เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 342 ไป่ซื่อซิง เจียงซั่น
เจียงฉางเซิงพูดคุยกับท่านเทพจื่อหวนอยู่นาน ตอนท้ายเกือบทั้งหมดเป็นท่านเทพจื่อหวนที่พูดเล่าให้เขาฟัง ถึงสถานการณ์ของมหาพิภพนนิลเหลือง และความแข็งแกร่งของเผ่าฉาง
เห็นได้ชัดว่าท่านเทพจื่อหวนต้องการดึงตัวเจียงฉางเซิงไว้ ขอแค่เจียงฉางเซิงเหินขึ้นไปโลกเบื้องบน ผู้หนุนหลังของท่านเทพไท่ฮวงก็จะไมสามารถตามหาเขาเจอในโลกแห่งยุทธอีก
นางมีวิธีมากมายที่ซ่อนเจียงฉางเซิงไว้ได้ กระทั่งทำให้ท่านเทพไท่ฮวงตายโดยไม่มีหลักฐานได้เลย
แต่เจียงฉางเซิงไม่อยากเหินขึ้นโลกเบื้องบน หากไม่เหินขึ้นก็ยังมีข้อจำกัดจากกฎเกณฑ์ฟ้าดิน
เมื่ออิงตามที่ฉางเหยาหลิงกล่าวไว้ ในโลกแห่งยุทธนี้ ขอแค่แสดงพลังที่เหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ ก็จะถูกขับไล่ออกไป เว้นแต่ในช่วงเวลาที่คงคาสวรรค์ลงมาเยือน
เจียงฉางเซิงไม่ได้แปดเปื้อนโชคชะตาวิถียุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นกฎเกณฑ์ของวิถียุทธจึงไม่อาจรบกวนเขา สิ่งที่กระทบเขามากที่สุดคือช่วงข้ามด่านเคราะห์
ฉางเหยาหลิงเก็บก้อนหยกไปแล้วกล่าวว่า “เชื่อที่นางพูดได้ น่าจะไม่ได้โกหก”
เจียงฉางเซิงพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้ามีวิธีหลีกเลี่ยงเคราะห์นี้”
ฉางเหยาหลิงไม่เอ่ยคัดค้าน หลังพูดคุยอีกสองสามประโยคก็จากไป
เจียงฉางเซิงกลับไปยังตำหนักเมฆาม่วง แยกร่างออกหนึ่งร่าง บินขึ้นไปยังทะเลเมฆเทียมฟ้าเพื่อรอ ส่วนร่างหลักก็ฝึกตนต่อ
แม้จะใช้วิธีของท่านเทพจื่อหวนหลีกเลี่ยงได้ แต่หากอีกฝ่ายยังไม่ยอมเลิกรา ท้ายที่สุดก็ต้องเผชิญหน้าอยู่ดี
เจียงฉางเซิงยังไม่สามารถคาดเดาว่า ผู้หนุนหลังของท่านเทพไท่ฮวงแข็งแกร่งเพียงใด แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องเหนือกว่าท่านเทพไท่ฮวงแน่นอน
หกปีต่อมา ปีเซียนหยวนที่เก้าสิบหก อุกกาบาตดวงหนึ่งพุ่งฉีกฟ้า ตกกระแทกลงบนผืนดินกว้างใหญ่
ก่อให้เกิดแรงกระแทกที่ทำลายพื้นดินในรัศมีล้านลี้อย่างราบคาบ
คลื่นฝุ่นอันน่าสะพรึงกลัวพัดกระหน่ำออกไปทุกทิศทุกทางหยุดยั้งไม่ได้ ผืนดินแหลกสลาย ขุนเขาพังทลาย เมฆหมอกแหลกกระจาย ชั้นหินใต้ดินยังพวยพุ่ง แดนมนุษย์กลายเป็นขุมนรก!
