เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 351 สามโลกผนึกกำลัง
“เฮยโหว… เหตุใดพวกเจ้าจึงรู้เรื่องศึกชิงความเป็นเจ้าของโลกแห่งยุทธ เป็นเทพแห่งฟ้าดินบอกพวกเจ้าหรือ”
เฉินหลี่ไม่ตอบแต่กลับย้อนถาม สายตาจรดที่ตัวผู้เฒ่าแขนเดียว
ผู้เฒ่าแขนเดียวแค่นเสียงบอกว่า “ย่อมเป็นดังนั้น”
เฉินหลี่ถามด้วยแววตาเป็นประกายว่า “พวกเจ้ารู้จักระดับขั้นเทพแห่งฟ้าดินหรือไม่”
ผู้เฒ่าแขนเดียวขมวดคิ้ว คนอื่นๆ หันหน้ามามองกัน ต่างไม่มีใครกล้าตอบ
บุรุษชุดเกราะจ้องเฉินหลี่เขม็ง ชั่งน้ำหนักอยู่ในใจว่าจะสังหารเจ้าคนทีอ้างเรื่องผีสางมาหลอกผู้คนนี้หรือไม่
“เหนือจักรพรรดิยุทธ ยังมียุทธบรรจบเทพ หรือที่เรียกว่าเทพแห่งยุทธ”
“แม้แต่เทพแห่งยุทธ ก็ยังถูกแดนสวรรค์ปราบได้อย่างสบาย”
“พวกเจ้ามีแค่จักรพรรดิยุทธสองคน หนำซ้ำยังไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมหาจอมทัพตี้ชาง แล้วจะต่อสู้กับแดนสวรรค์ได้เยี่ยงไร”
น้ำเสียงของเฉินหลี่สูงขึ้นทันใด จากนั้นเขาก็เปิดฝาน้ำเต้าทองม่วงออก
ทุกคนตื่นตกใจจนถอยออกไป และชักกระบี่ออกมาในเวลาเดียวกัน กระบี่ส่องประกายเจิดจ้าระยิบระยับจับตาอยู่ภายในค่ายใหญ่โตนี้
เฉินหลี่ยิ้มบางแล้วกล่าวว่า “อย่าได้ตื่นตระหนก ข้าไม่ได้มาลงมือกับพวกเจ้า พวกเจ้าลองดูเทพแห่งยุทธ์ได้”
เขายกมือขึ้นส่งน้ำเต้าทองม่วงไปให้ สายตาของทุกคนจับจ้องอยู่ที่น้ำเต้าทองม่วง แต่ไม่มีใครกล้าก้าวออกไปข้างหน้า
ผู้เฒ่าแขนเดียวรีบเบียดฝูงชนและออกมาอยู่ตรงหน้าเฉินหลี่อย่างรวดเร็ว เขารับน้ำเต้าทองม่วงมาและมองลงเข้าไปจากปากขวดน้ำเต้า
ทันใดนั้นม่านตาของเขาก็หดลง พร้อมกับมีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ คนอื่นๆ ยิ่งตึงเครียดมากขึ้นด้วยกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับเขา
ผู้เฒ่าแขนเดียวสูดหายใจลึก หันหน้าไปมองบุรุษชุดเกราะและพูดว่า “แม่ทัพใหญ่ ท่านมาดูเถิด”
บุรุษชุดเกราะได้ฟังก็เดินมาทันที และคนอื่นๆ ก็ล้อมวงเข้ามาด้วย
ผู้เฒ่าแขนเดียวส่งน้ำเต้าทองม่วงให้แก่บุรุษชุดเกราะ บุรุษชุดเกราะหรี่ตามองเข้าไปในปากขวดน้ำเต้า
พบว่าภายในมีเปลวไฟร้อนระอุ และมีควันดำออกมาตลอดเวลา
เขาอยู่ในระดับขั้นที่สูง มีสายตาเหนือคนทั่วไป จึงสามารถจับภาพได้อย่างรวดเร็วว่า ภายในนั้นมีร่างที่เล็กยิ่งกว่าเม็ดทรายอยู่ร่างหนึ่ง
