เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 352 มนุษย์สามัญ
ณ ตำหนักเมฆาม่วง เจียงฉางเซิงนั่งลง มูหลิงลั่วที่อยู่ข้างๆ ถามด้วยความสงสัยว่า
“สุดยอดผู้แข็งแกร่งแห่งมหาพิภพนิลเหลืองนั้นแข็งแกร่งเพียงใดเจ้าคะ”
“แข็งแกร่งอย่างยิ่ง สามารถควบคุมดินแดนทั้งสามพันได้ จะต้องได้เจอกับเขาเสียก่อน จึงจะเข้าใจความแข็งแกร่งของเขา”
เจียงฉางเซิงตอบ เขาหยิบน้ำเต้าทองม่วงออกมา ให้ดวงจิตเข้าไปสำรวจภายใน และก่อตัวเป็นร่างจิตจำแลงเทพ
ภายในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิง บุรุษอาภรณ์สีดำอ่อนล้าหมดกำลังแล้ว เขานอนแผ่หอบหายใจอยู่ตรงกลาง
ที่แห่งนี้ไม่มีแรงดึงดูด เขาจึงเป็นเหมือนดวงวิญญาณที่ล่องลอยไปมา แววตาเฉยชา
“บอกข้ามา เจ้ามีความเป็นมาเช่นใด เจ้ายังมีโอกาสรอดอยู่น้อยนิด”
เสียงหนึ่งดังเข้ามา บุรุษอาภรณ์สีดำได้ยินเช่นนั้นจึงลุกขึ้นมานั่งทันใด
เขามองร่างจิตจำแลงเทพด้วยความหวาดกลัว ถามเสียงสั่นว่า “จะ.. จักรพรรดิสวรรค์? มรรคาจารย์?”
หลังจากเผชิญกับความทุกข์ทรมานมาหลายปี ทำให้เขาความหวาดกลัวเจียงฉางเซิงเข้าไปในจิตวิญญาณ ไม่ไมอาจมีความคิดต่อต้านแม้แต่น้อย
เหตุที่เจียงฉางเซิงเก็บเขาไว้นานเพียงนี้ เพราะเจ้าหมอนี่ไม่ได้ทำให้ได้รางวัลรอดชีวิต แต่เจ้าหมอนี่ไม่ได้อ่อนด้อยแต่อย่างใด!
แล้วเหตุใดจึงไม่ทำให้ได้รางวัลรอดชีวิต? หรือว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดจะเป็นศัตรูกับแดนสวรรค์?
เมื่อมาคิดดูให้ละเอียดก็จริงอยู่ แม้เขาจะพูดจาโอหัง แต่ก็เพราะจงใจปั่นหัวและกระตุ้นตี้ชางเท่านั้น
“ตอบมาตามตรง” ร่างจิตจำแลงเทพเอ่ยอย่างเย็นชา
บุรุษอาภรณ์สีดำตอบไปทันใด เริ่มบอกความเป็นมาของตน
เขามาจากโลกเบื้องบนจริงๆ มีนามว่า เฮยโหว ขั้นยุทธบรรจบเทพ
เขาเป็นผู้ฝึกยุทธ์เผ่ามนุษย์ที่เหินสู่โลกเบื้องบนเมื่อนานมาแล้ว แต่เพราะไปล่วงเกินท่านเทพไท่ฮวง จึงถูกไล่สังหารเกือบไม่รอด
เคราะห์ดีที่หนีออกมาได้ นับจากนั้นก็หลบซ่อนตัวเรื่อยมาเพื่อรอวันแก้แค้น