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานเท่าใด ฝุ่นควันจึงค่อยๆ สลายไป อุกกาบาตขนาดมหึมาตั้งตระหง่านอยู่บนผืนดินรกร้าง พื้นผิวฝังด้วยผลึกน้ำแข็ง พวยพุ่งด้วยควันไฟ
จู่ๆ ตรงยอดก็แยกเปิดออก รอยแตกขยายกว้างออกอย่างรวดเร็ว ลุกลามไปทั่วทั้งก้อนอุกกาบาต
ตู้ม!
ร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากในอุกกาบาต ร่อนลงพื้นด้วยความเร็วสูง เสื้อคลุมสีน้ำเงินสะบัดพลิ้วตามลม
เขายังไม่ทันเงยหน้า เศษหินที่ลอยอยู่ทั่วท้องฟ้าก็สลายกลายเป็นเถาธุลีไปก่อนจะตกถึงตัวเขา
เขาเงยหน้าขึ้น ใต้ศีรษะที่เต็มไปด้วยผมขาว คือใบหน้าบิดเบี้ยวอัปลักษณ์ ใบหน้าถูกไฟเผาเสียหาย เหลือเพียงดวงตาทั้งสองข้างยังสมบูรณ์
เขาอ้าปากที่ไร้ริมฝีปากออก ลมหายใจขุ่นมัวทะลักออกจากซี่ฟัน
“นานแล้วสินะที่ไม่ได้มาโลกยุทธ์ พอดีเลยจะได้หาความสำราญ!” ชายชราผมขาวหัวเราะเหี้ยมเกรียม
ในขณะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา ยังไม่ทันที่เขาจะได้ตอบสนอง แสงสีทองก็สาดเข้าตาเขา ทำให้ทั้งตัวเขาสั่นไหว
เป็นเจียงฉางเซิงนั่นเอง ก่อนที่อีกฝ่ายปรากฏตัว เจียงฉางเซิงก็รีบรุดมาทันที ปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเขาด้วยความเร็วสูงสุด
ใช้ดวงเนตรมหามรรคา กดข่มสติรับรู้ของเขาไว้ ชายผมขาวแข็งแกร่งกว่าท่านเทพไท่ฮวงเล็กน้อย ถึงขั้นมีมูลค่าสามแสนล้าน
แต่อยู่ต่อหน้าเจียงฉางเซิงก็ไม่มีค่าอะไรเลย เพียงหนึ่งอภินิหารก็ตรึงไว้ได้แล้ว
แท้จริงแล้วขอแค่ระดับพลังยุทธ์ไม่สูงกว่าเจียงฉางเซิง เจียงฉางเซิงก็สามารถใช้อภินิหารวิญญาณโจมตีแบบเหนือกว่าได้
เป็นที่รู้กันว่าผู้ฝึกยุทธ์ไม่ได้บำเพ็ญจิตวิญญาณ เจียงฉางเซิงย่อมไม่ได้ต้องการสังหารชายผมขาว แต่ต้องการแก้ไขความทรงจำของเขา
เนตรเทวะลวงตาได้ถูกดวงเนตรมหามรรคาพัฒนาเป็นอภินิหารแล้ว ประสิทธิภาพยิ่งแข็งแกร่งขึ้น
เจียงฉางเซิงเริ่มจากอ่านความทรงจำของเขาเสียก่อน บุรุษผู้นี้ชื่อว่า ไป่ซื่อซิง เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของจักรพรรดิเก้าอัครา เช่นเดียวกับท่านเทพไท่ฮวง
จักรพรรดิเก้าอัคราหาใช่คนของโลกเทพยุทธ แต่เป็นสำนักแห่งหนึ่ง
ท่านเทพไท่ฮวงแม้จะทะยานขึ้นสู่โลกเบื้องบนแต่ไร้ซึ่งพื้นเพ จึงได้พึ่งพิงจักรพรรดิเก้าอัครา
ถึงกระนั้นท่านเทพไท่ฮวงก็ยังไม่อาจมีที่ยืนในโลกเทพยุทธจึงเกิดความชิงชังขึ้น
ไป่ซื่อซิงได้รับคำสั่งให้ลงมายังโลกเบื้องล่าง สืบหาตัวผู้สังหารท่านเทพไท่ฮวง แต่เจ้าหมอนี่กลับถือโอกาสเสเพลอยู่ในโลกมนุษย์ สารเลว!
