เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา - ตอนที่ 353 ลัทธิโบราณ ตำนานเผ่าเยี่ย
- Home
- เพิ่งเป็นเซียนได้ไม่นาน ลูกหลานกลับขอให้ข้าลงเขา
- ตอนที่ 353 ลัทธิโบราณ ตำนานเผ่าเยี่ย
ปีติ้งเทียนที่ห้าสิบ ปีนี้เทียนจิ่งสงบสุข บ้านเมืองมั่นคง แดนสวรรค์ก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นทุกวัน
นับตั้งแต่โลกยุทธ์ซือเทียนยุติการรุกราน ผู้ฝึกยุทธ์จากโลกยุทธ์ซือเทียนก็เข้าร่วมกับเทียนจิ่งไม่ขาดสาย
ขณะเดียวกันแดนสวรรค์ก็คัดเลือกทหารสวรรค์ เทพแห่งขุนเขา เทพแห่งผืนดิน และเทพธิดาจากโลกมนุษย์ทุกปี
ด้วยเหตุนี้ชื่อเสียงของแดนสวรรค์จึงแพร่หลายยิ่งขึ้น
เทียนจิ่งมีแขกมาเยือน ทูตจากต้ากวงเทียน เจียงจื่ออวี้เองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของต้ากวงเทียนมาก่อน จึงออกมาต้อนรับทูตด้วยตนเอง
ในห้องทรงพระอักษร เจียงจื่ออวี้กล่าวกับทูตทั้งสามด้วยรอยยิ้ม “ไม่นึกว่าพวกเจ้าจะมาเร็วขนาดนี้”
หัวหน้าคณะทูตเป็นชายรูปร่างกำยำแต่ใบหน้ากลับมีแววปัญญาชน เขายิ้มอย่างขมขื่นแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาทแห่งเทียนจิ่ง พวกข้ามิดิได้มาถึงเร็วเลย การเดินทางครั้งนี้เหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก”
การเดินทางหลายสิบปีเต็มไปด้วยอันตรายตลอดทาง มีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่าผ่านอะไรมาบ้าง
เหลือคนในกองเรือไม่ถึงหนึ่งในสิบ และพวกเขาก็เกือบจะยอมแพ้หลายครั้ง
เจียงจื่ออวี้ยิ้มพลางถามว่า “ไม่ทราบว่าพวกเจ้ามาเพราะเรื่องใด”
ทูตตอบว่า “ต้องการเจรจาการค้ากับเทียนจิ่ง ไม่ทราบว่าจะสามารถซื้อค่ายกลเคลื่อนย้ายของเทียนจิ่งได้หรือไม่”
เจียงจื่ออวี้ถามด้วยความแปลกใจ “ค่ายกลเคลื่อนย้ายหรือ ตอนนี้พวกเจ้ายังมีเวลาวุ่นวายกับเรื่องแบบนี้อีกหรือ”
ขันทีที่ยืนอยู่ข้างๆ กลั้นหัวเราะแทบไม่อยู่ สายตาที่มองไปยังทูตทั้งสามเต็มไปด้วยความเวทนา
ทูตขมวดคิ้วถามว่า “เหตุใดจะวุ่นวายไม่ได้เล่า ฝ่าบาท ท่านรู้เรื่องต้ากวงเทียนหรือไม่”
เขาพยายามข่มเพลิงโทสะ ก่อนเข้าวังหลวงเขารู้สึกชื่นชมและใฝ่ฝันถึงเทียนจิ่ง คิดว่าเทียนจิ่งเหนือกว่าต้ากวงเทียนทุกด้าน ทว่าเมื่อได้เข้ามาที่นี่ สายตาของเจียงจื่ออวี้และขันทีกลับทำให้เขารู้สึกเหมือนถูกดูหมิ่น