แต่จนใจนักที่ท่านเทพไท่ฮวงอาศัยทรัพยากรของโลกยุทธไทฮวง และพลังอำนาจจากโลกเทพยุทธ จึงได้เป็นขั้นยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ก่อนเขาก้าวหนึ่ง ทำให้เขาหมดหวังจะแก้แค้น
เมื่อได้ยินว่าท่านเทพไท่ฮวงร่วงจากตำแหน่งแล้ว เขาจึงลงมายังโลกเบื้องล่าง ด้วยต้องการดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับท่านเทพไท่ฮวงกันแน่
แต่ไม่คาดคิดว่าจะได้มารู้ว่า ท่านเทพไท่ฮวงถูกตัวตนทรงพลังผู้หนึ่งที่เรียกว่ามรรคาจารย์สังหาร
เขาจึงได้มุ่งหน้ามายังแดนสวรรค์ด้วยอยากจะทดสอบดูสักครั้ง
ตอนต่อสู้กับตี้ชาง เขารู้สึกสิ้นหวังอย่างยิ่ง คิดว่าตนเองถูกปั่นหัวเข้าให้แล้ว ความสามารถเช่นนี้จะสังหารท่านเทพไท่ฮวงได้อย่างไร
ด้วยเหตุนี้ตนจึงได้เอ่ยปากถากถาง จวบจนเจียงฉางเซิงมาลงมือ
ร่างจิตจำแลงเทพใช้อภินิหารดวงเนตรมหามรรคาอ่านความทรงจำของเฮยโหว
เมื่อแน่ใจแล้วว่าเขาไม่ได้โกหก จึงได้คลายอภินิหารออก เฮยโหวได้สติกลับมาและไม่รู้ว่าเมื่อครู่เกิดสิ่งใดขึ้น จึงเอ่ยต่อไปว่า
“มรรคาจารย์ ศึกชิงความเป็นเจ้าของโลกแห่งยุทธในครานี้ไม่ธรรมดา ผู้คนในโลกเบื้องล่างมีไม่น้อย”
“แม้แต่ข้าก็ยังอาศัยผู้อาวุโสผู้หนึ่งช่วยให้ลงมายังโลกเบื้องล่าง โลกแห่งยุทธ์ไม่ควรไปดึงดูดความสนใจของพวกเขา เว้นเสียแต่พวกเขามาเพราะท่าน…”
“ไม่มีทางช่วงชิงโลกยุทธไทฮวงได้แล้ว”
เฮยโหวรู้สึกสับสนซับซ้อนเหลือประมาณกับมรรคาจารย์ที่อยู่ตรงหน้า
ก่อนเขาจะฝ่าฝืนบุกเข้าไปในแดนสวรรค์ ก็เคยได้ยินตำนานของมรรคาจารย์มาก่อนแล้ว ก่อนนี้คิดว่าเป็นเรื่องเหลวไหล
แต่เวลานี้จึงเพิ่งได้รู้ว่าตนเองมองฟ้าจากก้นบ่อน้ำ ก็เหมือนกับมิติปริศนาที่เขาอยู่ในเวลานี้
เขาไม่สามารถเข้าใจได้เลยว่า ที่แห่งนี้คือที่ใด เปลวไฟที่หลั่งไหลมาไม่หยุดหย่อนสามารถแผดเผาเขาได้ตลอดเวลา แต่กลับมีพลังเร้นลับคอยประคับประคองชีวิตของเขาเอาไว้
ร่างจิตจำแลงเทพเอ่ยปากว่า “จะให้ทางเลือกเจ้าสองทาง หนึ่ง เข้าร่วมกับแดนสวรรค์ โดยเริ่มต้นจากการเป็นทหารสวรรค์ สอง คือ…”