หลังเจียงฉางเซิงอ่านความทรงจำของเขาเสร็จ ก็คิดไม่ถึงว่าเบื้องบนจะมีคนเลวแบบนี้อยู่ด้วย ไม่มีท่าทีของยอดคนแห่งวิถียุทธ์เลยแม้แต่น้อย
ในเมื่อเขาเป็นคนเช่นนี้ก็ปล่อยให้อยู่ต่ออีกสักพักหนึ่งแล้วกัน เจียงฉางเซิงเริ่มเปลี่ยนแปลงความทรงจำของไป่ซื่อซิง
ทำให้เขาเข้าใจไปว่าเขาอยู่ในโลกนี้หนึ่งเดือน เสเพลอยู่หนึ่งเดือน และสืบพบว่าผู้สังหารท่านเทพไท่ฮวงคือผู้ฝึกยุทธลึกลับผู้หนึ่งจากคงคาสวรรค์
หลังสังหารเสร็จก็หายตัวไป ไป่ซื่อซิงเคยเห็นภาพของผู้ฝึกยุทธลึกลับผู้นั้น เป็นบุรุษผู้หนึ่งรูปร่างกำยำ ส่วนอื่นก็ให้จักรพรรดิเก้าอัคราคาดเดาเอาเอง
หลังเปลี่ยนความทรงจำเสร็จ เจียงฉางเซิงก็เริ่มรอคอย ไม่ยอมให้ไป่ซื่อซิงฟื้นขึ้นมา
เพียงแค่เพิ่มความทรงจำเข้าไปหนึ่งเดือน ก็ทำให้เขาเหนื่อยล้าอยู่บ้าง ที่สำคัญเพราะระดับพลังยุทธ์ของไป่ซื่อซิงสูงมาก
หากพลังไม่ต่างกันเกินไป เจียงฉางเซิงแทบจะเปลี่ยนความทรงจำทั้งหมดของอีกฝ่ายไม่ได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ค่อยใช้อภินิหารนี้นัก แต่ครั้งนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้จึงจำเป็นต้องใช้
หนึ่งเดือนเต็มให้หลัง ไป่ซื่อซิงสะดุ้งตื่น ดวงตาเขากลับมาแจ่มชัดในพริบตา เขายิ้มแสยะ ยกมือจัดเข็มขัดแล้วชมว่า “โลกมนุษย์นี่ดีจริงๆ ได้เวลากลับแล้ว”
เขาระเบิดพลังอันแข็งแกร่งออกมาทันที จากนั้นก็ถูกพลังแห่งกฎเกณฑ์ของฟ้าดินขับไล่ลอยตัวขึ้นสู่ฟ้าพุ่งไปนอกพิภพ
กระบวนการนี้ชวนให้เวียนหัวนัก ทำให้เขามึนงงไปหมด เขาค่อยๆ ตั้งหลักกลางอากาศได้ก่อนจะพุ่งไปยังคงคาสวรรค์เบื้องหน้า
ร่างแยกของเจียงฉางเซิงก็รีบกลับเทียนจิ่งเช่นกัน ครู่หนึ่งต่อมา เจียงฉางเซิงรวมร่างกับร่างแยก รับความทรงจำเรียบร้อยก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ
จักรพรรดิเก้าอัครา เป็นอย่างที่คิดไม่ว่าอยู่ที่ไหนคนก็ยังเกี่ยวพันกันด้วยสายสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ดี