ซึ่งก็คือบุรุษในอาภรณ์สีดำที่เข้าโจมตีแดนสวรรค์ก่อนหน้านี้นั่นเอง
เขากำลังต่อสู้กับเปลวไฟที่ล้อมเข้ามาทุกทิศ พยายามใช้วิชายุทธ์ไม่จบสิ้น ลมปราณดุดันรุนแรง
“เป็นไปได้อย่างไร…” บุรุษชุดเกราะถลึงตากว้าง เกิดความตระหนกและหวาดกลัวอยู่ในใจ
เขาสามารถสัมผัสได้ถึงลมปราณของบุรุษอาภรณ์สีดำ ยิ่งทำให้เขาขวัญผวา เพราะนั่นหมายความว่าอีกฝ่ายไม่ใช่ภาพมายาแต่เป็นคนจริง
เป็นคนจริงๆ ที่ถูกขังอยู่ภายในขวดน้ำเต้า
แม่ทัพคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ แย่งน้ำเต้าทองม่วงไปแล้วมองเข้าไปในปากขวดน้ำเต้า
ผู้เฒ่าแขนเดียวตกใจจนด่าออกมาว่า “เจ้าเบามือหน่อย อย่าได้ปล่อยเจ้าหมอนั่นออกมาเชียว!”
หากปล่อยผู้ที่อยู่ขั้นจักรพรรดิยุทธออกมา จะต้องกลายเป็นภัยพิบัติอย่างแน่แท้!
เมื่อได้ยินคำพูดของเขา คนอื่นๆ ยิ่งตกใจมากกว่าเดิม หรือว่าสิ่งที่เจ้าคนจากแดนสวรรค์พูดจะเป็นความจริง
เฉินหลี่กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องตื่นตกใจไป จักรพรรดิสวรรค์ใสอาคมลงไปแล้ว”
“ต่อให้พวกเจ้าใช้กำลังทั้งหมดที่มี ก็ยังไมอาจปล่อยเขาออกมาได้ และเขาก็ไม่สามารถสัมผัสถึงโลกภายนอกได้ด้วย”
“มีแต่พวกเจ้าที่สามารถมองเห็นเขาเท่านั้น”
คำพูดนี้ทำให้บุรุษชุดเกราะและผู้เฒ่าแขนเดียวจินตนาการถึงจักรพรรดิสวรรค์ขึ้นมา
แม่ทัพคนแล้วคนเล่าส่งต่อน้ำเต้าทองม่วงออกไปเป็นทอดๆ เมื่อทุกคนเห็นคนที่อยู่ภายในขวดน้ำเต้าทองม่วงแล้ว ต่างต้องนิ่งงันและมีสีหน้าตื่นตระหนก
จวบจนทุกคนได้ดูหมดแล้ว เฉินหลี่จึงดึงเอาน้ำเต้าทองม่วงกลับมาในมือจากระยะไกล
เฉินหลี่มองพวกเขาแล้วกล่าวว่า “มนุษย์เดินขึ้นที่สูง… ให้พวกเจ้าโชคดี สามารถมีชีวิตอยู่ได้จนถึงท้ายที่สุด”
“แต่หลังจากหนึ่งพันปีไปแล้วเล่า ความหวังที่จะเป็นอมตะในโลกเบื้องบนก็เลือนรางนัก”
“เข้ามารวมกับเทียนจิ่งเถิด ทำศึกให้เทียนจิ่ง เมื่อมีการสถาปนาเทพในอีกหนึ่งพันปีให้หลัง อาจมีพวกเจ้าอยู่ด้วย”
“ลืมบอกพวกเจ้าไป โอรสสวรรค์แห่งเทียนจิ่ง ก็คือโอรสของจักรพรรดิสวรรค์ ซึ่งจะเป็นจักรพรรดิสวรรค์ในภายภาคหน้า”
พูดจบเฉินหลี่ก็หันหลังและจากไป
พลันมีเสียงหายใจรัวและหนักภายในค่ายทหารใหญ่ ผู้ฝึกยุทธผู้หนึ่งถามว่า “ท่านแม่ทัพใหญ่ ของในขวดน้ำเต้านั้นจริงหรือไม่”