“ข้ายินดีเข้าร่วม!” เฮยโหวพูดออกไปทันใด
เมื่อได้ยินว่าอีกฝ่ายยินดีรับตนเอาไว้ เขาก็ยินดีขึ้นมาทันที เวลานี้นับว่าเขายอมศิโรราบต่อมรรคาจารย์โดยสิ้นเชิงแล้ว
แต่เพราะความทุกข์ทรมานที่ได้รับในหลายปีนี้ ทำให้เขาระมัดระวังตัวอย่างยิ่ง
ร่างจิตจำแลงเทพหายวับไป เฮยโหวร้อนใจขึ้นมาทันใด กำลังจะเอ่ยปากก็รู้สึกว่าฟ้าดินหมุนคว้าง ต่อมาเขาก็มาปรากฏตัวนอกตำหนักเมฆาม่วง
เพิ่งลืมตาขึ้นก็เห็นบัญชีสถาปนาเทพ เขาตกลงภายในบัญชีสถาปนาเทพโดยไม่อาจควบคุมร่างกายได้
แสงแรงกล้าปกคลุมการมองเห็นของเขา ความร้อนพุ่งเข้ามาจากทั่วทิศ กวาดเอาความอ่อนล้าของเขาให้หายไปสิ้น
ผ่านไปไม่นาน เฮยโหวก็ลอยออกมาจากบัญชีสถาปนาเทพ พอเขาหันหน้าไปมอง บัญชีสถาปนาเทพขนาดมหึมาก็หดเล็กลง และจากนั้นก็มุดเข้าไปในตำหนักเมฆาม่วงที่ตั้งตระหง่านอยู่ข้างๆ
เฮยโหวมีสีหน้างุนงงอย่างหนัก ไม่รู้ว่าต้องทำเช่นใด
“จงรอเถิด เวลานี้เจ้าเป็นทหารสวรรค์แล้ว ต่อจากนี้จะมีแม่ทัพสวรรค์มาพาตัวเจ้าไป”
“นับแต่นี้ต่อไป จงปฏิบัติตามคำสั่งของเขา ทำงานให้ดีและจะได้เลื่อนขั้น”
เสียงเนิบนาบของเจียงฉางเซิงดังออกมาจากภายในตำหนักเมฆาม่วง
เฮยโหวได้ฟังก็วางใจทันใด กระทั่งเริ่มตั้งตารอชีวิตบนแดนสวรรค์ต่อจากนี้
ผ่านไปพักหนึ่งก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้นข้างกายเขา เป็นตี้ชางนั่นเอง
ตี้ชางมีสีหนาสับสน และเมื่อเฮยโหวหันหน้ามามองเขาก็มีสีหนาสับสนขึ้นมาเช่นกัน คนทั้งสองจ้องหน้ากันแต่ไม่พูดจา
“บ้าจริง เขากลับได้มาเป็นคนของข้าเองรึ!” (ตี้ชางคิด)
“บ้าจริง ข้าต้องมาเป็นลูกน้องของเจ้าหนอนตัวยาวนี้!” (เฮยโหวคิด)
คนทั้งสองด่าอีกฝ่ายอยู่ในใจ เฮยโหวเผยยิ้มออกมา ก่อนจากนั้นก็พูดว่า “วันหน้าท่านโปรดบัญชาได้ตามใจ!”
ตี้ชางฝืนยิ้มแล้วกล่าวว่า “ตามข้ามา” เขาหันหลังแล้วจากไป ส่วนเฮยโหวก็เร่งเดินตามไป
ณ ตำหนักเมฆาม่วง ไปฉีทอดถอนใจว่า “นายท่าน นี่หมายความว่าท่านปราบเทพแห่งยุทธ์ไปแล้วรึ!”