เจียงฉางเซิงคิดเงียบๆ พลางคำนวณพลังของจักรพรรดิเก้าอัครา แล้วพบว่าอยู่เกินขอบเขตที่ระบบจะตรวจจับได้
ตอนนี้ทั่วทั้งโลกยุทธไทฮวงอยู่ในขอบเขตที่ระบบตรวจจับได้หมดแล้ว แต่มหาพิภพนนิลเหลืองกว้างยิ่งกว่า ใครจะไปรู้ว่าต้องใช้เวลาอีกกี่ปีจึงจะครอบคลุมทั้งหมด
เจียงฉางเซิงหลับตาฝึกฝนต่อไป หลังผ่านเคราะห์นี้ สิ่งที่เขาต้องทำต่อไปคือบรรลุขั้นโดยเร็วที่สุด
ภายใต้ท้องฟ้าสีคราม เกาะลอยแห่งหนึ่งตั้งอยู่กลางทะเลเมฆ ฝูงนกกระเรียนเซียนบินไปมาราวขบวน พวกผู้ฝึกยุทธบางคนเหินบินหรือขี่ม้าสวรรค์ทะยานไปมาดูราวแดนเซียน
ไป่ซื่อซิงพุ่งทะยานไปอย่างรวดเร็ว ร่อนลงบนเกาะลอยแห่งหนึ่งแล้วเดินไปคุกเข่าหน้าประตูวัง
“ท่านเจ้าสำนัก ข้าสืบพบแน่ชัดแล้วว่า มีผู้หนึ่งลอบลงมาจากคงคาสวรรค์เพื่อสังหารท่านเทพไท่ฮวง”
“แต่ตัวตนที่แท้จริงยังไม่แน่ชัด รู้มาเพียงว่าฝ่ายตรงข้ามเรียกตัวเองว่า มหาปราชญ์ฉีเทียน”
ไป่ซื่อซิงเอ่ยสีหน้าแสร้งทำเคร่งเครียด ความจริงคือหลังจากลงสู่โลกเบื้องล่างเขาเอาแต่เที่ยวเล่นไปทั่ว ก็กลัวว่าจะบังเอิญเจอกับเจ้ามหาปราชญ์ฉีเทียนคนนั้น
“มหาปราชญ์ฉีเทียนหรือ…” ภายในวังดังขึ้นด้วยเสียงทุ้มหนัก น้ำเสียงแฝงความสงสัย เห็นชัดว่าไม่เคยได้ยินชื่อผู้นี้มาก่อน
ไป่ซื่อซิงกล่าวว่า “อีกฝ่ายแข็งแกร่งนัก ว่ากันว่าศึกไม่ได้ยืดเยื้อ ทั้งยังจากไปโดยไร้ผู้ล่วงรู้ เกรงว่า…”
จักรพรรดิเก้าอัคราในวังหาได้ตอบกลับไม่ ไป่ซื่อซิงเอ่ยถาม “ต้องการให้ข้าไปสืบที่โลกยุทธ์อื่นหรือไม่ขอรับ”
“ไม่ต้อง ฝ่ายนั้นคงไม่ซ่อนตัวในโลกยุทธ์อีกแล้ว ไปสืบหาตัวมหาปราชญ์ฉีเทียน เราต้องการข้อมูลของเขาทั้งหมด”
“รับบัญชา!” ไป่ซื่อซิงลุกขึ้นแล้วจากไปทันที
ปีเซียนหยวนที่หนึ่งร้อย หนึ่งร้อยปีแห่งการสถาปนาเทียนจิ่ง ทั่วทั้งอาณาจักรเฉลิมฉลองพร้อมกัน
เจียงฉางเซิงไม่ได้ปรากฏตัว แต่ให้เจียงจื๋ออวี้รับหน้าที่เป็นผู้จัดพิธี
เมืองจิงเฉิงคึกคักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เหล่าผู้ฝึกยุทธ์และสิ่งมีชีวิตเผ่าอื่น ล้วนปรากฏตัวกลางอากาศของรัฐซือ