เจียงจื่ออวี้ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “หลินหงเฉิน เจ้าแห่งฟ้าแห่งต้ากวงเทียน ถูกโอรสสวรรค์แห่งราชอาณาจักรหลัวหงจับตัวไป ได้ยินว่ากองกำลังฝีมือดีของเขาก็ยอมสวามิภักดิ์ต่อราชอาณาจักรหลัวหง”
“บัดนี้ต้ากวงเทียนตกอยู่ในความวุ่นวายภายใน แม้แต่โอรสสวรรค์ก็ยังตายไปแล้ว ตอนนี้โอรสสวรรค์องค์ใหม่กำลังถูกเหล่าขุนนางช่วงชิงกัน”
“เป็นไปไม่ได้ เหตุใดพวกข้าจึงไม่เคยได้ยินชื่อราชอาณาจักรหลัวหงมาก่อน”
ทูตโกรธเคือง อีกสองคนก็มีท่าทีเช่นเดียวกัน
เจียงจื่ออวี้ส่ายหน้าแล้วกล่าวว่า “ดูท่าพวกเจ้าจะไม่รู้จริงๆ พวกเจ้าเดินทางจากต้ากวงเทียนมาที่นี่ต้องใช้เวลาหลายสิบปี ในเมื่อเป็นเช่นนี้พวกเจ้ากลับไปดูก็แล้วกัน เพียงแต่ขากลับก็อีกหลายสิบปี หวังว่าตอนนั้นต้ากวงเทียนยังจะคงอยู่”
เรื่องราวของหลินหงเฉินได้แพร่กระจายไปทั่วมหาพิภพจิตจรแล้ว อย่างไรทั้งต้ากวงเทียนและราชอาณาจักรหลัวหงต่างก็มีผู้ศรัทธาเซ่นไหว้ และทั้งสองฝ่ายถึงขั้นทะเลาะวิวาทกันเพราะเรื่องนี้
ขันทีที่อยู่ข้างๆ ก็เป็นผู้ศรัทธาเซ่นไหว้เช่นกัน เขาเองก็เคยได้ยินเรื่องนี้ จึงส่ายหน้าเล็กน้อยด้วยความเศร้าใจให้แก่ต้ากวงเทียน
เพราะในอดีต ต้ากวงเทียนเคยเป็นราชอาณาจักรที่แข็งแกร่งที่สุดในมหาสมุทรไร้ขอบเขต
ผู้ศรัทธาของเทียนจิ่งจำนวนไม่น้อยต่างคิดจะผนวกต้ากวงเทียนมาอยู่ในอาณัติ ส่วนผู้ศรัทธาของต้ากวงเทียนก็เฝ้ารอวันเช่นนี้ด้วยความหวัง แต่ไม่คาดคิดว่าระหว่างทางจะมีราชอาณาจักรหลัวหงปรากฏขึ้นมากลางคัน
ใบหน้าทูตทั้งสามมืดมน ภายในใจก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
หากจากต้ากวงเทียนมาเพียงไม่กี่ปีก็ยังพอมีความมั่นใจบ้าง แต่ในเมื่อพวกเขาจากต้ากวงเทียนมานานหลายสิบปีแล้ว พวกเขาจึงไม่มีความมั่นใจใดๆ เพราะความเปลี่ยนแปลงในช่วงหลายสิบปีนั้นมากมายเหลือเกิน
เจียงจื่ออวี้เอ่ยขึ้นว่า “อยู่ที่นี่เถอะ หากพวกเจ้ามีความสามารถเราจะไม่ปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม อีกไม่กี่สิบปีจะมีคนจากต้ากวงเทียนมามากมาย อย่างไรพวกเจ้ากลับไปก็ใช้เวลาหลายสิบปีอยู่ดี เช่นนั้นก็รอที่นี่จะดีกว่า แล้วพวกเจ้าจะรู้เองเมื่อถึงเวลา”
“ไหลฟู่ พาพวกเขาไปพักผ่อนให้ดี”
“พะยะค่ะ!”