เจียงฉางเซิงหลับตาลงแล้วย้อนถามว่า “น่าแปลกนักหรือ สิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ต่างก็ไม่อยากตาย แต่แรกนั่นมิใช่ว่าเจ้าก็มาในทำนองเดียวกันรึ”
ไปฉีหัวเราะเหอะๆ กล่าวว่า “ก็จริง การได้ติดตามนายท่านเป็นวาสนาอันใหญ่หลวง”
“และเป็นเพราะท่านใจบุญ ขอเพียงไม่ทำเกินเลยเกินไป ท่านก็มักเหลือทางรอดให้ผู้อื่นเสมอ”
ครั้งนั้นสวี่เทียนจียอมก้มหัวให้ หลังจากที่เขาคุกเข่าก็ได้อนาคตที่ยิ่งใหญ่นัก
เทพกระบี่, เยี่ยสวินตี่, เทพจอมโจร, สวี่หมาง และคนอื่นๆ มีคนตั้งเท่าไหร่ที่มรรคาจารย์ไว้ชีวิตจึงได้มีวันนี้
เมื่อเฮยโหวเข้าสวามิภักดิ์ ก็สามารถเสริมสร้างความยิ่งใหญ่ให้แก่แดนสวรรค์ได้จริงๆ แต่คนผู้นี้มีนิสัยยโส ซ้ำยังพูดมาก ต้องขัดเกลาให้ดี อีกทั้งเฮยโหวยังชี้แนะทหารและแม่ทัพสวรรค์จำนวนหนึ่งได้อีกด้วย
เจียงฉางเซิงพลันคิดถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมา นั่นก็คือผู้อาวุโสที่เฮยโหวเอ่ยถึง
ผู้แข็งแกร่งผู้นั้นพาคนไม่น้อยไปยังโลกเบื้องล่าง เพียงแต่ไม่ได้ลงไปในโลกยุทธไทฮวง
หนำซ้ำอีกฝ่ายยังรู้มาก่อนล่วงหน้าว่า โลกยุทธไทฮวงอยู่ในรายชื่อของศึกชิงความเป็นเจ้าของโลกแห่งยุทธ์
แสดงว่าอีกฝ่ายไม่ใช่แค่ทรงพลังเท่านั้น แต่ยังมีเส้นสายกว้างขวางด้วย จนถึงขั้นที่เป็นไปได้ว่าจะเป็นคนของโลกเทพยุทธ
เฮยโหวรู้เพียงว่าอีกฝ่ายคือ ท่านเหยียน แต่ไม่แน่ใจว่าท่านเหยียนผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใด กระทั่งไม่รู้อีกฝ่ายมีเป้าหมายใด
เจียงฉางเซิงพยากรณ์ดู แต่ตอนนี้กลับยังไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่าท่านเหยียนแข็งแกร่งเพียงใด และท่านเหยียนยังคงอยู่ในอีกโลกแห่งยุทธหนึ่งด้วย
จากความทรงจำของเฮยโหว เห็นชัดว่าท่านเหยียนกำลังวางแผนใดอยู่ อีกฝ่ายกำลังรวบรวมขุมกำลังขนาดใหญ่ จะต้องเผชิญหน้ากับสวี่เทียนจีและแดนสวรรค์ในอีกไม่ช้าก็เร็ว
เจียงฉางเซิงเริ่มเฝ้ารอว่าอีกฝ่ายจะนำรางวัลรอดชีวิตที่ยิ่งใหญ่มาให้ตนได้
ชั่วระยะเวลาหนึ่งหลังจากนี้ เมื่อเฮยโหวเข้ามาสวามิภักดิ์ แดนสวรรค์จึงได้ครึกครื้นขึ้นมา
มีเทพเซียนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รู้เรื่องที่มรรคาจารย์รับเทพแห่งยุทธคนหนึ่งเข้ามา
หนำซ้ำยังให้เริ่มจากเป็นทหารสวรรค์ด้วย ทำให้พวกเขาใคร่รู้นักจึงพากันไปดูเฮยโหว
ตี้ชางมอบหมายให้เฮยโหวเป็นคนเฝ้าประตูสวรรค์ทิศเหนือ ทำให้ประตูสวรรค์ทิศเหนือกลายเป็นประตูสวรรค์ที่ครึกครื้นที่สุด