บุรุษชุดเกราะสูดหายใจลึกแล้วกล่าวว่า “ลมปราณของเขาทำปลอมไม่ได้”
“ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อพวกนั้นขยายร่างของเขาให้ใหญ่ขึ้นก็จะเหมือนกับพวกเรา แล้วลองคิดถึงพลังทำลายล้างของวิชายุทธนานาของเขาดูสิ…”
ทุกคนคิดไปตามคำพูดของเขาและอดขวัญผวาไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น การมีอยู่ของขวดน้ำเต้านี้ เป็นสิ่งที่พวกเราไมอาจจินตนาการได้ ไม่มีทางเป็นฝีมือของผู้ฝึกยุทธเป็นแน่
บุรุษชุดเกราะกล่าวด้วยความกังวล และคำพูดนี้ก็ยิ่งทำให้ทุกคนนิ่งเงียบยิ่งกว่าเดิม
จริงด้วย… ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อนว่า ขวดน้ำเต้าขวดหนึ่งจะกักขังผู้แข็งแกร่งที่เหนือกว่าจักรพรรดิยุทธ์ได้
และเขาก็คิดถึงคำพูดของเฉินหลี่ก่อนหน้านี้อีกครั้ง เทพแห่งฟ้าดินจะเป็นขั้นยุทธบรรจบเทพหรือไม่
เมื่อกลับมายังแดนสวรรค์ น้ำเต้าทองม่วงก็ออกจากฝ่ามือของเฉินหลี่เอง และหายไปท่ามกลางทะเลหมอก ทำให้เฉินหลี่ต้องทอดถอนใจว่าอภินิหารของมรรคาจารย์ช่างกว้างขวางนัก
เขาเหินไปยังตำหนักเทพาจารย์ของฉีหยวนในทันที แล้วไปศึกษาสมบัติแห่งยุทธกับฉีหยวน
น้ำเต้าทองม่วงไม่ได้ทำให้คนในโลกยุทธ์ชื่อเทียนตื่นตกใจเท่านั้น ยังทำให้เขาเกิดความมุ่งมั่นปรารถนาอย่างมากอีกด้วย
เรื่องเล็กน้อยนี้ไม่ได้กระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของเจียงฉางเซิง ร่างแยกที่ถือคัมภีร์ภูผาสมุทรและคันฉ่องฟ้าดินไว้ในมือ ยังคงท่องไปในฟ้าดิน
ของวิเศษทั้งสองชิ้นนี้พัฒนาไปถึงขั้นที่แข็งแกร่งที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นของวิเศษชิ้นใดก็สามารถสยบท่านเทพไทฮวงในครั้งนั้นได้
เมื่อทั้งเจียงฉางเซิงและของวิเศษนี้แข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาพของสรรพสิ่งในฟ้าดินก็ยิ่งสะท้อนออกมาให้เห็นได้เร็วขึ้น
จวบจนพวกมันสามารถสะท้อนภาพของทั้งไทฮวงออกมาได้ เมื่อถึงเวลานั้น เจียงฉางเซิงก็จะสามารถรับช่วงต่อโลกยุทธ์ไทฮวงได้แล้ว
ทว่าตราบใดที่เจียงฉางเซิงไม่ใช้คันฉ่องฟ้าดิน ท่านเทพจื่อหวนก็จะจับไม่ได้ หนำซ้ำเวลานี้ยังอยู่ในช่วงเวลาของศึกชิงความเป็นเจ้าของโลกแห่งยุทธด้วย
อีกฟากหนึ่ง วิญญาณที่ตายแล้วในตำหนักยมโลกมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ยมทูตมีจำนวนมากกว่าสองแสนตน