ตั้งแต่เดือนหนึ่งถึงเดือนสาม ความครึกครื้นไม่เคยหยุด เจียงจื๋ออวี้ก็ถือว่าได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ ทำให้ผู้คนทั่วหล้ารู้ว่าเขากำลังจะเริ่มรับช่วงอำนาจจักรพรรดิ
ต้นเดือนสี่ เจียงฉางเซิงกำลังฝึกวิชา จู่ๆ ก็ลืมตาขึ้น ขมวดคิ้วแน่น “ความรู้สึกเช่นนี้…”
เจียงฉางเซิงรีบใช้พลังจิตตรวจสอบเมืองจิงเฉิง ไม่นานก็จับเป้าหมายไปที่ตำหนักองครัชทายาท
เขาส่งเสียงหาเจียงจื๋ออวี้ ไม่นานนักเจียงจื๋ออวี้ก็มาถึง ในอ้อมแขนยังอุ้มทารกชายไว้อยู่
สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความไม่สบายใจ เมื่อเดินมาถึงหน้าเจียงฉางเซิงก็ทรุดตัวลงคุกเข่าไม่กล้าสบตา
แท้จริงแล้ว เมื่อปีก่อนเจียงจื๋ออวี้เผลอปล่อยตัวมากเกินไป ทำให้อนุภรรยาคนหนึ่งตั้งครรภ์ เดิมทีเขามักหลีกเลี่ยงการให้กำเนิดบุตร ด้วยเกรงว่าจะกลายเป็นปมแย่งชิงตำแหน่งองครัชทายาท อย่างไรฮองเฮาก็ยังไม่ถูกแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ
สายตาเจียงฉางเซิงจ้องเขม็งไปที่ทารกในอ้อมแขนของเขา สังเกตเห็นว่าระหว่างคิ้วของทารกมีเส้นเลือดสีแดงบางๆ ปรากฏรอยแยกอยู่รางๆ
“เจ้าหนูนี่ไม่ธรรมดาเลย” เจียงฉางเซิงกล่าวด้วยสีหน้าซับซ้อน พลางยกมือขึ้นเล็กน้อย ดูดทารกชายคนนั้นเข้ามาตรงหน้า
เดิมทีเขายังคิดจะรอให้เจียงจื๋ออวี้แต่งตั้งฮองเฮาเสียก่อน แล้วค่อยส่งจิตวิญญาณของเจียงชิวไปเกิด ไม่คิดว่าจะมีคนชิงตัดหน้า
หากเขาเดาไม่ผิด คนผู้นี้ก็คือ ดาวสังหารนิรันดรกาล!
จิตวิญญาณนี้ไม่ทันให้เทพหรือผีรู้สึกตัว ก็มาจุติในสายเลือดของเขาแล้ว และได้รับสายเลือดของเขาไปด้วย
เขาเริ่มอ่านความทรงจำของทารกชายคนนั้น พบว่าเป็นความว่างเปล่า ไม่มีความทรงจำชาติก่อน มีเพียงพลังบางอย่างเลือนรางอยู่ในร่าง
เมื่อสังเกตอย่างละเอียด เจียงฉางเซิงพบว่า กระดูกและเส้นเอ็นของทารกชายผู้นั้นมีอักขระลึกลับประทับอยู่
แม้เขาจะอ่านไม่ออก แต่กลับรู้สึกได้ถึงจิตสังหารจากอักขระเหล่านั้น และอักขระพวกนี้สามารถดูดซับปราณวิญญาณยุทธได้ตามลมหายใจ ใช่แล้ว มันคือการดูดซับ!