เพื่อให้ได้เลื่อนขั้นเป็นแม่ทัพสวรรค์ในเร็ววัน เฮยโหวผูกมิตรกับเหล่าทหารสวรรค์อย่างดียิ่ง ถึงขั้นช่วยแนะพวกเขาฝึกยุทธ และถ่ายทอดวิชายุทธของโลกเบื้องบนให้พวกเขาด้วย
ในระหว่างนั้น เฮยโหวได้รู้เรื่องตำนานของมรรคาจารย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เขายิ่งรู้สึกเลื่อมใสในตัวมรรคาจารย์มากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเช่นกัน
อย่างไรเสียเขาก็ไม่เคยพบเห็นคนที่แข็งแกร่งเหมือนมรรคาจารย์ในโลกเบื้องบนมาก่อน
แม้ว่าตั้งแต่ต้นจนจบเขาจะยังไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของมรรคาจารย์ก็ตามที แต่กลับถูกสยบจนไม่เหลือความทรนงตนใดๆ
ดังนั้นภายในเวลาไม่ถึงห้าปี เฮยโหวก็สามารถเข้าไปในมหาพิภพจิตจรได้อย่างลื่นไหล จากนั้นเขาก็ต้องตกตะลึง แล้วหลังจากนั้นอีกเขาก็เริ่มหลงใหลอย่างหนัก
ปีติ้งเทียนที่สี่สิบห้า ปีนี้เองในที่สุดเจียงจื๋ออวี้ในวัยหนึ่งร้อยเก้าสิบสามปี ก็ได้ก้าวเข้าสู่ขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน และสร้างความสั่นสะเทือนให้แก่ทั้งใต้หล้าอีกครั้ง
ต่างกับชาติก่อน เจียงจื๋ออวี้ในชาตินี้ไม่ได้ปกครองราชสำนักเพียงลำพัง แต่จัดตั้งสำนักอัครมหาเสนาบดีขึ้นมา แล้วให้สำนักอัครมหาเสนาบดีดูแลเรื่องบ้านเมือง คอยหนุนซึ่งกันและกัน ส่วนตนเองก็จะมีเวลาฝึกยุทธอย่างเต็มที่
ในเรือนพำนักแห่งหนึ่งบนยอดภูเขาวิญญาณ ไม่บ่อยครั้งนักที่เจียงจื๋ออวี้จะได้พักผ่อน
เขากำลังฟังรายงานจากอัครมหาเสนาบดีสองคน หลังจากเฉินหลี่ทำลายทัพใหญ่เผ่ามนุษย์ในโลกยุทธชื่อเทียนไปครั้งหนึ่ง
โลกยุทธ์ชื่อเทียนก็ไม่ได้ยอมแพ้ในทันที และไม่ได้ถอนกำลังกลับไป แต่ยังคงก่อสงครามอีกหลายครั้งต่อไปอีก
จวบจนเมื่อสามปีก่อน จึงได้สงบลงโดยสิ้นเชิง แม่ทัพสามสิบห้าคนของชื่อเทียนยอมแพ้
“กำลังทหารที่สามารถนำกลับมาได้ราวแปดแสนนาย แต่โดยมากแล้วล้วนเป็นผู้ที่บาดเจ็บและพิการ” อัครมหาเสนาบดีผู้หนึ่งกล่าวพร้อมใบหน้าเปี่ยมรอยยิ้ม
เจียงจื๋ออวี้พยักหน้ากล่าวว่า “กระจายพวกเขาไปยังรัฐต่างๆ ในใต้หล้า และให้คงตำแหน่งทหารของพวกเขาเอาไว้”
เขาไม่ได้เก็บเรื่องของโลกยุทธ์ซื่อเทียนมาใส่ใจเป็นการชั่วคราว แมเขาจะชมชอบการทำศึกแต่เขารู้ดีว่าเทียนจิ่งจะต้องแข็งแกร่งขึ้นมาด้วยตนเอง
โอรสสวรรค์และเหล่าขุนนางอยู่สนทนาอีกสักพัก อัครมหาเสนาบดีสองคนจึงคารวะและจากไป
เมื่อพวกเขาเพิ่งออกไป ร่างหนึ่งก็ร่อนลงมาจากฟ้า เป็นเจียงเทียนมิ่งนั่นเอง