ขันทีพยักหน้าโค้งคำนับ แล้วพาทูตทั้งสามที่สับสนและมึนงงออกไป
เจียงจื่ออวี้มองไปยังกระดาษบนโต๊ะที่จดบันทึกข่าวกรองเกี่ยวกับราชอาณาจักรหลัวหงที่เขารวบรวมไว้
“แคคนคนเดียวก็สามารถปราบต้ากวงเทียนได้ หรือว่าจะเป็นผู้มาจากโลกเบื้องบน”
เจียงจื่ออวี้ครุ่นคิดแล้วใช้พู่กันเขียนคำว่า เยี่ยจ้าน ลงไป เขารู้สึกสังหรณ์ว่าบุรุษผู้นี้จะกลายเป็นศัตรูตัวฉกาจของเขาในอนาคต
เหนือคงคาดารานอกพิภพ ท่านเทพจื่อหวนยืนอยู่ริมหน้าผา พร้อมกับสาวใช้สองคน กำลังมองดูนภาดาราอันพรั่งพราว
“ผ่านมาหลายปีแล้ว ไม่รู้ว่าโลกเบื้องล่างเป็นอย่างไรบ้าง”
ท่านเทพจื่อหวนกล่าวช้าๆ น้ำเสียงดูซับซ้อน
สตรีชุดกระโปรงขาวกล่าวด้วยความโกรธว่า “แน่ชัดแล้วว่าพวกเขาไปเข้าพวกกับมรรคาจารย์ เดิมทีก็แสร้งทำเป็นซื่อสัตย์ ตอนนี้ถึงกับไม่เสแสร้งเลย เผ่าฉางถึงกับมีพวกทรยศแบบนี้ออกมา น่าชังนัก!”
สตรีชุดกระโปรงครามเงียบงัน ดวงตาเต็มไปด้วยความสับสน
คนกลุ่มนั้นนางเป็นคนเลือกมาด้วยตนเอง จะทรยศได้อย่างไร
ตอนที่ติดต่อครั้งล่าสุด นางยังรู้สึกได้ว่าคนเหล่านั้นไม่ได้ถูกควบคุม แต่เป็นการเคารพบูชามรรคาจารย์จากใจจริง
นางจึงเกิดความสงสัยใคร่รู้ในตัวมรรคาจารย์อย่างรุนแรง เพียงแต่เรื่องทั้งหมดนี้ต้องรอจนกว่าการชิงเจ้าโลกแห่งยุทธ์จะจบสิ้นก่อน
สตรีชุดกระโปรงขาวกัดฟันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้นว่า “ท่านเทพ ระยะนี้ที่ซากสวรรค์มีพวกลัทธิโบราณโผล่ออกมา แถมยังเกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบไปทั่วฟ้าดิน”
ท่านเทพจื่อหวนกล่าวว่า “โลกเทพยุทธ์ย่อมมีคนจัดการเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเรา”
สตรีชุดกระโปรงขาวถามอย่างระมัดระวังว่า “ท่านคิดว่ามรรคาจารย์จะใช่พวกลัทธิโบราณหรือไม่”
ท่านเทพจื่อหวนขมวดคิ้วตวาดว่า “อย่าพูดเหลวไหล!”
สตรีชุดกระโปรงครามรีบกล่าวว่า “พูดบ้าอะไรออกมา บางเรื่องจะพูดพล่อยไม่ได้ อย่าลืมว่าตอนนี้ท่านเทพอยู่ในสถานะใด!”