ผู้ฝึกยุทธจะใช้ปราณวิญญาณยุทธเพื่อหล่อหลอมร่างกาย มีน้อยเผ่าที่สามารถดูดซับปราณวิญญาณยุทธได้โดยตรง
กระดูกและเส้นเอ็นของเด็กคนนี้กำลังเปลี่ยนแปลง เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงนั้นช้ามาก
“เสด็จพ่อ เขามีพรสวรรค์สูงหรือไม่พะยะค่ะ” เจียงจื๋ออวี้ถามด้วยสีหน้าซับซ้อน
เขาเองก็เริ่มรู้แล้วว่าปัญหาใหญ่มาเยือน หากพรสวรรค์สูงจริง พระราชนัดดารัชทายาทในอนาคตคงปราบไม่อยู่
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “อืม สูงมาก สืบทอดพรสวรรค์ของเจ้าไป แต่ดวงชะตาของเขาก็ไม่ธรรมดาเลย”
ไม่ว่าอย่างไร คนผู้นี้คือดาวสังหารนิรันดรกาล ที่กลายมาเป็นหลานของเขา เขาทำได้เพียงถอนวิญญาณออกเท่านั้น ซึ่งนั่นหมายความว่าหลานของเขาก็ต้องตายด้วย
“ข้าอยากรู้ว่า ผู้แข็งแกร่งที่สุดที่ดาวสังหารนิรันดรกาลสามารถเชิญมาได้ แข็งแกร่งเพียงใด”
[ต้องใช้แต้มเซ่นไหว้ 843,000,000,000 แต้ม ดำเนินการต่อหรือไม่]
นี่ไม่ใช่แต้มเซ่นไหว้ทั้งหมดของเขาหรือ…
เจียงฉางเซิงขมวดคิ้ว อย่างน้อยที่สุดก็พิสูจน์ได้ว่า เด็กทารกตรงหน้านี้คือดาวสังหารนิรันดรกาล และยังพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้เป็นแผนร้าย
จังหวะฟ้าประทานหรือ? ไม่มีทางบังเอิญขนาดนี้ เจียงฉางเซิงสงสัยว่า ดาวสังหารนิรันดรกาลคือดวงชะตารูปแบบหนึ่ง ที่สามารถเลือกครอบครัวที่มีสายเลือดดีที่สุดในใต้หล้ามาเกิดได้เอง
เขาส่งเด็กทารกกลับไปให้เจียงจื๋ออวี้ พลางกล่าวถาม “ตั้งชื่อให้เขาแล้วหรือยัง”
เจียงจื๋ออวี้รีบตอบประจบว่า “ยังพะยะค่ะ ขอเสด็จพ่อประทานชื่อให้ด้วย”
แม้เขาจะรู้สึกจนใจและละอาย แต่สุดท้ายก็เป็นลูกของตนเองจะทอดทิ้งไม่ได้ ความจริงคือเพียงแค่เห็นหน้าลูกเขาก็รู้สึกดีใจแล้ว
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “ตั้งชื่อว่า เจียงซั่น เถอะ หวังว่าเขาจะทำความดีไปตลอดชีวิตตามชื่อ”
“เจียงซั่นหรือ ชื่อดีมากพะยะค่ะ กระหม่อมจะอบรมสั่งสอนเขาให้ดีแน่นอน” เจียงจื๋ออวี้ให้คำมั่น
เจียงฉางเซิงโบกมือเป็นสัญญาณให้เขาถอยออกไป รอจนเขาไป เจียงฉางเซิงก็ถอนหายใจเบาๆ
เขาไม่อยากพูดเรื่องของดาวสังหารนิรันดรกาลมากนัก เพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาด จึงเพียงแค่ให้คำใบ้เพื่อให้เจียงจื๋ออวี้อบรมลูกไปในทางที่ดีเท่านั้น
ไม่นานนัก เขาก็หายตัวจากในวัง ปรากฏตัวที่อุทยาน นางกำนัลที่รออยู่รีบจัดเตรียมสุราและกับแกล้มมาให้
ในวังมีไม่กี่แห่งที่โอรสสวรรค์เสด็จมาบ่อย ดังนั้นที่อุทยานจึงมีคนเฝ้าอยู่ทุกวัน แม้สิบปีจะมาเพียงครั้งเดียวก็ต้องมีคนเฝ้า
ฉางเหยาหลิงปรากฏตัวขึ้นตรงหน้า ตรงโต๊ะแล้วนั่งลง พร้อมถามว่า “ไม่ทราบว่าฝ่าบาทเรียกหาข้ามาด้วยเรื่องใด”
เจียงฉางเซิงกล่าวว่า “เพื่อฟังเรื่องของดาวสังหารนิรันดรกาล แล้วเรารู้สึกไม่สบายใจนัก ขอรบกวนแม่นางช่วยเล่าเรื่องของดาวสังหารนิรันดรกาลให้ละเอียดอีกครั้งเถิด”