เจียงเทียนมิ่งสังเกตมองเจียงจื๋ออวี้ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เป็นขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดินจริงๆ ไม่เลวนี่”
เจียงจื๋ออวี้กลอกตามองบนแล้วกล่าวว่า “ท่านเองก็เหมือนกันมิใช่หรือ ท่านมาด้วยเหตุใด”
เจียงเทียนมิ่งนั่งลงที่โต๊ะ ก้มหน้าก้มตารินสุราให้ตนเอง ก่อนดื่มจนหมดในคราวเดียว เอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ระยะนี้ข้าเตรียมจะพาเหล่าเทพเซียนกลุ่มหนึ่ง เดินทางไปภาคกลางของไทฮวง เพื่อไปยังโลกแห่งยุทธ์อีกแห่งหนึ่ง”
“ที่นั่นมีของดีมหาศาล ข้าสามารถนำอัจฉริยะของเทียนจิ่งกลุ่มหนึ่งไปได้”
“นี่เป็นโอกาสที่พลาดไม่ได้ทีเดียว ถ้าเจ้าขอร้องข้า ข้าก็จะนำไป” เขายักคิ้วหลิ่วตาให้เจียงจื๋ออวี้
เจียงจื๋ออวี้เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “ไว้เมื่อเราเหินสู่โลกเบื้องบน ท่านต้องฟังข้านะ ตัวท่านน่ะยังกล้าต่อสู้ข้ามระดับขั้น จะไม่มีปัญหาใดจริงๆ หรือ”
เจียงเทียนมิ่งกล่าวอย่างได้ใจว่า “คนในบังคับบัญชาของข้ามีแม่ทัพใหญ่อยู่…”
“แม่ทัพใหญ่? ตี้ชางเป็นมหาจอมทัพทีเดียว จะนับเป็นคนในบังคับบัญชาของท่านได้หรือ”
เจียงเทียนมิ่งส่ายหน้าก่อนกล่าวอย่างมีลับลมคมในว่า “ข้ามีทหารสวรรค์ที่แข็งแกร่งกว่ามหาจอมทัพตี้ชาง รับรองว่าการเดินทางครั้งนี้จะปลอดภัย เจ้าจะส่งคนไปหรือไม่”
เจียงจื๋ออวี้แค่นเสียงกล่าวว่า “ต้องส่งอยู่แล้ว เรากำลังกลุ้มใจอยู่เชียว เพราะอัจฉริยะของเทียนจิ่งมีมากขึ้นเรื่อยๆ”
“เพียงแต่หากมาเป็นทหารก็จะกระทบกับการฝึกยุทธ มิสู้ออกไปเผชิญโลกเพิ่มพูนประสบการณ์ดีกว่าหรือ”
เขาเปลี่ยนเรื่องคุยพร้อมลุกขึ้นทันที กล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ได้ประลองกันนานแล้ว เวลานี้ทั้งท่านและข้าต่างเป็นขั้นผู้ยิ่งใหญ่แห่งฟ้าดิน จะไม่สู้กันสักตั้งได้อย่างไร”
เจียงเทียนมิ่งยิ้มออกมา ที่เขามาด้วยตนเอง ย่อมต้องมีความคิดนี้อยู่แล้ว
คนทั้งสองสบตาแล้วเหินขึ้นไปบนฟ้าพร้อมกัน ก่อนหายไปในทะเลเมฆ
ไม่นานนักก็เกิดเสียงดังลั่นจนหูแทบหนวกลงมาไม่ขาดสาย ทำเอาชาวบ้านในรัฐซือต่างตื่นตกใจ
บนมหาสมุทรไรขอบเขต ณ ที่ตั้งของหมู่เกาะแห่งหนึ่ง เมื่อมองจากมุมสูงคล้ายเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว
ทหารล่องลอยเป็นแถวอยู่บนอากาศ มองเห็นเป็นสีดำพรืดเต็มไปหมด คนหัวหน้าก็คือ หลินหงเฉิน
หลินหงเฉินก้มลงมองร่างหนึ่งบนเกาะพลางขมวดหัวคิ้วแน่น
“ต้ากวงเทียนช่างมีบารมีเสียเหลือเกิน มีคนมากมายมาต่อสู้กับเรา คุ้มกันหรือ?”