สตรีชุดกระโปรงขาวเม้มปากพูดว่า “ก็มีแค่พวกเราสามคน หากสิ่งที่ข้าคาดไว้เป็นจริง พวกเราจะไม่เตรียมการแต่เนิ่นๆ หน่อยหรือ”
“พวกเจ้าลองคิดดูสิ ความเร็วในการเติบโตของมรรคาจารย์ รวมถึงความสามารถแปลกประหลาดในการชักจูงใจคน ท่านเทพไทฮวงยังเคยพูดเลยว่าเขาเป็นพวกผิดแผก…”
พอพูดถึงตรงนี้นางก็ไม่กล้าพูดต่ออีก
ท่านเทพจื่อหวนเงียบไป ใบหน้าเย็นเยียบ นางกล่าวว่า “เรื่องคาดเดาแบบนี้อย่าพูดอีก รอให้ศึกชิงเจ้าโลกแห่งยุทธ์จบก่อนเถอะ หากเขาทนแรงกดดันจากตระกูลเยี่ย ดาวสังหารนิรันดรกาล และยอดผู้แข็งแกร่งจากโลกเบื้องบนทั้งหลายได้ ฝ่าฟันออกมาได้ จะมีอาญาสวรรค์รอเขาอยู่แน่นอน”
สตรีชุดกระโปรงขาวไม่พูดอะไรอีก แต่ใจล่องลอยไปยังเบื้องล่าง
ของคงคาดารา ฟาสูงแผ่นดินกว้าง เมฆซ้อนเป็นชั้น ภูเขาทุกลูกตั้งตระหง่านดังคมดาบบนพื้นดินงดงามยิ่งนัก
หอสีแดงหลังหนึ่งกำลังลอยอยู่ ทรงโบราณงดงาม ใต้เรือนนั้นเต็มไปด้วยแมลงเกราะสีเลือดที่เบียดแน่นรวมกัน รองรับการบินของหอแดง
บนระเบียงชั้นสอง มีเงาสองร่างยืนเคียงกัน
หนึ่งในนั้นคือบุรุษผิวขาวซีดผิดปกติ ใบหน้าหล่อเหลาแต่ดูชั่วร้าย ผมดำยาวสลวย สวมชุดดำรัดรูป ไหล่ทั้งสองข้างมีปีกสีดำ ท่าทางดูคล้ายมารปีศาจในร่างมนุษย์
“ดาวสังหารนิรันดรกาลอยู่ในโลกนี้จริงหรือ”
บุรุษผิวขาวซีดประหลาดถาม ดวงตาราวกับเหยี่ยวเขม็งไปยังเบื้องหน้า
ข้างกายเขาคือผู้เฒ่าพัดขนนก หนวดเครายาวถึงท้อง ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ กล่าวว่า “ไม่ผิด อยู่ในโลกนี้ กลิ่นอายดวงชะตาของเขาปั่นป่วนมาก แสดงว่าอยู่ระหว่างการต่อสู้”
บุรุษผิวขาวซีดหรี่ตาลง
ผู้เฒ่าพัดขนนกถามว่า “นายน้อย ท่านแน่ใจหรือว่าจะลงมือกับดาวสังหารนิรันดรกาลตอนนี้ เหตุที่พวกนั้นยังไม่ลงมือเพราะอยากรอให้เขาตื่นขึ้นมา”
บุรุษผิวขาวซีดฮึดฮัด “ถ้ารอให้เขาตื่นจริงๆ แล้วพวกเราจะเหลือโอกาสอะไร เราลงมือก่อนก็ได้ หอแมลงกระหายเลือดมีสนามสังหารมากพอ เราเดินทางผ่านโลกยุทธ์สิบสามแห่ง ในที่สุดก็หาเขาเจอ ไม่อาจรอได้อีกแล้ว”
ผู้เฒ่าพัดขนนกพยักหน้าเห็นด้วยแล้วหัวเราะ “เจ้าหนูตระกูลเยี่ยก็คงตามมาด้วยเหตุผลเดียวกัน เขายังเด็กเกินไป ถ้าอยากปลุกสายเลือดของตระกูลเยี่ยก็ได้ แต่ต้องพึ่งดาวสังหารนิรันดรกาล”