ศึกชิงความเป็นเจ้าของโลกแห่งยุทธ์ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตำหนักยมโลก ตำหนักยมโลกยังคงสามารถเชื่อมต่อกับสังสารวัฏในโลกแห่งยุทธ์อื่นๆ ได้ เพียงแต่ในช่วงเวลานี้ยังคงมีอัตราส่วนที่น้อยมาก
ปีติงเทียนที่สามสิบห้า ณ ตำหนักเหนือเมฆา เจียงฉางเซิงเรียกประชุมเทพเซียน
จตุมหาจอมทัพ, ตรีมหาเทพสวรรค์, แม่ทัพใหญ่ดาวฟ้าสามสิบหกหมู่ดาว, เทพในกรมวายุพิรุณอัสนี เป็นต้น ทั้งหมดมารวมกันอยู่ที่นี่
นับตั้งแต่สถาปนาเทพ นี่ยังเป็นครั้งแรกที่ตำหนักเหนือเมฆาเรียกประชุมเทพเซียนทั้งหมด เหล่าเทพเซียนต่างใคร่รู้กันยิ่งนัก
ตลอดสามสิบห้าปีมานี้ พลังยุทธของพวกเขาคืบหน้าไปอย่างรวดเร็ว เพราะอาศัยโชคชะตาแห่งแดนสวรรค์ และอำนาจแห่งบัญชีสถาปนาเทพ
เทพยดาเซียนที่อยู่ในขั้นที่ต่ำกว่าผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินต่างบรรลุขั้นทั้งสิ้น
อีกไม่นานผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินและจอมราชันยุทธในแดนสวรรค์จะก้าวหน้าขึ้นราวกับระเบิดปะทุ
มูหลิงลั่วนั่งอยู่ข้างๆ เจียงฉางเซิง อวี้เหยียนอี้ในตำแหน่งดาราเทพ ซึ่งอยู่ภายในตำหนัก มองภาพนี้ด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยความอิจฉา
ไปฉีหมอบอยู่ที่ข้างหน้าเท้าของเจียงฉางเซิง ท่าทีทรนงองอาจ รู้จักวางท่าอย่างยิ่ง
เวลานี้เอง ลมสีดำวูบหนึ่งก็พัดเข้ามาภายในตำหนักเหนือเมฆา เหล่าเทพเซียนตื่นตกใจนัก
ทว่าเมื่อเห็นมรรคาจารย์ไม่มีท่าทีสะทกสะทานใดๆ พวกเขาจึงไม่กล้าบุ่มบ่ามลงมือ
ลมสีดำจางหายไป สะบั้นเศียรพาพญายมทั้งห้ามาปรากฏตัว ในจำนวนนั้นมีเจียงเชอและเจียงเสวียนเหนียนรวมอยู่ด้วย
เมื่อเห็นเจียงเสวียนเหนียน เจียงเสวียนเจินก็เบิกตาโตด้วยสีหน้าประหลาดใจและดีใจ
เจียงเสวียนเหนียนกะพริบตาส่งสัญญาณบอกเขาวาอยาได้ตื่นเต้น
“ถวายบังคมจักรพรรดิสวรรค์! ถวายบังคมจักรพรรดินีสวรรค์พะยะค่ะ!” สะบั้นเศียรกับพญายมทั้งห้าคารวะและเอ่ยพร้อมกัน
เจียงฉางเซิงบอกว่า “เราสร้างตำหนักยมโลกขึ้นมา เพื่อควบคุมระเบียบของสังสารวัฏ”
“สะบั้นเศียรเป็นเจ้าแห่งตำหนักยมโลก วันหน้าแดนสวรรค์จะได้ร่วมมือกับตำหนักยมโลกมากขึ้น”
“เมื่อตำหนักยมโลกพบกับความยุ่งยาก ก็ขอความช่วยเหลือจากแดนสวรรค์ได้”
“และเมื่อเทพเซียนในแดนสวรรค์ทำความผิด หรือต้องการลงทัณฑ์พวกทำชั่วในฟ้าดิน”