คนพูดคือบุรุษอาภรณ์สีม่วงผู้หนึ่ง เขายืนรับลมอยู่บนยอดเขา คนผู้นี้ก็คือ เยี่ยจ้าน ทายาทของเผ่าเยี่ยที่ลงมาจากโลกเบื้องบนก่อนหน้านี้
หลังจากเปลี่ยนเป็นอาภรณ์สีม่วงทั้งตัว และสวมมงกุฎของจักรพรรดิแล้ว ก็มีราศีของฮ่องเต้ขึ้นมาถนัดตา
ยามเผชิญหน้ากับทัพของศัตรูเต็มท้องฟ้า เขาก็ยังคงอยู่ในอาการไม่สะทกสะทาน
หลินหงเฉินเผชิญหน้ากับคำพูดของเยี่ยจ้านด้วยการแค่นเสียง และกล่าวว่า “ราชอาณาจักรหลัวหงของเจ้ารบครั้งใดชนะทุกคราว แล้วข้าจะวางใจได้เยี่ยงไร”
“เมื่อได้ยินว่า สุดยอดผู้แข็งแกร่งของราชอาณาจักรหลัวหงก็คือโอรสสวรรค์ของพวกเขา ผู้ซึ่งมีพลังยุทธที่สามารถสยบทั้งหล้าได้”
“ข้าย่อมต้องมาด้วยตัวเอง หนำซ้ำยังนำยอดฝีมือของต้ากวงเทียนมาด้วย”
เยี่ยจ้านเผยรอยยิ้มเยาะออกมา หลินหงเฉินโบกมือ กองทัพของเขาต่างกระจายแถวออกและเข้าล้อมหมู่เกาะไว้ทันใด
เยี่ยจ้านยกมุมปาก พลังของเขาปะทุขึ้นทันใด เกาะในทะเลที่อยู่เบื้องล่างเท้าของเขากลายเป็นผุยผงในพริบตา
ผิวน้ำทะเลเบื้องล่างทรุดลงไป เกาะถูกทำลายจนแหลกไปเกาะแล้วเกาะเล่า กลายเป็นลมพายุรุนแรงแสนน่ากลัวหวดไปทั่วทุกทิศ
เวลาไม่ถึงสองอึดใจ หมู่เกาะที่กว้างใหญ่ก็สลายไปไม่เหลืออยู่ กองทัพต้ากวงเทียนถูกชนกระเด็น กระบวนทัพกระจัดกระจายไปไม่เป็นท่า
หลินหงเฉินเบิกตากว้างพร้อมกับมีสีหน้าเหลือเชื่อ “เป็นไปได้อย่างไร…”
อึดใจนี้หลินหงเฉินคิดถึงมรรคาจารย์ขึ้นมา เยี่ยจ้านไม่รอให้เขาตั้งตัว ทันซัดหมัดหนึ่งขึ้นไปบนฟ้า
พริบตานั้น ลมปราณแสนน่ากลัวก็กลายเป็นกำปั้นลมหมุนม้วนขึ้นเบื้องบน
ทหารจำนวนนับไม่ถ้วนของต้ากวงเทียนถูกโจมตีจนชุดเกราะแหลก เลือดเนื้อฉีกขาดเห็นกระดูกสีขาว และไม่นานจากนั้นกระดูกขาวก็สลายกลายเป็นเถ้าปลิวว่อน
ทะเลเมฆบนฟ้าถูกชนจนกระจายตัวออก แรงปะทะซัดหลินหงเฉินจนถอยออกไป เมื่อเพ่งสายตาไปยังแขนทั้งสองข้าง ก็พบว่าเกราะป้องกันแขนเต็มไปด้วยรอยร้าว
เมื่อเขามองขึ้นไป เยี่ยจ้านก็พุ่งเข้ามาโจมตีแล้ว เยี่ยจ้านเข้าสู่สภาวะการทำศึก เขามีสีหน้าเย็นเยียบ ผมสีนิลปลิวไสว เขาใช้หมัดและลูกเตะร่างเคลื่อนไปเรื่อยๆ
ผู้แข็งแกร่งแห่งต้ากวงเทียนถูกโจมตีคนแล้วคนเล่า โลหิตสาดเต็มฟ้า รวดเร็วนัก!