“เฮอะ เยี่ยจ้านมันก็แค่ขยะ เทียบกับพี่ชายมันไม่ได้เลย เสียดายพี่ชายมันทั้งอัจฉริยะทั้งโดดเด่น เมื่อก่อนเผ่าเยี่ยแข็งแกร่งขนาดต่อต้านโลกเทพยุทธ์ได้ทั้งเผ่า แต่ตอนนี้เหลือแค่เศษสวะไม่กี่คนยังเอาตัวรอดอยู่”
พอพูดถึงเยี่ยจ้าน บุรุษผิวขาวซีดก็ขบเคี้ยวเคี้ยวฟัน ดูเหมือนจะมีความแค้นฝังลึก
ผู้เฒ่าพัดขนนกกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ต่อให้เผ่าแข็งแกร่งแค่ไหน ก็เป็นแค่เผ่าเดียว เทียบกับโลกเทพยุทธ์ไม่ได้ โลกเทพยุทธ์มีกระทั่งผู้เป็นอมตะ”
บุรุษผิวขาวซีดฮึดฮัด “อมตะหรือ ข้า ไทสื่อฉางเชอ ไม่เชื่อหรอก เอาเถอะ ไม่พูดถึงพวกโลกเทพยุทธ์ที่น่าขยะแขยงพวกนั้นแล้ว รีบไปจับดาวสังหารนิรันดรกาลกันเถอะ”
ผู้เฒ่าพัดขนนกพยักหน้า จากนั้นหลับตาโบกพัดขนนก แสงสีครามเป็นริ้วต่อยออกมาจากพัดมุ่งไปยังเบื้องหน้า
กลางหุบเขาปรากฏหลุมขนาดมหึมา ข้างในมีแร่หินสีเงินพิเศษระยิบระยับราวดวงดาวโผล่ออกมา
บรรดาทหารสวรรค์และผู้ฝึกยุทธ์กำลังเก็บเกี่ยวกันอยู่ บนภูเขาข้างหลุม เจียงชั่นกำลังนั่งขัดสมาธิเคลื่อนพลัง คิ้วกระบี่ขมวดแน่น
เฮยโหวก็ยืนอยู่ข้างๆ มองสำรวจไปรอบด้าน คิ้วขมวดแน่นไม่คลาย
เจียงเทียนมิ่งนั่งไขว่ห้างอยู่ใต้ต้นไม้ด้านหลัง คาบก้านหญ้าไว้ ถามว่า “เหล่าเฮย เจ้ามองหาอะไรอยู่น่ะ หน้าตาเคร่งเครียดแบบนั้น หรือว่าโลกนี้ยังมีตัวตนที่แม้แต่เทพยุทธ์ก็ปราบไม่ได้”
เฮยโหวตอบว่า “แน่นอนว่าไม่มีในโลกนี้ แต่กลัวว่าจะมีบางสิ่งที่มาจากโลกยุทธ์อื่นต่างหาก”
ไม่รู้เพราะเหตุใด ช่วงสองสามวันนี้เขารู้สึกเหมือนมีคนจับตามองตลอดเวลา
เจียงเทียนมิ่งพลิกตัวลุกขึ้น เดินมายืนข้างๆ แล้วพูดว่า “เหล่าเฮย เล่าเรื่องมหาพิภพนิลเหลืองให้ฟังต่อหน่อยสิ คราวก่อนเล่าถึงตอนที่ยอดคนเผ่าเยี่ยบุกเดี่ยวเข้าไปในโลกเทพยุทธ์แล้ว ต่อจากนั้นละ เขาช่วยคนในดวงใจได้หรือไม่”
เฮยโหวตอบอย่างไม่สบอารมณ์ “จะเป็นไปได้อย่างไร เผ่าเยี่ยมันสูญสิ้นไปแล้ว โลกนี้จะมีปาฏิหาริย์มากมายขนาดนั้นได้อย่างไร”
