำแหน่งของดาวสังหารนิรันดรกาลให้ชัดเจน หากปล่อยให้มันเติบโตขึ้นมาเมื่อไหร่ ผลลัพธ์จะร้ายแรงเกินกว่าจะคาดเดา”