แม้แต่ดวงตาเนื้อของผู้ที่แข็งแกร่งเช่นหลินหงเฉิน ก็ยังไม่สามารถจับภาพร่างกายของเยี่ยจ้านได้ ช่างรวดเร็วเหลือเกิน
หลินหงเฉินหยิบเอาทวนยาวด้ามหนึ่งออกมาจากแหวนบรรจุสรรพสิ่ง ในขณะที่เตรียมจะเข้าต่อสู้อยู่นั้น เยี่ยจ้านก็บุกมาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
ดวงตาทั้งสี่คู่ประสานกัน อานุภาพคุกคามอันน่าหวาดกลัวปกคลุมทั่วตัวหลินหงเฉิน ทำให้เขาไม่สามารถขยับตัวได้
ลมปราณก่อตัวแน่น มือขวาเขาคลายออกโดยไม่รู้ตัว ทวนตกลงไปในทะเล
เยี่ยจ้านเอื้อมมือออกไปบีบคอหลินหงเฉิน พลางเอ่ยเยาะ “เรากำลังเป็นกังวลอยู่ทีเดียวว่าจะไปหาต้ากวงเทียนได้เช่นไร นึกไม่ถึงว่าเจ้าจะนำมาส่งให้ถึงที่”
“ต้องขอบใจที่เจ้ามอบโอกาสผนึกรวมมหาสมุทรไร้ขอบเขตให้แก่เรา”
“มนุษย์สามัญ… เจ้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังเผชิญหน้าอยู่กับสิ่งใด มนุษย์สามัญไม่มีทางช่วงชิงโลกยุทธไทฮวงได้แล้ว”
หลินหงเฉินเบิกตากว้าง ในดวงตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “คนจากโลกเบื้องบน!”
ลวดลายประหลาดสีแดงที่คล้ายเปลวไฟปรากฏขึ้นมาบนหน้าผากของเยี่ยจ้าน ส่องแสงแรงกล้าออกมาและสาดลงบนใบหน้าของหลินหงเฉิน
ดวงตาของหลินหงเฉินเริ่มแปรปรวน และแววตาของเขาก็หายไปอย่างรวดเร็ว
เยี่ยจ้านหิ้วตัวหลินหงเฉินด้วยมือข้างเดียว จากนั้นก็หันหลังไปมองเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งต้ากวงเทียนที่ยังมีชีวิตอยู่ที่อยู่ไกลออกไป ก่อนเอ่ยเสียงดังว่า
“หัวหน้าของพวกเจ้าอยู่ในมือของเราแล้ว อย่าได้คิดหนี เลือกเอาว่าจะตายหรือยอมสยบให้แก่เรา!”
ทันทีที่พูดออกไป สีหน้าของเหล่าผู้แข็งแกร่งแห่งต้ากวงเทียนก็หม่นมัวเลือนลอย ไม่นานนักก็มีคนคุกเข่าลงกลางอากาศ
เมื่อมีคนเริ่มต้น ก็มีผู้แข็งแกร่งของต้ากวงเทียนคุกเข่าลงตามไปเรื่อยๆ
การต่อสู้ครั้งนี้ดำเนินไปในเวลาสั้นนัก ทว่าเลือดเนื้อและผงกระดูกที่ล่องลอยอยู่เต็มท้องฟ้า ได้พิสูจน์แล้วว่าเมื่อครู่นี้ได้เกิดการสังหารที่แสนโหดร้ายขึ้น