เจียงเทียนมิ่งถอนหายใจ “เช่นนั้นหรือ เสียดายจริงๆ ตอนนั้นเยี่ยเสินคงสังหารยอดยุทธ์กำเนิดสวรรค์ได้ด้วยขั้นยอดยุทธ์บรรจบเทพ แถมยังสู้หนึ่งต่อสามแล้วยังไล่กวาดศัตรูระดับเดียวกันไม่หยุด ตัวตนระดับนี้หายไป โลกเบื้องบนคงน่าเบื่อมากเลย”
“ก็เพราะเขาแข็งแกร่งเกินไป โลกเบื้องบนถึงไม่อาจรับเขาไว้ได้ ตอนนั้นเขาเปล่งประกายจนแม้แต่ดาวสังหารนิรันดรกาลยังหม่นหมอง”
เฮยโหวส่ายหน้า “ต้องพวกโลกเบื้องบนเท่านั้นแหละ ถึงจะรู้ว่าเผ่าเยี่ยรุ่งเรืองถึงขั้นไหน”
เขากำลังจะพูดต่อ จู่ๆ ก็รู้สึกบางอย่าง รีบหันไปมองขอบฟ้า แล้วก็เห็นจุดสีแดงหนึ่งกำลังขยายใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว
“นั่นมัน…”
เฮยโหวเบิกตากว้าง ตัวสั่นระริก
เจียงเทียนมิ่งหันไปมอง คิ้วขมวดแน่น เห็นเพียงหอแดงลอยมาจากขอบฟ้า ก็คือหอแมลงกระหายเลือดที่ออกตามหาดาวสังหารนิรันดรกาลนั่นเอง
บุรุษผิวขาวซีดที่เรียกตัวเองว่าไทสื่อฉางเชอ กำลังยืนแหงนมองพวกเขาจากชั้นล่างของหอ
“เจ้ารู้จักพวกเขาหรือ” เจียงเทียนมิ่งถามเสียงเบา
เฮยโหวไม่ตอบ เพียงแต่ร่างกายสั่นเทา ไม่นานนักหอแมลงกระหายเลือดก็บินมาลอยอยู่กลางฟ้า
บรรดาทหารสวรรค์และผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังทำงานอยู่ในหลุมใหญ่ พากันเงยหน้ามอง ไม่มีใครแสดงความหวาดกลัวเพราะมีเฮยโหวอยู่ พวกเขาไม่เกรงกลัวศัตรูใด
เฮยโหวหน้าซีดเผือด เงยหน้ามองไทสื่อฉางเชอที่อยู่บนหอแมลงกระหายเลือด พยายามฝืนยิ้มกล่าวว่า “นายน้อยไทสื่อ ท่านมาทำอะไรที่นี่หรือ”
ไทสื่อฉางเชอยืนสูงอยู่เบื้องบน มองลงมาแล้วพูดว่า “ข้าเหมือนจะเคยเห็นเจ้า แต่อย่างไรนั่นก็ไม่สำคัญ เทพยุทธ์กระจอกอย่างเจ้า กล้าดีอย่างไรมาแตะต้องดาวสังหารนิรันดรกาล”
เฮยโหวสะท้านใจ รีบถามว่า “ดาวสังหารนิรันดรกาลหรือ นายน้อยท่านล้อข้าเล่นหรือเปล่า ข้ายังไม่เคยเห็นดาวสังหารนิรันดรกาลเลยด้วยซ้ำ!”
ไทสื่อฉางเชอแค่นหัวเราะ ผู้เฒ่าพัดขนนกจ้องมองเจียงชั่น พูดอย่างเสียดายว่า “น่าเสียดาย น่าเสียดาย ถ้าช้ากว่านี้อีกสักห้าร้อยปี เขาจะต้องตื่นขึ้นกลางหายนะนี้ได้แน่นอน”
เมื่อได้ยิน เฮยโหวก็หันไปมองเจียงชั่นโดยไม่รู้ตัว ดวงตาเบิกกว้าง หรือว่า…