“จะถูกส่งเข้าไปในสังสารวัฏ เพื่อชดใช้กรรมในสังสารวัฏหนึ่งร้อยชาติ”
ทันทีที่เอ่ยออกไป เหล่าเทพเซียนต่างเบิกตากว้าง และสายตาที่มองไปยังสะบั้นเศียรก็เปลี่ยนไปด้วย
หยางเชอและเฉินหลี่มองสะบั้นเศียรกับเจียงเชอแล้วต้องทอดถอนใจ มรรคาจารย์ยังคงคำนึงถึงคนที่เคยรู้จักจริงๆ
ตำหนักยมโลกและแดนสวรรค์มาพบกัน ก็หมายความว่าแผนสามโลกของเจียงฉางเซิงเริ่มดำเนินการแล้ว
เกิดเสียงอื้ออึงขึ้นมาภายในตำหนักเหนือเมฆา เจียงฉางเซิงไม่ได้ระงับยับยั้ง หลังจากแดนสวรรค์คุ้นเคยกับตำหนักยมโลกแล้ว เขาจึงเอ่ยปาก
“หลังจากศึกชิงความเป็นเจ้าโลกแห่งยุทธ โลกยุทธไทฮวงจะเผยตัวต่อสายตาของมหาพิภพนิลเหลือง หรือก็คือโลกเบื้องบน”
“การมีตัวตนอยู่ของแดนสวรรค์ จะทำให้โลกเบื้องบนหวาดกลัว”
“ผู้คนบนโลกเบื้องบนล้วนเป็นผู้ฝึกยุทธที่ทรงพลัง เมื่อแดนสวรรค์ก่อตั้งขึ้นมา ก็นับเป็นการคุกคามพวกเขา”
“หลังจากหนึ่งพันปีผ่านไป แดนสวรรค์จะเผชิญกับเคราะห์กรรมครั้งแรก”
“ส่วนแดนสวรรค์จะสามารถยืนหยัดได้อย่างมั่นคงนับพันปีหรือไม่นั้น”
“นอกจากพวกเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ตามอำนาจแห่งเทพในยามปกติแล้ว ก็จะต้องหมั่นเพียรฝึกยุทธ อย่าได้ทำให้ข้าผิดหวัง”
เหล่าเทพเซียนรู้เรื่องนี้นานแล้ว ซึ่งพวกเขาก็ไม่ได้เคลือบแคลงสงสัย และคิดว่าสมเหตุสมผล
ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดล้วนต้องมีการแก่งแย่งอำนาจและผลประโยชน์ทั้งสิ้น
เมื่อแดนสวรรค์ต้องการแผ่อำนาจแห่งเทพ ก็จะต้องพบกับศัตรูที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย
หนึ่งชั่วโมงหลังจากนั้น เจียงฉางเซิงก็พามูหลิงลั่วและไปฉีหายวับไปจากภายในตำหนักเหนือเมฆา
เหล่าเทพเซียนจึงได้เข้าไปห้อมล้อมพวกสะบั้นเศียรทั้งหกคน ด้วยความใคร่รู้เกี่ยวกับตำหนักยมโลก
เจียงเสวียนเหนียนและเจียงเสวียนเจิน สองพี่น้องถึงกับเข้าสวมกอดกันอย่างตื่นเต้นยินดี
เนื่องจากมีต้นกำเนิดโชคชะตาเดียวกัน พวกเขาจึงไม่มีข้อจำกัดที่ขวางกั้นหยินและหยาง สามารถโอบกอดกันและกันได้
เจียงเชอมาหยุดตรงหน้าเจียงเทียนมิ่ง และทอดถอนใจว่า “เจ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว”
เจียงเทียนมิ่งสะท้อนใจ คล้ายคิดถึงบางสิ่งขึ้นมา มีความรู้สึกมากมายพรั่งพรูอยู่ในใจ